Five Peace Band Live มากกว่าฟิวชั่นย้อนยุค
By JazzLife Editor | March 4th, 2010 | Category: Articles | 1 Comment »
ผมเฝ้าสังเกต “ยูนิเวอร์ซัล มิวสิค” ในประเทศไทย ว่าจะผลิตอัลบั้มบันทึกการแสดงสด Five Peace Band Live นำโดย 2 ตำนานแจ๊ส อย่าง ชิค คอเรีย และ จอห์น แมคลาฟลิน ออกขาย เพื่อบริการคอเพลงแจ๊สไทยหรือไม่
ภายหลังจากที่มีการประกาศว่า ผลงานชิ้นนี้ได้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่ครั้งที่ 52 ในสาขา Best Jazz Instrumental Album
ผลปรากฏว่า “เงียบ” ตามคาด (อาจจะเป็นเพราะกำลังมัวนับเงินกองโต จากการขายแผ่นของ เลดี กาก้า ก็เป็นได้)
แน่นอน ผมคงไม่สามารถตำหนิค่ายเพลงแห่งนี้ได้ และไม่คิดจะทำเช่นนั้นด้วย เพราะอย่างน้อยที่สุด “ยูนิเวอร์ซัล มิวสิค” น่าจะเป็นค่ายเพลงเพียงหนึ่งเดียวในเวลานี้ ที่ขยันผลิตผลงานที่จับต้องได้ (physical products) ทั้งซีดีและดีวีดีออกมาให้แฟนเพลงได้ซื้อหา มากกว่าค่ายไหนๆ
เพียงทว่า อย่างน้อยที่สุด ในยุคไอทีผลิบานเช่นนี้ ค่ายเพลงก็ควรเปิดช่องทางในการสื่อสารกับคนฟังมากกว่านี้หน่อย หรืออย่างน้อยๆ สั่งแผ่นนำเข้ามาขาย เพื่อประคับประคองตลาดก็ยังดี
นี่กลายเป็นว่า ค่ายเพลงสากลในบ้านเรา ทิ้งตลาดเพลงแจ๊สและเพลงคลาสสิกให้ห่างจากศูนย์กลางความเคลื่อนไหว ปล่อยให้มิตรรักแฟนเพลงต้องดิ้นรนค้นหากันตามลำพัง
จากนั้น พลันเมื่อ Five Peace Band Live คว้ารางวัลแกรมมี่ แทนที่จะเป็น “ควอร์เทท ไลฟ์” ของ แกรี่ เบอร์ตัน และ แพท เมธินี (ที่มีการผลิตซีดีออกมาในบ้านเรา เหตุเพราะแพทดังกว่ามาก) ก็ถึงคราวที่ผมต้องกระเสือกกระสนหาอัลบั้มนี้มาฟังเสียแล้ว จนกระทั่งกลายมาเป็นรีวิวอัลบั้มชุดที่ว่าในคราวนี้

ชิค คอเรีย และ จอห์น แมคลาฟลิน กับผลผลิต Five Peace Band Live นำเสนอในแบบอัลบั้มแผ่นคู่ จากบันทึกการแสดงสดที่พวกเขาตระเวนแสดงทัวร์ในยุโรปช่วงปี ค.ศ.2008 ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากคอเพลงแจ๊สเป็นอย่างดี
ไม่ว่าจะเป็นแฟนเพลงรุ่นราวคราวเดียวกันกับศิลปิน ซึ่งน่าจะอายุเกินกว่า 60 ปีแล้ว เพราะปัจจุบันทั้งคู่อายุไล่เรี่ยกัน (หากกันเพียง 1 ปี) คือราว 67-68 ปี
หรือจะเป็นแฟนเพลงรุ่นหลังที่เคยได้ยินเรื่องราวของนักดนตรีทั้งสอง ที่เคยก้าวสู่การเป็นสมาชิกวงของ ไมล์ส เดวิส นักปฏิวัติวงการแจ๊ส 5 ยุค
