Duke Ellington
By JazzLife Editor | December 9th, 2009 | Category: Bio | No Comments »
พลังขับเคลื่อนแห่งยุคสวิง
นักเปียโนซึ่งควบตำแหน่งนายวงออร์เคสตราจวบจนสิ้นอายุขัย นอกจากจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างสีสันและบรรยากาศอันเร้าใจของดนตรีในยุคสวิง เขายังได้รับการยกย่องในฐานะนักประพันธ์เพลงคนสำคัญของอเมริกาที่ผลิตผลงานออกมากว่า 1,000 ชิ้น เขาคือ ดุ๊ก เอลลิงตัน ดยุคผู้ยิ่งใหญ่ของวงการเพลงแจ๊ส
ดุ๊ก เอลลิงตัน มีชื่อจริงว่า เอ็ดเวิร์ด เคนนีดี เอลลิงตัน (Edward Kennedy Ellington) เกิดเมื่อวันที่ 29 เมษายน ปี ค.ศ.1899 ที่วอชิงตัน ดี.ซี.ในครอบครัวดนตรีที่ทั้งพ่อและแม่สามารถเล่นเปียโนได้ ชีวิตในวัยเด็กรายล้อมไปด้วยบรรดาคุณป้า และญาติผู้ใหญ่ที่เป็นสตรีซึ่งรักและเอาใจใส่เขาเป็นพิเศษ จนได้ฉายาจากเพื่อนๆ ว่า”Duke” ซึ่งหมายถึง ดยุคตัวน้อย ที่แต่งตัวสะอาด สวยงามและมีคนคอยปรนนิบัติ
เอลลิงตัน เริ่มเรียนเปียโนเมื่ออายุประมาณ 7 ขวบ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะให้ความสนใจในกีฬาเบสบอลมากกว่า และคิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถพอที่จะเล่นดนตรีได้ จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น และเกิดความประทับใจการบรรเลงเปียโนแร็กไทม์ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนั้น เขาจึงตั้งหน้าฝึกซ้อมอย่างจริงจัง และออกหาประสบการณ์ด้วยการฟังและศึกษาเทคนิคการบรรเลงของนักเปียโนแต่ละคนแล้วนำมาปรับใช้ให้เข้ากับรูปแบบการเล่นของตน
เอลลิงตัน เข้าเรียนต่อทางด้านคอมเมอร์เชียลอาร์ตที่ Armstrong Manual Training School และใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนทำงานพิเศษที่ Poodle Dog Café อันเป็นที่มาของงานเพลงชิ้นแรกที่เขาแต่งขึ้นนั่นก็คือ “Soda Fountain Rag” หรือ “Poodle Dog Song” พร้อมๆ กันนี้ยังรับงานเล่นดนตรีทั่วไปกับวงท้องถิ่นหลายวง จนกระทั่งเริ่มรับงานในชื่อของตนและจัดตั้งวงดนตรีขึ้นครั้งแรกร่วมกับพี่น้องตระกูลมิลเลอร์ (Miller) แต่ดูเหมือนว่างานที่ทำในระหว่างเรียนกลับสร้างรายได้ดีเกินคาด ในที่สุด เอลลิงตัน ตัดสินใจเลิกเรียนกลางคัน และหันมายึดงานเล่นดนตรีเป็นอาชีพ จนมีทั้งบ้าน, รถยนต์ และสามารถสร้างครอบครัวร่วมกับภรรยา เอ็ดนา แคโรไลน์ ทอมสัน (Edna Carolyn Thomson) ได้ก่อนที่เขาจะอายุครบ 20 ปี
ในเดือนมีนาคม ปี 1922 เอลลิงตัน เดินทางไปร่วมงานกับซันนี เกียร์ (Sonny Gerr) ที่โรงหนัง Lafayette Theater ในย่านฮาร์เล็ม นิวยอร์ค หลังจากหมดสัญญา พวกเขาได้เพียงงานเล็กๆ ซึ่งไม่สามารถสร้างรายได้มากพอกับค่าใช้จ่าย ในที่สุดจึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน
