เบน เบเชียคอฟ ดนตรีเป็นเรื่องของเสียง ไม่ใช่โน้ต

a006_clip_image002

เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์

ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา (2006) มีแฟนๆ คอลัมน์ถามไถ่มาว่า เทศกาลดนตรีแจ๊สหัวหินปีนี้ ผมตั้งใจไปดูใครเป็นพิเศษ
คำตอบแรกๆ ที่อยู่ในความคิดคือ อิบราฮิม อิเล็กทริก และ เบน เบเชียคอฟ
เพราะนอกจาก คาสเปอร์ วิญอมม์, จาค็อบ คริสทอฟเฟอร์เสน แล้ว ผมค้นพบในเวลาต่อมาว่า เบน เบเชียคอฟ เป็นนักเปียโนสายเลือดเดนิชวัย 50 ปีอีกคนหนึ่ง ที่มีสำเนียงการเล่นเปียโนอันไพเราะเพราะพริ้งเป็นพิเศษ
ผลปรากฏว่า เมื่อได้ชมตัวจริงเสียงจริงของเขา กับวงดนตรีของ โจนาส โจฮานเสน ร่วมด้วยมือทรัมเป็ตเสียงเนียนละไม โธมัส ฟรายแลนด์ ในคืนวันเสาร์ที่ 3 มิถุนายน บนเวทีชายหาดหัวหิน บริเวณหน้าโรงแรมฮิลตันแล้ว ในความเห็นส่วนตัวของผม จัดให้เป็นโชว์ชั้นดีของงานปีนี้เลยทีเดียว หากเราใช้เกณฑ์ตัดสินจากคุณค่าของการบรรเลงที่สะท้อนถึงสารัตถะของดนตรีแจ๊สเป็นสำคัญ
เหตุผลคือ เบน บรรเลงได้ลึกซึ้งถึงห้วงอารมณ์แจ๊สมาก ตัวโน้ตของเขามีชีพจรสวิง ไม่แข็งกระด้างเหมือนนักดนตรีแจ๊สยุโรปส่วนใหญ่ วอยซิ่งของเขาสดใหม่ เรียกร้องและท้าทายให้ติดตามฟังอย่างต่อเนื่อง ปฏิสัมพันธ์ของวงเป็นไปอย่างลื่นไหลและเป็นธรรมชาติ การเลือกเพลงหรือ repertoire ที่นำมาเล่น มีทั้งส่วนที่บ่งบอกถึงรากเหง้าและจารีตแบบดั้งเดิม แต่ในขณะเดียวกันก็ยังบรรจุความคิดใหม่ให้ได้รับรู้ว่ามีการต่อยอดทางความคิดเพิ่มเติม
นอกจากการแสดงบนเวที ผมมีโอกาสได้พบปะ เบน เป็นการส่วนตัวหลายรอบด้วยกัน ตั้งแต่บ่ายวันเสาร์ก่อนขึ้นเวทีแสดง ผมได้เจอ เบน ในช่วง Press Interview จากนั้นได้พูดคุยพร้อมกับ ฌรอน ฟรีส์ (Soren Friis) โปรดิวเซอร์ของค่าย สตันท์/ซันแดนซ์ และ ริคกี ลี (Rikke Lie) แฟนสาวของเบน นักร้องที่มีผลงานออกมาแล้วชุดหนึ่ง
วันต่อมา ผมยังได้เจอ เบน ตอนบ่าย ในชั่วโมงเวิร์คช็อพหัวข้อ Improvisation เราสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว หลังจากเขาชวนผมออกไปรับแฟนสาวของเขาบนถนนเพชรเกษม เหตุเพราะจักรยานยนต์ที่เช่ามาเกิดอาการหมดสภาพเพราะยางแบน โดยระหว่างทางนั้น เรามีโอกาสคุยกันนานพอสมควร

ความน่าสนใจของ เบน เบเชียคอฟ อยู่ตรงการเข้าถึงสิ่งที่เป็นหัวใจของดนตรี ทั้งฟอร์ม รูปทรงของเส้นเสียง วอยซิ่ง เฟรสซิ่ง และสำเนียง ผมตกใจมากยิ่งขึ้นเมื่อทราบจากชั่วโมงเวิร์คช็อพว่า เบน ไม่อ่านโน้ต ! (He doesn’t read music.)
สำหรับวงการดนตรีป๊อป ร็อค หรือแม้กระทั่งเพลงเพื่อชีวิตและเพลงลูกทุ่ง ซึ่งโครงสร้างหลักของเพลง มีศูนย์กลางของบันไดเสียง หรือ Tonality ที่แน่นอน รวมถึงทางเดินคอร์ดที่ค่อนข้างตายตัวแล้ว การเล่นดนตรีโดยไม่อ่านโน้ตอาจจะไม่ใช่เรื่องแปลก

