โทนี เบ็นเน็ตต์ ครวญเพลงบลูส์

tonyb

เป็นที่สังเกตว่าแนวโน้มผลงานเพลงในระยะหลังของศิลปินรุ่นใหญ่มักมีแขกรับเชิญมาร่วมงานในอัลบั้มกันมากเป็นพิเศษ แรกๆ ก็ชวนให้แฟนเพลงอดรู้สึกตื่นเต้นตามไปด้วยไม่ได้ ดูจากรายชื่อโน่นก็คนดัง-นี่ก็คนเด่น แต่มาพักหลัง อัลบั้มลักษณะที่ว่านี้ยิ่งมีให้เห็นบ่อย และถี่ขึ้นเรื่อยๆ จนอดสงสัยไม่ได้ว่า นี่มันกำลังจะกลายเป็นสูตรสำเร็จของการทำอัลบั้มไปแล้วหรือ  ?
         ล่าสุด นักวิจารณ์เพลงในเมืองนอกบางรายถึงขนาดลงความเห็นให้อัลบั้มบางชุดที่เป็นการเล่นดนตรีของวงตัวเองล้วนๆ ว่า ดูมีความจริงใจกว่าอัลบั้มที่มีแขกรับเชิญมาร่วมงานมากนัก เพราะบ่อยครั้งที่เราพบว่าการมีแขกรับเชิญไม่ได้เป็นไปอย่างจริงใจ หรือชวนให้ซาบซึ้งตื้นตันใจ อันเนื่องมาจากความสัมพันธ์ ความผูกพัน หรือการเคารพนับถือกันของศิลปินแต่อย่างใด แต่จุดประสงค์โดยแท้จริงมาจากปรัชญาการตลาด ซึ่งนั่นก็คือ การสร้าง “จุดขาย” ให้แก่อัลบั้มนั่นเอง
         อย่างไรก็ตาม กว่าจะทำอัลบั้มสักชุดให้มีแขกรับเชิญมาร่วมงานมากมายชนิดเรียงกันเป็นตับได้ ศิลปินรายนั้นย่อมต้องมีบารมีไม่ธรรมดา เท่าที่เห็นก็เช่นอัลบั้ม Duets ของ เอลตัน จอห์น, อัลบั้ม Duets ที่ออกมาหลายชุดของ แฟรงค์ สินาตรา หรือจะเป็น Deuces Wild ของ บี.บี.คิง เป็นต้น

bennett

         ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่จู่ๆ โทนี เบ็นเน็ตต์ นักร้องอาวุโสเสียงบาริโทน จะปรากฏออกมาพร้อมด้วยอัลบั้ม Playin’ With My Friends: Bennett Sings The Blues โดยมีเพื่อนหลากวัยในวงการเพลงมาร่วมร้องร่วมบรรเลงกันอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็นนักร้องแจ๊สดาวรุ่งสายเลือดแคนาเดียนอย่าง ไดอานา ครอลล์, ศิลปินนัยน์ตาพิการอย่าง สตีวี วันเดอร์, เรย์ ชาร์ลส์, นักร้องสาวในแวดวงร็อคอย่าง เชอรีล โครว, บอนนี เรทท์, เค.ดี.แลงจ์ (ซึ่งคนหลังเคยร้องเพลงร่วมกับเขามาแล้วในเพลง Moonglow) เรื่อยไปถึง บี.บี. คิง, เคย์ สตาร์, บิลลี โจเอล และ นาตาลี โคล
        พวกเขามาพร้อมกับเพลงบลูส์มาตรฐานที่รู้จักคุ้นเคยกันดี ไม่ว่าจะเป็น  Alright Okay You Win,  Everyday (I Have The Blues), Let The Good Times Roll, I Gotta Right To Sing The Blues เพลงบลูส์ในกลิ่นอายแจ๊สอย่าง Good Morning Heartache, Stormy Weather หรือบลูส์ในบทเพลงป๊อปร่วมสมัย New York State Of Mind  โดยมี ราล์ฟ แชรอน ควอร์เทท วงดนตรีของเพื่อนเก่าทำหน้าที่แบ็คอัพ โทนี เบ็นเน็ตต์ เช่นเคย ภายใต้การดูแลของ ฟิล ราโมน โพรดิวเซอร์ฉมังเวทย์คนหนึ่งของวงการ
        เห็นรายละเอียดเช่นนี้ เชื่อว่า แฟนเพลงเก่าที่คุ้นเคยกับผลงานของเบ็นเน็ตต์, เคยผ่านสุ้มเสียงการร้องของศิลปินที่เป็นแขกรับเชิญ และลีลาการเล่นแบบออมฝีมือเพื่อทำหน้าที่แอคคอมพานีให้ดีที่สุดของ ราล์ฟ แชรอน และวงดนตรีของเขา คงพอจะนึกภาพออกว่าดนตรีทั้งหมดจะคลี่คลายออกมาเช่นใด

