เจอร์รี เบอร์กอนซี ปรมาจารย์แห่งอิมโพรไวซ์

jerrySmall
          ชื่อเสียงของ เจอร์รี เป็นที่รู้จักรับรู้ในหมู่นักการศึกษาดนตรีระดับนานาชาติมาเป็นเวลายาวนาน ในฐานะครูดนตรีที่มีงานสอนประจำอยู่ที่ นิว อิงแลนด์ คอนเซอร์วาทอรี สถาบันดนตรีชื่อดังแห่งเมืองบอสตัน และมีตำราว่าด้วยวิชาอิมโพรไวเซชั่นจำนวน 7 เล่ม อันเป็นที่เลื่องลือมาจนถึงทุกวันนี้
          นอกจากจะมีฝีมือเยี่ยมยุทธในด้านการประพันธ์ดนตรีแล้ว เจอร์รี ยังเป็นนักเทเนอร์ แซ็กโซโฟนที่หาตัวจับยาก ด้วยน้ำเสียงที่ดังผ่านฮอร์นของเขาให้มวลอบอุ่น น้ำหนักกำลังพอเหมาะพอดี ด้วยโมทิฟของโน้ตที่เคลื่อนไหวไปข้างหน้าอย่างมีชีวิต ดังที่มีนักวิจารณ์เปรียบเปรยไว้ว่า เจอร์รี มีไฟในทรวงในการบรรเลงอิมโพรไวส์ ราวกับนักดนตรีผู้หิวกระหาย
          เจอร์รี เล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็ก ผ่านชั่วโมงโลดโผนในวงการเพลงทั้งที่บอสตัน และนิวยอร์คซิตีมาอย่างโชกโชน เขาเริ่มต้นจากคลาริเน็ทตอน 8 ขวบ มีโอกาสได้ฟังศิลปินยุคสวิงอย่าง ดุ๊ก เอลลิงตัน, เคาน์ เบซี และ เลสเตอร์ ยัง มาจนปรุ ใกล้ชิดคุณลุงของเขาที่เป็นนักดนตรีแจ๊ส พออายุ 12 ปีก็เริ่มจับ อัลโต แซ็กโซโฟน พร้อมๆ กับการฟังผลงานของ ไมล์ส เดวิส, จอห์น โคลเทรน และ ซันนี โรลลินส์
           อายุ 13 เจอร์รี ก็มีงานเล่นประจำในวงท้องถิ่นชื่อ “เดอะ สตาร์ดัสเทอร์ส” จากนั้นเมื่อย่างเข้าสู่ช่วงไฮสกูล นักแซ็กหนุ่มก็เปลี่ยนขนาดแซ็กมาเล่น “เทเนอร์” พร้อมๆ กับทดลองลงทะเบียนเรียนคอร์สสั้นๆ ที่เบิร์กลี คอลเลจ ออฟ มิวสิค สถาบันดนตรีชื่อดังที่อยู่ใกล้บ้าน
เจอร์รี เลือกเรียนต่อดนตรีที่ Lowell University แต่แล้วก็ต้องออกกลางคันเมื่อเรียนไปได้เพียง 1 ปี เหตุเพราะเขาเล่นแจ๊ส ! (ฟังดูคล้ายตำนานของใครบางคนในเมืองไทยที่ต้องออกจากรั้วจามจุรี ไปเรียนต่อเปียโนแจ๊สในต่างประเทศ เหตุเพราะเล่นแจ๊สเช่นกัน)
          เจอร์รี เผ่นไปเรียนเบิร์คลี แต่แล้วก็ต้องกลับมา Lowell University อีกครั้ง สาเหตุเพราะเงินหมด เมื่อเรียบจบช่วงนั้นยังต้องเปลี่ยนไปเล่นเบสในวงท้องถิ่น แบ็คอัพให้นักร้อง ตลก และพวก “บันเทิงหรรษา” ทั้งหลาย เพื่อเก็บเงินก้อนหนึ่ง ก่อนจะไปไล่ตามความฝันที่นิวยอร์กซิตี ในปี ค.ศ.1972

jerry3

         ในยุคเซเวนตีส์ เขาเริ่มเป็นที่สนใจในหมู่นักฟังในฐานะมือแซ็กประจำวง “บรูเบ็ค 2 รุ่น” วงดนตรีอันเป็นการรวมตัวระหว่างมือเปียโน เดฟ บรูเบ็ค กับลูกๆ ของเขานั่นเอง
ตลอดระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษ เจอร์รี เล่นกับนักดนตรีแจ๊สระดับตำนานมานับไม่ถ้วน โดยส่วนตัวของเขาเอง มีอัลบั้มเดี่ยวออกมากับค่ายเพลงใหญ่น้อยหลายแห่ง นอกจากค่าย “ดับเบิลไทม์” ที่มีงานบันทึกการแสดงสดออกมาแล้ว ในช่วง 2-3 ปีหลัง นับจากปี ค.ศ.2006 เป็นต้นมา เจอร์รี มีอัลบั้มออกกับค่าย Savant อย่างต่อเนื่อง ด้วยชื่ออัลบั้มคล้ายๆ กัน Tenor of the Times (2006) , Tenorist (2007) และล่าสุดในปีนี้คือ Tenor Talk (2008)

