โน้ตสีฟ้า ฉบับรีมาสเตอร์
By admin | April 1st, 2009 | Category: Articles | No Comments »
โน้ตสีฟ้า ฉบับรีมาสเตอร์
เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์
ช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างเยือนนครโตเกียวครั้งล่าสุด เมื่อปีกลาย นับเป็นโชคดีของผมที่ได้พบเจอกับคนสำคัญของวงการดนตรีญี่ปุ่นและสากล เขาคือ ฮิโตชิ นาเมกาตะ (Hitoshi Namekata) ผู้บริหารในตำแหน่ง ไวซ์-เพรสซิเดนท์ ของ โตชิบา-อีเอ็มไอ
หลังจากนั่งสนทนานานค่อนคืน จากเบียร์เหยือกแล้วเหยือกเล่าในร้านอาหารเปิดไฟสว่าง จนย้ายมาเป็นจินโทนิคในบาร์ที่มีเพียงแสงสลัวราง ผมเริ่มค้นพบว่าผู้ชายผมสีดอกเลา รูปร่างท้วมนิดๆ คนนี้ ไม่ใช่แค่นักธุรกิจค่ายเพลงธรรมดาเสียแล้ว แต่เขาเป็น มิวสิค แมน ตัวจริงคนหนึ่ง
เชื่อไหมว่า คนพันธุ์นี้เริ่มหาได้ยากเต็มทีในหมู่คนทำงานค่ายเพลงทุกวันนี้
ฮิโตชิ เล่าว่าเขายังทำงานเป็นนักวิจารณ์ดนตรีอีกด้วย และสายตาของเขาแหลมคมพอจะอ่านใจผมออกว่า ผมยังไม่ใคร่เชื่อดีนัก ดังนั้น เจ้าตัวจึงเอ่ยปากชวนผมไปเยือนออฟฟิศของเขาในวันรุ่งขึ้น เพื่อจะหยิบตัวอย่างหนังสือ 2-3 เล่มให้ชม
แล้วในที่สุด ผมก็ได้หอบหนังสือหนาๆ 2 เล่มของเขากลับเมืองไทย หนึ่งในจำนวนนั้น เป็นบทวิจารณ์อัลบั้มแจ๊สของค่าย บลู โน้ต (Blue Note Records) ซึ่งนอกจากชื่ออัลบั้ม ชื่อเพลง และชื่อศิลปินที่พิมพ์เป็นภาษาอังกฤษแล้ว ส่วนที่เหลือเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด
ก่อนจากกัน ฮิโตชิ แก้ไขความเข้าใจของผมเสียใหม่ ให้ถูกต้องว่า เขาไม่ได้เขียนเองทั้งเล่ม แต่ทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการ โดยมีทีมนักวิจารณ์อิสระจำนวนหนึ่งสนับสนุน
เวลาผ่านไปหลายเดือน แล้วชื่อของ ฮิโตชิ ก็กลับมาอยู่ในความคิดคำนึงอีกครั้ง ระหว่างผมตัดสินใจเขียนเรื่องเบื้องหลังการทำงานในอัลบั้มระดับคลาสสิกของค่ายบลูโน้ตให้แก่ อิมเมจ ฉบับนี้
สำหรับคอเพลงแจ๊สทั้งหลาย คงทราบดีว่าอัลบั้มแจ๊สระดับขึ้นหิ้งของบลูโน้ตจากยุคทศวรรษ 1950-1960s นั้น ถือเป็นงาน แบ็ค แคตตาล็อก ชั้นดี (Back Cataloque) ที่ยังทรงคุณค่าแก่การเสพฟังในยุคปัจจุบัน
ด้วยคุณภาพเสียงในเกณฑ์มาตรฐาน หรือที่เรียกว่า ไฮ-ฟิเดลิตี (high-fidelity) ให้บรรยากาศเสมือนนักดนตรีกำลังบรรเลงสดๆ เบื้องหน้า อีกทั้งสาระทางดนตรีแบบ ฮาร์ดบ็อพ (Hard Bop) อันเต็มเปี่ยม ทำให้ผลงานของค่ายนี้เป็นที่กล่าวขานถึงมาโดยตลอด
นอกจากตัวนักดนตรีในระดับสุดยอดแล้ว องค์ประกอบที่ทำให้บุคลิกภาพของ บลู โน้ต ชัดเจน มาจากการกำหนดแนวทางของ อัลเฟรด ไลออน (Alfred Lion) ผู้ก่อตั้งสังกัด ซึ่งโดยพื้นฐานเดิมเป็นชาวเยอรมันเชื้อสายยิวที่เดินทางมาสหรัฐอเมริกาด้วยหลงใหลในดนตรีแจ๊ส
