เด็กซ์เตอร์ กอร์ดอน มือแซ็กนักแสดง

231

เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์

เคยมีคนถาม เด็กซ์เตอร์ กอร์ดอน ว่า จะให้เรียกผลงานของเขาว่า ดนตรีแจ๊สหรือดนตรีคนดำดี (jazz or black music)? เขาตอบว่า
“ผมอยากให้เรียกว่าแจ๊ส เพราะสำหรับผมแล้ว นี่ไม่ใช่คำเสียหายอะไร เป็นคำที่สวยงาม ผมรักคำนี้ และถ้าหากผมเรียกว่าดนตรีคนดำ ก็ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะมีอิทธิพลอื่นๆ อีกมากในนั้น มีอิทธิพลในเชิงฮาร์มอนีจากยุโรปอยู่มาก โครงสร้างทางฮาร์มอนีส่วนใหญ่ของบีบ็อพมาจากสตราวินสกี จากแฮนเดิล และบาร์ต็อค ดังนั้น การเรียกว่าดนตรีคนดำ ผมไม่รู้ว่าหมายถึงอะไรกันแน่ นอกเสียจากกลองแอฟริกันหรืออะไรบางอย่าง”
ด้วยรูปร่างสูงใหญ่ขนาด 6 ฟุต 5 นิ้ว (198 เซนติเมตร) ของเด็กซ์เตอร์ กอร์ดอน (1923-1990) กับบทบาทนำในหนังเรื่อง Round Midnight ปี ค.ศ.1986 ที่สร้างเพื่ออุทิศแก่ศิลปินแจ๊ส อย่าง เลสเตอร์ ยัง และ บัด พาวล์ คงทำให้คอหนัง-คอเพลงจำนวนหนึ่ง สามารถจดจำนักเทเนอร์ แซ็กโซโฟน คนนี้ได้บ้างกระมัง

หลายฉากในหนังเรื่องนี้บันทึกเสียงจริงตามภาพที่ปรากฏ ปราศจากการบันทึกซ้อนร่องเสียง (overdubbing) บ่งบอกถึงสุ้มเสียงการบรรเลงอย่างหนักหน่วงของกอร์ดอน เจ้าของฉายา ‘ลอง ทอลล์ เด็กซ์’ ที่ได้รับอิทธิพลมาจากลีลาการเป่าของเลสเตอร์ ยัง นอกจากนี้ เขา ยังได้รับอิทธิพลจากนักแซ็กอย่าง อิลลินอยส์ แจ็กเกทส์ อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม อิทธิพลสำคัญคงหนีไม่พ้นช่วงกระแสเปลี่ยนผ่านทางดนตรีในยุคบีบ็อพแจ๊ส กลางทศวรรษ 1940s ซึ่งเขาลงทุนแกะเพลงของ ชาร์ลี พาร์คเกอร์ ด้วยการดัดแปลงโน้ตต่อโน้ตจากอัลโต แซ็กโซโฟน แล้วถ่ายทอดออกมาเป็นเทเนอร์ แซ็กโซโฟน

จนมีคำยกย่องในทำนองว่า “หาก ชาร์ลี พาร์คเกอร์ คือผู้สร้างตำนานบีบ็อพ ด้วยอัลโต แซ็กโซโฟน, เด็กซ์เตอร์ กอร์ดอน ก็คือผู้ประกาศความเป็นบีบ็อพในสุ้มเสียงของเทเนอร์ แซ็กโซโฟน นั่นเอง”

หลังจาก เด็กซ์เตอร์ กอร์ดอน ผ่านพ้นอาการติดยาเสพติดที่คุกคามการทำงานของเขาตลอดช่วงทศวรรษ 1950s ได้สำเร็จ ในปี ค.ศ.1960 กอร์ดอน กลับมาเริ่มต้นงานในฐานะนักแสดง, นักดนตรี พร้อมกับมีงานแต่งเพลงให้แก่ละครในย่านเวสต์โคสต์เรื่อง The Connection
การกลับมาของนักเทเนอร์ แซ็กโซโฟน คนนี้ สะท้อนถึงพัฒนาการอันรอบด้าน ไม่เพียงเทคนิคดั้งเดิมที่คุ้นเคยเท่านั้น หากเขายังเปิดรับความเคลื่อนไหวและแนวโน้มใหม่ๆ ในวงการแจ๊ส ด้วยการติดตามผลงานของนักเทเนอร์ แซ็กโซโฟน อย่าง จอห์น โคลเทรน และ ซันนี โรลลินส์

ดังเช่นในอัลบั้ม The Resurgence of Dexter Gordon ปี ค.ศ.1960 ที่นักวิจารณ์วิเคราะห์ว่าสะท้อนถึงความสนใจของกอร์ดอนที่มีต่อโคลเทรน เช่นเดียวกับซีรีส์ของบลูโน้ต ที่บ่งบอกถึงการผสมผสานระหว่างกอร์ดอนคนเก่ากับคนใหม่
จากคำชักชวนของ อัลเฟรด ไลออน แห่งสังกัด บลู โน้ต กอร์ดอน เริ่มต้นกลับมาบันทึกเสียงอย่างคนมีไฟฝันที่นิวยอร์กอีกครั้งในปี ค.ศ.1962 โดยมีอัลบั้มชั้นดีทยอยกันออกมาเป็นซีรีส์ในระยะนี้ และในเดือนกันยายนของปีเดียวกันนั้น กอร์ดอน ได้ออกทัวร์ยุโรป (ซึ่งเป็นทวีปที่ในเวลาต่อมาเขาใช้เวลานานราว 15 ปีที่นั่น ก่อนจะกลับสหรัฐในปี ค.ศ.1976) ซึ่งอัลบั้ม Our Man In Paris ชุดนี้ เป็นผลผลิตจากการตระเวนแสดงดนตรีในครั้งนั้น

