ลี มอร์แกน สิงห์หนุ่มยุคฮาร์ดบ็อพ
By JazzLife Editor | April 6th, 2010 | Category: Bio | No Comments »
หนึ่งในบรรดานักทรัมเป็ตแถวหน้าของยุคฮาร์ดบ็อพ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 50 – ต้นทศวรรษ 60 หนีไม่พ้น ลี มอร์แกน (Lee Morgan) เจ้าของสุ้มเสียงจัดจ้านร้อนแรง และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ลี เกิดที่ฟิลาเดลเฟีย เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ.1938 เริ่มหัดทรัมเป็ตเมื่ออายุ 14 ปี โดยเรียนส่วนตัวกับครูคนหนึ่ง แต่ระหว่างเข้าเรียนที่ มาสท์บอม ไฮ สกูล ฟอร์ ดิ อาร์ตส์ เขารับหน้าที่เล่น อัลโต ฮอร์น ในวงของโรงเรียน
ด้วยความสนใจในดนตรีแจ๊สตั้งแต่อายุไม่มากนัก สืบเนื่องจากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสดนตรีโดยตรงในละแวกบ้านเกิด โดยเฉพาะผลงานของ จอห์น โคลเทรน, เบนนี โกลสัน และพี่น้องตระกูล ฮีธ นอกจากนี้ ลี มีนักทรัมเป็ตที่ส่งอิทธิพลให้แก่การเล่นของเขามากที่สุด คือ คลิฟฟอร์ด บราวน์
ช่วงอายุ 18 ปี เมื่อจบจากไฮสกูล ลี กับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง มีโอกาสได้เล่นในตำแหน่งนักดนตรีสำรองของวง แจ๊ส เมสเซนเจอร์ นำโดย อาร์ต แบล็กกีย์ ระหว่างที่เดินทางมาเปิดการแสดงที่ ฟิลาเดลเฟีย ในเวลานั้นพอดี ผลงานเป็นที่น่าพอใจ แต่แทนที่จะอยู่ต่อ ลี ซึ่งบันทึกไว้ในปกซีดีชุดแรกที่ออกกับ บลูโน้ต ระบุว่า เขาเกรงว่าจะต้องเซ็นต์สัญญายาว เลยอยู่เล่นเพียง 2 สัปดาห์ หลังออกจากวง มีโอกาสได้พบกับ ดิซซี กิลเลสปี อีกครั้ง
“ผมเจอดิซซี 2 ปีก่อนหน้านั้น ในงานเวิร์คช็อพ และเขารู้จักผม เขาต้องการคนมาเล่นแทน โจ กอร์ดอน ส่วนผมอยากได้ประสบการณ์ในวงบิ๊กแบนด์พอดี”
ลี ได้เข้าเป็นสมาชิกวงบิ๊กแบนด์ ของ ดิซซี ในปีเดียวกันนั้นเอง (ค.ศ.1956) และภายหลังจากการเสียชีวิตอย่างกะทันหันด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ ของ คลิฟฟอร์ด บราวน์ (26 มิถุนายน 1956) นักทรัมเป็ตหนุ่มคนนี้ได้ก้าวสู่การเป็นศิลปินบันทึกเสียงอย่างเต็มตัว

ผลงานโดยส่วนมากอัดกับสังกัด บลูโน้ต (Blue Note Records) ซึ่งเปิดโอกาสให้แก่การทำงานของเขาอย่างเต็มที่ ลี อัดแผ่นเดี่ยวในนามของตนเองถึง 6 ครั้งในรอบ 15 เดือน และมีงานเล่นเป็นไซด์แมนให้ศิลปินหลายคนในหลายอัลบั้ม หนึ่งในจำนวนนั้น คือการเล่นกับ แฮงก์ โมบลีย์ และ จอห์น โคลเทรน ในอัลบั้ม Blue Train เป็นต้น
