North Sea Jazz Festival
By admin | January 18th, 2009 | Category: Articles | 2 comments
เรื่อง : ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ
‘แจ๊สทะเลเหนือ’ วันแรก
North Sea Jazz Festival เทศกาลดนตรีแจ๊สทะเลเหนือที่มีชื่อเสียงทั่วโลก จัดขึ้นที่ประเทศเนเธอร์แลนด์หรือฮอลแลนด์เป็นครั้งแรกเมื่อปี 1976 มีแฟนแจ๊สเข้าชมการแสดงประมาณ 9,000 คน สำหรับครั้งล่าสุดเมื่อกลางเดือนที่แล้ว ทางผู้จัดการคาดว่าจะมีผู้เข้าชมมากกว่า 70,000 คน
30 ครั้งที่ผ่านมา งานนี้จัดที่เมืองเดนเฮกหรือกรุงเฮก ด้วยเหตุใดไม่ทราบ เทศกาลดนตรีแจ๊สทะเลเหนือครั้งหลังสุดที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-16 กรกฎาคมนี้ เปลี่ยนมาจัดที่ห้อง ‘อะฮอย’ ในเมืองรอตเตอร์ดัมเป็นครั้งแรก ทั้งนี้เพื่อความเหมาะสมในการใช้สถานที่ หรือไม่ก็ทางผู้บริหารระดับสูงของเมืองรอตเตอร์ดัมเชิญผู้จัดให้มาจัดที่เมืองนี้ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จักเมืองท่าแห่งนี้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม มีแต่ได้กับได้ ผลบวกทางด้านเศรษฐกิจเห็นได้ชัด ทางผู้จัดมีรายได้จากการจำหน่ายบัตรผ่านประตูจำนวนมหาศาล ค่าสปอนเซอร์ ค่าเช่าร้านค้า ร้านอาหาร ขายของที่ระลึก เช่น เสื้อ หมวก ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีผลพวงต่อธุรกิจการท่องเที่ยว ผู้คนที่มาเยือนต้องเสียค่าที่พักจับจ่ายใช้สอยซื้อเครื่องอุปโภคบริโภค
14 กรกฎาคม วันแรกของเทศกาลดนตรีแจ๊สทะเลเหนือ เราไปถึงบริเวณงานกว่า 5 โมงเย็นนิดหน่อย ตรงหน้าประตูทางเข้าห้อง ‘อะฮอย’ วง ฮอต คลับ เดอ แฟรงก์ (Hot Club de Frank) กำลังบรรเลงอยู่ภายในกระโจมขนาดกะทัดรัดพองาม คนฟังมีทั้งนั่งและยืนบนลานตามอัธยาศัย เห็นชื่อวงก็พอจะเดาได้ว่าต้องเล่นเพลงสไตล์ วงฮอต คลับ เดอ ฟรองซ์ (Hot Club de France) ของฝรั่งเศสที่มี จังโก ไรน์ฮาร์ดท์ นักกีตาร์ยิปซีที่เกิดในเบลเยียมกับสเตฟาน กรัปเปลลี นักไวโอลินชาวฝรั่งเศสที่เป็นนักดนตรีเด่นของวง ฮอต คลับ เดอ ฟรองซ์เป็นควินเททที่มีอิทธิพลต่อแจ๊สยุโรปอย่างมากและยังเป็นแบบอย่างการเล่นแจ๊สที่ชาวอเมริกันเจ้าตำรับแจ๊สยังต้องยอมยกนิ้วให้
ฮอต คลับ เดอ แฟรงก์ ได้นำเอาเพลงของ จังโก ไรน์ฮาร์ดท์ มาบรรเลงเช่น Swing de Paris; Minor Swing
นอกจากเล่นเพลงแต่งเอง ความพิเศษของวงนี้คือ เพลงร้องคั่นเหมือนกับช่วงหนึ่งของฮอต คลับ เดอ ฟรองซ์ที่มี เฟรดดี้ เทย์เลอร์ ร้องกับวง สำหรับวงฮอต คลับ เดอ แฟรงก์ มี แฟรงก์ เมสเตอร์ ผู้เล่นริธึ่มกีตาร์ ร้องเพลงที่เขาแต่งเนื้อร้องเองและเพลงฮิตที่ผู้อื่นแต่ง ดูเหมือนแฟรงก์ จะเป็นหัวหน้าวงด้วย ฮาโรลด์ เบอร์เกิส เล่นกีตาร์โซโลสไตล์จังโก ไรน์ฮาร์ดท์ ได้ดีเยี่ยมดีกว่านักกีตาร์ที่มีชื่อเสียงบางคนที่เล่นสไตล์นี้ด้วยซ้ำไป ทั้งลีลาการเล่นและอารมณ์ได้เลย ข้อสำคัญใช้กีตาร์ ‘มักกาเฟร์รี’ แบบเดียวกับจังโก
เมื่อจบการแสดง ผมเดินไปถามฮาโรลด์ว่า รู้จักฮอต คลับ เดอ ฟรองซ์ไหม! เขาตอบอย่างไม่ต้องคิดว่า “แน่นอน!” พร้อมกับกล่าวย้ำว่าโปรดปรานจังโก ไรน์ฮาร์ดท์มาก เมื่อถามต่อว่า “วงนี้มาจากฝรั่งเศสใช่ไหม” เขารีบตอบว่า “ฮอต คลับ เดอ แฟรงก์ อยู่ในเมืองรอตเตอร์ดัมนี่เอง” ยิ่งรู้ความจริงยิ่งทึ่งในฝีมือของนักดนตรีวงนี้ ทั้งเล่นและร้องเพลงฝรั่งเศสได้ดีเกินกว่าที่คิด ยังติดใจการบรรเลงของฮอต คลับ เดอ แฟรงก์ในเพลง Sous le Ciel de Paris หรือที่เรารู้จักกันในชื่อภาษาอังกฤษว่า Under Paris Sky ในลีลาวอลต์ซ ที่ไพเราะน่าฟังมาก
