TIJC 2010 : อุดมคติกับโลกแห่งความเป็นจริง
By JazzLife Editor | February 2nd, 2010 | Category: Articles | No Comments »
หากคุณมีโอกาสใช้เวลาเพียงส่วนหนึ่ง หรือตลอด 3 วัน ในงาน Thailand International Jazz Conference 2010 (TIJC 2010) ณ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (29-31 ม.ค.53) คุณจะพบว่าตัวเองกำลังก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโลกอุดมคติเล็กๆ ใบหนึ่ง ไม่ว่าจะโดยรู้ตัว หรือไม่รู้ตัวก็ตาม
ยิ่งกว่านั้น หากคุณมีประสบการณ์กับอีเวนท์ที่ขับเคลื่อนในแบบ Music Marketing ซึ่งมักเต็มไปด้วยความรกรุงรัง จากภาพลักษณ์ของสินค้าอุปโภคบริโภคที่สอดแทรกไปทุกมิติของเนื้องาน เมื่อเปรียบเทียบกับงาน TIJC ครั้งนี้ ต้องบอกว่า “ทุกอย่าง” พลิกไปจากความคาดหมายเดิมๆ แทบจะสิ้นเชิง

TIJC เป็นโลกอุดมคติของเสียงดนตรี เพราะ ณ ที่แห่งนี้ มีกิจกรรมทุกอย่างที่มีขึ้นเพื่อมุ่งพัฒนาการสร้างสรรค์และการเสพฟังดนตรีแขนงนี้ ด้วยความต่อเนื่องและยั่งยืน โดยมีความพร้อมของสถานที่รองรับ เป็นเทศกาลดนตรี ภายใต้แนวคิด “เรียนรู้แจ๊ส เพื่อสังคมแห่งความสุข”
ตั้งแต่ภาคเช้า กับการอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ทั้งโดยศิลปินไทยและศิลปินต่างประเทศ ที่ถ่ายทอดวิทยายุทธและมุมมองอันลึกซึ้ง อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย
ช่วงเย็นของ 2 วันหลัง มีการแข่งขันการแสดงเดี่ยวดนตรี ทั้งรุ่น junior และรุ่น open โดยเฉพาะรุ่น open นั้น นับเป็นการประลองความสามารถทางดนตรีที่เข้มข้นมาก เพราะนักดนตรีในรอบ final round นั้น จัดเป็น “ดาวรุ่ง” ของวงการเกือบทั้งหมด และยากที่จะสรุปว่าใครเก่งกว่าใคร
แต่ในที่สุด คณะกรรมการชาวต่างประเทศ ก็ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ ดั๊ก ธีรภัทร จันทบ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ คว้ารางวัลนี้ไปครอง หลังจากเล่นเพลง U.M.M.G จบลง

หากจำกันได้ ธีรภัทร เคยได้รับรางวัลนี้ จากเวทีการประกวดนี้ไปหนหนึ่งแล้ว เมื่อปีกลาย (ยังไม่รวมรางวัลจากเวทีอื่นๆ ที่เขาเคยกวาดมา) โดยได้รางวัลทั้งในรุ่น junior และรุ่น open ปีนี้ จึงนับเป็นอีกปีหนึ่งของเขา มีคำบอกเล่าจากผู้ใกล้ชิดวงในว่า แฮโรลด์ แดงโก หนึ่งในคณะกรรมการ ซึ่งเป็นหัวหน้าภาควิชาแจ๊ส จาก Eastman School of Music นิวยอร์กซิตี ถึงขนาดเสนอ “ที่นั่ง” ให้ดั๊กไปเรียนต่อที่นั่นเลยทีเดียว
ส่วนกิจกรรมภาคค่ำของทั้งสาม ที่ประชาชนโดยทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ คือการนำเสนอคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบจากศิลปิน 3 กลุ่ม ทั้งนักดนตรีอาชีพ, เหล่าคณาจารย์ และศิลปินต่างประเทศ ณ บริเวณสนามหญ้ากลางแจ้ง ล้อมรอบด้วยสวนพฤษาดุริยางค์