โดยภาพรวมตลอดทั้งชีวิต ลี มีงานอัดแผ่นกับ บลู โน้ต 25 ชุด นอกจากนั้นยังมีงานออกกับสังกัดย่อยอื่นๆ เช่น วี-เจย์, รูเล็ทท์, แจ๊สแลนด์ และ ทริป เป็นต้น ยังไม่นับรวมอัลบั้มที่บรรเลงในฐานะไซด์แมนอีกเป็นจำนวนมาก
ปี ค.ศ.1958 ลี ออกจากวงของ ดิซซี เพื่อเล่นในวงของ อาร์ต แบล็กกีย์ ‘ส แจ๊ส เมนเซนเจอร์ส เขาอยู่ในวงของ อาร์ต บรรยากาศในวงของอาร์ต มีส่วนพัฒนาการเล่นและการเขียนเพลงของ ลี เป็นอย่างมาก อัลบั้มดีๆ ที่บันทึกเสียงในช่วงนี้คือ Moanin’

นอกจากนี้ เมื่อ เบนนี โกลสัน นักแซ็กโซโฟน ลาออกจากวง ลี เป็นคนที่สนับสนุนให้ อาร์ต รับนักแซ็กหน้าใหม่ชื่อ เวย์น ชอร์เตอร์ มาร่วมงาน เมื่อผนวกกับสมาชิกคนอื่นๆ ในวง ทั้ง บ๊อบบี ทิมมอนส์ (เปียโน) และ ไจมี เมอร์ริทท์ (เบส) ทำให้ได้อัลบั้ม The Freedom Rider เป็นผลงานระดับคลาสสิก
จนถึงฤดูร้อนปี ค.ศ.1961 ด้วยปัญหายาเสพติด ซึ่งทำให้งานทางด้านดนตรีไม่คืบหน้าเท่าที่ควร เขาตัดสินใจหักดิบโดยหลบหน้าผู้คนกลับคืนสู่บ้านเกิดพักใหญ่ ก่อนจะกลับมานิวยอร์กอีกครั้งในอีก 2 ปีถัดมา

ลี ประเดิมผลงานใหม่ ด้วยอัลบั้ม The Sidewinder (1963) อัลบั้มนี้ ได้ โจ เฮนเดอร์สัน ร่วมบรรเลงเทเนอร์แซ็กโซโฟน ซึ่งประสบความสำเร็จด้านยอดขายอย่างสูง ถึงขนาดรถยนต์ยี่ห้อ ไครสเลอร์ นำเอาเพลงไตเติลแทร็คไปใช้ในโฆษณารถยนต์หลังจากนั้น
ระหว่างนั้น ลี ยังแวะเวียนไปเล่นกับ อาร์ต แบล็กกีย์ เป็นระยะๆ แบบชั่วครั้งชั่วคราว โดยแทนที่ เฟร็ดดี ฮับบาร์ด ก่อนออกจากวงอย่างเต็มตัวในปี ค.ศ.1965 เพื่อทำวงดนตรีของตัวเอง ระยะท้ายๆ กับวงของ อาร์ต นักทรัมเป็ตต้องเผชิญหน้ากับอาการเสพติดเฮโรอีนอย่างหนักอีกครั้ง
ตามคำบอกเล่าของ บิลลี ฮาร์ท สถานการณ์เลวร้ายลงเรื่อยๆ เมื่อ ลี ถึงขั้นหลับคาโต๊ะพูล และไม่มีแม้กระทั่งทรัมเป็ตสำหรับใช้ทำงาน เขาถึงขนาดต้องหยิบยืมทรัมเป็ตเพื่อใช้ในงานบันทึกเสียงสด อัลบั้ม Night of the Cookers ของ เฟร็ดดี ฮับบาร์ด ที่คลับ ลา มาร์ชาล ซึ่งนักวิจารณ์บางคนมองว่า เป็นงานที่บรรเลงได้ด้อยที่สุดของเขา
เฮเลน มอร์ เดินเข้ามาสู่ชีวิตของ ลี ในช่วงนี้ เธอจัดการทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเขา มีการรวมวงเพื่อเล่นดนตรี และคลี่คลายมาเป็นอัลบั้มบันทึกการแสดงสดชั้นดีที่ชื่อ Live at the Lighthouse ในปี ค.ศ.1970