เยลเล ทองเกเรน ฝีมือไวโอลินจัดว่าเข้าขั้นโดดเด่นมากลูกเล่นสำเนียงของสเตฟาน กลัปเปลลี ติดมาเยอะทีเดียว เอริก เบดนาร์ซ ดีดอัปไรต์เบสหรือดับเบิลเบสได้ดี พอเทียบได้กับหลุยส์ โวลา แห่งวงฮอตคลับ เดอ ฟรองซ์ ส่วนวิม ลัมเมน เป่าทั้งคลาริเน็ตและ อัลโตแซกโซโฟน เพื่อต้องการให้ได้บรรยากาศแบบเดียวกับฮอต คลับ เดอ ฟรองซ์ บางครั้งมีมิเชล เดอ วิลเลส์ มาช่วยเพิ่มสีสันด้วยการเป่าคลาริเน็ต โดยลดริธึ่มเหลือเพียงคนเดียว
ฮอต คลับ เดอ ฟรองซ์ ออกแผ่นมาหลายชุด ก่อนการบรรเลงจะสิ้นสุดวง ฮาโรลด์ เบอร์เกิส ได้นำแผ่นซีดีมาวางขายสองอัลบั้ม 2 แผ่น ราคา 25 ยูโร
18.30น. ผู้คนทยอยเดินเข้าห้อง ‘อะฮอย’ ภายในแบ่งออกเป็นเวทีหลัก 12 ห้อง ‘โวลกา’ เป็นห้องพิเศษที่ใช้จัดคลินิกและแข่งขันดนตรีแจ๊สของดัตช์ตรงมุม ‘เซ็นทรัลสแควร์’ มีวง ‘แจ๊สจูซ’ บรรเลงก่อนการแสดงในห้องต่าง ๆ จะเริ่มขึ้น ผมชอบคอนเซปต์ของผู้จัดที่ให้ตั้งชื่อห้องล้วนเป็นชื่อแม่น้ำ เหมือนจะสื่อให้รู้ว่ากระแสแจ๊สจากที่ต่าง ๆ ไหลเข้าสู่งานดุจดังสายน้ำจากแม่น้ำหลายสายไหลมาบรรจบกันที่ รอตเตอร์ดัม

ห้อง ‘อะเมซอน’ มีวงแสดง 4 วง คือ วงแบรนฟอร์ด มาแซลลิส วงแรนดี้ นิวแมน โจ แซมเพิลทรีโอ กับนักดนตรีรับเชิญ แรนดี้ ครอว์ฟอร์ด และ เฮอร์บี แฮนค็อค ควินเทท แต่ละวงแสดงประมาณ 1 ชั่วโมง ใครอยากดูต้องเสียค่าเข้าชมต่างหากจากบัตรราคาเหมารวม
เนื่องจากตั้งแต่เวลา 18.30 น. จนถึง 01.30 น. ของวันใหม่ แต่ละห้องมีการแสดงแม้จะจัดสลับเหลื่อมกัน บ้างก็ชนอันอุตลุด ทำให้ผู้ชมต้องตัดสินใจชอบใคร เล็งใครไว้ต้องรีบเข้าไปจองที่ มิฉะนั้นอาจจะพลาดได้ ผมตัดสินใจไปที่ห้อง ‘ฮัดสัน’ เพื่อดู เจมส์ คาร์เตอร์ ควินเทท ประกอบด้วย เจมส์ คาร์เตอร์ (เทเนอร์แซกโซโฟน) ดไวท์ อดัมส์ (ทรัมเป็ต) เจอราร์ด กิ๊บส์ (เปียโน) ราล์ฟ อาร์มสตรอง (ดับเบิลเบส) เลนาร์ด คิง (กลอง) ช่วงหนึ่งเล่นกับแจ๊สออร์เคสตรา ออฟเดอะคอนเสิร์ตเกบาว บรรเลงผลงานของอดีตนักเทเนอร์แซกโซโฟนชื่อก้อง ดอน ไบอัส
แค่วงแรกก็คุ้มค่าดูแล้ว เจมส์ คาร์เตอร์ เก่งกาจเกินกว่าที่เคยฟังจากแผ่นซีดีมาก
ไม่รอช้ารีบตรงไปที่ห้อง ‘ดาร์ลิง’ ดู แบรด เมห์ลดาว ทรีโอ ยืนชมฝีมือเปียโนของ แบรด มีเบสคู่ใจ แลร์รี เกรนาเดียและ เจฟฟ์ บัลลาร์ด ตีกลอง ฟังแค่ 2 เพลงยังไม่อิ่มใจก็ต้องตัดใจรีบเดินขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้นสองห้อง ‘มาดีรา’ เพื่อชม เจสัน มอแรน ทรีโอ อันลือชื่อที่มีทารัส มาทีน (เบส) และ นาชีต เวตส์ (กลอง) ร่วมงานมาตั้งแต่ต้น เจสัน นักเปียโนแจ๊สรุ่นใหม่ได้โชว์ฝีมือการเล่น ‘สไตรด์’ ได้ดีอย่างน่าอัศจรรย์ ห้อง ‘มาดีรา’ รู้สึกนั่งสบายหน่อย ระบบเสียงดีมากเป็นห้องถาวร ไม่ได้เป็นห้องชั่วคราวอย่างสองห้องแรก
พักหูพักสายตาด้วยการกินอาหารแก้หิว ดื่มกาแฟเข้าไปหนึ่งถ้วย ความกระปรี้กระเปร่ากลับคืนมาทันที ประมาณ 3 ทุ่มกลับไปที่ห้อง ‘ฮัดสัน’ อีกครั้งหนึ่งเพื่อชมการแสดงของวง เบนนี โกลสัน ออล สตาร์ส การบรรเลงของวงในครั้งนี้เพื่อรำลึกถึงอดีตนักทรัมเป็ตชื่อดัง คลิฟฟอร์ด บราวน์ เขาใช้นักทรัมเป็ตถึงสองคน คนแรกเอ็ดดี้ เฮนเดอร์สัน อีกคนหนึ่ง แรนดี้ เบรคเกอร์ ไม่มาตามนัด ทางวงเอานักทรัมเป็ตสิงห์หนุ่มมาแทนคือ รอย ฮาร์โกรฟ ผู้เล่นเปียโน ไมค์ เลอโดน แม้ชื่อจะไม่คุ้นนักแต่ฝีมือเข้าขั้น หากไม่แน่จริงคงไม่ได้เล่นกับอาร์ต ฟาร์มเมอร์ และ มิลต์ แจ็กสัน ส่วนผู้เล่นเบส บัสเตอร์ วิลเลียมส์ และมือกลอง อัล ฟอสเตอร์ แฟนแจ๊สคงคุ้นเคยดีอยู่แล้ว
