โจ เฮนเดอร์สัน นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนผู้สุขุม ลุ่มลึก

Joe1

นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนผู้มีเส้นกราฟชีวิตเป็นเส้นตรง ราบเรียบ เรียนรู้ที่จะมีความสุขและอยู่กับเสียงเพลงมาตั้งแต่วัยเยาว์ มีแซ็กโซโฟนเป็นของเล่นชิ้นโปรด ผ่านการฝึกฝน ทั้งในด้านการฟัง และทักษะการเล่นมาอย่างโชกโชน เป็นตัวอย่างของนักดนตรีแจ๊สที่เปิดโลกกว้างทางดนตรี ด้วยการฟัง และศึกษาดนตรีหลากแนวทั้งโฟล์ค, คันทรี่, บลูส์, ร็อคแอนด์โรลล์ จนถึงดนตรีคลาสสิก

แม้ว่าเขาได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วจากเพื่อนนักดนตรี นักวิจารณ์ และโลดเล่นอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี แต่กว่าจะมีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ก็ล่วงเลยมาจนกระทั่งช่วงท้ายของชีวิต แต่แล้ว โจ เฮนเดอร์สัน (Joe Henderson) ก็กลายมาเป็น 1 ใน 5 นักเทเนอร์แซกโซโฟนชั้นนำที่มีผลงานโดดเด่นครองใจผู้ฟัง
โจ เฮนเดอร์สัน เกิดเมื่อวันที่ 24 เมษายน ค.ศ.1937 เมืองลิมา มลรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา โจ เกิดในครอบครัวใหญ่ห้อมล้อมไปด้วยพี่น้องหญิง ชายรวมทั้งหมด 15 คน เติบโตมากับบทเพลงคันทรีที่ได้รับฟังจากสถานีวิทยุ ในขณะเดียวกันก็เรียนรู้โลกของดนตรีแจ๊ส ผ่านแผ่นเสียง ของสะสมของพี่ชายคนหนึ่งซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ โจ มักเข้าไปคลุกคลีในวัยเด็ก
โจ ให้ความสนใจเครื่องดนตรีแซ็กโซโฟน และมีโอกาสได้ฟังผลงานของนักแซ็กโซโฟนรุ่นใหญ่อย่าง Lester Young, Illinois Jacquet, Coleman Howkins และ Wardell Gray จากกองสมบัติเหล่านั้น

อิทธิพลแรกๆ ที่ทำให้เขาอยากเล่นดนตรี มาจากนักแซ็กโซโฟนผู้เป็นตำนานของวงการแจ๊สนั่นก็คือ Lester Young โจ เรียนรู้การเป่าแซ็กโซโฟนจากแผ่นเสียง เขาได้รับการฝึกฝนตั้งแต่เด็ก ด้วยการฟังเสียงโซโลของ Lester Young จากนั้นลองค้นหาโน้ตแต่ละตัวที่ได้ยินบนแป้นแซ็กโซโฟนของเขา โดยมีพี่ชายคอยช่วยเหลือ และนี่ก็คือการฝึกฝนทักษะในช่วงอายุ 9 ขวบ ซึ่งส่งผลมาถึงรูปแบบการเล่นในอนาคตของ โจ

Joe2

นอกจากนี้เขายังใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฟังเพลงในแนวริทึม แอนด์ บลูส์ ,คันทรี ในขณะเดียวกันก็ชื่นชอบเพลงแจ๊สในสไตล์ Bebob ที่มักเน้นการอิมโพรไวเซชัน โจ เริ่มปรับปรุง พัฒนาการเล่นจากสิ่งที่ได้รับฟัง สำหรับเขาในขณะนั้น แซ็กโซโฟนเปรียบเสมือนของเล่นชิ้นโปรด ที่ให้ทั้งความเพลิดเพลิน และมีบางอย่างที่ต้องค้นหา
เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น โจ มีโอกาสไปตามสถานที่เต้นรำ เพื่อชมการแสดงของ James Brown, Bo Diddley, B.B. King, Chuck Berry ซึ่งเดินทางมาเปิดการแสดงในเมืองของเขา โดย โจ มักให้ความสำคัญไปที่นักแซ็กโซโฟนซึ่งร่วมแสดงอยู่ในวงต่างๆ