ในปีถัดมา เอลลิงตัน ลองเสี่ยงโชคกลับไปที่นิวยอร์คอีกครั้ง ในฐานะนักเปียโนร่วมกับวง 5 ชิ้นของนักเบนโจ เอลเมอร์ สโนวเดน (Elmer Snowden) พวกเขาโชคดีได้งานประจำที่ Barron William’s Club อยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะย้ายมาเล่นที่ Hollywood Club (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Kentucky Club) และเริ่มเป็นที่รู้จักในชื่อของ The Washingtonians ในช่วงนี้เริ่มปรับปรุงวง ด้วยการเพิ่มสมาชิกใหม่ ชาร์ลี เออร์วิส (Charlie Irvis) นักทรอมโบน และ บับเบอร์ ไมลีย์ (Bubber Miley) นักทรัมเป็ตซึ่งเข้ามาแทนที่ อาร์ตี เวทซอล (Artie Whetsol)
ภายในระยะเวลา 1 ปี The Washingtonians มีการจัดจ้างนักดนตรีในภาคเครื่องเป่าเพิ่มขึ้นหลายคน รวมทั้ง โจ (ทริกกี แซม) แนนตัน (Joe (Tricky Sam) Nanton) ที่นำมาซึ่งสำเนียงการเป่าที่สวยงาม ทำให้วงของพวกเขามีขนาดใหญ่ขึ้นจนต้องย้ายเปียโนลงไปเล่นบนฟลอร์เต้นรำหน้าเวที
การเข้ามาของสมาชิกใหม่นำมาซึ่งสุ้มเสียงที่แตกต่าง เนื่องจากแต่ละคนมีบุคลิกในการบรรเลงแตกต่างกัน อีกทั้งยังมีเทคนิคการบรรเลงใหม่ๆ ซึ่งรวมไปถึงการใช้เครื่องมือในการปรับแต่งเสียงที่เรียกว่า “รับเบอร์ พลัมเบอร์” (Rubber Plumber), พลังเกอร์ (Plunger) และ “มิวท์” (Mute) อันเป็นที่มาของสุ้มเสียงที่แปลกใหม่ และด้วยความสามารถในการเรียบเรียงดนตรีของ เอลลิงตัน บวกกับความร้อนแรงของสไตล์การบรรเลงที่เรียกขานกันว่า“จังเกิล ซาวน์” (Jungle Sound) ทำให้สุ่มเสียงของวงดูอลังการและเต็มไปด้วยความเร่าร้อน ถูกใจบรรดานักเต้นเท้าไฟ ความโดดเด่นของวงและรูปแบบการโซโลของนักดนตรีที่ดุเด็ด เผ็ดมัน ยิ่งทำให้ชื่อเสียงของวงแผ่กระจายไปทั่ว
และแล้วจุดพลิกผันของ เอลลิงตัน และวงของเขาก็มาถึง เมื่อพวกเขาได้งานแสดงที่ The Cotton Club แทนที่วงของ คิง โอลิเวอร์ (King Oliver) ในเดือนธันวาคม ปี 1927 เนื่องจากมีการกระจายเสียงการบรรเลงของวงออกอากาศทางสถานีวิทยุทุกๆ อาทิตย์ ส่งผลให้ชื่อของพวกเขาในนาม Duke Ellington And The Cotton Club Orchestra กลายเป็นวงที่ร้อนแรง และเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ
เอลลิงตัน ปรับปรุงวงอีกครั้งโดยว่าจ้างนักดนตรีเพิ่มขึ้นอีกหลายตำแหน่งซึ่งรวมไปถึง แฮร์รี คาร์นีย์ (Harry Carney), คูตี วิลเลียมส์ (Cootie Williams), ฮวน ติซอล (Juan Tizol) และ จอห์นนี ฮ็อดเจส (Johny Hodges) ที่เขามาสร้างสุ่มเสียงการบรรเลงที่งดงาม ในช่วงนี้ผลิตเพลงฮิตออกมาหลายเพลงอาทิ “Mood Indigo”, “Whoopee Makers”, “The Jungle Band”, “Black and Tan Fantasy”, “East St.Louis, “Caravan”, “Perdido” และ “The Black Berries”