เบนนี โกลสัน นักแต่งเพลง นักเทเนอร์แซกโซโฟนชื่อดังเปิดวงด้วยเพลง Joy Spring และไม่ลืมเอา Jodu ผลงานเอกของ คลิฟฟอร์ด บราวน์ มาบรรเลง ความเป็นคนร่าเริงของ เบนนี โกลสัน ทำให้คนฟังพลอยสนุก เพลิดเพลินไปกับการบรรเลงของวงด้วย
ย้อนกลับไปที่ห้อง ‘มาดีรา’ เป็นรายการที่พลาดไม่ได้ นั่นคือการบรรเลงของ แพท มาร์ติโน นักกีตาร์ ‘บีบ็อพ’ ที่หาชมได้ยาก เพราะนาน ๆ ครั้งจะได้เห็นเขาออกแสดง ควอร์เททของเขาประกอบด้วยนักดนตรีอีก 3 คน ริค เจอแมนสัน (เปียโน) เกรกอรี ไรอัน (เบส) สกอตต์ แอลเลน รอบินสัน (กลอง)
แพท มาร์ติโน ในท่าทางที่ดูอิดโรย ตัวผอม เนื่องจากสุขภาพไม่ดีมาตลอด แต่พอเริ่มด้วยเพลง Four On Six ของ เวส มอนท์กัมเมอรี เสียงกีตาร์ที่ไหลรวดเร็ว เฉียบขาด ดูขัดแย้งกับบุคลิกภาพของเขาโดยสิ้นเชิง ได้เห็นฝีมือจะๆ ต้องยอมรับว่า แพท มาร์ติโน เป็นนักกีตาร์แจ๊สที่ยิ่งใหญ่สมคำเล่าลือ
เขาต่อด้วยเพลงดังของเวส มอนท์กัมเมอรีอีกหนึ่งเพลงในลีลาแจ๊ส วอลต์ซ Full House จากนั้นเล่นเพลงแต่งเองในแผ่นชุดที่อุทิศแค่ เวส มอนท์กัมเมอรีแล้ว จบด้วย Oleo ฮาร์ดบ็อบชื่อก้องของซันนี รอลลินส์ เพลงที่เขาเคยเล่นอัดแผ่นมาก่อน
ก่อนไปที่ห้อง ‘ฮัดสัน’ เป็นครั้งที่สามเพื่อชมวง เอ็ดดี้ ปัลเมียรี แอโฟร-แคริบเบียน ออล สตาร์ วงที่ได้รางวัล ‘แกรมมี’ ประเภทละตินแจ๊สยอดเยี่ยมปีนี้จากแผ่นชุด Listen Here ! มันสะใจทั้งที่รู้สึกง่วงนิด ๆ
เสียดายไม่ได้ชม เรจินา คาร์เตอร์ ควินเทท เพราะเวลาตรงกับการบรรเลงของวงเอ็ดดี้ ปัลเมียรี ส่วน บิลล์ ฟริเซลล์ ควินเทท ที่ห้อง ‘เมอร์เรย์’ คนแน่นจนเข้าไม่ได้
อีกหลายวงที่อยากดู แต่วิ่งรอกไม่ทัน
วง เอ็ดดี้ ปัลเมียรี เลิกเกือบตีสอง
‘ท็อปด็อกบราสแบนด์’ มาบรรเลงอยู่แถวประตูทางออก เพื่อให้ผู้ที่ยังไม่อยากกลับได้เฮฮากันต่อ
แจ๊สทะเลเหนือ’ วันที่สอง

ประสบการณ์จากเทศกาลดนตรีแจ๊สทะเลเหนือ (North Sea Jazz Festival) ในวันแรกที่วิ่งรอกชมการแสดงดนตรีติดต่อกันเกือบ 10 ชั่วโมง รู้สึกมากเกินไป ล้านิดหน่อยเพราะบางห้องอากาศถ่ายเทไม่สะดวก เนื่องจากคนแน่นมาก
พอวันที่สองของงานคือวันที่ 15 เดือนที่แล้ว ต้องเปลี่ยนแผนเลือกดูเฉพาะวงที่อยากดูจริง ๆ ต้องตัดใจทิ้งบางวงไปบ้าง เพื่อให้การชมและการฟังเกิดความรื่นเริงบันเทิงใจ มีเวลาพักหู พักตาบ้าง
แจ๊สทะเลเหนือ ได้ชื่อว่า เป็นเทศกาลดนตรีแจ๊สที่จัดภายในอาคารหรือ ‘อินดอร์’ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายในศูนย์ ‘อะฮอย’ ในเมืองรอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์หรือ ฮอลแลนด์ แบ่งออกเป็นเวทีสำหรับแสดงดนตรีหลัก 12 ห้อง แต่ละห้องมีการแสดง 3-5 รอบ ยกเว้นห้อง ‘โวลกา’ มีการแสดงดนตรีสลับกับ ‘คลีนิก’ ตั้งแต่ 18.30 น. จนถึงเกือบตีสองของวันใหม่ เวลาการแสดงของแต่ละเวทีจึงซ้อนกัน
ความหลากหลายของดนตรีจึงเปรียบเสมือนอาหารบุฟเฟ่ต์ ใครใคร่กินอะไรก็ตักเอาเอง เฉกเช่นใครอยากชมอยากฟังศิลปินคนใด หรือวงใดก็เลือกดูได้ตามอัธยาศัย
