มิเชล กามิโล ทริโอแห่งแคริบเบียน
By JazzLife Editor | July 28th, 2010 | Category: Reviews | No Comments »
เสียงเปียโนของ มิเช กามิโล เหมาะสำหรับคนชื่นชอบลีลาการบรรเลงแบบ “มากพลัง” เพราะในเพลงที่มีจังหวะเร็วหรืออัพเทมโปนั้น มิเชล พรมพรายนิ้วลงบนคีย์บอร์ดออกมาเป็นตัวโน้ตที่พรางพรู ราวกับ ออสการ์ ปีเตอร์สัน ในภาคลาตินแจ๊ส ขณะที่ในเพลงเนิบช้า แนวการวอยซิ่งเปียโนของเขาก็เผยให้เห็นอิทธิพลของนักเปียโนคนอื่นๆ เช่นกัน
เขาได้รับอิทธิพลจากผลงานของนักเปียโนชั้นครู อย่าง ออสการ์ ปีเตอร์สัน, แมคคอย ไทเนอร์, ชิค คอเรีย, คีธ จาร์เรทท์ และ เออร์รอล การ์เนอร์ นักวิจารณ์ต่างยกย่องว่า มิเชล กามิโล มีทักษะการเล่นดนตรีในระดับดีเยี่ยม สามารถเล่นได้หลากหลายสไตล์ และเข้าถึงรูปแบบดนตรีชนิดต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้ง
มิเชล กามิโล เกิดที่ ซานโต โดมิงโก ในประเทศสาธารณรัฐ โดมินิกัน เขาเริ่มแต่งเพลงเมื่ออายุ 5 ขวบ เริ่มต้นจากการเล่นแอคคอร์เดียน ก่อนหันไปฝึกเปียโนเมื่ออายุ 9 ขวบ มิเชล ใช้เวลาเรียนดนตรีอยู่ในสถาบันดนตรีแห่งชาติเป็นเวลา 13 ปี ก่อนจะได้รับการบรรจุเป็นสมาชิกวงออร์เคสตราแห่งชาติ
ด้วยความรักในเสียงดนตรีแจ๊สนั่นเอง เป็นสาเหตุให้เขาตัดสินใจออกจากบ้านเกิดเพื่อค้นหาประสบการณ์ในโลกดนตรีที่สหรัฐอเมริกา โดยในปี ค.ศ.1979 มิเชล และภรรยาย้ายมาพำนักในนิวยอร์ก เพื่อเรียนต่อที่ แมนส์ คอลเลจ และ จูลลิอาร์ด สกูล
มิเชล มีโอกาสเล่นกับ ติโต ปูเอนเต ราชาเพลงซัลซา ตามด้วยนักแซ็กโซโฟน ปากวิโต ดี’ริเวอรา ก่อนจะก้าวมาทำงานเดี่ยวของตัวเอง ซึ่งมีแนวทางหลากหลาย ตั้งแต่แจ๊สไปจนถึงคลาสสิก

สำหรับ Spirit of the Moment เป็นผลงานที่ มิเชล หวนคืนสู่ลักษณะการประสมวงแบบ ทริโอ ที่เขาถนัด โดยนอกจาก Live at the Blue Note แล้ว ก่อนหน้านั้น มิเชล เคยมีอัลบั้มทริโอออกมา อย่างอัลบั้ม Triangulo ในแบบ “เปียโน-เบส-กลอง” เล่นกับ แอนโธนี แจ็กสัน (Anthony Jackson) และ ฮอราซิโอ “เอล เนโกร” เฮอร์นานเดซ (Horacio el Negro Hernandez ) มือกลองชาวคิวบา ที่เคยร่วมงานกับ สตีฟ ทอร์เร
ในอัลบั้มนี้ มิเชล ได้ ชาร์ลส์ ฟลอเรส (Charles Flores) ทำหน้าที่มือเบส โดย ชาร์ลส์ ร่วมงานกับ มิเชล อย่างแข็งขันมานานหลายปี ส่วน แดฟนิส พรีโต (Dafnis Prieto) เป็นมือกลองคนใหม่
ดังที่ มิเชล ตั้งข้อสังเกตไว้ ทั้ง ชาร์ลส์ และ แดฟนิส ล้วนเป็นชาวคิวบันด้วยกันทั้งคู่ ขณะที่ตัวเขาเองมาจากสาธารณรัฐ โดมินิกัน (Dominican Republic) ดังนั้น ทั้งสามจึงสนทนากันด้วยภาษาแห่งคาบสมุทรแคริบเบียน ช่วยกันแต่งเติมแง่มุมทางดนตรีจากชีวิตและประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป
