ดนตรีแจ๊สในอุ้งมือของ โรแลนด์ เคิร์ก
By admin | April 2nd, 2009 | Category: Articles | No Comments »ดนตรีแจ๊สในอุ้งมือของ โรแลนด์ เคิร์ก
เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์
สืบเนื่องจากเพลง Serenade to a Cuckoo ที่บรรจุอยู่ในอัลบั้ม The Art of Virtuosi ซึ่งทางนิตยสาร ออดิโอไฟล์ ร่วมกับ ยูนิเวอร์ซัล มิวสิค จัดทำขึ้นเพื่อเป็นซีดีที่ระลึกในงาน Bangkok Audio/Video Show 2005 ที่ผ่านมา
ในฐานะคนคัดสรรเพลง ผมได้รับอีเมลจากผู้อ่านท่านหนึ่ง บัญชามาโดยตรงให้เขียนถึงเจ้าของเสียงฟลุ้ทในเพลงนี้สักหน่อย เพราะเขามีสุ้มเสียงอันเป็นแบบฉบับเฉพาะตัว ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร
กระทาชายนายคนนั้นก็คือ โรแลนด์ เคิร์ก (Roland Kirk) นักเทเนอร์แซ็กโซโฟน นัยน์ตาพิการ ซึ่งเป็นเจ้าของตำนานการบรรเลงแซ็กโซโฟน พร้อมๆ กัน 2-3 คัน คนแรกและคนเดียวในวงการแจ๊สที่บ้าระห่ำขนาดนั้น
โรแลนด์ เคิร์ก เกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ค.ศ. 1936 (บางข้อมูลระบุว่าปี ค.ศ.1935) สูญเสียดวงตาตั้งแต่อายุยังน้อย ราวๆ 2 ขวบ เมื่อพยาบาลคนหนึ่งกระทำการโดยประมาท ด้วยการให้ยาเกินขนาดแก่ดวงตาของเขา
เคิร์ก ผ่านโรงเรียนคนตาบอดแห่งโอไฮโอ ที่นั่น เขาได้เรียนการเล่นเครื่องดนตรีหลายชิ้น เริ่มจากทรัมเป็ต มาต่อที่คลาริเน็ทและแซ็กโซโฟน โมเดล ซี-เมโลดี (ปกติ แซ็กโซโฟน เป็นเครื่อง บี-แฟลท สำหรับ โซปราโน และเทเนอร์ แซ็ก และเป็นเครื่อง อี-แฟลท สำหรับ อัลโต และบาริโทน แซ็ก)
จากนั้นเมื่ออายุได้ราว 16 ปี เคิร์ก ใฝ่ฝันจะบรรเลงเครื่องดนตรี 3 ชิ้นพร้อมๆ กัน หลังจากเขาซื้อแซ็กโซโฟนรุ่นแอนทีค 2 คันจากโรงรับจำนำแห่งหนึ่ง แซ็กโซโฟนที่ว่านี้ เคยใช้เล่นช่วงเปลี่ยนผ่านสู่คริสต์ศตวรรษใหม่ ในวงโยธวาทิตของสเปน
เขาจัดการกับ เดอะ แมนเซลโล (Manzello เครื่องเป่าที่คล้ายคลึง อัลโต แซ็กโซโฟน ขนาดเล็ก ด้วยเสียงกระเดียดมาทางโซปราโนแซ็กโซโฟน) และ เดอะ สทริช (Strich เครื่องเป่าที่มาจากอัลโตแซ็กโซโฟนแนวเส้นตรง) ด้วยการใช้ยางรัด พ่วงด้วยเทเนอร์แซ็กโซโฟน ทดลองเล่นพร้อมๆ กัน ด้วยเทคนิคที่นอกคอกเกินกว่าใครจะจินตนาการถึง จนกลายมาเป็นอัลบั้ม The Triple Treat ในปี ค.ศ.1956

ในฐานะนักแซ็กโซโฟน เคิร์ก เป็นนักดนตรีฝีมือหาตัวจับยากคนหนึ่งในย่านมิดเวสต์ เมื่อฝึกฝนวิชาแก่กล้าพอ ในปี ค.ศ.1960 เขาตัดสินใจเดินทางสู่นครนิวยอร์ก