ตามประวัติ ชิค และ จอห์น มีโอกาสร่วมงานกันครั้งแรก ในยุคสมัยแห่งการกำเนิดของ “แจ๊ส ร็อค ฟิวชั่น” พวกเขาเล่นอัดแผ่นอัลบั้ม In A Silent Way (ค.ศ.1969) ตามด้วย Bitches Brew เมื่อราว 40 ปีที่แล้ว
หลังจากนั้น ชิค คอเรีย และ จอห์น แมคลาฟลิน ก็แยกตัวออกมาแสวงหาช่องทางในการเติบโต นอกร่มเงาของ ไมล์ส ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดี เมื่อพวกเขาประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น
โดย จอห์น ไปสมาทานปรัชญาอินเดีย และได้ตั้งวงฟิวชั่นขึ้น ในนาม “มหาวิษณุ ออร์เคสตรา” มีการนำกลิ่นอายอินเดียมาผสมผสาน
ส่วน ชิค คอเรีย ก็ทำวง “รีเทิร์น ทู ฟอร์เอฟเวอร์” ซึ่งให้ทั้งกลิ่นอายลาตินและฟิวชั่นคละเคล้าด้วยกัน
การโคจรกลับมาพบกันอีกครั้งบนเวทีการแสดงสดของนักดนตรีอาวุโสทั้งสองในอีก 40 ปีให้หลัง จึงมิใช่แค่แผนการตลาดในการเอาคนดังมาปะทะกัน อย่างที่อุตสาหกรรมบันเทิง นิยมทำธุรกิจแบบ“ตีหัวเข้าบ้าน” ด้วยการหลอกลวงคนฟังคนดูไปวันๆ
แต่ด้วยวาระพิเศษนี้ ได้ทำให้เรื่องราวอันลางเลือนของทั้งสองเมื่อครั้งอดีตแจ่มชัดขึ้นอีกครั้ง ไม่เพียงเท่านั้น ชิค คอเรีย และ จอห์น แมคลาฟลิน ยังได้นักดนตรีรุ่นหลังอีก 3 คนมาร่วมโปรเจ็คท์เฉพาะกิจในครั้งนี้
เคนนี การ์เรทท์ เป็นมือแซ็กโซโฟนวัย 40 ปลายๆ ที่เคยมีโอกาสร่วมงานกับ ไมล์ส เดวิส ในยุคหลัง ส่วน คริสเชียน แมคไบรด์ มือเบส และ วินนี โคไลอูตา มือกลอง อยู่ในวัย 30 กว่าๆ
นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อโครงการ Five Peace Band (การทัวร์ในสหรัฐอเมริกาต่อมา มีการเปลี่ยนมือกลองจาก วินนี โคไลอูตา มาเป็น ไบรอัน เบลด) ซึ่งมีการหยิบเอาบางส่วนของการแสดงสด ผลิตออกขายเป็นอัลบั้มแผ่นคู่ แถมยังมี เฮอร์บี แฮนค็อก มือเปียโนอีกคนของไมล์ส เดวิส แวะเวียนมาเป็นแขกรับเชิญสร้างเซอร์ไพรส์อีกต่างหาก

ประเด็นที่ต้องพูดถึงเป็นอันดับแรก สำหรับคอนเสิร์ตของ ชิค คอเรีย และ จอห์น แมคลาฟลิน อยู่ตรงที่งานในชุดนี้ มิใช่การนำเสนอซาวด์แบบดั้งเดิมของ “มหาวิษณุ ออร์เคสตรา” และ “รีเทิร์น ทู ฟอร์เอฟเวอร์” แต่อย่างใด
ถึงยุคสมัยจะคาบเกี่ยวกันก็เถอะ แถมก่อนหน้านี้ ชิค คอเรีย เพิ่งไป “เอ็กเซอร์ไซส์” กับวงเก่าของเขา ด้วยโชว์ของ “รีเทิร์น ทู ฟอร์เอฟเวอร์ รีเทิร์น” ถึงกว่า 50 โชว์ ส่วน จอห์น เองก็ไม่น้อยหน้า มีอัลบั้มเดี่ยวชั้นดี ที่ทำออกมาในซาวด์แบบ “สมู้ธ แจ๊ส” โดยร่วมงานกับนักดนตรีอินเดียมาแล้ว