ในขณะเดียวกัน เอลลิงตัน ได้ว่าจ้าง เออร์วิง มิลล์ส (Irving Mills) ให้ทำหน้าที่ผู้จัดการวง ดูแลในเรื่องธุรกิจทั้งหมดแทนเขา ซึ่งทำให้เขาสามารถทุ่มเทเวลาไปกับการดูแลสุ่มเสียงของวง และงานประพันธ์เพลงได้อย่างเต็มที่ มิลล์ส เองก็พยายามผลักดันให้วงก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ เขาสามารถหางานในรูปแบบต่างๆ มาป้อน ทั้งงานแสดงภาพยนตร์ งานบันทึกเสียงกับหลายสังกัด รวมทั้งพยายามโปรโมทให้ เอลลิงตัน อยู่ในฐานะนักแต่งเพลง มิใช่เป็นเพียงหัวหน้าวงเต้นรำทั่วไป
ทศวรรษที่ 30s ในขณะที่เศรษฐกิจซบเซาจนบางวงต้องสลายตัวไป และหลายวงประสบปัญหาการหมุนเวียนนักดนตรีภายในวงค่อนข้างสูง แต่วงของ เอลลิงตัน กลับไม่เป็นเช่นนั้น นักดนตรีกว่าครึ่งหนึ่งของวงใช้เวลาอยู่ร่วมงานกับ เอลลิงตัน ยาวนานมากกว่า 10 ปี ซึ่งเป็นผลดีในแง่ของการควบคุมคุณภาพของวงโดยรวมให้อยู่ในระดับมาตราฐาน
ในช่วงนี้นับเป็นการเริ่มต้นงานยุคคลาสสิคของ เอลลิงตันและวงออร์เคสตรา ที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ดนตรีแจ๊ส โดยในช่วงปี 1932 พวกเขาได้ ลอว์เรนซ์ บราวน์ (Lawrence Brown) นักทรอมโบนฝีมือเด่นมาร่วมงาน ตามมาด้วยนักเทเนอร์แซ็กโซโฟน เบน เว็บสเตอร์ (Ben Webster) และ มือดับเบิลเบส จิมมี แบลนตัน (Jimmy Blanton) สองนักดนตรีคนสำคัญที่เข้ามาสร้างสีสันให้กับวงจนเป็นที่กล่าวขวัญถึงในช่วงปี 1939
รวมไปถึงงานสร้างสรรค์ดนตรีที่มีความโดดเด่นไม่แพ้กันของนักแต่งเพลงและนักเรียบเรียงคนสำคัญ บิลลี สเตรย์ฮอร์น (Billy Strayhorn) ที่เข้ามาร่วมเสริมทัพในระยะนี้เช่นกัน ผลงานเด่นของวงในระยะนี้ได้แก่ “Cotton Tail”, “All Too Soon”, “In A Mellotone”, “Take the ‘A’ Train”, “Concerto for Cootie” (Do Nothin’ Till You Hear From Me), “Never Lament” (Don’t Get Around Much Anymore) ฯลฯ

เอลลิงตัน นั้นเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในฐานะ ผู้นำวงบิ๊กแบนด์คนสำคัญอีกคนหนึ่งซึ่งขับเคลื่อนดนตรีเต้นรำในรูปแบบที่เรียกกันว่า “สวิง” เขาคือนายวงที่มีชื่อเสียงแห่งยุค เช่นเดียวกับ เบนนี กู๊ดแมน (Benny Goodman), เคาท์ เบซี (Count Basie), วู๊ดดี เฮอร์แมน (Woody Herman), อาร์ตี ชอว์ (Artie Show), ทอมมี ดอร์ซีย์ (Tommy Dorsey) และ เฟลทเชอร์ เฮนเดอร์สัน (Fletcher Henderson)
แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากหัวหน้าวงคนอื่นๆ ก็คือ เอลลิงตัน สามารถประพันธ์เพลงให้กับวงของเขา และสามารถสร้างบุคลิกภาพของวงให้แตกต่างจากวงอื่นๆ โดยทั่วไป งานประพันธ์ของ เอลลิงตัน มักให้ความสำคัญกับรูปแบบการโซโลของนักดนตรีแต่ละคน มากกว่าความเร้าใจในการเต้นรำเพียงอย่างเดียว เพลงที่ประพันธ์ขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการรับฟังความคิดเห็นของนักดนตรีภายในวง โดยเขามักจะสร้างสรรค์และเรียบเรียงให้เหมาะกับบุคลิกของนักดนตรีแต่ละคนเสมอ
