เมล ทอร์เม่ นุ่มนวล ชวนฝัน

Mel_Torme

              ถ้าเอ่ยถึงนักร้องแจ๊สชาย ชื่อของ เมล ทอร์เม่ (Mel Torme) อาจจะไม่เป็นที่รู้จักกันกว้างขว้างนักในบ้านเรา แต่ เมล ทอร์เม่ เป็นศิลปินมากความสามารถที่ทำงานอยู่ในแวดวงบันเทิงหลากหลายด้าน ต่อเนื่องและยาวนานมากว่า 60 ปี ทั้งงานด้านการร้องเพลง เล่นดนตรี แต่งเพลง เป็นผู้เรียบเรียงดนตรี ผู้ผลิตรายการทีวี รวมไปถึงการใช้เวลาที่เหลือจากงานที่กล่าวไปข้างต้น ถ่ายทอดประสบการณ์เหล่านั้น ออกมาเป็นตัวหนังสือ ให้ผู้คนได้ติดตามค้นหา ความเป็นไป ของตัวละครชีวิตจริงในโลกมายา ที่น้อยคนนักจะได้เข้าไปสัมผัส

            เมล ทอร์เม่ เกิดเมื่อวันที่ 13 กันยายน ค.ศ.1925 ที่นครชิคาโก ในครอบครัวชาวยิวที่รักเสียงเพลงเป็นชีวิตจิตใจ เขาเติบโตมาในบ้านที่เต็มไปด้วยเสียงเพลง แผ่นเสียง และมีตัวโน้ตเพลงวิ่งวนเวียนอยู่รอบตัว ทอร์เม่ ซึมซับเสียงดนตรี และหลงรักบทเพลงเหล่านั้น ในวัยเด็กเขาให้ความสนใจเรียนกลอง และเปียโน

            เมื่ออายุ 6 ขวบได้เข้าร่วมกับคณะละครเด็ก ออกแสดงละครไปทั่วเมืองชิคาโกและอีกสองปีต่อมา ทอร์เม่ ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดร้องเพลงในประเภทเด็กจากงาน The Century of Progress World’s Fair ผลจากการประกวดครั้งนี้ ทำให้เขาได้เข้าร่วมแสดงละครชวนหัวเรื่อง Song of The City ของสถานีวิทยุ NBC ในบทของ จิมมี เด็กส่งหนังสือพิมพ์ จากนั้นมา ทอร์เม่ กลายเป็นดาราเด็กเนื้อหอมที่มีงานแสดงเข้ามามากมาย ต่อเนื่องจนเข้าสู่วัยรุ่น

            เมื่อ ทอร์เม่ อายุ 15 ปี ความสามารถอีกด้านหนึ่งของเขาได้ฉายออกมา นั่นก็คือการประพันธ์เพลง ทอร์เม่ได้นำบทเพลง Lament to Love ที่เขาแต่งไปทดสอบกับวงของ แฮรี่ เจมส์ (Harry James) นักทรัมเป็ตและนายวงบิ๊กแบนด์ชื่อดัง ซึ่งในขณะนั้นกำลังเปิดรับสมัครนักร้องประจำวง แม้จะพลาดโอกาสการเป็นนักร้องในวงแฮรี่ เจมส์ แต่เพลงที่เขานำไปร้องในการทดสอบนั้นกลับเป็นที่ชื่นชอบของ เจมส์ จนกระทั่ง เจมส์ ขออนุญาตนำบทเพลงดังกล่าวไปบันทึกเสียง และเพลง Lament to Love ก็กลายเป็นเพลงฮิต ติดอันดับท๊อปเท็นใน Hit Parade ที่จัดอันดับความนิยมเพลงในยุคนั้น

            เมื่อเพลง Lament to Love ดังกระหึ่มไปทั่ว ชื่อเสียงของ ทอร์เม่ เองเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ทำให้ เบน โพลแลค (Ben Pollack) มือกลองและนายวงชื่อดัง มองเห็นพรสวรรค์และความสามารถอันหลากหลายของ ทอร์เม่ เขาได้เซ็นต์สัญญาว่าจ้างให้ ทอร์เม่ เป็นนักร้องและเป็นผู้เรียบเรียงดนตรี สำหรับวงดนตรีที่เขาทำร่วมกับ ชิคโก มาร์กซ์ (Chico Marx) ศิลปินตลก ซึ่งในช่วงหลัง ทอร์เม่ได้ทำหน้าที่มือกลองประจำวงอีกตำแหน่งหนึ่ง

            หลังจากแยกวงกับ พอลแลค และ มาร์กซ์  ทอร์เม่ได้มีโอกาสร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่อง Higher and Higher ซึ่งถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของ ทอร์เม่ เอง และยังเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของ แฟรงค์ ซิเนตร้า (Frank Sinatra) ซึ่งในขณะนั้นทั้งคู่ได้รับบทบาทเป็นเพียงดาราประกอบ หลังจากนั้น ทอร์เม่ มีผลงานภาพยนตร์ตามมาอีกสองเรื่องคือ Pardon My Rhythm และ Let’s Go Steady