ภาพถ่ายศิลปินบนปกอัลบั้ม โดยฝีมือของ ฟรานซิส วอล์ฟฟ์ (Francis Wolff) พร้อมด้วยทิศทางของงานศิลปกรรมและการออกแบบ นับว่ามีส่วนยกระดับให้ บลู โน้ต เป็นค่ายเพลงที่ดูดีมีรสนิยมในสายตาของคอศิลปะทั้งหลาย ขณะที่แฟนเพลงทุกคนต่างรับรู้ว่า ซาวด์ที่มีลักษณะเฉพาะของ บลู โน้ต นั้น มาจากการดูแลของ รูดี แวน เกลเดอร์ (Rudy Van Gelder) ซาวด์เอนจิเนียร์ ที่ฝากผลงานบันทึกเสียงให้แก่ค่ายนี้หลายพันชุดด้วยกัน
แม้ อัลเฟรด ไลออน ได้วายชนม์ไปก่อนหน้านี้หลายปี แต่อย่างน้อย สำหรับตำนานความเป็น บลู โน้ต ในวันนี้ ยังมี รูดี แวน เกลเดอร์ เป็นพยานผู้อยู่เบื้องหลังความเป็นไปทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในฐานะซาวด์เอนจิเนียร์ ที่ตระหนักดีว่า แท้จริงแล้ว โปรดิวเซอร์ อย่าง อัลเฟรด มุ่งหวังให้ได้สุ้มเสียงทางดนตรีเป็นไปเช่นใด
นั่นคือ ที่มาของโครงการ เดอะ รูดี แวน เกลเดอร์ เอดิชั่น (The Rudy Van Gelder Edition – RGV Series) ซึ่งเป็นการนำมาสเตอร์เทปเก่าทั้งที่เป็นโมโนและสเตอริโอ มารีมาสเตอร์ใหม่ ผ่านเทคโนโลยี 20 บิท อันทันสมัย ภายใต้การกำกับดูแลของ รูดี อีกครั้ง
เชื่อไหมครับว่า ผู้อยู่เบื้องหลังความคิดอันเฉียบคมครั้งนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือ ฮิโตชิ นาเมกาตะ ผู้ชายผมสีดอกเลาคนนั้น ซึ่งทำให้ บลู โน้ต คืนกลับสู่ความเคลื่อนไหวและได้รับการตอบรับจากประชาคมแจ๊สอย่างอบอุ่นอีกครั้ง

ชื่อของ รูดี แวน เกลเดอร์ ไม่ได้ผูกติดเฉพาะ บลู โน้ต เท่านั้น หากเขายังมีบทบาทในงานบันทึกเสียงของอีกหลายๆ สังกัดในช่วงระหว่างทศวรรษ 1950-1970s
แต่เป็นเพราะวิชั่นของ อัลเฟรด ไลออน ที่มองการณ์ไกลเห็นว่า ด้วยฝีมือของ รูดี นั่นแหละที่จะสถาปนา ซาวด์อันเฉพาะเจาะจงของ บลู โน้ต ขึ้นมาได้ จึงผูกปิ่นโตใช้บริการที่นี่โดยตลอด และนั่นพลอยทำให้แฟนเพลงเชื่อมั่นว่า อย่างน้อยๆ ภายใต้โลโก้โน้ตสีฟ้า พวกเขาจะได้ฟังดนตรีที่มีคุณภาพเสียงดี
อัลเฟรด ไลออน ค้นพบ รูดี แวนเกลเดอร์ ในช่วงปี ค.ศ.1953 ระหว่างนั้น นาย รูดี ยังเป็นเพียงหนุ่มน้อยที่รับจ๊อบด้วยการบันทึกเสียงให้แก่ศิลปินสมัครเล่นและอาชีพอยู่จำนวนหนึ่ง และกำลังฝึกฝนงานช่างตัดแว่นตาเป็นอาชีพหลัก
จากความถนัดในเรื่องของการมองเห็น (ตัดแว่นตา) เปลี่ยนมาสู่ความถนัดในเรื่องการได้ยิน (งานบันทึกเสียง) ในระยะเริ่มแรก เขาใช้ห้องนั่งเล่นที่บ้านของพ่อแม่ในย่านแฮคเกนแซ็ค ของนิวเจอร์ซี เป็นห้องบันทึกเสียง
