เรย์ บราวน์ จังหวะที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

ray-brown 

            เสียงเครื่องดนตรีขนาดใหญ่ที่เรียกว่า ดับเบิ้ลเบส เดินให้จังหวะเยื้องย่างอย่างสุขุม แม้จะทุ้มต่ำ แต่แฝงความนุ่มนวล ชายผู้เล่นโอบล้อมเครื่องดนตรีประหนึ่งกำลังตระกองกอดคนที่เขารัก บางครั้งโยกย้ายไปมาเหมือนกำลังพาเธอเต้นรำ
            สัมผัสชีวิตอันแสนเรียบง่ายของ มือดับเบิ้ลเบสที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก “เรย์ บราวน์” และเสียงดนตรีของเขาซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง
            เรย์ บราวน์ มีชื่อเต็มว่า เรย์มอนด์ แมททิวส์ บราวน์ เกิดเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ปีค.ศ.1926 ณ เมืองพิทท์สเบอร์ก มลรัฐเพนซิลเวเนีย เริ่มต้นเรียนเปียโนตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งเข้าศึกษาต่อในระดับไฮสคูลแล้วพบว่า เปียโนยังไม่สามารถตอบสนองสิ่งที่เขาต้องการ จึงหันมาสนใจทรอมโบน แต่ไม่มีเงินพอจะซื้อเครื่องทรอมโบน จึงตัดสินใจลองเล่นดับเบิ้ลเบส ซึ่งมีเครื่องให้ยืมใช้จากแผนกดนตรีของโรงเรียน
            บราวน์ นำดับเบิ้ลเบสของโรงเรียนกลับมาฝึกซ้อมที่บ้านทุกวัน เขาเรียนรู้ผ่านการฟังผลงานบันทึกเสียงของศิลปินต่างๆ อิทธิพลทางดนตรีในช่วงแรกมาจากJimmy Blanton มือเบสของวง Duke Ellington หลังจากฝึกฝนจนชำนาญ บราวน์ เริ่มออกหาประสบการณ์ด้วยการเล่นร่วมกับวงต่างๆ ในคลับละแวกบ้าน
            หลังจากจบไฮศคูล และซื้อเครื่องดับเบิ้ลเบสเป็นของตนเอง เขาเข้าร่วมกับวง The Jimmy Hinsley Sextet อยู่ประมาณหกเดือน จากนั้นร่วมงานกับวง Snookum Russell Band ในระยะสั้นๆ ก่อนมุ่งหน้าสู่มหานครนิวยอร์ค
            บราวน์ เดินทางไปยังย่านไทม์สแควร์ เพื่อชมการแสดงของเหล่านักดนตรีแจ๊ส
บนถนนสายบันเทิง “52nd Street” หลังจากได้พูดคุยกับ Dizzy Gillespie ในช่วงพักการแสดง บราวน์ ได้งานในวงของ ดิซซี ทันที โดย ดิซซี ตัดสินใจให้ บราวน์ เข้าร่วมซ้อมกับวงของเขาในวันรุ่งขึ้น บราวน์ ร่วมงานในวงดนตรีขนาดเล็กของ ดิซซี กับนักดนตรีหัวก้าวหน้า อันเป็นหัวหอกสำคัญในการเปลี่ยนแปลงจากยุคสวิงไปสู่ยุคบีบอพ นั่นก็คือ Charlie Parker, Bud Powell, Max Roach และ Milt Jackson
            พวกเขามีงานแสดงที่ Billy Burg’s Night Club ในฮอลลิวูด แต่กลุ่มผู้ฟังในขณะนั้นดูจะไม่เข้าใจแนวทางแปลกใหม่ที่พวกเขาได้ยิน ดิซซี จึงตัดสินใจย้ายวงกลับมานิวยอร์ค ช่วงนี้มีงานบันทึกเสียงออกมาหลายบทเพลง เช่น  “Oop Bob Sh’Bam”, “That Earl Brother”, “Diggin’ Diz” และ “One Bass Hit” ผลงานที่แสดงให้เห็นอัจฉริยภาพทางดนตรีของ บราวน์ ในการโซโลเบส เครื่องดนตรีที่ทำหน้าที่ในภาคริธึมเซ็คชันซึ่งไม่เปิดโอกาสให้โซโลมากนัก
            ภาคริธึมเซ็คชันในวงของ ดิซซี ร่วมกับ บราวน์ ในขณะนั้นประกอบไปด้วย
ไวบราโฟน Milt Jackson, Kenny Clark กลอง และ John Lewis เปียโน พวกเขาค้นพบสำเนียงแจ๊สที่ให้ความผ่อนคลาย แนวทางการบรรเลงของภาคริธึมนี้ ได้กลายมาเป็นรูปแบบของวง The Modern Jazz Quartet ในเวลาต่อมา
            ดิซซี ฟอร์มวงดนตรีวงที่ 2 ขึ้นในรูปแบบของวงบิ๊กแบนด์ เพื่อบันทึกผลงานเพลงร่วมกับริธึมเช็คชัน ให้กับสังกัด RCA / Victor ภายใต้การดูแลของ Leonard Feather มีผลงานเด่นหลายชิ้น เช่น “52nd Street Theme”, “Night In Tunisia”, “Ol’ Man Rebob”, “Our Delight”, “Things to Come” และ “Rays Idea” ที่ บราวน์ แต่งขึ้นร่วมกับ Gil Fuller