ที่อยากดูใน ‘แจ๊สทะเลเหนือ’ วันที่ 15 กรกฎาคม แต่ไม่ได้ดู คือ โจอี้ กัลเดรัสโซ นักเปียโนที่เริ่มมีชื่อเสียงจากการเล่นกับ ไมเคิล เบรคเกอร์ อัดแผ่นเองหลายชุด บาดี อัสสาด นักร้อง นักกีตาร์สาวชาวบราซิลที่มีความเฉียบขาดไม่แพ้นักดนตรี นักร้องชาย เทรซี แชปแมน วงทาวเวอร์ออฟเพาเวอร์ วงเดอะแบดพลัส ส่วนแบนฟอร์ด มาร์แซลลิส เซอร์จิโอ เมนเดส และ ‘แรนดี้ เบรคเกอร์ บิลล์ เอแวนส์ โซลบ็อพแบนด์’ เคยดูมาแล้ว
ก่อนทุ่มครึ่ง เข้าไปจับจองที่นั่งเพื่อชมการบรรเลงของ แฮงค์ โจนส์ ทรีโอ ที่ห้อง ‘ดาร์ลิ่ง’ แน่นอนที่อยากเห็นตัวจริงมากที่สุดคือ แฮงค์ โจนส์ นักเปียโนที่ชอบมากคนหนึ่ง มีแนวการเล่นที่น่าฟัง งดงาม มีความเป็นธรรมชาติมากกว่านักเปียโนแจ๊สทุกคน แฮงค์ โจนส์ นักเปียโนวัย 88 ผู้นี้มีชื่อเสียงมาตั้งแต่ตอนอายุ 20 ต้น ๆ โดยเล่นกับโคลแมน ฮอว์กินส์ เล่นประกอบให้กับ เอลลา ฟิตซ์เจอรัล 6-7 ปี ส่วนใหญ่แฮงค์เป็นนักดนตรีอิสระเล่นกับใครต่อใครนับไม่ถ้วน คุณสมบัติพิเศษของแฮงค์คือเล่นกับนักดนตรีนักร้องคนใด เขาจะปรับตัวปรับแนวการเล่นให้เข้ากับงานที่ทำอย่างกลมกลืน ไม่หวือหวาหรือพยายามสร้างปมเด่นให้แก่ตนเองมากเกินไป เหมือนอย่างนักดนตรีบางคนที่มีอัตตา
ด้วยเหตุนี้ แฮงค์ โจนส์ จึงอยู่ในวงการได้นาน เป็นที่ยกย่องนับถือของทั้งผู้ร่วมงานและแฟนแจ๊ส ถือเป็นบุคคลตัวอย่างในวงการดนตรีแจ๊ส นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาได้รับ ‘พอล อัคเคต อวอร์ด’ ปีนี้บนเวที
เดิมรางวัลนี้ชื่อ ‘เบิร์ด อวอร์ด’ เพิ่งมาเปลี่ยนชื่อรางวัลเมื่อปี ค.ศ.2000 ทั้งนี้เพื่อเป็นเกียรติแด่ พอล อัคเคต ผู้ก่อตั้งบุกเบิกจัดงาน North Sea Jazz Festival ที่กรุงเฮกผู้ซึ่งล่วงลับไปเมื่อปี 1992 ผู้จะได้รับรางวัลนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นนักดนตรีที่รู้จักกันกว้างขวางเท่านั้น ผู้มีส่วนส่งเสริมสนับสนุนแจ๊สก็ได้รับการพิจารณาเช่นกัน ทางคณะกรรมการจัดงานจะเลือกสรรผู้ที่เหมาะสม สมควรจะได้รับ
ไมล์ส เดวิส เป็นนักดนตรีที่ได้รางวัลนี้เป็นคนแรกเมื่อปี ค.ศ.1985 ต่อมานักดนตรีที่ได้รับเช่น เดวิด เมอร์เรย์, เบนนี คาร์เตอร์, ดิซซี กิลเลสปี, สเตฟาน กรัปเปลลี, สแตน เกตซ์, ซันนี่ รอลลินส์, ออร์เนตต์ โคลแมน, เรย์ บราวน์ แฮงค์ โจนส์ ทรีโอ มี จอร์จ มราซ นักเบสฝีมือเยี่ยมชาวเช็ก เป็นกำลังสำคัญของวง ซึ่งเคยมาเล่นกับวง เบนนี โกลสัน ที่กรุงเทพฯ ผมยังติดใจการบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ ‘สายฝน’ ของจอร์จไม่หาย เขาสีทำนองด้วยคันชัก ไพเราะ น่าฟังมาก วิลลี โจนส์ ตีกลองให้กับวง
แฮงค์ โจนส์ ทรีโอ เปิดวงด้วยเพลงบลูส์แบบ ‘บ็อพ’ ของ ชาร์ลี พาร์กเกอร์ Au Privave แล้ว ‘สวิง’ ต่อด้วย Lady Luck ผลงานของแฟรงค์ ฟอสเตอร์ ร่วมกันแต่งกับน้องชายของแฮงค์ คือแธด โจนส์ นักทรัมเป็ต นักแต่งเพลงชื่อดัง เพลงที่สามแฮงค์ โจนส์ ทรีโอ บรรเลงเพลง Interpret ผลงานของ จอร์จ รัสเซลล์ นักประพันธ์เพลงที่มีชื่อเสียงเจ้าตำรับทฤษฎี The Lydian Chromatic Concept
โรแบร์ตา กัมบารินี นักร้องสาวอิตาลีกำลังมาแรง ประเดิมกับแฮงค์ โจนส์ ทรีโอ ด้วย Easy To Love ทำนองและเนื้อร้องโดย โคล พอร์เตอร์ เพลงที่เธอนำมาตั้งเป็นชื่ออัลบั้มอัดขายทั่วโลก ซึ่งได้รับคำชมจากเควิน โลเวนทัล นักวิจารณ์แห่งหนังสือพิมพ์ ‘บอสตัน โกลบ’ ไมเคิล เบรคเกอร์ ยังออกปากชมว่าเป็นชุดที่เยี่ยมมาก ความสามารถพิเศษคือ โรแบร์ตาร้อง ‘สแกต’ ได้คล่องและดี เพลงนี้จึงเปิดโอกาสให้เธอได้โชว์การร้อง ‘สแกต’ อิมโพรไวส์ยาวเหยียดเป็นที่ถูกอกถูกใจของแฟนหน้าเวทีอย่างมาก
