นอราห์ โจนส์ เปลี่ยนสู่ดนตรีทดลอง
By JazzLife Editor | January 20th, 2010 | Category: Reviews | 1 Comment »
หากรอบปี 2009 ที่ผ่านมา ผู้คนในสหรัฐอเมริกาต่างมีชีวิตอยู่ด้วยความหวังถึงการเปลี่ยนแปลง ภายใต้สโลแกน Change ที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของทุกสิ่งทุกอย่าง นั่นย่อมไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่นักร้องสาวผู้มีทั้งรางวัลแกรมมี่และยอดขายระดับแพลทตินัม จะทดลองเปลี่ยนแปลงแนวทางดนตรีของเธอดูบ้าง แม้มันจะต้องใช้ความกล้าหาญไม่น้อยเช่นกัน
ตั้งแต่ Don’t Know Why ในอัลบั้มแรก Come Away With Me กลิ่นอายคันทรี่ในอัลบั้มถัดมา Feels Like Home จนถึงการประกาศตัวตนผ่านเพลงที่เธอแต่งขึ้น ในอัลบั้มชุดที่ 3 Not Too Late เมื่อมาถึงงานใหม่ ดูเหมือน นอราห์ โจนส์ จะผละจากภาพลักษณ์เก่าที่เราคุ้นเคย เช่นสุ้มเสียงอะคูสติคอันเรียบง่าย มาสู่การทดลองผสมซาวด์ที่มีความเป็นดนตรีร็อคมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
The Fall เป็นดอกผลจากความพยายามของเธอ ตั้งแต่กระบวนการแต่งเพลงที่เธอมีบทบาทมากขึ้น หลายเพลง นอราห์ร่วมงานกับทีมเก่าอย่าง เจสซี แฮร์ริส ขณะที่หลายเพลง ได้ทีมงานใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ไรอัน อดัมส์ และ วิลล์ เชฟฟ์ มาทำงาน โดยผนวกกับทีมนักดนตรีที่ล้วนแต่มีประสบการณ์โชกโชนทั้งนั้น เหนืออื่นใดคือโปรดิวเซอร์ แจคเควอร์ คิง ที่เคยทำงานกับศิลปินอย่าง คิงส์ ออฟ ลีออง และ ทอม เวทส์ มาแล้ว
สัมผัสแรกที่แฟนเพลงเก่าค้นพบถึงความแตกต่างได้ทันที มิได้มาจากปกอัลบั้มที่เธอถ่ายร่วมกับสุนัขพันธุ์เซนต์เบอร์นาร์ด แต่เริ่มจากเพลงเปิดอัลบั้ม Chasing Pirates ที่มีสุ้มเสียงแปลกแปร่งไปจากเดิม ตั้งแต่กรู้ฟของเพลง ผ่านกลองและเบส , สำเนียงกีตาร์ไฟฟ้า, แท็คเปียโน จนถึงคีย์บอร์ดเวอริทเซอร์ และเช่นเคย นอราห์ ทำให้แฟนเพลงของเธออดเงี่ยหูฟังด้วยความตั้งใจไม่ได้ว่า ประสบการณ์และมุมมองที่เธอฝากไว้ในเพลงนั้นพิเศษสุดจริงๆ
บรรยากาศแบบร็อคแอนด์โรลล์ย้อนยุค ยังปรากฏใน Even Though ตามด้วย Light As A Feather บ่งบอกถึงอิทธิพลที่เธอได้รับจากศิลปินอย่าง ทอม เวทส์ โดยเสียงคาสิโอซินธ์ในเพลงนี้หมุนวนราวกับสะกดจิตทุกคนที่ได้ฟัง
Young Blood เป็นเพลงเด่นของอัลบั้มนี้ที่มีพลังในการขับเคลื่อน ก่อนจะกลับไปสู่ซาวด์เนียนๆ แบบโฟล์คร็อคที่มีเมโลดีสวยๆ ใน I Wouldn’t Need You ที่พอจะคืนภาพเดิมของ นอราห์ กลับมาบ้าง ส่วน Waiting มีความลงตัว โดยในเพลงนี้มีเครื่องดนตรีแปลกๆ อย่าง Glockenspeil มาเรียกความสนใจ ก่อนจะพาออกไปขับเคลื่อนผ่านวิวาทะเท่ๆ ใน It’s Gona Be
You’ ve Ruined Me ให้อารมณ์เนียนๆ แบบบุปผาชน ส่วน Back to Manhattan เป็นเพลงวอลท์ซ ที่ฟังแล้วก็อดนิยมชมชอบศิลปินผู้สร้างไม่ได้ จากนั้น เธอสร้างเซอร์ไพรส์ด้วย Stuck ที่มีเสียงกีตาร์หลอนๆ ของ มาร์ค ริโบท์ มาเติมเต็ม
ช่วงท้ายอัลบั้ม มี December เพลงเล็กๆ งามๆ นำเสนอในแบบพิคกิ้งสไตล์ แล้วขยับตัวอย่างโยกโยนด้วยกลิ่นอายคันทรี่แบบนิวออร์ลีนส์ใน Tell Yer Mama เชื่อมต่อด้วย Man of the Hour เป็นบลูซีย์ที่เปลือยเปล่าเพียงเสียงร้องและเปียโน ทว่ายังมีอารมณ์ขันแฝงความขื่นๆ อยู่ภายใน
The Fall น่าจะเป็นก้าวแรกที่แตกต่างของ นอราห์ โจนส์ ด้วยกรู้ฟดนตรีที่มีชีวิตชีวาขึ้น และอย่างน้อยๆ ก็น่าจะทำให้นักวิจารณ์บางคนเลิกเรียกเธอว่า Snorah (มาจาก Snore – กรน เพราะง่วง) เสียที.
ฟังสนุกขึ้น ป๊อปขึ้น