แต่สำหรับดนตรีแจ๊ส ที่มีแนวประสานค่อนข้างสลับซับซ้อน มีการหมุนเวียนและปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ของตัวโน้ตในแต่ละขณะของเพลง (เพลงแจ๊สยุคใหม่จำนวนไม่น้อย มีการเปลี่ยนคีย์ทุกๆ 1-2 ห้อง !) มีการเลือกใช้คอร์ดแทน (substituted chord) มาแทนที่ นั่นหมายความว่า นักดนตรีสามารถเลือกแต่งแต้มสีสันของเพลงได้มากกว่าคอร์ดเดิมๆ การเลือกใช้โน้ตแต่ละตัวระหว่างการโซโลหรืออิมโพรไวเซชั่นยังบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ในระดับต่างๆ จาก รู้ทหรือรากของคอร์ด เช่น โน้ตตัวที่ 3 ตัวที่ 7 หรือตัวโน้ตที่ 9 เป็นต้น
เงื่อนไขเหล่านี้ผลักดันให้นักดนตรีแจ๊สต้องเริ่มต้นจากพื้นฐาน นั่นคือการทำความเข้าใจที่มาที่ไปของทฤษฎีดนตรีและฮาร์มอนีเป็นสำคัญ ซึ่งเท่ากับว่าหนทางในการสื่อสารและทำความเข้าใจได้ดีที่สุดคือระบบ Notation หรือการอ่านโน้ตนั่นเอง

เบน บอกผมว่า เขาตัดสินใจหลังจากเล่นดนตรีมาได้ระยะหนึ่ง เขาเปลี่ยนแปลงตัวเองอีกครั้ง ด้วยการสลัดระบบโน้ตออกจากหัว แล้วใช้โสตประสาทหลักของดนตรี นั่นคือ หู
เหนืออื่นใด แจ๊ส เป็นดนตรีที่ไม่นิยมอ่านตามบทที่ผู้กำกับให้มา (ต่างจากดนตรีคลาสสิกตรงนี้) นั่นเท่ากับว่า เบน ได้หวนคืนสู่ช่องทางการสื่อสารแบบดั้งเดิม นั่นคือการพูดและการฟัง มากกว่าการอ่านและการเขียนนั่นเอง

a006_clip_image004

เขียนมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านอย่าเพิ่งหงุดหงิดว่า เบน เบเชียคอฟ เดินทางกลับเดนมาร์กไปแล้ว แล้วฉันจะมีโอกาสได้ฟังฝีมือดนตรีของเขาได้อย่างไร
คำตอบของเรื่องนี้ คืออัลบั้ม Choo Choo ของนักเปียโนคนนี้ ซึ่งทางค่ายเพลงฮิตแมนผลิตออกมาจำหน่ายในตลาดนักฟังบ้านเราโดยเฉพาะ แม้จะไม่ใช่อัลบั้มใหม่เสียทีเดียว แต่พอจะเป็นตัวแทนในการสื่อถึงศักยภาพทางดนตรีของเขาได้
ดูเบนจะมีความผูกพันกับรถไฟเป็นพิเศษ อีเมลของเขาใช้คำว่า tjuutjuu ซึ่งออกเสียงคล้ายๆ กับ choo Choo ที่หมายถึงรถไฟเล็กๆ น่ารักๆ นั่นเอง

เบน บอกผมว่า อัลบั้มผลิตมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1997 (นานร่วม 10 ปี) และหลังจากนั้น เขามีอัลบั้มใหม่ออกมาอีกหลายชุด แต่ไม่ยักเข้าใจว่าทำไมทาง “ฮิตแมน” ไม่สน หรืออาจจะเป็นเพราะงานยุคหลังฟังยาก เลยกลัวขายไม่ออกก็ไม่รู้
แต่เอาเป็นว่า งานชุดนี้คืองานมาตรฐานของเปียโนทริโอ (เปียโน-เบส-กลอง) ในแบบฉบับแจ๊สที่แฟนเพลงส่วนใหญ่น่าจะเข้าถึงได้ไม่ยากนัก
ในอัลบั้ม Choo Choo เบน เลือก 6 เพลงที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้วมาบรรเลง โดยมี เลนนาร์ท กินแมน ในตำแหน่งเบส และไมค์ คลาร์ก เล่นกลอง เปิดตัวด้วย You and the Night and the Music ความยาวกว่า 7 นาที
เพลงนี้เป็นเพลงสแตนดาร์ดเมื่อปี ค.ศ.1934 จากผลงานการประพันธ์ของ อาร์เธอร์ ชวาร์ตซ์ และ ฮาเวิร์ด ไดเอทซ์ นิยมนำมาเล่นกันในหมู่นักดนตรีสายเวสต์โคสต์ แจ๊ส เวอร์ชั่นที่น่าสนใจคือเวอร์ชั่นทรัมเป็ตของ เช็ท เบเกอร์ ในอัลบั้ม Chet