231-2

อัลบั้มประกอบด้วยวงดนตรีควอร์เททเฉพาะกิจระดับสุดยอด ประกอบด้วย บัด พาวล์, เคนนี คลาร์ค และ ปิแอร์ มิเชลอท ซึ่งทั้งสามรวมตัวกันเป็นธรี บอสเซส (Three Boses) วงทริโอที่ฝรั่งเศสมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1959 โดย เคนนี คลาร์ก พอใจใช้ชีวิตเล่นดนตรีที่นครปารีสมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1956 ติดตามด้วย พาวล์ มาพำนักอยู่ในปี ค.ศ.1959 ส่วน มิเชลอท เป็นมือเบส ชาวยุโรปที่คลุกคลีกับนักดนตรีแจ๊สอเมริกันระดับกะทิมาไม่น้อย
อัลบั้มนี้มีทั้งเพลงอันซับซ้อนเคลื่อนไหว อย่าง Scrapple from the Apple ผลงานเพลงของชาร์ลี พาร์คเกอร์ เพลงออกโทนบลูซีย์ อย่าง Willow Weep for Me (แต่งโดย แอนน์ โรเนลล์) บัลลาดอ่อนหวานนุ่มนวล แต่หนักแน่นอยู่ในที ใน Stairway to the Stars

อารมณ์บีบ็อพจัดจ้านใน A Night in Tunisia (แต่งโดย ดิซซี กิลเลสปี) Broadway ที่บ่งบอกถึงอิทธิพลของเลสเตอร์ ยัง ขณะเดียวกัน ก็มีอิทธิพลของนักแซ็กรุ่นใหม่คละเคล้าอย่างเป็นเอกภาพ
สำหรับแผ่นซีดี จะมีเพลงมากกว่าแผ่นลองเพลย์เดิม 2 เพลง คือเพลงสแตนดาร์ด
Our Love Is Here To Stay (เกิร์ชวิน) และ Like Someone In Love (แวน ฮีเซน)

เหตุผลที่อัลบั้มนี้มีเพลงสแตนดาร์ดเป็นสัดส่วนมาก เพราะเดิมทีอัลบั้มชุดนี้ ตั้งใจจะให้ เคนนี ดรูว์ ทำหน้าที่เล่นเปียโน โดยบรรเลงบทประพันธ์ของ เด็กซ์เตอร์ กอร์ดอน ทั้งหมด แต่ด้วยปัจจัยหลายๆ ด้าน ทำให้ บัด พาวล์ มาแทนที่ดรูว์ ในเซสชั่นนี้ ซึ่ง ณ เวลานั้น พาวล์ ไม่พร้อมจะเล่นเพลงใหม่ (ด้วยเหตุผลทางด้านจิตใจของนักเปียโนผู้อ่อนไหว) ทำให้ต้องคัดสรรเพลงที่รู้จักมักคุ้นมาบรรเลงเพื่อให้ทันกับการซ้อมเพื่อบันทึกเสียง
อย่างไรก็ตาม แม้ช่วงเวลานั้นจะไม่ใช่ช่วงที่เป็นท็อป ฟอร์ม ของบัด พาวล์ (ปลายทศวรรษ 1940s) แต่ฝีมือเปียโนของเขาในอัลบั้มชุดนี้ เหมือนได้รับส่วนผสมที่ลงตัว และมีปฏิกิริยาที่พอเหมาะ ทำให้เปียโนทั้งสนับสนุน และแสดงปฏิสัมพันธ์กับวงดนตรีทั้งวงได้อย่างเต็มศักยภาพ

ช่วงพำนักในยุโรป กอร์ดอน ใช้ชีวิตในปารีสและโคเปนฮาเกนเป็นส่วนใหญ่ ที่นั่นเขาได้เล่นกับศิลปินแจ๊สชาวอเมริกันและชาวยุโรป โดยแวะกลับมาเยือนสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งคราว ซึ่งคลี่คลายออกมาเป็นงานบันทึกเสียงหลายชุด นอกจาก Our Man in Paris แล้ว ยังประกอบด้วย Doin’ Allright, Dexter Calling…, Go, A Swingin’ Affair, , One Flight Up และ Gettin’ Around ซึ่งล้วนได้รับการยกย่องว่าเป็นงานชั้นดีของเขา
เด็กซ์เตอร์ กอร์ดอน กลับสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ.1976 ปรากฏตัวครั้งแรกที่ วิลเลจ แวนการ์ด ในนครนิวยอร์ก ซึ่งได้รับการต้อนรับจากแฟนเพลงอย่างอบอุ่นอีกครั้ง ตามมาด้วยผลงานบันทึกเสียงในระยะหลังอีกจำนวนหนึ่ง

บุรุษร่างสูงผู้ได้รับการขนานนามว่า เป็นมือเทเนอร์แซ็กโซโฟนแนวบีบ็อพคนแรก เสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 เมษายน ค.ศ.1990

Leave Comment

You must be logged in to post a comment.