ลูกสาว ‘เฮนรี แมนซินี’ ครวญเพลงจากหนัง

8-monica

นักร้องอย่าง โมนิกา แมนซินี เคยใช้ชีวิตในวัยเด็กที่เหมือนกับเด็กอเมริกันชนทั่วไป โดยเธอเติบโตขึ้นมากับเสียงดนตรีของ เดอะ บีเทิลส์ และ เดอะ โรลลิง สโตนส์ แต่รวมไปถึงดนตรีรุ่นเก่าของ แมทท์ มอนโร
โมนิกา แมนซินี เป็นลูกสาวของ เฮนรี แมนซินี นักประพันธ์ดนตรีที่เคยได้รับรางวัลออสการ์ ตั้งแต่วัยเยาว์ เธอจำได้ว่าที่บ้านของเธอเคยมีโอกาสต้อนรับศิลปินดังมาแล้วหลายคน ซึ่งรวมถึง เมล ทอร์เม, ควินซี โจนส์ และ จอห์นนี เมอร์เซอร์ ดังนั้นการที่โมนิกาเลือกทำงานด้านดนตรีจึงไม่ใช่สิ่งที่น่าประหลาดใจ
อย่างไรก็ดี ถึงแม้โมนิกา ระบุว่า จินนี ซึ่งเป็นคุณแม่ของเธอ และมีงานเป็นนักร้องตามสตูดิโอ จะเป็นผู้ช่วยเหลือเธอในการทำงานด้านดนตรี แต่บุคคลที่มีอิทธิพลต่อเธออย่างมากในช่วงเริ่มแรก คือ แมทท์ มอนโร
“ฉันฟังอัลบั้มของเขาชุด This is the Life จนแผ่นสึก” โมนิกา กล่าว
แมทท์ มอนโร เป็นนักร้องแนวป๊อปรุ่นเก่าชาวอังกฤษที่เสียชีวิตไปนานแล้ว บางคนอาจจดจำผลงานโด่งดังของเขาได้บ้าง จากเพลงธีมของหนังเจมส์ บอนด์ ตอนที่ 2 เรื่อง From Russia With Love และเพลงธีมของ Born Free ซึ่งเป็นหนังเกี่ยวกับสิงโตตัวเมียชื่อเอลซา
“แน่นอนว่าฉันฟังเพลงของโจนี มิทเชล กับลินดา รอนสตัดท์ด้วย แต่สำหรับ แมทท์ มอนโรนั้น ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย แต่มีบางอย่างที่พิเศษอยู่ในเสียงของเขา” โมนิกา กล่าว
เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ โมนิกา จะบันทึกเสียงอัลบั้มรวมเพลงประกอบภาพยนตร์ เนื่องจากเธอหลงรักเสียงร้องของมอนโร และพ่อของเธอก็เคยทำดนตรีประกอบหนังระดับคลาสสิกมาแล้วหลายเรื่อง ซึ่งรวมถึง The Pink Panther และเพลง Moon River ที่ใช้ประกอบหนังเรื่อง Breakfast at Tiffany’s (1961)
“เมื่อฉันไปดูหนัง ฉันมักให้ความสนใจกับดนตรี”
โมนิกาได้รับแรงบันดาลใจให้ทำอัลบั้มชุดหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า Cinema Paradiso (ในสังกัดคองคอร์ด เร็คคอร์ดส์) เมื่อมีคนขอให้เธอร้องเพลง Senza Fine ประกอบหนังเรื่อง Ghost Ship
“มันออกมาดีกว่าที่คาดไว้” โมนิกากล่าวถึงเพลงที่ให้อารมณ์หลอกหลอนเพลงนั้น