เบน นำเข้าด้วยทำนองหลักในช่วงต้น ก่อนจะแปรทำนองอย่างพลิ้วไหว ด้วยปฏิสัมพันธ์ของเครื่องดนตรีทั้งสามที่ค่อนข้างยืดหยุ่นและลื่นไหล วอยซิ่งของเบนหนักแน่น การกดคีย์บ่งบอกถึงความมั่นใจและเด็ดขาด ท่ามกลางโซโลยาวหลายคอรัส เบน แวะกลับมาที่เค้าโครงเดิมเป็นระยะๆ ก่อนจะถึงช่วง “เทรดโฟร์ส” (Trading Fours) คือการโซโล่โต้ตอบกันคนละ 4 ห้องระหว่างเบสและกลองได้อย่างมีชีวิตชีวา
On Green Dolphin Street มีบีทละตินเข้ามาผสมตั้งแต่ต้น เบน เลือกบรรเลงอิงกับทำนองโดยไม่เอาท์ไปจากทางเดินคอร์ดหลัก ฝีมือการควบกลองของ ไมค์ ในเพลงนี้ค่อนข้างจัดจ้าน แต่ก็เต็มไปด้วยพลัง และมีชีวิตดี โดยมีไฮไลท์อยู่ที่อิมโพรไวเซชั่นของกลอง ก่อนจะปิดท้ายโซโล่ชุดใหม่ของเบน

เพลงสแตนดาร์ดเพลงนี้เป็นที่นิยมในหมู่นักดนตรีแจ๊ส เพราะมีแนวทำนองที่ไพเราะและมีทางเดินคอร์ดที่ท้าทาย ประพันธ์โดย บรอนิสลาว คาเปอร์ และ เน็ด วอชิงตัน เดิมเป็นที่รู้จักจากหนังของค่ายเอ็มจีเอ็ม เรื่อง Green Dolphin Street เมื่อปี ค.ศ.1947 ซึ่งสร้างมาจากนวนิยาย green Dolphin Country ของนักประพันธ์ชาวอังกฤษ ชื่อ เอลิซาเบธ กูดจ์
แล้วก็มาถึงบัลลาด My Romance เพลงอมตะของ ริชาร์ด ร้อดเจอร์ส และ ลอเรนซ์ ฮาร์ท จากมิวสิเกิลโชว์ Jumbo เมื่อปี ค.ศ.1935 และเป็นที่รู้จักในกลุ่มนักฟังรุ่นหลังจากเสียงร้องของ ดอริส เดย เมื่อปี ค.ศ.1962

เบนถ่ายทอดฟิลลิ่งของเพลงแบบนิ่งจนได้ที่ แม้การเลือกใช้ตัวโน้ตของเขาจะค่อนข้างพร่างพรูมากไปสักนิดก็ตาม ผิดจากฟอร์มแบบ “อีโคโนมี” ที่นักฟังทั่วไปมักคาดหวังจากเพลงบัลลาด โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับเวอร์ชั่นของ บิล อีแวนส์ (ในอัลบั้ม Waltz For Debby) อย่างไรก็ตาม นี่อาจจะเป็นแนวทางที่เขาถนัด และชวนให้คิดถึงอิทธิพลที่ได้รับจากมือเปียโนอย่าง ออสการ์ ปีเตอร์สัน
เบน ใจกล้ามากที่เลือกเล่นเพลง Well You Needn’t ของ ธีโลเนียส มังค์ ทว่า เขาสามารถถ่ายทอดออกมาด้วยเฟรสซิ่งที่แตกต่างไปจากเวอร์ชั่นต้นตำรับ จนก้าวพ้นจากอิทธิพลของ มังค์ ได้สำเร็จ ในแทร็คนี้ เลนนาร์ท ยังโชว์ฝีมือเบสได้อย่างประทับใจดีแท้ ส่วน เบน นั้น ไปไกลด้วยการบรรเลงแบบท้อปฟอร์ม เมื่อเทียบกับเพลงอื่นๆ ในอัลบั้ม ผมว่าเพลงนี้แกบรรเลงได้กินขาด หมดจด งดงาม ลงตัว มีทิศทาง และมีเนื้อหาในการสื่อสาร