“ชาร์ลส์ เปิดทางให้ผมกลับมาทำงานกับอะคูสติคเบส และใช้ (เทคนิคการบรรเลงด้วยคันชัก) อาร์โกเบสเป็นครั้งแรกในดนตรีของผม (ลองฟังในเพลง Me Secret Place) เขายกสะพานพาดสาย เพื่อเพิ่มแรงกระทบของสาย เขาสวิงอย่างหนัก และการสีของเขาไร้ที่ติจริง” มิเชล กล่าวพร้อมเสริมต่อว่า
“แดฟนิส ซึ่งมาจากคิวบาเหมือนกัน มีประสบการณ์การเล่นอย่างโชกโชน รวมถึงความรู้ในเรื่องของจังหวะที่เขาได้รับสมัยเล่นกับ สตีฟ โคลแมน เขานำฉาบและไม้ตีชนิดต่างๆ มาใช้ในเซสชั่นนี้ เขาฟังในสิ่งที่เรากำลังมุ่งหน้าไปและช่วยทำให้มันผลิบานยิ่งขึ้นจากจินตนาการของเขา ทั้งเขาและชาร์ลส์ ต่างเป็นนักประพันธ์ดนตรี ซึ่ง(คุณสมบัตินี้)มีส่วนช่วยให้พวกเขาเข้าใจสถาปัตยกรรมของดนตรีดียิ่งขึ้น”
ในมุมมองของ มิเชล กามิโล ผลลัพธ์ที่คลี่คลายออกมาเป็นอัลบั้ม Spirit of the Moment ถือเป็นแลนมาร์คทางดนตรีของเขาเลยทีเดียว เพราะมันเกี่ยวข้องกับรากเหง้าของเขา, อิทธิพลทางดนตรีที่เขาได้รับ และการก้าวไปเบื้องหน้าของวงทริโอ ดังที่เขาบอกกล่าวแก่ บ๊อบ บลูเมนธัล เอาไว้ในไลเนอร์โน้ตของอัลบั้มนี้
ก่อนบันทึกเสียงที่ อวาตาร์ สตูดิโอ ในมหานครนิวยอร์ก สมาชิกทั้ง 3 ของวงทริโอ ผ่านประสบการณ์เล่นดนตรีสดด้วยกันมาเกือบตลอดการทัวร์ปี ค.ศ.2006 พวกเขามีการแสดง 42 ครั้ง ในจำนวนนี้เป็นคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบ 4 หน แต่ส่วนมากเป็นงานตามคลับแจ๊สต่างๆ ที่เปิดทางให้เห็นปฏิกิริยาของคนฟังอย่างใกล้ชิด
และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการวางองค์ประกอบของเพลงขึ้นเป็นอัลบั้ม โดย มิเชล แต่งเพลงใหม่ 8 เพลง และอะเรนจ์เพลงเก่า 4 เพลง จากนั้นฝากให้เพื่อนในวงด้วยระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ก่อนเดินเข้าสตูดิโอ ด้วยแนวคิดที่ต้องการให้ผลลัพธ์คลี่คลายออกมาสมดังชื่ออัลบั้มนั่นเอง
มิเชล มอง Spirit of the Moment เหมือนหนังสือ แบ่งออกเป็นบท (Chapter) ต่างๆ โดยมีโครงสร้างเป็น 3 ส่วน (Part) แต่ละส่วนประกอบด้วน 4 บทย่อย รวมเป็น 12 แทร็คพอดี
ส่วนแรกเป็นบทเพลงที่สะท้อนถึงรากเหง้าของความเป็น แอโฟร-แคริบเบียน ประกอบด้วยเพลง Just Now, My Secret Place, Spirit of the Moment และ Repercussions ทั้งหมดนี้เป็นงานประพันธ์ขึ้นใหม่ของ มิเชล