หลังความสำเร็จจากอัลบั้ม The Sindwinder ลี มี The Rumproller โดยไตเติลแทร็คเป็นเพลงจากปลายปากกาของ แอนดรูว์ ฮิลล์ แต่อัลบั้มนี้กลับขายไม่ดีเท่าที่ควรนัก กระนั้น ช่วงปี ค.ศ.1965 ลี ยังมีคิวอัดแผ่นค่อนข้างถี่ ประกอบด้วย The Gigolo, Cornbread และ Infinity ที่ไม่ได้ออกวางขายในระยะแรก
ในอัลบั้ม The Gigolo ลี มีเพลงคลาสสิก Speedball ส่วนอัลบั้ม Cornbread มีเพลง Ceora ขณะที่ Search for the New Land ซึ่งอัดตั้งแต่ปี ค.ศ.1964 แต่ออกวางขายจริงๆ ปี ค.ศ.1966 ก็ได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดี ขึ้นถึงอันดับท้อป 20 ของชาร์ทเพลงริธึ่มแอนด์บลูส์
ลี มอร์แกน มักได้ร่วมบรรเลงกับ แฮงก์ โมบลีย์ ช่วงปี ค.ศ.1966-68 เขามีความถี่ในการบันทึกเสียงสูงมาก 8 อัลบั้มภายใน 2 ปี
เป็นที่ทราบกันดีว่า แนวทางดนตรีของ ลี เกี่ยวโยงกับแจ๊สในสไตล์ฮาร์ดบ็อพอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สัมผัสที่มีต่อฟิลลิงแบบฟังกี – บูกาลู (boogaloo แนวเพลงเต้นรำแบบฟังกี้ มีที่มาจากลาตินอเมริกา) ของเขา อย่างไรก็ตาม ด้านหนึ่งแม้เขาจะให้ความสนใจในแนวทาง โมดัล แจ๊ส รวมไปถึงแนว อวอง-การ์ด และ ฟรีแจ๊ส ที่กำลังผลิบานอยู่ในช่วงเวลานั้นเช่นกัน แต่ ลี ก็ยังรักษาแนวทางการเล่นแบบฮาร์ดบ็อพเป็นหลัก วิธีการเล่นทรัมเป็ตของเขามีอัตลักษณ์ชัดเจนมากพอที่จะยืนอยู่ในตำนานของวงการแจ๊สอย่างไร้ข้อกังขา
คืนวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1972 ลี โทรศัพท์เรียก เฮเลน ให้มาหาเขา พร้อมกับนำปืนมาให้เขาที่ไนต์คลับชื่อ สลัก’ส ในนิวยอร์ค เมื่อไปถึง เธอพบเขาอยู่กับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ซึ่ง ลี ตั้งท่าจะบอกเลิก เฮเลน เพื่อตั้งต้นกับผู้หญิงคนนั้น ทั้งคู่มีปากเสียงกัน (ยังไม่แน่ชัดว่า ด้วยเรื่องผู้หญิง หรือเรื่องการค้ายาเสพติดของ ลี) จากนั้น ลี ผลักไส ให้ เฮเลน ออกจากไนท์คลับ
เฮเลนกลับมาอีกครั้งเพื่อหยิบข้าวของที่ลืมไว้ ปรากฏว่า ลี กับ เฮเลน ต่างลงไม้ลงมือกันในช่วงนี้ แล้วปืนก็ลั่นขึ้นมา รถพยาบาลมาถึงช้าจน ลี ต้องเสียชีวิตลงจากการเสียเลือดเป็นจำนวนมาก คำพูดสุดท้ายที่ออกจากปากของเขา ระหว่างที่ เฮเลน ร่ำไห้ไม่หยุด คือประโยคที่ว่า “Get away from me, you dirty bitch.”
ศาลพิพากษาว่า เฮเลน มอร์ มีอาการวิกลจริตในขณะปืนลั่น เธอใช้เวลาหลายเดือนในสถานพักฟื้นทางจิต ระหว่างนั้นมีรายงานว่า เธอยังทำท่าพูดคุยกับ ลี เสมือนเขายังมีชีวิตอยู่ หลังออกจากสถานพักฟื้น เธอหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย……..เรื่องโดย อนันต์ ลือประดิษฐ์