ในอัลบั้มยังมีเพลง Laura เพลงเก่าของ เดวิด รัสกิน และ จอห์นนี เมอร์เซอร์ จากหนังชื่อเดียวกันในปี ค.ศ.1944 ที่จัดวางแพทเทิร์นของจังหวะเป็นบอสซา โนวา ฟังเพลิน จนเผลอๆ อาจจะคิดว่าเป็นการบรรเลงของ เคนนี ดรูว์ กล่าวคือมีวิธีการผสมทั้งความรื่นรมย์และสาระทางดนตรีในตัวเอง
ในแทร็คสุดท้าย Laverne Walk เพลงเก่าของออสการ์ เพททิฟอร์ด มือเบสชาวอเมริกันที่ ไปใช้ชีวิตในยุโรป เลนนาร์ท แสดงบทบาทก่อนเพื่อน ลีดอินด้วยเสียงดีดเบสพิซซิกาโต ในเพลงนี้ เบน เปลี่ยนมาเล่นออร์แกน ให้ซาวนด์เฉพาะตัวขึ้นมาอีกหน่อย ทว่าสำเนียงออกเป็นบลูซีย์ที่เป็นยุโรปมากกว่าอารมณ์แบบคนผิวสี
เบน เป็นมือเปียโนรุ่นใหญ่ของเดนมาร์ก ซึ่งในช่วงวัยรุ่นมีโอกาสปะทะสังสรรค์กับนักดนตรีระดับตำนานจากสหรัฐอเมริกาหลายคน ที่เดินทางไปใช้ชีวิตอยู่ในยุโรปยุคทศวรรษ 1960-1970 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เบน เว็บสเตอร์

นอกจากเปียโน เบนเคยเรียนทรัมเป็ต, ฟลุ้ท และกีตาร์ เขาร่วมกับ มิคเกล นอร์โซ มือกีตาร์ชื่อดังแห่งเดนมาร์ก (ซึ่งมาเล่นในเทศกาลแจ๊สหัวหินปีนี้ด้วยเช่นกัน) ตั้งวง Buki Yamaz ในปี ค.ศ. 1972 โดยเล่นเพลงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปินระดับโลก อย่าง จิมี เฮนดริกซ์, คาร์โลส ซานตานา และ ไมล์ส เดวิส
ช่วงเป็นวัยรุ่น เบน ผ่านประสบการณ์ภาคสนามชั้นดี ด้วยงานเล่นที่ Club La Fontaine ในนครโคเปนฮาเกน ได้เจอกับศิลปินอย่าง จอห์นนี กริฟฟิน, เด็กซ์เตอร์ กอร์ดอน และ ฟินน์ ไซเกลอร์ แน่นอนที่คลับแจ๊สชื่อดังอย่าง Montmartre เขาได้พบกัน เบน เว็บสเตอร์ ที่นั่น
ทั้งสองเบนใช้เวลาว่างนั่งฟังแผ่นเสียง พูดคุยเรื่องดนตรี และเล่นดนตรีด้วยกัน

บารมีของ เบน แก่กล้าขึ้นตามลำดับ ปี ค.ศ.1969 เขาเล่นที่ Montmartre จากนั้น ตั้งแต่ปี ค.ศ.1971 เป็นต้นมา เบน ได้พบเจอและแจมดนตรีกับบุคคลระดับตำนาน ตั้งแต่ โจ เฮนเดอร์สัน, อัล ฟอสเตอร์, บิลลี ฮาร์ท, ดัก เรนีย์, เรย์ ดรัมมอนด์, เจมส์ มูดี, จอห์น สโกฟิลด์, อาร์ท ฟาร์เมอร์, เคนนี วิลลี และอื่นๆ อีกมากมาย แน่นอนต้องรวมถึง อดัม นัสบอม มือกลองที่เป็นคนตั้งชื่อเล่น Choo Choo นี้ให้แก่เขา !
จึงไม่น่าแปลกใจ หากเขาเรียนรู้ที่จะหล่อหลอมประสบการณ์เหล่านั้นให้คลี่คลายมาเป็นดนตรีชั้นดีในเวลานี้ และเหนืออื่นใด ในทัศนะของ เบน เบเชียคอฟ ดนตรีเป็นเรื่องของเสียง ไม่ใช่ตัวโน้ตอย่างที่หลายคนเข้าใจกัน
ผมได้แต่หวังในใจว่า นอกจาก Choo Choo แล้ว ในฐานะแฟนเพลงชาวไทย เราคงมีโอกาสได้ฟังผลงานชั้นดีของนักเปียโนสายเลือดเดนิชนี้อีกตามสมควร ในยุคสมัยที่โลกไร้พรมแดนเช่นทุกวันนี้.

Ben Besiakov / Choo Choo / Stunt Records
Tracks : 1. You and the Night and the Music, 2. On Green Dolphin Street, 3. My Romance, 4. Well You Needn’t, 5. Laura, 6. Laverne Walk

Personnel : Ben Besiakov : piano, organ ; Lennart Ginman : bass ; Mike Clark : drums

Recording Date : 1997


Leave Comment

You must be logged in to post a comment.