อย่างที่ทราบกันดี ทั้ง ชิค คอเรีย และ จอห์น แมคลาฟลิน มิได้อยู่เฉยๆ ก่อนจะมาถึงโครงการพิเศษนี้ พวกเขามีตารางงานค่อนข้างชุกชุม ชิค คอเรีย เอง ยังก้าวไปปะทะสังสรรค์กับนักดนตรีรุ่นใหม่อย่าง ฮิโรมิ โดยมีอัลบั้มบันทึกการแสดงสดแผ่นคู่ชื่อ Duet ออกมาเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงมิได้นำเสนอจุดขายจากการย้อนยุค ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา โดย “แช่งแข็งตัวเอง” ไว้ในแนวทางแบบเก่า หากในทางตรงกันข้าม ตลอด 40 ปี ทั้งคู่ทางเดินทางไกลบนถนนสายดนตรีอย่างน่าติดตาม มีประสบการณ์อันเอกอุ ที่เด่นชัดผ่านผลงานนับไม่ถ้วน
ดังนั้น Five Peace Band Live จึงเป็นความปรารถนาที่จะหยิบผลงานส่วนตัวมาบรรเลง ด้วยการไล่เรียงภาพแห่งอดีตในคราวนั้น เติมจิตวิญญาณ ณ ปัจจุบัน ก่อนจะคลี่คลายมาเป็นตัวตนของพวกเขาในปัจจุบัน ด้วยบทประพันธ์ของทั้งคู่ และบางส่วนเป็นบทเพลงที่ผู้คนรู้จักคุ้นเคยดีมาบรรเลง
โทนโดยรวมของอัลบั้ม เป็น “ฟิวชั่น” ในมิติร่วมสมัย แม้หลายเพลงเป็นวัตถุดิบเก่าจากยุคนั้น ด้วยร่องรอยอิทธิพลของ ไมล์ส เดวิส แต่ดูเหมือนพวกเขาจะสนุกสนานรื่นเริงกับการสื่อสาร การสนทนาด้วยเสียงเพลง ที่ลื่นไหลอย่างเป็นธรรมชาติยิ่งนัก
ผมว่า – หากไมล์ส เดวิส ฟื้นคืนชีพกลับมาฟัง In A Silent Way เวอร์ชั่นนี้ คงอุทานคำว่า **ck พร้อมกับแสดงอาการทึ่งต่อความก้าวหน้าของการสร้างสรรค์แจ๊สในวันนี้อย่างแน่นอน
ผลงาน Five Peace Band Live ของ ชิค และ จอห์น สะดุดตาแฟนเพลงแจ๊สตั้งแต่แรกเห็นปกอัลบั้ม
พวกเขานำเสนอด้วยศิลปะแห่งยุคไซคีเดลิค ที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อวงการร็อคยุคปลายซิกซ์ตีส์ เชื่อมต่อเซเวนตีส์ นั่นพอจะบ่งบอกถึงเสียงดนตรีที่บรรจุอยู่ภายในได้เป็นอย่างดี
เริ่มต้นซีดีแผ่นแรกด้วยเพลง Raju ที่ขับเคลื่อนอย่างมีพลัง บนกระบวนท่าแบบ “ฟิวชั่น” เป็นเพลงที่ จอห์น แมคลลาฟลิน แต่งไว้ และบรรจุอยู่ในอัลบั้ม Floating Point ของเขา รวมถึงเคยนำไปแสดงสดในหลายวาระ เช่น กับกลุ่ม “โฟร์ ไดเมนชั่น” เป็นต้น
Raju เปิดทางให้นักดนตรีผลัดกันทำหน้าที่รับส่งกันอย่างออกรส ทั้ง ชิค และ จอห์น ยังรักษาอัตราความเร็วได้อย่างยอดเยี่ยม ขณะที่ เคนนี การ์เรทท์ สำแดงพลังแซ็กโซโฟนอย่างเต็มอิ่ม
