คาร์เมน แม็คเร
By JazzLife Editor | December 9th, 2009 | Category: Bio | No Comments »
เข้มข้น หอมหวาน สง่างาม
นักร้องสาวผิวสีชาวอเมริกันเชื้อสายจาไมกา ที่มีตัวตนค่อนข้างชัดเจนในแวดวงแจ๊ส เป็นที่ยอมรับในหมู่ของนักดนตรีและนักวิจารณ์ ว่านอกจากฝีมือการบรรเลงเปียโนจะจัดเจนพอตัวแล้ว เธอยังเป็นนักร้องคุณภาพอีกคนหนึ่งซึ่งมีความโดดเด่นในแง่ของการตีความเนื้อหาของเพลง และรูปแบบการร้องที่ได้รับอิทธิพลทางดนตรีแบบบีบ็อพ เธอคือผู้ถ่ายทอดทุกถ้อยคำร้องราวกับกลั่นออกมาจากเบื้องลึกของหัวใจ คาร์เมน แม็คเรย์ (Carmen McRae) กับเสียงร้องที่เป็นตำนาน…
คาร์เมน แม็คเร เกิดเมื่อวันที่ 8 เมษายน ปี ค.ศ.1920 เป็นบุตรสาวคนเดียวของครอบครัวแม็คเร ซึ่งอาศัยอยู่ในย่านฮาร์เล็ม มลรัฐนิวยอร์ค เธอเริ่มต้นเรียนเปียโนคลาสสิคเมื่ออายุประมาณ 8 ขวบ คาร์เมน มักจะร้องเพลงเพื่อความสนุกสนาน โดยให้ความสนใจเพลงป๊อปที่กำลังอยู่ในความนิยม
คาร์เมน จบการศึกษาจาก Julia Richman High School ในปี 1938 และมีโอกาสได้รู้จักับ ไอรีน คิทชิงส์ (Irene Kitchings) นักเปียโนและนักแต่งเพลง ซึ่งในขณะนั้นเป็นภรรยาของ เท็ดดี วิลสัน (Teddy Wilson) นักเปียโนคู่บุญของ บิลลี ฮอลิเดย์ ทำให้ คาร์เมน มีโอกาสได้รู้จักกับ บิลลี นักร้องในดวงใจของเธอ ทั้งคู่สนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว บิลลี สอน คาร์เมน ในหลายๆ เรื่อง ความชื่นชอบในตัวของ บิลลี และกำลังใจที่ได้รับ ทำให้เธอมีความมั่นใจที่จะก้าวเดินต่อไปบนถนนสายดนตรี
นอกจากนี้ คาร์เมน ยังให้ความสนใจงานทางด้านการประพันธ์เพลง ด้วยความช่วยเหลือของ ไอรีน และ เท็ดดี งานเพลง “Dream of Life” จากฝีมือของ คาร์เมน จึงสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เธอมอบเพลงนี้ให้กับ บิลลี ฮอลิเดย์ ซึ่งนำเพลงนี้ไปบันทึกเสียงกับสังกัด Brunswick ในเดือนมกราคม ปี 1939
คาร์เมน ใช้เวลาส่วนใหญ่ในแวดวงกลางคืนย่านฮาร์มเล็ม แหล่งบันเทิงหลักของนิวยอร์คซึ่งเต็มไปด้วยนักร้อง นักดนตรีแจ๊ส ด้วยความอ่อนเยาว์ ช่างพูดช่างคุย ทำให้เธอได้พบปะกับเหล่าศิลปินทั้งนักร้องและนักดนตรีมากมาย มีโอกาสได้เรียนรู้และซึมซับสำเนียงดนตรีในแนวบีบ็อพจาก ชาร์ลี พาร์คเกอร์ (Charlie Parker), ดิซซี กิลเลสปี (Dizzy Gillespie), ออสการ์ เพททิฟอร์ด (Oscar Pittiford) ฯลฯ ในช่วงนี้เองที่เธอได้มีโอกาสสนิทสนมกับ ซาราห์ วอห์น และรับเอารูปแบบการร้องอันโดดเด่นของ ซาราห์ มาเป็นต้นแบบในการร้องเพลงของเธอ
คาร์เมน ได้พบรักกับมือกลอง เคนนี คลาร์ก (Kenny Clark) ในย่านนี้เช่นกัน ทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันระยะหนึ่งก่อนจะแต่งงานกันในปี 1944 แต่เนื่องจากอาชีพนักดนตรีทำให้ เคนนี ต้องเดินทางตลอดเวลาและไม่ค่อยมีเวลา ในที่สุดความห่างเหินก็แยกทั้งคู่ออกจากกัน และจบลงด้วยการหย่าร้างในปี 1947 แต่ยังคงความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อน ซึ่งทำให้มีงานเล่นดนตรีและผลงานบันทึกเสียงร่วมกันในบางโอกาส
