Intuition มาสเตอร์พีซที่โลกลืม

238

เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์

ความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ในวงการเพลง คือทัศนคติที่ครอบงำวัฒนธรรมการฟังเพลงของคนรุ่นใหม่มาโดยตลอดว่า การฟังเพลงเพื่อสะท้อนให้ผู้คนได้รับรู้ถึงรสนิยมอันวิไล ทันสมัย และใหม่เฉียบนั้น จะต้องเลือกฟังจากผลงานเพลงที่เพิ่งออกใหม่เท่านั้น

บางครั้ง คุณย้อนกลับไปฟังเพลงที่เพิ่งออกวางขายเพียงไม่กี่เดือน อาจจะมีคนร้องอุทานเสียงดังอยู่ข้างๆ ว่า นั่นช่างเป็นเพลงแสนเชยเสียนี่กระไร ทำเอาคนขวัญอ่อน ไม่เชื่อมั่นในสุนทรียภาพของตัวเอง ต้องรีบถอดใจไปเลย นี่ยังไม่นับมรดกทางดนตรีที่มีอายุหลายๆ สิบปี ซึ่งในสายตาของวัยรุ่นทั่วไปอาจเห็นว่า ไม่แตกต่างจากเสียงประหลาดที่เดินทางมาจากยุคจูราสสิคเท่าใดนัก
การฟังเพลงของคนส่วนมากเกี่ยวข้องกับกระแสนิยมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในยุคนี้ ซึ่งพฤติกรรมการเสพฟังถูกกำหนดโดยนักการตลาดค่ายเพลง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ความเข้าใจดนตรี หรือแม้กระทั่งจะชื่นชม ตลอดจนถึงกลไกของสื่อสารมวลชนที่ถูกครอบด้วยธุรกิจ
ดังนั้น โอกาสที่กรอบการรับรู้ของผู้คนจะเปิดกว้างจากเดิม เพื่อแยกแยะเพลงกระแสนิยม กับเพลงที่มีคุณค่าในฐานะงานศิลปะ จึงเป็นเรื่องยากเย็นอย่างยิ่ง
แต่ท่ามกลางความเป็นไปของโลก ในตลาดสินค้าดนตรีกลุ่มก้อนใหญ่ “แมส มาร์เก็ต” (mass market) ก็ยังมีตลาดเฉพาะกลุ่ม “นีช มาร์เก็ต” (niche market) ขึ้นมาพอให้เป็นทางเลือกได้บ้าง โดยมีกระแส “เรโทร” (มาจากคำเต็มๆ ภาษาอังกฤษว่า retrospective) เป็นแนวโน้มของการหวนหาอดีต แฟชั่นย้อนยุค รวมถึงการนำบทเพลงเก่ามาปัดฝุ่นบรรเลงใหม่ ซึ่งมีให้ได้พบเห็นบ่อยครั้งขึ้นในระยะนี้
อย่างไรก็ตาม อัลบั้มที่ผมตั้งใจหยิบมาฝากคุณผู้อ่านในฉบับนี้ ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม “เรโทร” เสียทีเดียว แม้จะเป็นการบันทึกเสียงแก่เก่าที่มีอายุ 40-50 ปีแล้วก็ตาม แต่ผลงานเหล่านี้กลับไม่เชย คร่ำครึ หรือล้าสมัยตรงไหน มิหนำซ้ำ ยังให้ความรู้สึกใหม่สด ราวกับบรรดานักดนตรีเพิ่งบรรเลงให้ฟังกันเบื้องหน้า จัดเป็นทิศทางของความก้าวหน้าในวงการแจ๊สที่ยังเจิดจรัสด้วยประกายความคิดตราบจนถึงวันนี้
สิ่งที่พึงตระหนักก็คือ วงการแจ๊สกระแสหลักให้ความสำคัญแก่สถานภาพของอัลบั้มชุดนี้น้อยเกินไป ทั้งที่มันได้ส่องประกายความเป็น Cool Jazz และ Free Jazz มาแต่อ้อนแต่ออก ก่อนที่ Free Jazz จะได้รับการสถาปนาโดย ออร์เน็ต โคลแมน ในยุคซิกซ์ตีส์ด้วยซ้ำ