The Disguise เป็นงานที่เยือกเย็นลง บนชีพจรลาตินที่สร้างสรรค์โดย ชิค คอเรีย ลักษณะเพลงลดทอนอารมณ์ฟิวชั่นลง สู่ฮาร์มอนีแบบแจ๊สร่วมสมัย ด้วยปฏิสัมพันธ์ของนักดนตรีที่เคลื่อนไหวตามกันอย่างแนบแน่น ทางกลองของ วินนี ในเพลงนี้ แม่นยำและสนับสนุนให้ทั้งกีตาร์ และเปียโนโดดเด่นขึ้น เช่นเดียวกันกับฮาร์มอนีจากเบสของ คริสเชียนที่กระจ่างชัดในไอเดียที่นำเสนอ
พวกเขามีเพลง New Blues, Old Bruise ของ จอห์น แมคลาฟลิน มาสลับบรรยากาศ เป็นบลูส์ในบริบทที่แปลกแปร่งและแตกต่างออกไป สำเนียงกีตาร์ของ จอห์น ในเพลงนี้บ่งบอกถึงความเหนือชั้นที่เกินความคาดหมาย ราวกับธาตุเคมีส่วนตัวของเขา กับพลพรรคนักดนตรีกลุ่มนี้สอดคล้องต้องกันดี จนทำให้เวอร์ชั่นดั้งเดิมในอัลบั้ม Industrial Zen ดูด้อยไปถนัดเลยทีเดียว

ไฮไลท์ของคอนเสิร์ต อยู่ที่เพลงอย่าง Hymn to Andromeda ผลงานของ ชิค คอเรีย ที่มีความยาวกว่า 27 นาที โดยเริ่มต้นจาก ชิค นำเสนอเสียงเปียโนของเขา ตามด้วยอาร์โกจากอะคูสติค เบส (argo การใช้คันสีในการสร้างเสียง) ของ คริสเชียน ที่ไพเราะเพราะพริ้ง ก่อนที่ทั้งวงจะสมทบกันอย่างครื้นเครงและเต็มด้วยชีวิตชีวา บนท่วงทำนองที่อิงกลิ่นอายสแปนิช คละเคล้าด้วยแนวทางการบรรเลงแบบฟรีแจ๊ส และอวองการ์ด ในช่วงกลาง
ว่ากันว่า Hymn to Andromeda นี้ ชิค คอเรีย ตั้งใจแต่งเพื่ออุทิศให้แก่ จอห์น โคลเทรน ซึ่งเปรียบเสมือนผู้สุกสกาวอยู่บนแกแล็กซีแอนดรอเมดานี้โดยเฉพาะ (แฟนเพลงเก่าน่าจะจดเพลง Andromedra’s Suffering ของ อลิซ โคลเทรน ภริยาของ จอห์น โคลเทรน ได้บ้างกระมัง) แน่นอนว่า เคนนี ได้โชว์ทางแซ็กเต็มๆ ราวกับจะแย่งซีน ชิค และ จอห์น ไปเลยในเพลงนี้
ในซีดีแผ่นที่ 2 พวกเขาเริ่มต้นด้วยเพลงของ แจ็คกี แมคลีน มืออัลโตแซ็กผิวขาวในสไตล์บ็อพ นั่นคือเพลง Dr.Jackle ซึ่ง ไมล์ส เดวิส เคยอัดไว้ในอัลบั้ม Milestones เป็นอีกเพลงหนึ่งที่ ชิค นำเสนอเปียโนกลิ่นบลูซีย์ได้อย่างอัศจรรย์ ก่อนที่เหล่านักดนตรีทั้ง 5 จะแสดงปฏิสัมพันธ์กันอย่างเข้มข้นตลอดเวลากว่า 20 นาทีของเพลงนี้ ทั้งไลน์แซ็ก เคนนี การ์เรทท์ , การวอล์คอะคูสติคเบสของ คริสเชียน และทางกีตาร์ของ จอห์น
พวกเขาลดทอนความร้อนแรงลงในช่วงต้นของ Senor C.S. ที่นำเสนอผ่านเสียงกีตาร์ของ จอห์น ก่อนจะค่อยๆ ทวีไดนามิคขึ้นจนถึงจุดสูงสุด อย่าพลาดฟังการวอล์คอิเล็กทริคเบสของคริสเชียน ที่บ่งชี้ถึงความเป็นมือเบสสุดยอดของวงการดนตรีในวันนี้ได้อย่างเด่นชัด