RayBrown

            นอกเหนือจากงานประจำในวงของ ดิซซี บราวน์ ยังร่วมแสดงดนตรีในโครงการ “Jazz at the Philharmonic” ของ Norman Grantz โพรดิวเซอร์คนสำคัญของวงการแจ๊ส และการร่วมงานในครั้งนี้ทำให้เขาได้พบกับนักร้องสาวดาวเด่นแห่งยุคนั่นก็คือ เอลลา ฟิทซ์เจอรัลด์ (Ella Fitzgerald)
            บราวน์ และ เอลลา มีโอกาสพัฒนาความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนให้แปรเลี่ยนเป็นความรัก เมื่อ เอลลา ได้ออกทัวร์แสดงดนตรีร่วมกับวงของ ดิซซี ต้นรักของทั้งคู่เติบโตขึ้น ทั้งสองแต่งงานกันในเดือนธันวาคม ปี1947 และย้ายมาอยู่ด้วยกันในย่านควีนส์ ไม่นานนัก เอลลา ให้กำเนิดลูกชาย 1 คนและตั้งชื่อว่า “บราวน์ จูเนียร์”
            บราวน์ ลาออกจากวงของ ดิซซี ในช่วงปี 1948 เนื่องจากเขาไม่สามารถร่วมเดินทางไปทัวร์ยุโรปกับวงเพราะมีครอบครัวที่ต้องดูแล และ เอลล่า ก็ต้องการให้เขาร่วมงานในวงทริโอของเธอ บราวน์ ตัดสินใจอยู่ที่นิวยอร์ค และตั้งวงทริโอของพวกเขา ร่วมกับ Hank Jones นักเปียโน
            ความสัมพันธ์ของ บราวน์ และ เอลลา ไม่ยืดยาวนัก เมื่อต่างคนต่างมีเส้นทางชีวิตเป็นของตนเอง แม้จะจบลงด้วยการหย่าร้างกันในปี 1953 แต่ทั้งคู่ยังคงเป็นเพื่อนกันต่อไป
            ชีวิตครอบครัวที่จบลงไม่ได้ส่งผลต่อชีวิตการทำงานของ บราวน์ ซึ่งอยู่ในช่วงรุ่งโรจน์ เขายังคงมีงานร่วมกับ Jazz at the Philharmonic อย่างต่อเนื่อง บ่มเพาะประสบการณ์ทางดนตรีจากโอกาสที่ได้ร่วมงานกับหลากหลายศิลปิน และหลังจากที่ได้ร่วมงานกับนักเปียโนเชื้อสายแคนนาดา Oscar Peterson ครั้งแรกในช่วงปี 1950 ด้วยสำเนียงดนตรีที่เชื่อมถึงกัน บราวน์ เข้าเป็นสมาชิกในวง Oscar Peterson’s Trio และร่วมงานกับวงของ ออสการ์ ต่อเนื่องยาวนานถึง 15 ปี