Just Now เป็นบลูส์ในบริบทของลาติน ดังที่มีการเปรียบเปรยว่าคล้ายๆ นิวออร์ลีนส์ ปะทะกับแคริบเบียน ส่วน My Secret Place เป็นเพลงบัลลาดที่มีทำนองท้องถิ่นอันงดงาม เสียงดับเบิลเบสของ ชาร์ลส์ ฟลอเรส ลากคันชักอย่างเรียบเนียนให้ความต่อเนื่องของเสียงอย่างน่าทึ่ง ช่วงกลางของเพลงมีไดนามิคเพิ่มขึ้น เพื่อให้ มิเชล โซโลเปียโนอย่างเต็มที่
Spirit of the Moment ดูเหมือนจะวางโครงสร้างง่ายๆ ด้วยแพทเทิร์นของกลอง เปิดโอกาสให้นักดนตรีทั้งสามตอบสนองกันอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ทางฮาร์มอนีที่พัฒนาขึ้น ให้ซาวด์ที่ถือว่าไม่ธรรมดาเลย ส่วน Repercussions เป็นสัดส่วนจังหวะของลาตินที่เข้มข้นและซับซ้อนขึ้น
ตามด้วยส่วนที่ 2 เผยให้เห็นรากฐานของดนตรีแจ๊สที่ได้รับมา คือเพลงอย่าง Nefertiti เพลงของ เวย์น ชอร์เตอร์, Nardis เพลงของ ไมล์ส เดวิส , Trilogy และ Giant Steps เพลงของ จอห์น โคลเทรน
Nefertiti และ Nardis เป็นแจ๊สที่มีการจัดวรรคตอนและสัดส่วนจังหวะใหม่ พร้อมกลิ่นอายสแปนิช ขณะที่ Giant Steps ไปไกลกว่าเวอร์ชั่นดั้งเดิมของ โครเทรน ตั้งแต่การดีไซน์บีทแบบฟังกี และไลน์เปียโนที่หมุนวน ด้วยแนวทางเดินคอร์ดที่ซับซ้อนหากท้าทายการฟังเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนสุดท้าย เป็นตัวแทนของการสังเคราะห์วัตถุดิบต่างๆ ขึ้นใหม่ หรือการมองไปเบื้องหน้านั่นเอง โดยเลี่ยงลักษณะการทำงานอย่างมีแบบแผน แต่เน้นน้ำหนักไปยังปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใดมากกว่า ทั้งในเพลง A Place in Time, Hurry Up and Wait , Liquid Crystal และ Solar (Explorations) ซึ่งเพลงหลังเป็นบทประพันธ์ของ ไมล์ส เดวิส
ใน A Place in Time มิเชล เปลี่ยนบทบาทจากมือเปียโน “มากพลัง” มาสู่การ “พูดน้อยต่อยหนัก” ถือเป็นงานเพลงที่ “ความเงียบ” กลายเป็นส่วนหนึ่งของดนตรีอย่างไม่ต้องสงสัย ตรงข้ามกับบีทลาตินผสมแจ๊สใน Hurry Up and Wait ที่มีชีวิตชีวา ส่วน Liquid Crystal เคลื่อนไหวน้อยลง ด้วยคอร์ดน้อยๆ ปล่อยให้ทำนองเลื่อนไหลไปตามแบบฉบับของ โมดัล แจ๊ส ซึ่งให้ความรู้สึกขรึมขลังดี
พวกเขาจบการสนทนาลงในเพลง Solar (Explorations) ที่นำมาตีความอย่างใหม่สด ด้วยบริบทของแจ๊สสมัยใหม่และชีพจรลาติน
“ผมยังคงเพลิดเพลินกับกระบวนการค้นหาตัวเอง”มิเชล กามิโล ยืนยันไว้เช่นนั้นในตอนท้ายของ ไลเนอร์ โน้ต บนปกซีดี และผมเชื่อว่าในฟากฝั่งของนักฟัง ผลงานชุดนี้ของนักเปียโนโดมินิกันคนนี้ก็ยังมีแง่มุมให้ค้นหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน……เรื่องโดย อนันต์ ลืกประดิษฐ์