โจ เริ่มหาซื้องานบันทึกเสียงของศิลปินหลายคน เพื่อฟังและศึกษาแนวทางการสร้างสรรค์ผลงานของศิลปินแต่ละคน เขาสนใจฟังผลงานของ Stan Getz, Woody Herman, Stan Kenton, Herbie Steward และ Duke Ellington เป็นพิเศษ ในขณะเดียวกันเขาก็ชื่นชอบบทประพันธ์ของ Bartok, Stravinsky และ Hindemith จากฟากดนตรีในสายของเพลงคลาสิก การเปิดกว้างทางดนตรีนี้เอง คือวัตถุดิบที่สำคัญในการสร้างสรรค์ของ โจ เฮนเดอร์สัน ในเวลาต่อมา
นอกจากนี้ โจ ใช้เวลาส่วนหนึ่งออกมาพบปะพูดคุยกับเหล่านักดนตรีท้องถิ่น เขาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆเพิ่มขึ้น และเริ่มออกแสดงตามสถานที่เต้นรำภายในเมือง ซึ่งก็คืออีกหน้าหนึ่งของประสบการณ์ที่ โจ ได้สัมผัส เมื่ออายุได้ 15 ปี โจ เริ่มสนใจการแต่งเพลง ผลงานชิ้นแรกของเขามีชื่อว่า “Record Me” เจือกลิ่นอายของเพลงละตินที่เขาชื่นชอบ โดยผสมผสานกับแนวเพลงบอสซา โนวา ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนั้น

หลังจากจบการศึกษาในระดับไฮสคูล จากโรงเรียนในละแวกบ้าน พี่ชายของ โจ เป็นบุคคลที่มีส่วนผลักดัน และสนับสนุนให้ โจ เรียนต่อทางด้านดนตรีที่ Kentucky State Collage 1 ปีต่อมาย้ายมาศึกษาต่อที่ Wayne University ในเมืองดีทรอยท์ ที่นั่น เขาได้พบกับเพื่อนนักศึกษา ซึ่งเป็นนักดนตรีแจ๊สมืออาชีพ อย่าง Yusef Lateef, Donald Byrd, Kenny Burrell พวกเขาได้เรียนบางวิชาร่วมกัน

การเรียนใน Wayne University โจ ให้ความสนใจเรียนเครื่องดนตรีอื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ ฟลุท และ ดับเบิลเบส ในขณะเดียวกัน โจ สมัครเรียนเพิ่มเติมกับ Larry Teal เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับทฤษฎีดนตรี, ฮาร์มอนี, ทักษะและเทคนิคการเล่นแซ็กโซโฟน ที่ “Teal School of Music”
ช่วงปี ค.ศ.1960-62 โจ รับราชการในกองทัพสหรัฐ หลังจากเข้าร่วมเล่นดนตรีกับวงดนตรีทหารบก “United States Army Band” ความสามารถทางดนตรีอันโดดเด่น ทำให้เขาได้รับคัดเลือก เดินทางไปแสดงยังค่ายทหารต่างๆ ซึ่งประจำการอยู่ในต่างแดน ทั้งเกาหลี, ญี่ปุ่น, อังกฤษ, เยอรมัน, อิตาลี โดยครั้งหนึ่งของการแสดง โจ ได้ร่วมเล่นกับ Kenny Clark และ Kenny Drew สองนักดนตรีฝีมือเด่น ที่นครปารีส ประเทศฝรั่งเศส