Monica
Cinema Paradiso เป็นอัลบั้มชุดที่ 3 ของโมนิกา หลังจากที่เธอเคยออกอัลบั้มชุดแรกเป็นเพลงแนวสแตนดาร์ด ส่วนชุดที่สองของเธอเป็นการรวบรวมบทเพลงที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก ซึ่งเกิดจากการร่วมงานกันระหว่าง เฮนรี แมนซินี กับ จอห์นนี เมอร์เซอร์ โดยทั้งสองเคยได้รับรางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบยอดเยี่ยมร่วมกัน 2 ครั้ง จากเพลง Moon River ใน Breakfast at Tiffany’s (1961) และจากเพลง Days of Wine and Roses ที่ใช้ประกอบหนังชื่อเดียวกันในปีถัดมา โดยเมอร์เซอร์ทำหน้าที่แต่งเนื้อร้องให้เพลงทั้งสอง
นอกจากนี้ เฮนรี แมนซินี ได้รับรางวัลออสการ์อีก 2 ครั้ง ในสาขาดนตรีประกอบยอดเยี่ยมจาก Breakfast at Tiffany’s และ Victor/Victoria (1982) นอกจากนี้ เขายังเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ทั้งหมดถึง 18 ครั้ง
อัลบั้มชุด Cinema Paradiso ของโมนิกา แมนซินี ยังรวมเพลง A Love Before Time ที่ใช้ประกอบหนังเรื่อง Crouching Tiger, Hidden Dragon, เพลง The Summer Knows จากหนังเรื่อง Summer of ‘42 และเพลง Baby Mine จาก Dumbo ไว้ด้วย
“ฉันเป็นคนเลือกเพลงพวกนี้เองตั้งแต่แรก” โมนิกากล่าว และเสริมว่า “ฉันต้องการร้องเพลง Alfie อย่างมาก และฉันก็ชอบเพลง The Shadow of Your Smile (จาก The Sandpiper) มาโดยตลอด ส่วนเพลง Soldier in the Rain (ของเฮนรี แมนซินี) ก็เป็นเพลงที่ฝังใจฉันมานานหลายปี”
ชื่ออัลบั้มชุดนี้มาจากชื่อของหนังในปี ค.ศ.1989 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับโรงภาพยนตร์ในอิตาลีในอดีต โดยหนังที่กำกับโดย จูเซปเป ตอร์นาตอเร เรื่องนี้เป็นหนึ่งในหนังที่คุณพ่อของโมนิกาชื่นชอบมาก และครอบครัวของ เฮนรี แมนซินีก็อพยพมาจากภูมิภาคอาบรัสซีในอิตาลี
“เราติดต่อเอ็นนิโอ มอร์ริโกเน (คอมโพสเซอร์) ให้ช่วยทำเนื้อร้องภาษาอังกฤษให้ Cinema Paradiso และเขาก็ตอบตกลง” เกร็กก์ ฟิลด์ กล่าว โดยฟิลด์เป็นสามีของโมนิกา และทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ให้อัลบั้ม
“Over the Rainbow เป็นเพลงของจูดี การ์แลนด์ และไม่มีทางที่โมนิกาจะคิดนำเพลงนี้มาใส่ในอัลบั้ม แต่รองประธานคองคอร์ด เร็คคอร์ดส์ บอกโมนิกาว่า บริษัทฟูจิตสึ (ผู้ผลิตชิพคอมพิวเตอร์) ต้องการให้โมนิการ้องเพลงนี้ประกอบโฆษณา” ฟิลด์ กล่าว
“ปรากฏว่าโมนิการ้องเพลงนี้ได้อย่างไม่ซ้ำแบบใคร และทางต้นสังกัดก็เลยบอกว่า ‘คุณต้องนำเพลงนี้มาใส่ในอัลบั้ม’ ” ฟิลด์ เผยถึงเบื้องหลังที่ไม่น่าเปิดเผยให้ฟัง
ฟิลด์ เคยตีกลองให้แก่วงดนตรีของ แฟรงค์ สินาตรา เป็นเวลาราว 2-3 ปี และเขากล่าวว่าพวกเขามีเพลงให้เลือกไม่มากนักที่สามารถนำมาใส่ในอัลบั้มชุดนี้ “เราต้องการนำดนตรีที่ร่วมสมัยกว่านี้มาใส่ในอัลบั้ม แต่คุณภาพของดนตรีหลังปี 1980 เริ่มตกต่ำลง”
ดนตรีประกอบหนังในปัจจุบันเป็นผลงานของซูเปอร์ไวเซอร์ด้านดนตรี และคนกลุ่มนี้ตั้งเป้าที่จะออกอัลบั้มประกอบภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยเพลงป๊อปหรือเพลงฮิต ถึงแม้เพลงเหล่านี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพล็อตหรือบรรยากาศของภาพยนตร์ก็ตาม