Easy To Love บางครั้งเขียนเต็มว่า You’d Be So Easy To Love
โรแบร์ตา เปลี่ยนอารมณ์เพลงด้วยเพลง ‘บัลลาด’ ชื่อกระฉ่อน Skylark ของโฮกี คาไมเคิล พรรณนาอารมณ์รักอันแสนโรแมนติกด้วยการเรียงร้อยคำของกวี จอห์นนี เมอร์เซอร์ พลันเธอปลุกคนฟังให้ตื่นจากภวังค์แห่งความหวานชื่นด้วยเพลง On The Sunnyside Of The Street ร้อง ‘สแกต’ เลียนเสียงแซ็กโซโฟนด้วย ‘ดับเบิลไทม์’ ที่แม่นยำ
โรแบร์ตา กัมบารินี เป็นนักร้องที่เกิดในเมืองโตริโน ประเทศอิตาลี มีสุ้มเสียงออกไปทางนักร้องผิวสี เริ่มได้ร้องอัดแผ่นกับนักดนตรีชาวอิตาลี เมื่อปี 1986 สองปีต่อมาเธอได้รับทุนไปเรียนที่นิวอิงแลนด์คอนเซอร์เวทอรี สถาบันดนตรีที่มีชื่อเสียง เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา ปีเดียวกันนี้เธอได้รางวัลที่สามจาก Thelonious Monk Jazz Competition นี่คือบันไดที่ทำให้เธอได้ก้าวขึ้นสู่การเป็นนักร้องอาชีพในมหานครนิวยอร์ก ได้ร่วมงานกับนักดนตรีแจ๊สชั้นแนวหน้ามากมาย เช่น ไมเคิล เบรคเกอร์, เฮอร์บี แฮนค็อค, รอย ฮาร์โกรฟ, ซีดาร์ วอลตัน, รอน คาร์เตอร์, คริสเชียน แม็คไบรด์ และ แฮงค์ โจนส์
ก่อนสามทุ่มครึ่ง เดินไปยังห้อง ‘ฮัดสัน’ ที่อยู่เยื้องกับห้อง ‘ดาร์ลิ่ง’ เพื่อชมการบรรเลงของ ‘แม็คคอย ไทเนอร์ ออลสตาร์ เซปเทท’ เห็นรายชื่อนักดนตรีมั่นใจได้ว่าต้องเยี่ยม
การบรรเลงเริ่มด้วย In A Mellow Tone ของ ดุ๊ก เอลลิงตัน ทุกอย่างเป็นไปดังที่คาดคิดไว้ ทีมเครื่องเป่าหายห่วง โดนัล แฮร์ริสัน (อัลโตแซ็กโซโฟน) นิโคลัส เพย์ตัน (ทรัมเป็ต) สตีฟ เทอร์เร (ทรอมโบน)
เท่าที่เห็นผู้เล่นเทเนอร์แซ็กโซโฟนไม่ใช่ เอริก อเล็กแซนเดอร์ ตามที่ระบุน่าจะเป็น ทอมมี สมิธ นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนชาวอังกฤษ ที่มีอนาคตไกล ศิษย์เก่า ‘เบิร์กลี’ มีชื่อเสียงจากการเล่นกับ แกรี เบอร์ตัน ดูเหมือนช่วงนี้มีงานสอนในรอตเตอร์ดัมด้วย ผู้เล่นเบส คือ ชาร์เน็ต มอฟเฟตต์ ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการดนตรีแจ๊สตั้งแต่เด็ก คนกลองคือ เอริก เกรวัตต์
Impressions ของจอห์น โคลเทรน หัวหน้าเก่าของแม็คคอย ไทเนอร์ ที่น่าสังเกตคือ แม็คคอยเปิดโอกาสให้นักดนตรีทุกคนแสดงฝีมือโซโลได้เต็มที่ เพราะแต่ละคนเป็นโซโลอิสต์ที่มีฝีมือฉกาจอยู่แล้ว โดยเฉพาะสตีฟ เทอร์เร นอกจากแสดงฝีมือทรอมโบนที่เป็นเครื่องดนตรีหลักแล้ว ยังได้อวดลูกเล่นการเป่าหอยอย่างไม่มีใครเทียบได้ จนได้รับการยกย่องเป็นนักดนตรีอันดับหนึ่งประเภทเครื่องดนตรีเบ็ดเตล็ด คือ การเป่าหอย เขาใช้หอยสังข์ขนาดต่าง ๆ หลายตัว เป่าสลับกันอย่างมันปากสะใจคนดู รู้สึกจะได้รับเสียงปรบมือดังและยาวกว่านักดนตรีคนอื่นในวง
การจัดวงและสไตล์การบรรเลงของวง แม็คคอย ไทเนอร์ ฟังสนุก ตื่นเต้น เร้าใจ แม้แม็คคอยจะเป็นยอดนักเปียโน แต่ก็ไม่เล่นพร่ำเพรื่อจนเกินไป