หลังจากปลดประจำการในเดือนสิงหาคมในปี 1962 โจ เฮนเดอร์สัน ในวัย 25 ปีมุ่งหน้าสู่มหานครนิวยอร์ก ศูนย์กลางความบันเทิง แหล่งรวมบรรดายอดฝีมือของวงการแจ๊ส เขามีโอกาสได้รู้จักและร่วมงานกับ เคนนี ดอแรห์ม (Kenny Dorham) ซึ่งเป็นนักทรัมเป็ตรุ่นใหม่ โดย เคนนี ชักนำให้ โจ ร่วมงาน และเซ็นสัญญากับสังกัด Blue Note
โจ แฮนเดอร์สัน เข้าห้องอัดเสียงครั้งแรก เพื่อทำงานให้แก่ เคนนี ในอัลบั้ม Una Mas และทำอัลบั้ม Page One ในนามของตนเอง หลังจากนั้น โจ มีงานออกกับสังกัด “Blue Note” จำนวนหนึ่ง พร้อมกับงานไซด์แมนให้แก่นักดนตรีและวงดนตรีที่ค่อนข้างหลากหลาย แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนักในแง่ของยอดขาย
ปี1964-1966 ร่วมงานกับ Horace Silver’s Quintet จากนั้นเล่นกับวง Herbie Hancock Sextet ในปี 1969-1970 และเคยเล่นช่วงสั้นๆ กับ ไมล์ส เดวิส โจ ออกผลงานกับสังกัด “Milestone “ และย้ายไปอยู่ที่ซานฟรานซิสโก เริ่มต้นงานสอนดนตรี ก่อนจะเงียบหายไปชั่วระยะหนึ่ง

แม้ว่าฝีมือการบรรเลงของ โจ เฮนเดอร์สัน จะมีสำเนียง ลีลาการเล่นที่โดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็นที่ยอมรับกันในหมู่ของนักดนตรี แต่ดูเหมือนว่าผลงานต่างๆของ โจ ที่ผ่านมา จะไม่ประสบความสำเร็จในวงกว้าง เนื่องจากเขาไม่เป็นที่รู้จักในหมู่นักฟัง จนกระทั่งปี 1992 โจ ย้ายมาอยู่กับสังกัด “Verve” และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มผู้ฟัง เมื่อเขาทยอยออกผลงาน 3 อัลบั้ม ทำงานเพลงอุทิศให้กับ Billy Strayhorn, Miles Davis และ Antonio Carlos Jobim ส่งผลให้ผลงานของเขาที่ผ่านมาได้รับความสนใจเช่นกัน
โจ มีผลงานอีกหลายอัลบั้มกับสังกัด Verve ในช่วงท้ายของชีวิตเขาได้ชื่นชมกับรางวัลแกรมมี 4 รางวัล จากอัลบั้ม Lush Life (The Music of Billy Strayhorn) ในปี ค.ศ. 1922, อัลบั้ม Joe Henderson Big Band ในปี ค.ศ. 1997, และอีก 2 รางวัลจากอัลบั้ม So Near, So Far (Musings for Miles) ในปี ค.ศ. 1993 รวมทั้งชนะผลการโหวตคะแนนนิยมจากผู้อ่าน และผู้ฟังในหลายสำนัก เป็นความสำเร็จที่ได้มาในช่วงหลักไมล์สุดท้ายของชีวิต หลังจากได้รับรางวัลแกรมมีตัวสุดท้ายในปี 1997 จากอัลบั้ม Joe Henderson Big Band ด้วยอุปสรรคของวัย และปัญหาทางด้านสุขภาพ ทำให้ โจ ต้องหยุดการแสดงดนตรีที่เขารัก จนกระทั่งวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ.2001 โจ ลาจากโลกนี้ไปจากอาการหัวใจล้มเหลว ด้วยวัยเพียง 64 ปี………เรียบเรียงโดย Jessica

Leave Comment

You must be logged in to post a comment.