jerry2
      Tenor Talk คือการหวนคืนกลับมาทำงานร่วมกับวงควอร์เททของเขาอีกครั้ง หลังจากอัลบั้มก่อน เจ้าตัวได้เปลี่ยนบรรยากาศด้วยการอัดเสียงกับเพื่อนๆ ระดับสตาร์ในวงการ ไม่ว่าจะเป็น จอห์น แอเบอร์ครอมบี มือกีตาร์ หรือ อดัม นัสบอม มือกลองที่มีลีลาการควบกลองลื่นไหลและไม่หยุดนิ่ง
ในอัลบั้มใหม่ เกือบทั้งหมดเป็น “ออริจินัล คอมโพสิชั่น” ทุกอย่างดูเคลื่อนไหวอย่างเกาะเกี่ยวราวกับอวัยวะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นทางแซ็กของ เจอร์รี ทางเบสโดย เดฟ ซานโตโร อดีตลูกศิษย์ของเดฟ ฮอลแลนด์ ปัจจุบันเป็นครูสอนเบสที่มหาวิทยาลันคอนเน็คติคัท นอกจากนี้ยังมี เรเนโต ชิคโค มือเปียโน และ แอนดรูวา มิเชลุททิ มือกลอง ที่ทำหน้าที่ทั้งรุกและรับได้อย่างน่าพอใจ
jerry1Small

      Who Cares ? เป็นเพลงเปิดอัลบั้ม ซึ่งแค่ไม่กี่ห้อง เจอร์รี ก็ “ปล่อยของ” กันกระจาย เดฟ โชว์ลีลาการวอล์คเบสที่หนักแน่นและมั่นคงในลีลา ส่วน เรเนโต เว้นพื้นที่หายใจระหว่างการอิมโพรไวส์ได้ดี พวกเขาผ่อนอัตราความเร็วลงใน Hank เพลงที่มีแนวประสานแปร่งหูอยู่สักหน่อย แต่ก็นุ่มนวลชวนฝันในเวลาเดียวกัน
Girl Idlig มีทำนองอันงดงาม เปิดพื้นที่โล่งๆ สำหรับการแต่งแต้มระบายสี ส่วน Soul Mission เป็นเพลงที่มีวิธีการนำเสนอน่าสนใจ ทักษะอันแคล่วคล่องของเจอร์รีสร้างความประทับใจโดยทั่วหน้า เช่นเดียวกันกับไลน์เปียโนงามๆ ในตอนท้ายของเพลง โดยมี แอนดรูวา แสดงปฏิสัมพันธ์และโต้ตอบผ่านซิมบอลตลอดเวลา
เดฟ เริ่มต้น Slurge ด้วยการดีดเบส จังหวะอันซับซ้อนของเพลงนี้ มีกรู้ฟภายในแฝงอยู่เพื่อให้เพลงเคลื่อนไหว โดยสอดผสานกับไลน์แซ็กของ เจอร์รี ที่ไล่เรียงอย่างเมามัน เช่นเดียวกันกับเพลง Left of Memory ที่ออกทางเปรี้ยวซ่าไม่น้อย
      ส่วน Wippin’ and Waulpin’ เป็นภาพลักษณ์ของความนุ่มนวลบนพื้นฐานที่ค่อนข้างโหดหิน โดยเฉพาะแนวประสานของภาคดนตรีที่เข้มข้นจริงจัง เลื่อนไหลไปบนชีพจรบอสซาโนวาอ่อนๆ การถ่ายทอดของ เรเนโต ในเพลงนี้นับว่าสง่างามและแยบยลอย่างน่ายิ่งดี ส่วน เดฟ เองก็โซโล่เบสในช่วงท้ายเพลงได้อย่างหมดจดเช่นกัน
ระหว่างฟังอัลบั้มนี้ ผมคิดถามตัวเองอยู่ในใจว่า เจอร์รี เบอร์กอนซี ค้นพบความลับใดหนอ ที่มีส่วนเพิ่นพูนพลังและทำให้เขาผลผลิตงานออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่นดียวกันกับแนวทางอันไร้ข้อจำกัดของเขาในการรังสรรค์เสียงในอุดมคติในใจให้คลี่คลายออกมาอย่างน่าพอใจยิ่งนัก.

Leave Comment

You must be logged in to post a comment.