ที่นั่น เคิร์ก ได้เล่นกับวงของ ชาร์ลส์ มิงกัส ในปีถัดมา สมาชิกในวงประกอบด้วย เอริค ดอลฟี, แดนนี ริชมอนด์ และ แจ็คกี ไบอาร์ด ซึ่งเปิดโอกาสให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จักของนักฟังมากขึ้น
ราวปี ค.ศ.1963 เขาเรียนรู้เทคนิคการหมุนลมหายใจ (Circular Breathing) ซึ่งทำให้บรรเลงแซ็กโซโฟนได้โดยไม่ติดขัด สามารถทอดเสียงตัวโน้ตได้ยาวนานเท่าที่ต้องการ
ช่วงเวลาระหว่างปี ค.ศ.1965-1975 นับเป็นช่วงที่ เคิร์ก มีผลงานออกมาค่อนข้างมาก บรรเลงหลากหลายสไตล์ เขาบันทึกเสียงหลายชุดให้แก่สังกัด แอตแลนติค ภายใต้วงดนตรีชื่อ Vibration Society ซึ่งโดยมากมักประกอบด้วยนักดนตรีที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียง
อัลบั้มเด่นในระยะนี้ อาทิ Inflated Tear (1968) และ Volunteered Slavery (1969) นอกจากนี้ เคิร์ก ยังมีโอกาสทำงานร่วมกับนักทรัมเป็ต ลี มอร์แกน เพื่อประกาศศักดาขบวนแถวของงานวัฒนธรรมคนดำให้โลกรับรู้
นอกจาก แซ็กโซโฟน แล้ว เคิร์ก มีชื่อเสียงในฐานะมือฟลุ้ทที่ไม่ธรรมดา เขามีวิธีการบรรเลงที่แตกต่างไปจากแบบแผนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบรรเลงไปพร้อมๆ กับการร้อง เช่นตัวอย่างในเพลง You Did It, You Did It จากอัลบั้ม We Free Kings ที่ออกกับสังกัด เมอร์คิวรี นอกจากนี้ ยังมีชื่อเสียงจากการใช้เอฟเฟคท์ต่างๆ ประกอบบนเวที เช่น นกหวีด เป็นต้น
ในการแสดงกิจกรรมทางสังคม เคิร์ก ใช้ชื่อว่า ราห์ซาน (Rahsaan) ซึ่งมีบทบาทในการสนับสนุนสิ่งที่เขาเรียกว่า “ดนตรีคลาสสิกของคนดำ” (Black Classical Music) หรือ ดนตรีแจ๊ส นั่นเอง
เดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ.1975 เคิร์ก ป่วยเป็นโรคเส้นโลหิตในสมอง ส่งผลให้เป็นอัมพฤกษ์ ไม่สามารถใช้มือขวาได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ด้วยเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นและไม่ย่อท้อ เขาตัดสินใจฝึกฝนการเล่นเครื่องดนตรีด้วยมือซ้ายเพียงข้างเดียว
แม้จะประสบชะตากรรมดังกล่าว เคิร์ก ยังเล่นดนตรี, บันทึกเสียง มีตารางทัวร์อย่างเต็มที่ แถมออกทีวีและทำโรงเรียนดนตรีอีกต่างหาก เขาป่วยหนักอีกครั้ง และเสียชีวิตลงที่เมืองบลูมมิงตัน รัฐอินเดียนา วันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ.1977 ด้วยวัย 41 ปี