ณ เวทีเดียวกันต่อด้วยการบรรเลงของวง ‘ทรีโอ บียอนด์’ ประกอบด้วยนักดนตรีระดับดารา 3 คน ได้แก่ แจ็ค ดีจอห์เนตต์ (กลอง) จอห์น สโกฟิลด์ (กีตาร์) แลร์รี โกลดิงส์ (ออร์แกน) เพลงที่บรรเลงเป็นเพลงในแผ่นที่อัดให้กับ ‘อีซีเอ็ม เรคคอร์ด’ ชุด Saudales อุทิศแด่โทนี วิลเลียมส์ มือกลองยิ่งใหญ่ในแวดวงแจ๊ส ความคล่องตัวของนักดนตรีทั้งสามคนไม่ต้องพูดถึง ทุกคนมีประสบการณ์การเล่นมาอย่างโชกโชน ตามความเห็นส่วนตัว คิดว่าแลร์รี โกลดิงส์ เล่นได้ดีเยี่ยม ปรับเสียงออร์แกนและแนวการเล่นมีสีสันมาก
ประมาณสองยามครึ่งที่ห้อง ‘ฮัดสัน’ เป็นการบรรเลงปิดท้ายด้วย เคนนี แกร์เรตต์ ควอร์เทท ประกอบด้วย เคนนี แกร์เรตต์ (อัลโตและโซปราโนแซ็กโซโฟน, ฟลู้ต) คาร์ลอส
แม็คคินนีย์ (เปียโน) คริสโตเฟอร์ ฟันน์ (กลอง)
เคนนี แกร์เรตต์ มีชื่อเสียงจากการได้เล่นกับไมล์ส เดวิส ในยุคสุดท้ายที่อัดแผ่นชุด Amadla; Dingo เขาเล่นกับนักดนตรีที่โด่งดังอีกหลายคนเช่น ทอม ฮาร์เรลล์, วอลเลซ โรนีย์, โดนัล เบิร์ด…
เทศกาลดนตรีแจ๊สทะเลเหนือวันที่สองยังมีอะไรดี ๆ น่าสนใจอีกเยอะแต่เนื้อที่จำกัด ยังไงลองติดตามอ่านสรุปการแสดงดนตรีวันสุดท้ายของงานนี้ครั้งหน้า
วันสุดท้ายในแจ๊สทะเลเหนือ

วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม 2006 ที่เพิ่งผ่านไปไม่นาน เป็นวันสุดท้ายของ ‘แจ๊สทะเลเหนือ’ (North Sea Jazz) ที่ศูนย์ ‘อะฮอย’ เมืองรอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์หรือ ฮอลแลนด์
วันนั้นงานเริ่มเร็วกว่าวันแรกและวันที่สอง 2 ชั่วโมง ที่ร่นเวลาให้เร็วขึ้น เพื่อจะได้เลิกเร็วกว่าสองวันแรกชั่วโมงครึ่ง เคยเลิกตีสองของวันใหม่ ก็เลิกแค่สองยามครึ่ง ทั้งนี้คงเพื่อให้คนท้องถิ่นที่มาร่วมงานจะได้ไปเตรียมตัวทำงานในวันรุ่งขึ้น ส่วนคนต่างถิ่นอาจต้องเตรียมตัวเดินทางกลับบ้าน หรือไม่ก็อยู่ต่อเพื่อท่องเที่ยวไปตามเมืองอื่นของเนเธอร์แลนด์ เช่นคนมาจากแดนไกลอย่างผม วางแผนจะนั่งรถไฟเข้าไปตะลุยกรุงอัมสเตอร์ดัม เป้าหมายแรกคือพิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะ แหล่งรวมผลงานจิตรกรรมของจิตรกรชื่อก้องโลกที่คนรักศิลปะอยากจะหาโอกาสไปสัมผัสด้วยตาตนเองสักครั้งในชีวิต
16.30 น. ภายในศูนย์อะฮอยใกล้ประตูทางเข้า ผมเดินตรงไปยังห้อง ‘มาส’ ซึ่งเดินทะลุออกไปยังห้อง ‘ไนล์’ และ ‘คองโก’ ได้ ไม่รอช้ารีบเดินสาวเท้าไปยังห้อง ‘คองโก’ เพื่อชมการแสดงของวง ‘กาชาโอ’ ที่เล็งไว้ก่อนแล้ว ต้องชมให้ได้ ‘กาชาโอ’ มีชื่อจริงว่า อิสราเอล โลเปซ เป็นหนึ่งในจำนวนนักดนตรีที่บุกเบิกและพัฒนาดนตรีละตินในสหรัฐอเมริกา กาชาโอนักเบสจากกรุงฮาวานา คิวบา เริ่มเป็นนักดนตรีอาชีพเมื่ออายุ 13 ปี งานแรกเล่นกับ ฮาวานาซิมโฟนีออร์เคสตรา
แต่เดิมไม่คิดว่าจะเลือกเล่นเบส เพราะในหมู่ญาติพี่น้องเป็นนักเบสกว่า 30 คน เขาเกิดมาท่ามกลางครอบครัวนักดนตรี ทั้งพี่ชาย พี่สาวก็เป็นนักดนตรี ตอนอายุเพียง 7 ปี เขาเล่นกีตาร์และตีกลอง ‘บองโก’ ในวงเยาวชน ‘เอล กอนฮุนโต มิเกล เด เซสเต’ เล่นเบสกับอิกนาเซียว วิลลา ออร์เคสตรา บรรเลงประกอบหนังเงียบในโรงหนังท้องถิ่น
ช่วงปี 1932-1963 กาชาโอเป็นสมาชิกวงฮาวานาฟิลฮาร์มอนิก ออร์เคสตรา ควบคุมวงโดย เปโตร ซันฮวน และเล่นกับวงของนักไวโอลินมาร์เซลิโอ กอนซาเลส วงนี้เปิดโอกาสให้เขาโซโลเบส ทำให้ได้มาซึ่งชื่อเล่นว่า ‘กาชาโอ’ (Cachao) ย่อมาจาก ‘กาชันเดโอ’ (Cachandeo) ภาษาสเปนหมายถึง ร่าเริง สุขใจ อย่างมีชีวิตชีวา