ปี 1944-47 คาร์เมน มีโอกาสร่วมงานระยะสั้นๆ ในฐานะนักร้องและนักเปียโนกับวงของ เบนนี คาร์เตอร์ (Benny Carter), เคาท์ เบซี (Count Basie) และ เมอร์เซอร์ เอลลิงตัน (Mercer Ellignton) โดยมีงานบันทักเสียงครั้งแรกในฐานะนักเปียโนให้กับ เมอร์เซอร์ ในปี 1947
จากนั้น คาร์เมน ย้ายไปใช้ชีวิตร่วมกับนักแสดงตลก จอร์จ เคอร์บี (George Kirby) ที่ชิคาโกในปี 1948 แต่หลังจากแยกทางกัน เธอรับงานในฐานะนักเปียโนและนักร้องตามคลับที่ชิคาโก ไปพร้อมๆ กับงานเลขานุการ เธอเรียนรู้เพลงร้องหลากรูปแบบ ฝึกหัดจากประสบการณ์จริงบนเวทีอยู่ราว 3 ปีครึ่ง ก่อนจะย้ายกลับมานิวยอร์คในปี 1952
ปี 1953 โทนี สก็อตต์ (Tony Scott) ได้จ้างให้ คาร์เมน เล่นเปียโนและร้องเพลงระหว่างช่วงพักการแสดงที่ Minton’s Playhouse คลับชื่อดังในย่านฮาร์เล็ม รวมทั้งผลักดันให้เธอออกมายืนร้องเพลงด้านหน้าเวทีในฐานะนักร้องเต็มตัว แม้จะกล้าๆ กลัวๆ ในช่วงแรกๆ แต่เมื่อได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ชม เธอจึงตัดสินใจที่จะเป็นนักร้องเต็มตัว ชื่อเสียงที่เธอได้รับในช่วงนี้ส่งผลให้เธอได้รับความสนใจจากค่ายเพลงเล็กๆ อย่าง Stardust, Venus และ Bethlehem ทำงานบันทึกเสียงภายใต้ชื่อของเธอเอง ก่อนจะมีโอกาสได้เซ็นสัญญากับสังกัดใหญ่อย่าง Decca ในเดือนตุลาคม ปี 1954
การทำงานร่วมกับสังกัด Decca ทำให้ชื่อเสียงของ คาร์เมน แม็คเร เริ่มเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ กลายเป็นนักร้องแจ๊สดาวรุ่งดวงใหม่ที่ชนะผลการโหวตจากบรรดานักวิจารณ์ และกลุ่มผู้ฟัง ทั้งจากนิตยสาร Down Beat และ Metronome รวมทั้งได้รับเกียรติให้ขึ้นร้องเพลงที่ Carnegie Hall ในงานคอนเสิร์ต All-Star Jazz เดือนมีนาคม ปี 1955
ในขณะที่อยู่กับสังกัด Decca คาร์เมน ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี การทำงานบันทึกเสียงแต่ละครั้ง เพรียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ และทันสมัย รวมทั้งสามารถเลือกสรรนักดนตรีฝีมือเยี่ยมได้ด้วยตัวเอง จึงไม่น่าแปลกในที่ผลงานในระยะนี้จะเป็นผลงานคุณภาพที่ได้รับการกล่าวถึงและทำให้ คาร์เมน แม็คเร ถือกำเนิดในฐานะนักร้องเต็มตัว
คาร์เมน แต่งงานอีกครั้งกับ ไอค์ ไอแซกส์ (Ike Isaacs) มือเบสภายในวง แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยการแยกทางกันในปี 1961 โดย คาร์เมน ให้ความสนใจทำงานเพลงของเธอต่อไปและทิ้งความรักที่ล้มเหลวไว้เบื้องหลัง
ปี 1967 คาร์เมน ย้ายไปตั้งรกรากอยู่ที่ลอสแองเจลลิสเพื่อใกล้ชิดกับพ่อแม่ และญาติๆ ของเธอซึ่งย้ายมาอยู่ในละแวกเดียวกัน แม้ว่าจะผ่านการแต่งงานซึ่งจบลงด้วยการหย่าร้างหลายครั้ง แต่ดูเหมือนว่าเธอไม่เคยเข็ดขยาดจากเพศชาย เธอพบรักอีกครั้งกับนักกีตาร์ชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นนักดนตรีภายในวงของเธอ แต่ในครั้งนี้ทั้งคู่เพียงใช้ชีวิตร่วมกันอยู่ระยะหนึ่งก่อนจะจบลงด้วยการแยกทางกันเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา
