เวส มอนท์โกเมอรี สุดยอดนักกีตาร์ที่มาพร้อมกับความเพียร
By JazzLife Editor | July 5th, 2010 | Category: Bio | No Comments »
นักกีตาร์แจ๊สผู้เกิดมาในครอบครัวที่แตกแยก และค่อนข้างยากจน ต้องทำงานหาเงินเลี้ยงชีพด้วยความยากลำบาก แต่ด้วยความหลงใหลในเสียงดนตรี และความพากเพียรพยายาม ในที่สุดเขาสามารถผันตัวเองจนกลายเป็นสุดยอดนักกีตาร์ของวงการเพลงแจ๊ส เขาคือ เวส มอนท์โกเมอรี (Wes Montgomery) นักกีตาร์ผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดมาจนถึงปัจจุบัน
จอห์น เลสไลน์ “เวส” มอนท์โกเมอรี (John Leslie “Wes” Montgomery) เกิดเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ปี ค.ศ. 1923 เมืองอินเดียนาโพลิส มลรัฐอินเดียนา มีพี่น้อง 4 คน ซึ่งทั้งหมดให้ความสนใจดนตรีในแบบที่ตนถนัด พี่ชายคนโต โทมัส จูเนียร์ หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า จูน ให้ความสนใจกลองเป็นพิเศษ แต่น่าเสียดายที่เขาเสียชีวิตตั้งแต่อายุ 18 ปี พี่ชายคนที่สองวิลเลียม หรือ มังค์ เล่นอะคูสติกเบส ก่อนจะกลายมาเป็นนักดนตรีแจ๊สคนแรกที่หันมาให้ความสนใจเบสไฟฟ้า น้องสาวของเขา เออร์วีนา เล่นเปียโนในโบสถ์ ส่วนน้องชายคนเล็ก ชาร์ลส หรือ บัดดี สามารถเล่นได้ทั้งเปียโนและไวบราโฟน
พ่อแม่ของพวกเขาแยกทางกันตั้งแต่พวกเขายังเด็ก บัดดีและเออร์วีนาอยู่กับแม่ที่อินเดียนาโพลิส ส่วน จูน, มังค์ และ เวส แยกไปอยู่กับพ่อที่โอไฮโอ ในขณะที่เรียนหนังสืออยู่ในระดับเกรดหก เวส เริ่มเบื่อหน่ายห้องเรียน เขาอยากออกมาทำงานและใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนน ในที่สุด เวส ตัดสินใจทิ้งการเรียนและออกมาเป็นเด็กขนของ แม้จะได้รับเงินค่าจ้างเพียงเล็กน้อยแต่เขาก็มีความสุข
กีตาร์ตัวแรกของ เวส คือ เทเนอร์กีตาร์ (กีตาร์ 4สาย) ซึ่ง มังค์ พี่ชายของ เวส ใช้เงินออมของเขาซื้อให้ เนื่องจาก มังค์ มองว่า อาชีพนักดนตรีน่าจะเป็นงานที่ดีกว่าการขายแรงงาน เวส เรียนกีตาร์ด้วยตัวเขาเอง ใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ในการฝึกซ้อม
เวส แต่งงานกับแฟนสาว ซีรีน ในปี 1943 หลังจากลูกคนแรกเกิดได้ไม่นาน เวส ตัดสินใจซื้อแอมปลิฟายเออร์ และกีตาร์ 6 สาย (คาดว่าน่าจะเป็น กิ๊บสัน อีเอส-150 รุ่นชาร์ลี คริสเชียน) เนื่องจากเขาได้รับแรงบันดาลใจอย่างมากหลังจากได้ฟังการโซโลกีตาร์ในเพลง Solo Flight ของ ชาร์ลี คริสเชียน นักกีตาร์ไฟฟ้าอัจฉริยะของวงเบนนี กู๊ดแมน
หลังจากใช้เวลาอยู่ประมาณ 8 เดือน เรียนรู้รูปแบบการโซโลทั้งหมดของ ชาร์ลี คริสเชียน เวส ได้งานที่ Club 440 และเริ่มเล่นดนตรีร่วมกับวงอีกหลายวงในละแวกนั้น แม้ว่า เวส ไม่สามารถอ่านโน้ตได้แต่เขาก็เรียนรู้จากการฟัง และนำประสบการณ์ภาคสนามจากนักดนตรีในวงมาปรับให้เข้ากับแนวทางการเล่นของตน
เวส และเพื่อนนักดนตรีเดินทางเข้าไปเสี่ยงโชคหางานในนิวยอร์ค แต่ดูเหมือนหนทางในขณะนั้นยังค่อนข้างมืดมน พวกเขากลับมาอินเดียนาโพลิสอีกครั้ง และเนื่องจากต้องหาเงินจุนเจือครอบครัว ทำให้ เวส มีตารางการทำงานที่ค่อนข้างหนัก นอกจากการเล่นดนตรี 1-2 โชว์ต่อหนึ่งคืน ในช่วงเช้าจนถึงบ่าย 3 โมง เขายังต้องออกไปทำงานในโรงงาน และมีเวลาพักผ่อนเพียงไม่กี่ชั่วโมง
จนกระทั่งปี 1948 เวส ได้ร่วมงานกับวงของนักไวบราโฟนชื่อดัง Lionel Hampton’s Big band ซึ่งในยุคนั้นมี ชาร์ลส์ มิงกัส และ เท็ดดี บัคเนอร์ ร่วมเป็นสมาชิกวง สไตล์การเล่นกีตาร์ของเขาในระยะนี้ยังคงซึมซับอิทธิพลทางดนตรีที่ได้รับจาก ชาร์ลี คริสเชียน มาอย่างเต็มเปี่ยม