ช่วงที่เป็นสมาชิกฮาวานาฟิลฮาร์มอนิกออร์เคสตรา ได้แบ่งเวลาส่วนหนึ่งไปเล่นกับเอร์เนสโต มูนนอซ, อันโตนิโอ มาเรีย กรูซ และ เฟร์นันโด กอลลาโซ สามปีต่อมาคือปี 1938 เขากับพี่ชายนักเปียโน ออเรสเตส โลเปซ เข้าไปเล่นในวง ‘ลาปริเมร่า มาราวิยา เดล สิโกร’ หัวหน้าวงคือ อันโตนิโอ อาร์กาโญ เพลง Gloria Maceo และ Orestes Mambo ของ กาชาโอ ที่สองพี่น้องตระกูล โลเปซ ช่วยกันวางรูปแบบจังหวะใหม่เรียกว่า ‘มัมโบ’ หรือ ‘แมมโบ’ ที่ต่อมา เปเรซ ปราโด ได้รับเอาแนวเพลงและจังหวะเพลง ‘มัมโบ’ ไปต่อยอดจนทำให้ดังไปทั่วโลก จนได้รับสมญาว่า ‘ราชามัมโบ’ ในวงการดนตรีละตินแบบคิวบา ‘อโฟร-คิวบันแจ๊ส’ หรือ ‘ละตินแจ๊ส’ ต่างยกย่องและขนานนามกาชาโอว่าเป็น ‘ราชามัมโบ’ เช่นกัน เพราะเขาเป็นต้นแบบของเพลง ‘มัมโบ’
กาชาโออพยพไปอยู่สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 1963 ที่นิวยอร์กกาชาโอเล่นกับนักดนตรีละตินดัง ๆ มากมาย เช่น กาชีโต, จอห์นนี ปาเชโก, ชิโก โอฟาร์ริลล์, ตีโต โรดริเกซ, เอดดี้ ปัลเมียรี, มองโก ซันตามาเรีย…ช่วงทศวรรษที่ 80 กาชาโอย้ายไปอยู่ไมอามี นอกจากได้เล่นกับไมอามี ซิมโฟนี ออร์เคสตราแล้ว เขายังเล่นกับศิลปินละตินอีกมาก รวมถึงนักร้องดังอย่าง กลอเรีย เอสเตฟาน เล่นอัดแผ่นกับปากีโต ดริเวร่า และ ตีโต ปูเอนเต
กาชาโอมีความสำคัญในฐานะหนึ่งในผู้สร้างตำนานและวางรากฐานดนตรีคิวบาสไตล์ใหม่ แอนดี้ การ์เซีย จึงนำเอาเรื่องราวชีวิตของเขามาสร้างเป็นภาพยนตร์สารคดี เรื่อง Cachao: Como Su Ritmo No Hay Dos หมายถึง ‘สำหรับลีลาจังหวะดูเหมือนจะไม่มีคู่แข่ง’
ความยิ่งใหญ่ในแวดวงดนตรีละติน เท่าที่เบียดไปยืนดูอยู่ข้างเวทีต้องยอมรับว่ายอดเยี่ยมสมดังคำเล่าลือ ในวงมีทั้งนักดนตรีรุ่นเก่ารุ่นใหม่ผสมกัน แอนโทนี โคลุมบี (ร้อง) ราฟาเอล ปาเลา (แซ็กโซโฟน) กิวโซ ฟูเมโร (ทรัมเป็ต) จิมมี บอช (ทรอมโบน) เฟเดริโก บริตอส (ไวโอลิน) อัลเฟรโด วัลเดส จูเนียร์ (เปียโน) ริชี ฟรอเรส (กลองกองกา) แดเนียล ปาลาเซียว (โกโร) เอดวิน โบนิลลา (กลองติมบัล) เอสราเอล โลเปซ หรือ กาชาโอ ควบคุมวงและเล่นดับเบิลเบส
โผล่ไปที่ห้อง ‘ไนล์’ เบทที ลาเวตต์ กำลังร้อง โดยมี รอย ฮาร์โกรฟ มาร่วม ‘แจม’ ทรัมเป็ตด้วย
จากนั้นกลับไปที่ห้อง ‘มาส’ บนเวที วินเซนเต อามิโก ดีดกีตาร์สไตล์ ‘ฟลาเมงโก’ กับเดอะเมโทรโปลออร์เคสตรา อำนวยเพลงโดย วินเซ เมนโดซา มี บลาส กอร์โดบา ร้องสลับเป็นบางเพลง ทีแรกนึกว่าจะยืนดู ฟังการบรรเลงกีตาร์ของ วินเซนเต อามิโก แต่ฟังไปสักครึ่งเพลง ทำให้ต้องยืนฟังต่ออีกสองสามเพลง แม้จะไม่ค่อยคุ้นกับชื่อของนักกีตาร์คนนี้ เท่าที่ฟังต้องถือว่าฝีมือไม่ธรรมดา เป็นนักกีตาร์ที่น่าจะโด่งดังในอนาคตอันใกล้ เทคนิคการเล่นและอารมณ์ใส่เข้าไปในบทเพลงดีสมบูรณ์แบบทุกประการ
ระหว่างยืนดูการบรรเลงของ วินเซนเต อามิโก ต้องดูเวลานาฬิกาข้อมือตลอด เนื่องจากเวลาทุ่มครึ่งต้องไปดูการบรรเลงของ ปาโก เดลูเซีย เซปเทท ที่ห้อง ‘อเมซอน’ จองบัตรไว้ล่วงหน้าแล้ว ต้องเสียค่าเข้าชมต่างหากจากบัตรผ่านประตูอีก 15 ยูโร
วงปาโก เดลูเซีย แสดง 2 รอบ ๆ ละ 1 ชั่วโมง รอบแรก 17.30- 18.30 น. รอบที่สอง 19.30-20.30 น. ผมเข้าไปชมรอบแรก คนเต็มห้องเท่าที่กะคร่าว ๆ คนดูประมาณพันสองร้อยคน กวาดสายตามองไปรอบห้อง รู้สึกมีผมเป็นชาวเอเชียเพียงคนเดียว เท่าที่เห็นมีแฟนเพลงชนเชื้อสายละตินปะปนอยู่บ้าง