รูดี เคยให้สัมภาษณ์ว่าช่วงนั้น ยังไม่มีบอร์ดหรือคอนโซลสำหรับงานบันทึกเสียงโดยตรง เขาจึงต้องดัดแปลงจากคอนโซลที่ใช้ในสถานีวิทยุนั่นเอง
จากห้องนั่งเล่นอันคับแคบ เมื่อต้องบรรจุวงดนตรีขนาดใหญ่เข้าไปในพื้นที่จำกัด รูดี เรียนรู้งานทางด้านนี้ด้วยตนเอง พร้อมๆ กับขยับขยายไปสู่ความเป็นมืออาชีพ ด้วยการสร้างสตูดิโอแห่งใหม่ขนาดใหญ่กว่าเดิม ในปี ค.ศ.1959 โดยใช้ชื่อว่า Rudy Van Gelder Studio ตั้งอยู่ในย่าน แองเกิลวูด คลิฟฟ์ ห่างจากสถานที่เดิมราว 2-3 ไมล์
ด้วยสภาพอะคูสติคของห้อง การคำนวณค่าความถี่ และกำหนดตำแหน่งเครื่องดนตรีอย่างลงตัว ทำให้อัลบั้มส่วนใหญ่ของค่ายบลูโน้ตที่อัดระหว่างปีนี้ จนถึงปี ค.ศ.1971 มีสุ้มเสียงที่ใกล้เคียงกันมาก
กล่าวคือ อัดในห้องอะคูสติคเดิม เสียงกระจายออกมาเต็มทุกย่านความถี่ โดยเฉพาะเสียงกลาง
ไม่มีข้อกังขาว่า รูดี สามารถเก็บคุณสมบัติของเสียงในย่านทุ้มต่ำได้ดี โดยเฉพาะเสียงดับเบิลเบส และเบสดรัม ขณะที่ในส่วนย่านความถี่สูง รูดี ลดประกายอันจัดจ้านลงให้พอเหมาะ
หากจะมีเสียงวิจารณ์ติติงอยู่ เห็นจะหนีไม่พ้นการบันทึกเสียงเปียโน ที่นักวิจารณ์บางกลุ่มเห็นว่ายังบางเบาและขาดไดนามิคอันพึงจะมีไปบ้าง
แต่คุณค่าสำคัญที่สุด คือการเก็บบันทึกอารมณ์การบันทึกเสียงสด (Live Recording) ไว้ได้ทุกอณู ซึ่งเป็นเสน่ห์อย่างสำคัญของแจ๊ส กล่าวคือ ก่อนเดินทางมาถึงสตูดิโอ นักดนตรีทุกคนต่างเตรียมตัวมาอย่างดี แล้วลงมือบรรเลงพร้อมกัน เล่นกันอย่างมากไม่กี่เทค โดยปล่อยให้เครื่องเล่นเทปบันทึกเสียงสดๆ ไม่มีการปรุงแต่งหรือ บันทึกเสียงแบบซ้อนร่องเสียง (Overdubbing) อย่างที่นิยมกระทำกันเกร่อในสมัยนี้
เพื่อให้แฟนเพลงบลูโน้ตได้ใกล้ชิด ซาวด์เอนจิเนียร์ ผู้อยู่เบื้องหลังผลงานประวัติศาสตร์เหล่านี้ยิ่งขึ้น ทางค่าย บลู โน้ต จึงได้ผลิตอัลบั้ม Blue Note Perfect Takes ออกมาเป็นแผ่นดูอัลดิสก์ (dual disc) ประกอบด้วยซีดีเพลง และ ดีวีดี
ในส่วนของซีดีเพลงนั้น รูดี เลือกสรรเพลงที่ในความคิดเห็นส่วนตัวของเขาเห็นว่า เป็นเทคที่มีความสมบูรณ์มากที่สุด ในจำนวนนี้ มีผลงานการบันทึกเสียงของ ซาวด์เอนจิเนียร์อื่น 2 เพลง ส่วนที่เหลือมาจากผลงานของเขาทั้งสิ้น เช่นเพลง Midnight Blue ของ เคนนี เบอร์เรลล์ (Kenny Burrell), Footprints ของ เวย์น ชอร์เตอร์ (Wayne Shorter) และ See See Rider ของ จิมมี สมิธ (Jimmy Smith) เป็นต้น
ขณะที่แผ่นดีวีดี เป็นสารคดีสั้นความยาว 25 นาที ที่แสดงให้เห็นถึงเบื้องหลังการทำงาน ตั้งแต่การบันทึกเสียง ไปจนถึงกระบวนการตัดเป็นแผ่นมาสเตอร์ (original pressing)