OTrio

            ในช่วงนี้นอกจากงานประจำในวง Oscar Peterson Trio บราวน์ ยังคงมีงานบันทึกเสียงร่วมกับศิลปินหลายคน รวมไปถึงงานบันทึกเสียงร่วมกับนักแซกโซโฟนอัจฉริยะแห่งยุค Charlie Parker และงานบันทึกเสียงร่วมกับวงดนตรีของเพื่อนเก่า Milt Jackson Quartet  
            บราวน์ ลาออกจากวง Oscar Peterson’s Trio ในปี 1965 และตั้งหลักปักฐานอยู่ที่ฮอลลิวูด นอกจากงานเล่นดนตรี เขายังทำงานเบื้องหลังในฐานะผู้จัดการให้กับนักดนตรีรุ่นใหม่หลายวง ร่วมไปถึงงานที่โดดเด่นมากสำหรับ บราวน์ ในช่วงนี้ก็คือ การทำดนตรีให้กับรายการทางสถานีโทรทัศน์หลายรายการ โดยเฉพาะงานเพลง “Gravy Waltz” ที่เขาทำให้กับรายการ “Steve Allen Show” ได้รับรางวัลแกรมมีอวอร์ด สาขา “Best Original Jazz Composition” ในปี 1963
            บราวน์ มีงานแสดงดนตรีในรายการทีวีหลายรายการ รวมทั้ง Frank Sinatra’s TV Specials และ Merv Griffin Show นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ผู้อำนวยการดูแลงานเทศกาลดนตรี Monterey Jazz Festival และเทศกาลดนตรี Concord Summer Festival อีกแห่งละ 2 ปี นอกเหนือจากงานทางดนตรีที่เปรียบเสมือนลมหายใจ บราวน์ ใช้เวลาว่างเล่นกีฬากอล์ฟที่เขาโปรดปราน
            บราวน์ ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มผู้ฟัง เขาได้รับคะแนนนิยมจากการจัดอันดับของหลายสำนักรวมทั้ง All Star Poll Award ในหนังสือ Playboy และ Down Beat Reader’s Poll ของหนังสือ Down Beat 
            ในช่วงทศวรรษที่ 80-90 บราวน์ ยังคงมีผลงานบันทึกเสียงอย่างต่อเนื่องกับสังกัด Verve, Telarc และ Blue Note บราวน์จัดตั้งวงทริโอของเขาขึ้นอีกครั้งร่วมกับ Benny Green และ Jeff Hamilton ในปี 1933 และทยอยออกผลงานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งงานบันทึกเสียงร่วมกับเพื่อนเก่า Oscar Perterson และ Milt Jackson อัลบั้ม “The Very Tall Band” ซึ่งเป็นบันทึกการแสดงสดร่วมกันในเดือนพฤศจิกายน ปี 1998 ตามมาด้วยชุดผลงานสุดท้ายที่ทำร่วมกับผองเพื่อนในวงการแจ๊ส 5 รูปแบบที่ใช้ชื่อว่า My Best Friends Are…ร่วมกับเหล่านักกีตาร์, นักร้อง, นักทรัมเป็ต, นักแซกโซโฟน และนักเปียโน ดาวเด่นของวงการ
            บราวน์ ใช้ชีวิตอยู่กับดนตรีที่เขารักจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต เขาเสียชีวิตในวันที่ 2 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 2002 ขณะนั่งพักก่อนการแสดงที่อินเดียนาโพลิส เหลือไว้เพียงเสียงเบสที่ยังคงดำเนินต่อไป…เรียบเรียงโดย Jessica

Leave Comment

You must be logged in to post a comment.