Intuition โดย เลนนี ทริสตาโน (1919-1978) และ วอร์น มาร์ช (1927-1987) เป็นผลผลิตที่ค่าย “แคปิตอล แจ๊ส” ปั๊มพ์เป็นซีดีออกมาขายเมื่อปี ค.ศ.1996 ก็จริง (ในบ้านเราจัดจำหน่ายโดย อีเอ็มไอ) แต่สาระสำคัญของอัลบั้มชุดนี้ แบ่งออกเป็น 2 เซสชั่น
นั่นทำให้เราต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ปี ค.ศ.1949 กับเซสชั่นงานบันทึกเสียงที่จัดให้เป็นหนึ่งในความสุดยอดของประวัติศาสตร์แจ๊ส กับส่วนที่เป็น “ออริจินัล อัลบั้ม” ของ เลนนี ทริสตาโน กับวงเซ็กซ์เททของเขา ซึ่งอยู่ในแทร็ค 13-19 ของอัลบั้ม

ส่วนอีกเซสชั่นหนึ่งที่นำมารวมไว้ คือ เซสชั่นของ วอร์น มาร์ช กับวงควินเทท เมื่อปี ค.ศ.1956 ซึ่งอยู่ในแทร็ค 1-12 ของอัลบั้มนี้ เดิมมาจากอัลบั้ม Jazz of Two cities และ Winds of Marsh ที่ออกกับสังกัด “อิมพีเรียล” ตั้งแต่ยุคฟิฟตีส์

การไล่เรียงเพลงของอัลบั้ม Intuition ให้ความรู้สึกแปลกพอสมควรเมื่อแรกฟัง เพราะหยิบเอางานระดับมาสเตอร์พีซไปอยู่ในส่วนหลังของอัลบั้ม ทว่า คนฟังน่าจะพอเข้าใจถึงเหตุผลในการรวมงานบันทึกเสียง 2 เซสชั่นนี้เข้าไว้ด้วยกัน นั่นคือความเชื่อมโยงระหว่างนักเปียโนนัยน์ตาพิการ เลนนี ทริสตาโน กับ วอร์น มาร์ช ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของเขานั่นเอง

เมื่อเอ่ยชื่อ เลนนี ทริสตาโน คอเพลงแจ๊สรุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จักมักคุ้นนัก น่าเสียดายว่าชื่อของเขามักไม่ได้รับการจดจารึกในฐานะหนึ่งในตำนานผู้สถาปนาสุ้มเสียงของดนตรีแขนงนี้ เหมือนอย่าง หลุยส์ อาร์มสตรอง, ชาร์ลี พาร์คเกอร์, ดิซซี กิลเลสปี, ไมล์ส เดวิส ขณะที่ในหนังสารคดี Jazz ของนักสร้างหนังมือรางวัลอย่าง เคน เบิร์นส์ ก็ละทิ้งเรื่องราวของเขาไปอย่างน่าเศร้าไม่น้อย

อีกทั้งในฐานะมือเปียโน ชื่อของ เลนนี ก็มักได้รับการกล่าวขวัญถึงน้อยกว่า อาร์ต เททัม, ออสการ์ ปีเตอร์สัน, บิลล์ อีแวนส์, คีธ จาร์เรทท์ ฯ ทั้งที่นอกจากฝีมือเปียโนในระดับแนวหน้าคนหนึ่งแล้ว เลนนี ยังเป็นนักคิด นักทฤษฎี และนักการศึกษาแจ๊ส เจ้าของแนวทางที่เรียกว่า Tristano School ซึ่งสมควรได้รับการยกย่องมากกว่าที่เป็นอยู่
สกุลดนตรีของ ทริสตาโน เชื่อมโยงกับพัฒนาการแจ๊สในยุคคูล แบ่งออกเป็น 2 ขบวนความเคลื่อนไหว

ขบวนแรกคือ เลนนี กับ เพื่อนร่วมงานและลูกศิษย์ของเขา อันประกอบด้วย วอร์น มาร์ช, ลี โคนิตซ์ , บิลลี บาวเออร์ ช่วงกลางทศวรรษ 1940 จนถึงต้นทศวรรษ 1950 ส่วนอีกขบวนคือกลุ่มนักดนตรียุคหลังจากนั้นที่ชื่นชอบแนวทางของเขา ประกอบด้วย บัด ฟรีแมน, อาร์ต เปปเปอร์, บ๊อบ วิลเบอร์ และ แมรี ลู วิลเลียมส์