tonyb2

         ช่วงทศวรรษ 1990s นับเป็นปีทองที่ โทนี เบ็นเน็ตต์ กลับมาสร้างความโดดเด่นในวงการเพลงอีกครั้ง โดยเฉพาะในสาย เทรดิชั่นนอล ป๊อป (traditional pop) ซึ่งคนส่วนใหญ่มักหลงเรียกกันว่าเป็นเพลงแจ๊ส (แน่นอนว่ามีหลายเพลงอยู่ในโครงสร้างแบบแจ๊ส) โดย เบ็นเน็ตต์ สร้างแบบฉบับของการร้องเพลงแบบดั้งเดิมให้วัยรุ่นได้รับรู้ผ่านจากอัลบั้ม MTV Unplugged ของเขาที่ได้รับรางวัลแกรมมี่ในปี ค.ศ.1995
         ในยุคเดียวกันนี้ เบ็นเน็ตต์ มีอัลบั้มหลายชุดที่เข้าขั้นคลาสสิกทีเดียว อาทิ Perfectly Frank ที่ร้องให้แก่ แฟรงค์ สินาตรา เพื่อนนักร้องรุ่นพี่ เมื่อปี ค.ศ.1992, Steppin’ Out ที่นำงานอมตะของ เฟร็ด แอสแตร์ มาตีความและถ่ายทอดใหม่ในปี ค.ศ.1993, Tony Bennett on Holiday ร้องบทเพลงของ บิลลี ฮอลิเดย์ เมื่อปี ค.ศ.1997 และ Bennett Sings Ellington: Hot & Cool เพื่อร่วมฉลองในวาระครบรอบ 100 ปีของ ดุ๊ก เอลลิงตัน ในปี ค.ศ.1999
          เบ็นเน็ตต์ ผ่านเวทีการร้องเพลงมาอย่างโชกโชน (เช่นเดียวกับความสามารถในการเขียนภาพวาด และความรู้เรื่องธุรกิจเสื้อผ้าของเขา) ไม่เพียงเพลงป๊อปยุคเก่าจากละครเพลงเท่านั้น หากเขายังเป็นอเมริกันเชื้อสายอิตาเลียนที่ร้องเพลงบลูส์ได้อย่างไม่ขัดเขิน ดังกรณีของเพลง Everybody Has the Blues ที่เขาเคยอัดกับ เรย์ ชาร์ลส์ ในอัลบั้ม The Art of Excellence มาแล้ว ก่อนที่จะมาอัดกับ สตีวี วันเดอร์ อีกครั้งในอัลบั้มล่าสุด
         ในมุมมองของนักร้องเสียงบาริโทนคนนี้ บลูส์เป็นพื้นฐานของแจ๊ส ดังนั้น เมื่อเขาซึมซับอิทธิพลดนตรีแจ๊สมาแต่อ้อนแต่ออก ย่อมเป็นไปได้ยากที่จะไม่มีบลูส์เป็นรากเหง้าสำคัญ เหตุนี้เอง สุ้มเสียงการร้องของ เบ็นเน็ตต์ ในอัลบั้มครวญเพลงบลูส์ชุดล่าสุดจึงเป็นไปอย่างสละสลวย กลมกลืน ฟังดูเป็นธรรมชาติยิ่งนัก
สิ่งที่ส่งเสริมให้อัลบั้มชุดนี้มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น คือ ปรัชญาในการบันทึกเสียงสด โดยแทนที่จะปล่อยให้แขกรับเชิญแต่ละคนเดินเข้าห้องบันทึกเสียงเพื่ออัดเส้นร้องตามลำพังซึ่งถือเป็นวิธีการสะดวกสบายและนิยมกระทำกันในทุกวันนี้ เบ็นเน็ตต์ กลับปรารถนาจะได้ทำงานร่วมกันอย่างสดๆ มากกว่า 
          ”ด้วยเทคโนโลยีทั้งหมดที่มีอยู่ สิ่งเดียวที่ศิลปินสามารถทุ่มเทให้แก่การบันทึกเสียงได้ ก็คือ ความรู้สึก” เบ็นเน็ตต์ แสดงความเห็น “หนึ่งในเหตุผลทั้งหลายที่หลุยส์ อาร์มสตรอง คงความเป็นอัจฉริยะไว้ได้ ก็คือ การที่เขามีฟิลลิ่งอย่างเหลือเฟือ นับตั้งแต่โน้ตตัวแรกที่เขาบรรเลงไปจนถึงการร้องคำราม เมื่อคุณฟังอัลบั้มสักชุด ไม่ว่ามันจะเป็นเพลงคันทรี่ หรือแร็พ หรืออะไรก็ตาม คุณตั้งคำถามว่านี่คืออัลบั้มที่จริงใจหรือไม่ ? ซื่อตรงรึเปล่า  ? มีอารมณ์ความรู้สึกอยู่ในนั้นมั้ย ?” โดยทั่วไป คุณจะต้องรอสัก 16 ห้อง(ของเพลง) เพื่อฟังดูว่ามันเป็นเช่นนั้นไหม แต่สำหรับ บิลลี (ฮอลิเดย์) แฟรงค์ (สินาตรา) หรือ เอลลา (ฟิทซ์เจอรัลด์) หรือเพลงบลูส์ทั้งหมดแล้ว มันมีขึ้นตั้งแต่จังหวะแรกแล้ว นั่นคือ สิ่งที่บลูส์สร้างความประทับใจให้แก่ผม เหมือนกับแจ๊ส มันอิมโพรไวส์ได้และเป็นไปด้วยตัวของมันเอง”
           ดูเผินๆ อัลบั้ม  Playin’ With My Friends: Bennett Sings The Blues ค่อนข้างจะเป็นการทำงานแบบสูตรสำเร็จอยู่สักหน่อย แต่ถึงที่สุดแล้ว นี่คือ การทำงานเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 75 ปีของ โทนี เบ็นเน็ตต์ ที่เปี่ยมด้วยความอบอุ่นด้วยมิตรสหายที่มาช่วยกันอย่างพร้อมหน้า
 และผลลัพธ์ที่คลี่คลายออกมานั้น ก็เป็นสิ่งที่นักฟังรุ่นหลังต้องยกนิ้วให้ด้วยความชื่นชมมิใช่หรือ ?

Leave Comment

You must be logged in to post a comment.