นอกจากอัลบั้มชุดนี้แล้ว แฟนเพลงแจ๊สของบลูโน้ต สามารถสัมผัสสุ้มเสียงใหม่ทางดนตรีจากการรีมาสเตอร์ โดยซาวด์เอนจิเนียร์คนนี้ได้จากแผ่นซีดีที่มีการระบุข้อความว่าเป็น The Rudy Van Gelder Edition ซึ่งโดยมากมักมีตัวอักษณย่อ RVG กำกับอยู่
นับจากปี ค.ศ.1998 จนถึงปัจจุบัน รูดี รีมาสเตอร์ผลงานเก่าของตัวเองไปแล้วกว่า 100 อัลบั้ม ครอบคลุมอัลบั้มหลักของศิลปินอย่าง อาร์ต แบล็กกีย์ (Art Blakey), โดนัลด์ เบิร์ด (Donald Byrd), ไมล์ เดวิส (Miles Davis), จอห์น โคลเทรน (John Coltrane), แกรนต์ กรีน (Grant Green), โจ เฮนเดอร์สัน (Joe Henderson) ฯลฯ และปัจจุบันยังทำอย่างต่อเนื่อง หากไม่หมดแรงหรือสิ้นลมไปเสียก่อน
รูดี ให้สัมภาษณ์ว่า เป้าหมายของการทำงานในครั้งนี้ เพื่อให้ได้ซาวด์ดนตรีอย่างที่ อัลเฟรด ไลออน โปรดิวเซอร์ ต้องการจริงๆ โดยเฉพาะจากกระบวนการมิกซ์ในห้องควบคุม ที่เดิมในยุคแรกนั้น มีมอนิเตอร์เพียงตัวเดียว ดังนั้น ความมุ่งหวังของเขาจึงอิงอยู่กับความเป็นโมโน แม้จะไม่ใช่ระบบเสียงสเตอริโอ แต่เจ้าตัวยืนยันว่าให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่ามาก
มาถึงบรรทัดนี้ หลายท่านที่เติบโตมากับเครื่องเสียงในยุคที่เป็นสเตอริโอโฟนิกส์ (stereophonics) อย่างทุกวันนี้ อาจจะจินตนาการไม่ออกว่า ระบบเสียงแบบลำโพงเดียวหรือ โมโน (monoual) นั้น จะดีกว่าได้อย่างไร แต่สำหรับคอเครื่องเสียงที่มีประสบการณ์คงเคยรับรู้มาบ้างกระมังว่า โมโนชั้นดีนั้น สามารถให้ซาวด์ รีโปรดักชั่น ที่เด็ดขาดนัก
เป้าหมายอีกประการหนึ่งของ รูดี คือการรีมาสเตอร์เพื่อให้เสียงที่มีความจัดจ้านแบบดิจิตัล ที่ถ่ายทอดผ่านฟอร์แมทแบบ ซีดี ลดความจัดจ้านหรือแข็งกระด้างลง ให้มีความนุ่มนวลอบอุ่นและมีมวลของเสียงหนาขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้ได้สุ้มเสียงแบบที่แผ่นไวนิลเคยถ่ายทอดไว้นั่นเอง
ผู้อาวุโส รูดี แวน เกลเดอร์ ทำได้ขนาดนั้นหรือไม่ อาจจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับความชำนาญการของเขาแล้ว แต่ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ตั้งแต่ศักยภาพของเครื่องไม้เครื่องมือ รวมถึงกระบวนการผลิตเป็นแผ่นซีดี โดยเฉพาะแผ่น บลู โน้ต ตัวรีมาสเตอร์ใหม่ ซึ่งขณะนี้ค่ายอีเอ็มไอบ้านเรา กำลังมีนโยบายนำมาปั๊มในเมืองไทย หากไม่มีการไปปรุงแต่งเสียงให้ผิดเพี้ยนไปจากความต้องการของซาวด์เอนจิเนียร์ ย่อมจะเป็นการดีมาก
หากมีโอกาสเดินทางไปญี่ปุ่นในคราวหน้า ผมตั้งใจไปพบปะกับ ฮิโตชิ นาเมกาตะ อีกครั้ง และจะไม่ลืมหยิบแผ่น บลู โน้ต ที่ปั๊มในเมืองไทยไปให้เขาทดลองฟังเปรียบเทียบดูด้วยว่า
คุณภาพระดับนี้ พอจะสอบผ่านบ้างไหม.