ปีนี้ ในส่วนของนักดนตรีอาชีพ มีการแสดงของ โก้ มิสเตอร์แซ็กแมน, โปรด ธนภัทร มัธยมจันทร์ และ วงอินฟินิตี้ ซึ่งแต่ละวงมีไฮไลท์เฉพาะของตนเองมานำเสนอ ให้แตกต่างจากการแสดงในงานอื่นๆ ทั้งนี้น่าจะสืบเนื่องจากโจทย์ที่ผู้จัดงานมอบให้ ดังเช่น ในส่วนของ โก้ มิสเตอร์แซ็กแมน มีการอัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ Lullaby มาเรียบเรียงใหม่และบรรเลงด้วย โซปราโน แซ็กโซโฟน ได้อย่างเพราะพริ้ง นอกจากนี้ โก้ยังเปิดโอกาสให้นักแซ็กโซโฟนรุ่นเยาว์อีกหลายชีวิต ที่เป็นลูกศิษย์จาก Sax Society แสดงศักยภาพบนเวที สร้างสีสันได้อย่างน่ายินดีอีกด้วย
ในส่วนของวงดนตรี โดยคณาจารย์จากรั้วมหาวิทยาลัย นอกจาก ม.มหิดล เจ้าภาพแล้ว ยังเชิญสถาบันที่เปิดสอนวิชาเอกแจ๊ส ทั้ง ม.ศิลปากรและ ม.รังสิต มาร่วมแสดงด้วย
ตัวอย่างของไฮไลท์โดยวงคณาจารย์ พิจารณาได้จากการแสดงของวง Pomelo Town ที่ไม่เพียงการนำเสนอบทประพันธ์ “ออริจินัล” เท่านั้น แต่ยังมีการทดลองนำเพลงพื้นบ้านจากภาคเหนือมาเรียบเรียงใหม่ นำเสนอในรูปแบบของวง 6 ชิ้น (Sextet) ที่มีฮอร์นเซ็คชั่น (แซ็ก-ทรัมเป็ต-ทรอมโบน) พ่วงด้วยริธึ่มเซ็คชั่น (เปียโน-เบส-กลอง)
การแสดงเมื่อคืนวันสุดท้ายในงาน TIJC 2010 ของวง Pomelo Town พอจะบ่งบอกถึงความเป็นไปได้ ในการนำรากเหง้าทางวัฒนธรรมของไทยมาผสมผสานกับแนวทางแจ๊สได้อย่างกลมกลืน โดยที่ยังรักษาทั้งความเป็น Jazz Tradition และ Thai Tradition ได้อย่างน่าติดตามทีเดียว
นอกจากกิจกรรมเชิงการศึกษา และการแสดงดนตรีของวงมืออาชีพ และวงคณาจารย์แล้ว ศิลปินระดับ “แม่เหล็ก” ที่ดึงดูดคอเพลงแจ๊สจากทั่วทุกภาคของไทยให้มารวมตัวกันในพื้นที่นี้ เห็นจะหนีไม่พ้น ศิลปินต่างประเทศ

วันแรก แบปติสต์ เฮอร์บิน นักอัลโตแซ็กโซโฟนจากฝรั่งเศส วัยเพียง 21 ปี แต่ฝีมือนั้นเป็นไปดังคำบอกเล่าของ เด่น อยู่ประเสริฐ ที่ว่า “เขามีเครื่องมือด้านเทคนิคทุกอย่างครบครัน และเลือกหยิบมาใช้ได้อย่างง่ายดายและเป็นธรรมชาติ”

ในวันที่เป็นการบรรเลงของ ริช เพอร์รี ควอร์เทท จากนิวยอร์กซิตี โดย ริช เป็นนักเทเนอร์ แซ็กโซโฟนรุ่นอาวุโสที่มีประสบการณ์ในวงบิ๊กแบนด์มาจากโชกโชน โดยเล่นในวงของ แมเรีย ชไนเดอร์ และ แวนการ์ด แจ๊ส ออร์เคสตรา (เดิมคือวง แธด โจนส์ / เมล ลูว์อิส ออร์เคสตรา) สมาชิกคนอื่นๆ ในวงล้วนแต่เป็นระดับกูรูของวงการทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น แฮโรลด์ แดงโก, เจฟ เฮิร์ชฟิลด์ และ เจย์ แอนเดอร์สัน
พวกเขาเลือกนำเสนอเพลงสแตนดาร์ ตั้งแต่ In Your Own Sweet Way, I Thought About You , You Don’t Know What Love Is โดยตีความเพลงเก่าที่ทุกคนคุ้นเคยได้อย่างใหม่สด
ขณะที่การแสดงสดของ แอรอน โกลด์เบิร์ก ทริโอ วง 3 ชิ้น เปียโน-เบส-กลอง ทริโอแจ๊สจากนิวยอร์กซิตี ในค่ำวันที่สาม สะกดผู้ฟังได้ทั้งงาม ทั้งที่การบรรเลงส่วนใหญ่ เป็นบทประพันธ์ดั้งเดิมของพวกเขา อาทิ เช่น เพลง Unstablemates และ Lambada de Serpente จากอัลบั้ม Worlds

งานนี้ แอรอน มาพร้อมกับ โอแมร์ อวิตาล มือเบสชาวอิสราเอล และ เกรกอรี ฮัทชินสัน ซึ่งเป็นมือกลองที่เคยร่วมงานกับมือเบสระดับตำนาน อย่าง เรย์ บราวน์ มาแล้ว
บรรยากาศในงานเป็นไปในแบบอุดมคติ คือนักดนตรีฝีมือดีที่มุ่งมั่นนำเสนอเสียงดนตรีอย่างเต็มความสามารถ ขณะที่นักฟังต่างตั้งใจมาฟังเพลงอย่างเต็มที่ ซึ่งปรากฏการณ์นี้ อย่างน้อยๆ น่าจะทำให้ “ฝันร้าย” ของแฟนเพลงแจ๊สตัวจริง ที่เคยประสบมาจากความเลวร้ายของ “เทศกาลหัวหินแจ๊สเฟสติวัล” (หรือเทศกาลดนตรีที่มีคนคุยกันเสียงดังที่สุดในโลก) ฟื้นคืนกลับสู่สภาพเดิม ท่ามกลางฝูงชนที่มีคุณภาพได้บ้าง

ในอนาคต หากโลกอุดมคติแห่งนี้จะเชื่อมต่อกับโลกแห่งความเป็นจริง กับผู้คนหมู่มาก ซึ่งเป็นตัวแทนจากแวดวงต่างๆ ในอุตสาหกรรมดนตรี ทั้งโปรโมเตอร์ ค่ายเพลง สปอนเซอร์ ฯลฯ จนถึงการสร้างฐานคนฟังคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ก็น่าจะเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งให้สังคมไทยมีพื้นที่สำหรับการ “เสพฟัง” ดนตรีอย่างแท้จริง.