ในช่วง 20 ปี ที่ผ่านมา เอลลิงตันและวงของเขาออกเดินทางไปเปิดการแสดงตามที่ต่างๆ ทั่วประเทศ รวมไปถึงการเดินทางไปทัวร์คอนเสิร์ตในยุโรปอีก 2-3 ครั้ง ชื่อเสียงของ เอลลิงตัน เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะนายวงและนักแต่งเพลงที่ผลิตงานออกมาหลากหลายรูปแบบ ทั้งงานซิมโฟนิค, ฟิล์มสกอร์, มิวสิเคิล โชว์ และละครเพลงบรอดเวย์
ขณะที่ การย่างกลายของดนตรีแจ๊สรูปแบบใหม่ที่เรียกขานกันว่า บีบ็อพ (Bebop) ค่อยๆ แพร่ขยายเข้ามาจนกระทั่งผลิบานขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 1940s รสนิยมในการฟังที่เปลี่ยนไปและกระแสความนิยมที่ตามมาอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบกับดนตรีสวิง และวงบิ๊กแบนด์โดยรวม ตามมาด้วยการถือกำเนิดของดนตรีรูปแบบใหม่ที่เรียกกันว่า ริทึม แอนด์ บลูส์ และดนตรีร็อค แอนด์ โรล ได้เข้ามาแทนที่เพลงเต้นรำในแบบสวิง ยิ่งส่งผลให้วงดนตรีบิ๊กแบนด์เสื่อมความนิยมลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในช่วงนี้เริ่มมีนักดนตรีหลักของวงหลายคนลาออกไป เอลลิงตัน พยายามประคับประคองวงในช่วงขาลง โดยพยายามทำงานเรียบเรียงดนตรีใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับสมาชิกที่ปรับเปลี่ยน จนกระทั่งปีในปี 1956 เอลลิงตันและวงของเขากลับมาสร้างสีสันอีกครั้งจากอัลบั้มซึ่งเป็นบันทึกการแสดงสดของพวกเขาในงาน Newport Jazz Festival นอกจากนี้ เอลลิงตัน ยังมีงานบันทึกเสียงที่น่าประทับใจร่วมกับเพื่อนศิลปินรุ่นน้องหลายคน เช่น ชาร์ลส์ มินกัส (Charles Munus), แม็กซ์ โรช (Max Roach), จอห์น โคลเทรน (John Coltrane), หลุยส์ อาร์มสตรอง (Louis Armstrong) และโคลแมน ฮอว์กินส์ (Coleman Hawkins)
ปลายทศษวรรษที่ 60s ถือเป็นจุดจบของช่วงเวลาที่ดีที่สุดของวง อันสืบเนื่องมาจากการเสียชีวิตของ บิลลี สเตรย์ฮอร์น และ จอห์นนี ฮ็อดเจส ในปี 1967 และ 1970 ตามลำดับ แต่ เอลลิงตัน ยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์ผลงานด้านการประพันธ์อย่างต่อเนื่อง เขาได้รับการยกย่องและสดุดีจากสถาบันต่างๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ และยังคงเป็นผู้นำวงอยู่จนกระทั่งจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต เอลลิงตัน จากไปในวันที่ 24 พฤษภาคม ปี 1974 หลังจากต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคมะเร็งที่แพร่กระจาย โดยมีลูกชายของเขา เมอร์เซอร์ เอลลิงตัน (Mercer Ellington) ดูแลวงต่อไป……..เรียบเรียงโดย Jessica