สิ่งนี้แตกต่างจากผลงานของเฮนรี แมนซินี เพราะเขามีความสามารถในการประพันธ์ดนตรีประกอบหนังที่เหมาะสมกับบรรยากาศของเรื่อง และเพลงของเขายังกลายเป็นเพลงป๊อปที่ได้รับความนิยมอีกด้วย
ในตอนแรก โมนิกา แมนซินี ไม่ได้ต้องการจะเป็นนักร้องเดี่ยว ถึงแม้เธอเติบโตขึ้นมาในลอสแองเจลิสในวงการหนังและดนตรีประกอบหนังก็ตาม
“เฮนรี แมนซินีมักทำงานอยู่หลังฉาก และฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าพ่อมีความสำคัญ ฉันมาตระหนักถึงเรื่องนี้ในภายหลัง ฉันเพิ่งรู้ว่างานของพ่อมีความสำคัญก็ต่อเมื่อเขากลับบ้านมาในวันหนึ่งพร้อมกับรางวัลออสการ์ 2 ตัว” โมนิกากล่าว
ลูกๆ ทั้ง 3 คนของเฮนรีต่างเคยร่วมร้องเพลงในผลงานของพ่อ โดยโมนิกาเล่าว่า “พ่อมักให้การสนับสนุนพวกเรา และเราทุกคนเคยเรียนเปียโนเพลงของชูมานน์”
“ฉันจำได้ว่าควินซี โจนส์ หรือเมล ทอร์เม เคยมาที่บ้าน รวมทั้งจอห์นนี เมอร์เซอร์ด้วย แต่สินาตรา คบกับคนกลุ่มอื่น” โมนิกากล่าว และเสริมว่า “มีการจัดงานปาร์ตี้หลายครั้ง และจะมีคนมาร้องเพลงในงาน แต่พ่อจะไม่นั่งที่เปียโน ในขณะที่เมลจะร้องเพลง เพราะเขาชอบร้องเพลง”
แม่ของโมนิกาเคยเป็นนักร้องแบ็คอัพให้กับแผ่นเสียงหลายแผ่น และร้องเพลงในรายการโทรทัศน์ที่ออกอากาศสดในช่วงทศวรรษ 1950-60s
“แม่เคยพาฉันกับน้องสาวไปดูการถ่ายทอดรายการโทรทัศน์หลังโรงเรียนเลิก และหนึ่งในรายการที่ฉันจำได้ก็คือรายการ Red Skelton ทางสถานี CBS”
“เราจะได้ดูกระบวนการทำรายการทั้งหมด และนั่นดูเหมือนเป็นสิ่งที่ฉันอยากจะทำ ฉันไม่ได้รับแรงบันดาลใจให้แต่งเพลง ฉันทำงานเป็นนักร้องตามสตูดิโอบันทึกเสียงจนกระทั่งพ่อเสียชีวิต”
“ฉันรู้จักงานทุกชิ้นที่พ่อเคยทำร่วมกับเบลค เอ็ดเวิร์ดส์ และเมื่อพ่อล้มป่วย พวกเขาก็ขอให้ฉันออกทัวร์”
“เมื่อคุณเป็นนักร้องตามสตูดิโอ คุณจะร้องในแบบที่พวกเขาสั่งให้คุณร้อง ไม่ว่าจะเป็น ร็อคแอนด์โรล หรือโอเปรา ดังนั้น คุณจึงไม่รู้จักเสียงของคุณเองอย่างแท้จริง ฉันต้องใช้เวลานานมากกว่าจะค้นพบเสียงของตัวเอง”
ถึงแม้โมนิกาเคยร้องแบ็คอัพมาแล้วหลายร้อยเพลง รวมทั้งเพลงประกอบโฆษณา โมนิกาก็รู้สึกตื่นกลัวเมื่อเธอต้องเปิดการแสดงบนเวทีเป็นครั้งแรก โดยกล่าวว่า “ฉันเปิดการแสดงเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์ที่คลับของไฟน์สไตน์ในนิวยอร์ก และมันเป็นงานที่ยากกว่า เป็นเรื่องยากที่จะปรับตัวยอมรับสายตาทุกคู่ที่จ้องมาที่คุณ”
“ฉันเคยร้องเพลงป๊อปมาแล้วเป็นพันครั้ง แต่ก็ยังรู้สึกตื่นกลัวเมื่อต้องแสดงเดี่ยวเป็นครั้งแรก โดยเฉพาะหลังจากที่พ่อตายไปแล้ว และฉันนำเพลงของท่านมาร้อง มันมีผลทางอารมณ์อย่างมาก และเป็นเรื่องที่สร้างความลำบากให้กับฉันเป็นเวลา 2-3 ปี”
“Moon River คือสิ่งที่ท้าทายฉันมากที่สุด เพราะฉันเคยฟังเพลงนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน” โมนิกา กล่าวทิ้งท้าย
Monica Mancini / Cinema Paradiso
Tracks : 1. Cinema Paradiso, 2. Black Orpheus, 3.The Summer of ‘42, 4. A Love Before Time 5. Soldier in the Rain 6. Alfie 7. Royal Wedding, 8. The Sandpiper, 9. Baby Mine, 10. Ghost Ship, 11. The Promise
Personnel : Monica Mancini , Vocal
Record Date : November 5, 2002

Leave Comment

You must be logged in to post a comment.