นอกจากงานบันทึกเสียงชั้นเยี่ยมในช่วงนี้ คาร์เมน ยังมีงานร้องเพลงตามคลับ และงานทัวร์คอนเสิร์ตซึ่งมุ่งหน้าสู่ บอสตัน, ฟิลลาเดเฟีย, วอชิงตัน ดี.ซี, พิทซเบิร์ก, คลีฟแลนด์, ดีทรอยท์ และชิคาโก มีโอกาสร่วมแสดงในภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น The Square Jungle (1955), The Subterraneans (1960), Hotel (1967), Jo Jo Dancer, Your Life Is Calling (1986) รวมทั้งเดินทางไปแสดงยังทวีปยุโรปและประเทศญี่ปุ่นหลายครั้งตลอดทศวรรษที่ 60s จนถึง 80s
ทศวรรษที่ 70s – ทศวรรษที่ 80s ชื่อเสียงของ คาร์เมน แม็คเร ในฐานะนักร้องแจ๊สนั้น แม้จะไม่ยิ่งใหญ่มากนักหากเทียบกับ เอลลา ฟิทซ์เจอรัล (Ella Fitzgerald) หรือ ซาราห์ วอห์น (Sarah Vaughan) แต่ก็มีชื่อเสียงในฐานะนักร้องคุณภาพที่เดินอยู่บนเส้นทางสายนี้มากว่า 30 ปี ผลิตผลงานบันทึกเสียงออกมามากมายหลายอัลบั้ม ปรากฎตัวร้องเพลงตามคลับและเฟสติวัลหลายแห่งทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังปรากฎตัวทางทีวี มีงานแสดงภาพยนตร์ อย่างสม่ำเสมอ
ความโดดเด่นของ คาร์เมน แม็คเร นั้นอยู่ที่การให้ความสำคัญแต่ละวลีของประโยคในเนื้อร้อง ซึ่งเพิ่มเติมอารมณ์เพลงได้อย่างลึกซึ้งกินใจ รูปแบการร้องซึ่งรับเอาอิทธิพลทางดนตรีรูปแบบใหม่ที่เรียกกันว่า บีบ็อพ มาปรับใช้กับเพลงป็อปบัลลาดและเพลงแจ๊สด้วยสำเนียงที่น่าฟัง เกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
งานบันทึกเสียงที่น่าสนใจในระยะนี้ได้แก่ อัลบั้ม Ms.Jazz ปี 1973, อัลบั้ม At the Great American Music Hall 1976, อั้มบั้ม Two for the Road ซึ่งทำงานร่วมกับนักเปียโน George Shearing ปี 1980, อัลบั้ม You’re Lookin’ at Me ปี 1983, อัลบั้ม Duets ซึ่งร้องคู่กับ เบ็ตตี คาร์เตอร์ (Betty Carter) ปี 1987 และอัลบั้ม Carmen Sings Monk ในปี 1988
ทศวรรษที่ 90s เริ่มต้นด้วยสุขภาพที่ย่ำแย่ลงของ คาร์เมน ด้วยความไม่ใส่ใจดูแลตัวเองในการใช้ชีวิต ทำให้สุขภาพและร่างกายของเธอเริ่มเสื่อมลง ซึ่งมีผลต่อคุณภาพเสียงของเธอในระยะนี้ ปี 1992 อาการป่วยของเธอชัดเจนมากขึ้นจนทำให้ไม่สามารถออกแสดงได้เช่นเคย คาร์เมน ประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจ เนื่องจากเธอสูบบุหรี่จัดติดต่อกันมาเป็นเวลานาน ผลงานของเธอในช่วงนี้ส่วนใหญ่จึงเป็นการนำงานซึ่งบันทึกเสียงไว้ในช่วงทศวรรษที่ 70s – 80s ออกมาวางจำหน่าย
คาร์เมน ใช้เวลาในช่วงท้ายพักผ่อนอยู่ที่บ้านในลอสเองเจลิส และยังคงสูบบุหรี่จวบจนวาระสุดท้าย เธอเสียชีวิตในวันที่ 10 พฤศจิกายน ปี 1994 หลังจากทนทุกข์ทรมานจากอาการป่วยอยู่นานหลายปี….เรียบเรียงโดย Jessica