พอแสงไฟบนเวทีค่อย ๆ สว่างขึ้น ปาโก เดลูเซีย เดินออกมาหน้าเวที แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ในท่าไขว่ห้าง พร้อมกับวางกีตาร์ลงบนตัก พอปรับเสียงได้ที่ การบรรเลงเริ่มด้วยเพลงช้า ๆ ทำนองไพเราะ มีการดีดเสียงรัวแบบ ‘เทรมโมโล’ บางช่วง เน้นบางครั้งเพื่อเสริมพลังให้กับเพลง บรรเลงเดี่ยวอีกหนึ่งเพลงจังหวะค่อยกระชั้นเร็วขึ้น บางช่วง บางตอนนิ้วทุกนิ้วของมือขวากรีดลงบนสายทุกสายอย่างเร็วและแรงด้วยเทคนิคการเล่น ‘รัสกาโด’ แพรวพราวชวนตื่นเต้นตามจังหวะเพลงร้อนแรงแบบ ‘ฟลาเมงโก’ การเล่นของปาโกเปี่ยมด้วยพลัง ชัดเจนเด็ดขาด เท่าที่ฟังกันสด ๆ หานักกีตาร์ฟลาเมงโกฝีมือเทียบเท่าเขายาก แม้แต่ยอดนักกีตาร์ฟลาเมงโกรุ่นเก่าระดับยอดฝีมือมอนโตยาหรือ ซาบีกัสก็ทำอะไรเขาไม่ได้ สมควรแล้วที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักกีตาร์ฟลาเมงโกอันดับหนึ่งของโลก
ปาโกมีความเฉียบทุกด้าน ความสามารถ เทคนิค อารมณ์ ไหวพริบ ปฏิภาณการเล่นครบเครื่อง จากการติดตามฟังผลงานของปาโก เขาเล่นได้ทุกแบบ ไม่ว่าเป็นเพลงพื้นเมือง เพลงฟลาเมงโก แม้กระทั่งบทเพลงคอนแชร์โตก็เล่นได้ดีอย่างน่าอัศจรรย์
พอเพลงที่สามการบรรเลงในรูปแบบวงขนาด 7 คน นักร้อง 2 คน นักดนตรี 5 คน ทุกคนออกมาพร้อมกันบนเวที นอกจาก ปาโก เดลูเซียแล้ว ในวงยังมีนักกีตาร์อีกคนคือ นิโญ โฮเซเล ฝีมือกีตาร์จัดว่าค่อนข้างดี อันโตนิโอ เซร์ราโน เป่าฮาร์มอนิกา หรือหีบเพลงปาก อเลน เปเรซ ดีดเบส เอล ปิราญา เล่นเพอร์คัสชั่น ร่วมด้วยสองนักร้องเสียงดี มอนต์เซ กอร์เตส และ ดู เกน เด ลา ตานา
แฟนแจ๊สเริ่มรู้จักตั้งแต่เมื่อเขาร่วมทีมกีตาร์กับจอห์น แม็คลัฟลิน และ อัล ดีเมโอลา ออกตระเวนแสดงตามเมืองต่าง ๆ ในที่สุดออกแผ่นชุด Friday Night in San Francisco เมื่อปี 1986 เป็นแผ่นที่แฟนกีตาร์ต้องหามาฟัง หลาย ๆ คนยังติดใจฝีมือการเล่นของนักกีตาร์ทั้งสามคนจนถึงทุกวันนี้
พอจบการแสดงของปาโก เดลูเซีย เซปเทท รีบเดินไปที่ห้อง ‘มาดีรา’ เพื่อชมการบรรเลงของ เคนนี แบร์รอน ทรีโอ เคนนี แบร์รอน เป็นนักเปียโนที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการดนตรีแจ๊ส 40 กว่าปี เล่นกับนักดนตรีแจ๊สชั้นนำมากมายเช่น ลี มอร์แกน, รอย เฮย์น, ดิซซี กิลเลสปี, เฟรดดี้ ฮับบาร์ด, สแตน เกตซ์, มิลต์ แจ็กสัน…
วิกเตอร์ ลุยส์ ตีกลองได้เยี่ยม ผู้เล่นดับเบิลเบสชาวญี่ปุ่น คิโยชิ คิตะกาวะ ซึ่งเป็นนักดนตรีชาวเอเชียเพียงคนเดียว ในงานแจ๊สทะเลเหนือ
เคนนี แบร์รอน เล่นเพลงแต่งเองเกือบทั้งหมด ยกเว้นเพลง Lullaby Of Birdland ของจอร์จ เชียริ่ง และ One Finger Snap ของเฮอร์บี แฮนค็อค การบรรเลงของ เคนนี แบร์รอน ทุกเพลงชัดเจนจะแจ้ง น่าฟัง ไม่รก ไม่กำกวม สมกับที่เป็นนักดนตรีมีความรู้ทางดนตรีอย่างแตกฉาน งานหลักเป็นอาจารย์สอนเปียโน ทฤษฎีดนตรี หลักการประสานเสียงสำหรับคีย์บอร์ดที่มหาวิทยาลัยรัตเจอร์ส ในนิวเจอร์ซีย์
ถัดจากเคนนี แบร์รอนทรีโอ ไปชมการบรรเลงของ คริส พอตเตอร์ ที่ห้อง ‘ฮัดสัน’ ฟังฝีมือเทเนอร์แซ็กโซโฟนดาวรุ่งผู้นี้สองสามเพลง ก็เดินกลับไปที่ห้อง ‘มาส’ ฟังการร้องและบรรเลงของ ดอกเตอร์จอห์น เจ้าพ่อบลูส์แบบนิวออร์ลีนส์ แล้วไปพักหู
[...] คอลัมน์นิส จุดประกาย และ อ.ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ ทำให้ทราบว่า เมื่อก่อน งาน North Sea Jazz [...]
[...] อนันต์ ลือประดิษฐ์ และ อ.ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ ชล ตา พี่เพ้ง งาน North Sea Jazz [...]