ผมขอสารภาพตามตรงว่า ตัดสินเลือกเพลง Serenade to a Cuckoo จากอัลบั้ม I Talk With The Spirits ของ โรแลนด์ เคิร์ก ด้วยความชอบส่วนตัวโดยแท้ นอกเหนือจากที่ทราบมาก่อนว่า ครั้งหนึ่ง เอียน แอนเดอร์สัน มือฟลุ้ทแห่งวง เจโธร ทูล เคยสารภาพถึงอิทธิพลของอัลบั้มชุดนี้ ที่มีผลอย่างสูงต่อความคิดทางดนตรีและแนวทางการเล่นดนตรีของเขา
โดยพื้นฐาน โรแลนด์ เคิร์ก เป็นนักเทเนอร์แซ็กโซโฟนก็จริง แต่ในอีกด้านหนึ่งเขายังเป็นนักดนตรีที่เล่นดนตรีในกลุ่มเครื่องเป่าได้อย่างหลากหลาย (multi-instrumentalist) อีกทั้งในหลายๆ ครั้ง พลังการสร้างสรรค์ของเขายังผลักดันให้เขาข้ามผ่านพรมแดนของเครื่องดนตรีหลักไปสู่การทดลองใหม่ๆ อีกด้วย
ตัวอย่างที่ยังกล่าวขวัญถึงในวงการเพลงทุกวันนี้ คือการที่ เคิร์ก ผนวกแซ็กโซโฟนขนาดแปลกและแตกต่าง (manzello & strich) ตลอดจนถึงแซ็กโซโฟนปกติ ที่นำมาโมดิฟายด์ใหม่ รวมกัน 3 ชิ้น แล้วทดลองเป่าพร้อมๆ กัน แม้กระทั่งในคราวที่เขาป่วยเป็นอัมพาตช่วงก่อนตายได้ 2 ปี เคิร์ก ยังไม่ย่อท้อ ถึงขนาดทดลองบรรเลงแซ็กโซโฟนด้วยมือเพียงข้างเดียวมาแล้ว
ดูโดยผิวเผินก็เหมือนพฤติกรรมของคนบ้า แต่ลึกลงไปในเบื้องหลังของการกระทำ เคิร์ก มีโลกดนตรีในจินตนาการที่น่าสัมผัสอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ตรงข้ามกับโลกมืดจากการมองเห็นอันสืบเนื่องจากนัยน์ตาพิการเมื่อตอนอายุ 2 ขวบอย่างลิบลับ
อย่างไรก็ตาม ในอัลบั้ม I Talk With The Spirits เคิร์ก เปลี่ยนจากแซ็กโซโฟนมาจับเครื่องลมไม้อย่างฟลุ้ทโดยเฉพาะ ซึ่งผมยอมรับว่า ลีลาการสำแดงออกในชั้นเชิงฟลุ้ทของ เคิร์ก นั้น ไม่มีใครทาบ สุ้มเสียงของเขาหนักแน่น ดุดัน และเชี่ยวกรากด้วยคลื่นพลังเสียงที่อิ่มแน่นด้วยมวลน้ำหนักมากกว่าเสียงฟลุ้ทที่คุณเคยได้ฟัง
ที่มาของอัลบั้มนี้ เริ่มต้นจาก เอดิธ เคิร์ก ภรรยาของนักแซ็กโซโฟน พยายามสนับสนุนให้สามีของเธอบันทึกเสียงงานฟลุ้ทสักชุดหนึ่ง ซึ่งในที่สุด เขาก็ตัดสินใจเดินเข้าห้องอัดพร้อมฟลุ้ท 1 คัน พ่วงด้วยฟลุ้ทแอมปลิฟายด์ และ ฟลุ้ทท้องถิ่นจากแอฟริกัน ซึ่งแม้จะทำหน้าที่คล้ายๆ กัน แต่ก็มีความแตกต่างในสุ้มเสียงอยู่พอสมควร