เซอร์ไพรส์ในแผ่นที่ 2 ของอัลบั้มนี้ คงหนีไม่พ้นการปรากฏตัวของ เฮอร์บี แฮนค็อก ในเพลง In A Silent Way / It’s About That Time จากการแสดงสดที่เมืองอานท์เวิร์บ เบลเยียม ที่เต็มด้วยความสดใหม่ การตีความวัตถุดิบเดิมเมื่อ 40 ปีที่แล้วในมุมมองใหม่ น่าจะเป็นตัวอย่างที่ยืนยันถึงการสืบสานสิ่งที่เรียกกันว่า Jazz Tradition ได้ดี
ปฏิสัมพันธ์ของนักดนตรีทั้ง 6 (รวมแฮนค็อก) ในเพลงนี้ ไม่ต่างจากบทสนทนาของผู้คนในโลกแห่งทิพย์ ที่ละเมียดละไม งดงาม และลื่นไหลอย่างเป็นธรรมชาติ
อัลบั้มปิดท้ายด้วยเพลง Someday My Prince Will Come เพลงสแตนดาร์ดจังหวะวอลซ์ท ที่ ไมล์ส เดวิส นิยมนำเสนอผ่านเสียงทรัตเป็ตนัวร์ๆ ของเขา ในเวอร์ชั่นนี้ เริ่มต้นด้วยกีตาร์บางๆ ดวลกับคีย์บอร์ด ค่อนไปทาง “เอาท์” จากทำนองหลัก แต่ยังรักษาทางเดินคอร์ดของเพลงเอาไว้อย่างรัดกุม
ทั้งหมดนี้ ถือเป็นโมงยามแห่งการฟังบันทึกการแสดงสดแจ๊สที่เต็มอิ่มอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
ขณะที่ค่ายเพลงสากลในบ้านเราไม่คึกคักเท่าที่ควร ในทางตรงกันข้าม เรากลับมีโปรโมเตอร์ที่สนใจจัดคอนเสิร์ตแจ๊สอย่างต่อเนื่อง
ที่ผ่านมา มีความพยายามในหมู่โปรโมเตอร์บางกลุ่มที่จะชักชวนศิลปินระดับ “อดีตลูกวง” ของ ไมล์ส เดวิส ซึ่งปัจจุบันก้าวเป็นศิลปินใหญ่กันโดยทั่วหน้า ให้มาแสดงสดในบ้านเรา
ในรอบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เราโชคดีได้ชมการแสดงสดของ เวย์น ชอร์เตอร์, เฮอร์บี แฮนค็อก, ไมค์ สเทิร์น, จอห์น สโกฟิลด์ และ เคนนี การ์เรทท์ (หัวหิน ปี 2008)
เราพลาดศิลปินบางคน อย่าง โย ซาวินูล ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว
แน่นอนทีเดียวว่า ชิค คอเรีย และ จอห์น แมคลาฟลิน น่าจะเป็นเป้าหมายต่อไป หากราคาไม่แพงจนเกินไป
แต่สำหรับศิลปินที่ไม่ใช่ “ลูกวง” ของไมล์ส ในเวลานี้ และมีกำหนดการมาเยือนไทยในเดือนมีนาคม ในเทศกาล Bangkok Jazz Festival เห็นจะเป็น คริสเชียน แมคไบรด์ มือเบสรุ่นใหม่ที่เล่นได้ดีทั้ง อะคูสติค และ อิเล็กทริกเบส
ในความจริงกว่านั้น คริสเชียน ยังเล่นดนตรีได้ทุกแนว เขาเคยเล่นกับ สติง และแบ็คอัพศิลปินเพลงป๊อปนับไม่ถ้วน
ผมเชื่อว่า การแสดงสดของ คริสเชียน แมคไบรด์ ในเมืองไทย ไม่มีคำว่า “ผิดหวัง” แน่นอน
อย่างน้อยๆ ฝีมือของเขาในอัลบั้ม Five Peace Band Live ก็ยืนยันความจริงข้อนี้.
อุดหนุนมาแล้วครับ ย้อนยุคโดนใจ