Mel-Tones

            ในปี 1944 ทอร์เม่ ได้จัดตั้งวงคณะนักร้องมีชื่อว่า เมล-โทนส์ (Mel-Tones) ขึ้น สมาชิกวงประกอบไปด้วย เบอร์นี พาร์ค (Bernie Parke), เบ็ตตี บีเวริดจ์ (Betty Beveridge), เลส แบกซ์เตอร์ (Les Baxter) และ จินนี โอ คอนเนอร์ (Ginny O’Conner)

            คณะ เมล-โทนส์ สร้างชื่อเสียง มีเพลงฮิตอยู่พอสมควร โดยเฉพาะเมื่อได้มีโอกาสร่วมงานกับวงดนตรีชื่อดังของ อาร์ตี ชอว์ (Artie Shaw’s Band) คณะเมล-โทนส์ ถือเป็นวงต้นแบบให้กับคณะนักร้องในยุคหลัง เช่นวง เดอะแมนแฮตตัน ทรานซ์เฟอร์ (The Manhattan Transfer) คณะนักร้องแจ๊สประสานเสียงที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน

            จนกระทั่งปี 1947 ทอร์เม่ ตัดสินใจยุบวงเพื่อแยกตัวออกมาเป็นศิลปินเดี่ยว ช่วงแรก ทอร์เม่ยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก จนกระทั่งปี 1949 ผลงานเพลง The Careless Love ได้รับความนิยมจนขึ้นถึงอันดับ 1 ของชาร์ทเพลงฮิต หลังจากนั้นก็มีเพลงฮิตอื่นๆตามมาอีกเป็นระยะๆ

            และในช่วงนี้เอง เพลง The Christmas Song (Chestnut Roasting on the Open Fire…) ที่ ทอร์เม่ แต่งขึ้นร่วมกับ บ๊อบ เวลล์ส (Bob Wells) ถูกนำไปบันทึกเสียงในอัลบั้มเพลงคริสมาสต์ ของ แน็ท คิง โคล (Nat King Cole) นักร้องผิวสีผู้โด่งดัง เสียงร้องอันนุ่มนวลของ แน็ท คิง โคล ปัดฝุ่นงานประพัน์ของทอร์เม่ และ เวลล์ส ที่ทิ้งร้างนานหลายปี ให้กลายมาเป็นเพลงฮิต ถูกนำมาบันทึกเสียงครั้งแล้วครั้งเล่า กลายเป็นบทเพลงประจำเทศกาลคริสมาสต์ ที่คนทั่วโลกรู้จักกันเป็นอย่างดี

mel2

            นอกเหนือจากงานร้องเพลง การประพันธ์เพลง และงานด้านการแสดง ทอร์เม่ ยังสนใจงานด้านการผลิตรายการโทรทัศน์ด้วย ในปี 1963 ทอร์เม่ ได้ร่วมเขียนบทให้กับสถานีโทรทัศน์ CBS รายการ Judy Garland Show มี จูดี้ การ์แลนด์ ดาราสาวมากความสามารถเป็นผู้ดำเนินรายการ โดย ทอร์เม่ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ทำงานในครั้งนี้ออกมาเป็นหนังสือชื่อ The Other Side of the Rainbow

            ผลงานทางด้านการเขียนหนังสือของ ทอร์เม่ ยังรวมไปถึง อัตชีวประวัติของ Buddy Rich มือกลองคนสำคัญของวงการแจ๊ส และ อัตชีวประวัติของเขาเองที่ใช้ชื่อว่า It Wasn’t All Velvet

            ปี 1980 ทอร์เม่ มีผลงานบันทึกเสียงร่วมกับ จอร์จ เชียริง (George Shearing) นักเปียโนแจ๊สตาพิการ อัลบั้ม An Evening with George Shearing and Mel Torme ได้รับรางวัลแกรมมีปี1982 และอัลบั้ม Top Drawer ได้รับรางวัลแกรมมีปี1983 ติดต่อกันสองปีซ้อน หลังจากนั้นยังมีผลงานร่วมกันต่อเนื่องอีกหลายชุด

            ทอร์เม่ ใช้เวลาในชีวิตของเขาไปกับการสร้างสรรค์ผลงานมากมาย แม้เขาจะไม่มีเวลาว่างมากนัก แต่ดูเหมือนว่า ทอร์เม่ มีความสุขในสิ่งที่เขาทำ ทอร์เม่ ยังคงร้องเพลงต่อไป จนเวลาช่วงสุดท้ายของชีวิต อาการเส้นเลือดในสมองตีบตันทำให้เป็นอัมพาตต้องนั่งรถเข็น ทอร์เม่ จึงจำเป็นต้องหยุดทำงานที่เขารัก และพักผ่อนอยู่บ้าน จนกระทั่งวันที่ 5 มิถุนายน 1999 ทอร์เม่ จากไปอย่างสงบ ทิ้งไว้เพียงผลงานทีข้ามผ่านกาลเวลามานานแสนนาน……เรียบเรียงโดย Jessica

Leave Comment

You must be logged in to post a comment.