เคิร์ก เป็นผู้ชื่นชอบการสะสมนาฬิกานก Cuckoo เขาจึงแต่งเพลง Serenade to a Cuckoo ขึ้น โดยใช้เสียงนกร้องและเสียงตีบอกเวลาของนาฬิกามาประกอบ ในสภาพไม่ต่างไปจาก ‘ซาวด์เอฟเฟคท์’ เท่าใดนัก (แน่นอนว่าแนวคิดนี้ของ เคิร์ก น่าจะจัดว่าทันสมัยกว่าเทคนิคการใช้เสียงเครื่องคิดเงิน ในเพลง Money ของ พิงค์ ฟลอยด์ เพราะบันทึกเสียงก่อนพอสมควร)
ไม่เพียงเท่านั้น ในแทร็คนี้ เคิร์ก ยังชักชวนให้ คริสตัล-จอย อัลเบิร์ต นักร้องสาวที่มีคุณภาพเสียงร้องในระดับ Perfect Pitch มาร้องทำนอง ราวกับเป็นฟลุ้ทคันที่ 2 คลอเคล้าไปด้วยกัน ก่อนจะปล่อยให้เธอได้ร้องประสานในท่อนต่อมา
นอกจาก Serenade to a Cuckoo ซึ่งกลายมาเป็นบทประพันธ์ที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมา อัลเบิร์ต ยังร่วมร้องในไตเติลแทร็คของอัลบั้ม I Talk With The Spirits ในบรรยากาศอันขรึมขลังมลังเมลือง โดยในเพลงนี้ มี บ๊อบ โมเสส มาบรรเลงไวบราโฟน พ่วงด้วยเพอร์คัสชั่นแบบเซ็น และกลิ่นอายทางดนตรีที่มีอิทธิพลของดนตรีญี่ปุ่นผสมผสานอยู่อย่างน่าทึ่ง
บทประพันธ์ในอัลบั้มนี้ส่วนใหญ่เป็นฝีมือของ โรแลนด์ เคิร์ก ทว่า ยังมีการนำเพลงสแตนดาร์ดมาตีความในแบบฉบับของเขา ซึ่งให้ความสุขุมลุ่มลึกและความอ่อนโยนในแบบฉบับของวงดนตรีแจ๊สชั้นดี ไม่ว่าจะเป็น We’ll Be Together Again และ People ซึ่งนำเสนอในแบบเมดลีย์ และ My Ship เป็นแทร็คปิดท้ายของอัลบั้ม
ในอัลบั้มมี Django เพลงแจ๊ส (Jazz Tune) ฝีมือของ จอห์น ลูว์อิส นักเปียโนแห่งวง เดอะ โมเดิร์น แจ๊ส ควอร์เทท ที่แต่งให้แก่ จังโก ไรน์ฮาร์ดท์ นักกีตาร์เชื้อสายยิปซี ซึ่งช่วงต้นนำมาบรรเลงในแบบเศร้าซึม ก่อนที่ทั้งวงจะลุกขึ้นมาขับเคลื่อนอย่างเต็มที่
นอกเหนือจากนั้น คืองานเพลงที่ เคิร์ก แต่งขึ้นทั้งสิ้น เช่น สุ้มเสียงบลูส์ที่มีอยู่ช่วงหนึ่ง เขาย้ำตัวโน้ตซ้ำๆ ราวกับอาการพลุ่งพล่านของจิตใต้สำนึกใน The Business Ain’t But the Blues หรือภาพสะท้อนถึงความสนใจที่มีต่อดนตรีคลาสสิกในอินเทอร์ลูดสั้นๆ ชื่อ Fugue’n and Aliiudin’
ขณะที่ เคิร์ก หยิบเอากล่องดนตรีมาคลอเคล้ากับทางฟลุ้ทของเขา โดยตัดเครื่องดนตรีอื่นๆ ออกไปใน Ruined Castles (เพลงนี้รู้จักในชื่อ Japanese Folk Song นำเสนอโดย ธีโลเนียส มังค์ และแอบบีย์ ลินคอล์น เคยบันทึกไว้ในชื่อ Castles in the Air)