ด้วยความคิดถึงครอบครัว และเบื่อหน่ายการเดินทาง เวส ร่วมงานกับวงของ แฮมตัน อยู่ราว 2 ปี ก่อนจะกลับมาบ้านที่อินเดียนาโพลิส เขายังคงใช้เวลาส่วนใหญ่ทำงานทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ในช่วงนี้เริ่มพัฒนาการเล่นในสไตล์ของตนเอง
ปี 1955 เวส ร่วมงานกับพี่ชาย น้องชาย และเพื่อนนักดนตรีตระกูล จอห์นสัน จัดตั้งวงดนตรี 5 ชิ้น ในนาม “เดอะ มอนต์โกเมอรี-จอห์นสัน ควินเทท” พวกเขามีงานบันทึกเสียงจำนวนหนึ่งกับสังกัด Pacific Jazz แต่ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร
ในเดือนกันยายน ปี 1959 แคนนอนบอลล์ และ แนท แอดเดอร์ลี ร่วมกับวงGeorge Shearing’s Big Bandแวะมาแสดงดนตรีที่อินเดียนาโพลิส หลังจากจบการแสดงพวกเขาเดินทางไปชมการแสดงของ เวส แล้วเกิดความประทับใจเป็นอย่างมากและหลังจากที่ แคนนอนบอลล์ แนะนำ เวส กับ ออร์ริน คีพนิวส์ โพรดิวเซอร์ ในที่สุด เวส ได้เซ็นสัญญาเข้าสู่สังกัด Riverside

เวส ร่วมงานกับสังกัดริเวอร์ไซด์ ในช่วงปี 1959 -1963 ผลิตผลงานระดับคลาสสิกไว้หลายชุด รวมทั้งสิ้น 25 เซสชั่นในฐานะผู้นำวง และอีก 3 เซสชั่นในฐานะไซด์แมนด์ งานบันทึกเสียงในช่วงนี้เป็นการบรรเลงร่วมกับวงขนาดเล็ก ซึ่ง เวส มีโอกาสได้ร่วมงานกับนักดนตรีชั้นนำมากมาย เช่น เรย์ บราวน์, แคนนอนบอลล์ และ แนท แอดเดอร์ลี, รอน คาร์เตอร์, ทอมมี ฟลานาแกน, จอห์นนี กริฟฟิน, แฮงค์ โจนส์
ในช่วงต้นทศวรรษที่ 60s ชื่อเสียงของ เวส เริ่มเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง รูปแบบการเล่นกีตาร์โดยใช้นิ้วโป้งดีดแทนปิ๊ก ทำให้เกิดเสียงที่นุ่มนวล การบรรเลงในแบบซิงเกิลโน้ต ไลน์, การบล็อกคอร์ด และการเล่นโน้ต 1 ตัว ใน 1 อ๊อกเทฟ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของ เวส และทำให้เขากลายเป็นนักกีตาร์ “ดาวดวงใหม่” จากการจัดอันดับของนิตยสารดาวน์บีท ในช่วงนี้ เวส มีโอกาสได้ร่วมงานระยะสั้นๆ กับวงดนตรีของนักแซ็กโซโฟน จอห์น โคลเทรน
ปี 1964 หลังจากที่สังกัดริเวอร์ไซด์ประสบปัญหาด้านการเงิน เวส ย้ายจากสังกัด ริเวอร์ไซด์ มาอยู่กับสังกัด Verve ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นของยุคคอมเมอร์เชียล
ที่เลือกนำเพลงฮิตอย่าง “Goin’ Out of My Head”, “Tequila” และ “California Dreaming” มาบรรเลง งานเพลงส่วนใหญ่ในช่วงนี้เป็นรูปแบบการทำงานร่วมกับเครื่องเป่าและวงออร์เคสตรา แม้สไตล์การเล่นในรูปแบบนี้จะลดทอนการนำเสนอเทคนิคอันเข้มข้นลง แต่กลับสร้างกระแสนิยมให้แก่แฟนเพลงวงกว้าง และงานเพลงในอัลบั้ม Goin’ Out of My Head ของ เวส ยังได้รับรางวัลแกรมมีสาขา Best Instrumental Jazz Performance ในปี ค.ศ.1967 อีกด้วย
ต่อมา เวส เซ็นสัญญากับโพรดิวเซอร์ ครีด เทย์เลอร์ เข้าสู่สังกัด A&M ในปี 1967 งานเพลงในช่วงนี้เรียบเรียงออกมาในลักษณะลาร์จสเกล (Large Scale) ที่บรรเลงร่วมกับวงเครื่องสาย เครื่องลมไม้และวงขนาดใหญ่ ผสมผสานความเป็นป๊อปลงไป แม้จะสร้างความผิดหวังให้กับนักวิจารณ์และแฟนเพลงแจ๊สบางกลุ่ม แต่งานบันทึกเสียงทั้ง 3 อัลบั้มของสังกัด A&Mกลับได้รับความนิยมและกลายเป็นอัลบั้มแจ๊สที่ประสบความสำเร็จในแง่ของยอดขายเป็นอย่างมาก
ในขณะที่เขากำลังมีชื่อเสียงและกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงจากกลุ่มผู้ฟัง เวส เริ่มประสบปัญหาสุขภาพ เนื่องจากมีเวลาพักผ่อนน้อยและต้องตรากตรำทำงานหนักมาเป็นเวลานาน เพื่อหาเงินเลี้ยงดูภรรยาและลูกอีก 7 คน เวส มอนท์โกเมอรีเสียชีวิตอย่างกระทันด้วยโรคหัวใจวายในวันที่ 15 มิถุนายน ปี 1968 เขาตายในอ้อมกอดของภรรยา จบชีวิตลงด้วยวัยเพียง 45 ปี…..เรียบเรียงโดย Jessica