เพลงเด่นอีกเพลงหนึ่งในอัลบั้มนี้ คือ A Quote from Clifford Brown ซึ่ง เคิร์ก หยิบยืมการเอื้อนวลี หรือ เฟรสซิ่ง ของ คลิฟฟอร์ด บราวน์ (1930-56) นักทรัมเป็ตที่จากไปด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ตั้งแต่เยาว์วัย โดยนำเสนอออกมาเป็นผลพวงของปฏิสัมพันธ์ระหว่างฟลุ้ทกับกลองได้อย่างเฉียบขาด

นอกจากฟลุ้ท บทบาทของนักดนตรีทุกคนในอัลบั้มนี้ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นทางกลองของ วอลเตอร์ เพอร์กินส์ ที่บ่งบอกถึงอิทธิพลที่ได้รับจากมือกลองรุ่นบุกเบิกบีบ็อพอย่าง แม็กซ์ โรช ทางเบสอันหนักแน่นของ ไมเคิล เฟลมิ่ง และทางเปียโนที่รุ่มรวยด้วยแนวประสาน การเลือกใช้คอร์ดอย่างมั่นใจของ ฮอเรซ พาร์แลน ราวกับลีลาผสมผสานระหว่าง ออสการ์ ปีเตอร์สัน กับ แมคคอย ไทเนอร์ ก็ไม่ปาน
ด้วยคุณค่าพิเศษและเฉพาะตัวนี่เช่นนี้เอง I Talk With The Spirits จึงเป็นอัลบั้มที่ยังได้รับความสนใจจากประชาคมแจ๊สมาตราบจนทุกวันนี้
โดยวิถีชีวิตการเป็นนักสร้างสรรค์ โรแลนด์ เคิร์ก ไม่เพียงเป็นที่รักใคร่ของแฟนเพลงเท่านั้น เขายังเป็นบุคคลในอุดมคติในความคิดของนักดนตรีจำนวนไม่น้อย ด้วยแนวทางการเล่นที่ยากแก่การจำแนกแนว เพราะอุดมด้วยพื้นฐานของแจ๊สแบบดั้งเดิม ตั้งแต่ นิวออร์ลีนส์ ไปจนถึงสวิง และบีบ็อพ จนถึงงานอวอง-การ์ด ทั้งหลาย
แม้กระทั่งทุกวันนี้ ผลงานของ โรแลนด์ เคิร์ก ซึ่งยากแก่การจำแนกว่าเป็นแบบเทรดิชั่นนอล หรือ อวอง-การ์ด ยังคงคุณสมบัติเข้มๆ ซึ่งไม่มีวันตกยุคสมัย
นอกจากฝีมือการบรรเลงแล้ว เคิร์ก ยังเป็นนักแต่งเพลงที่ฝากผลงานชั้นดีเอาไว้หลายเพลง อาทิ From Bechet Byas and Fats, No Tonic Pres, Bright Moments, Let Me Shake Your Tree และ The Inflated Tear
เขาคือหนึ่งในคนพิเศษของโลกที่สร้างดนตรีแจ๊สจากอุ้งมือของตัวเองอย่างแท้จริง.
Roland Kirk / I Talk With The Spirits / LimeLight-Mercury
Tracks : 1.Serenade to a Cuckoo, 2.We’ll Be Together Again/People, 3.Quote from Clifford Brown, 4.Trees, 5.Fugue’n and Alludin’, 6.Business Ain’t Nothin’ But the Blues, 7.I Talk With the Spirits, 8.Ruined Castles, 9.Django, 10.My Ship
Personnel : Roland Kirk, flute, add african wood flute # 1, amplified flute # 2, # 10 ; Horace Parlan, piano ; Michael Flemming, bass ; Walter Perkins, drums, celeste # 9 ; Crystal-Joy Albert, vocal # 1, # 7 ; Bobby Moses, vibraphone
Recording Date : September 16-17th, 1964 NYC