เลนนี มีชื่อจริงว่า เลียวนาร์ด โจเซฟ เกิดที่ชิคาโก เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ค.ศ.1919 ในครอบครัวชาวอิตาเลียนอพยพที่มีฐานะยากจน เขาเริ่มต้นเรียนดนตรีกับแม่ ซึ่งเป็นนักเปียโนและนักร้องโอเปร่าสมัครเล่น เลนนีตาบอดตั้งแต่ยังเด็ก ในระหว่างปี ค.ศ.1928-1938 เขาเข้าเรียนโรงเรียนสอนคนตาบอด ที่นั่นทำให้ได้เรียนรู้เครื่องดนตรีหลายชิ้น อาทิ เปียโน, แคลริเน็ท, แซ็กโซโฟน, เชลโล รวมถึงความรู้ทางด้านทฤษฎีดนตรี

จากนั้น เลนนี มีโอกาสได้ศึกษาต่อที่ อเมริกัน คอนเซอร์เวทอรี ในเมืองชิคาโก จนสำเร็จการศึกษาในปี ค.ศ 1943 และใช้เวลา 3 ปีในการเล่นดนตรีกึ่งๆ อาชีพกับวงดนตรีหลากหลาย พร้อมกับเริ่มต้นอาชีพสอนดนตรีแบบ “ไพรเวท เลสซัน” ให้แก่นักดนตรีกึ่งๆ อาชีพทั่วชิคาโก
ปี ค.ศ.1945 เลนนี ได้พบกับลูกศิษย์กลุ่มสำคัญรุ่นแรก ประกอบด้วย บิลลี บาวเวอร์, ลี โคนิตซ์ และ บิลล์ รัสโซ
เลนนี จัดเป็นคนที่มีเสน่ห์มากพอที่จะทำให้มือกีตาร์อย่าง บิลลี บาวเออร์ ซึ่งขณะนั้นเป็นสมาชิกในวงบิ๊กแบนด์ชื่อดังของ วูดดี เฮอร์แมน ตัดสินใจลาออกจากวง เพื่อมาร่วมงานกับเขา นั่นทำให้โลกทัศน์ที่มีต่อดนตรีของ บิลลี เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

แม้กระทั่งมือเบสในวงของ เฮอร์แมน อย่าง ชับบี แจ๊คสัน ยังรู้สึกประทับใจในตัว เลนนี ถึงกระทั่งชักชวนเขาให้ย้ายจากชิคาโกมาอยู่มหานครนิวยอร์ก ศูนย์กลางทางดนตรีของประเทศ พร้อมจัดหางานแสดงดนตรีให้ดำรงชีพ ช่วงปลายปี ค.ศ.1945
ยุคสมัยที่ เบิร์ด ชาร์ลี พาร์คเกอร์ และ ดิซซี กิลเลสปี กำลังผลักดันให้ดนตรีแจ๊สโลดแล่นไปเบื้องหน้านั้น เลนนี ไม่เคยจัดตัวเองว่าเป็นศิลปินบีบ็อพ แม้จะได้รับอิทธิพลทางดนตรีทางด้านนี้มาไม่น้อยก็ตาม เขาพยายามค้นหาแนวทางใหม่ของตนเองไปพร้อมๆ กัน
อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ยอมรับบีบ็อพ แต่ เลนนี ถือบีบ็อพเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ ดังที่เขากำหนดให้ลูกศิษย์ต้องแกะเพลง (transcription) ผลงานของศิลปินบีบ็อพ เพื่อทำการวิเคราะห์และศึกษา อีกทั้งส่วนตัวเขาเองก็เคยเล่นดนตรีร่วมกับ เบิร์ด มาแล้ว โดยที่นักอัลโตแซ็กโซโฟนคนนี้ เคยให้สัมภาษณ์แสดงความชื่นชม เลนนี เป็นอย่างมาก

ซาวด์ในส่วนแรกของ วอร์น มาร์ช ไม่มีอะไรแตกต่างจาก “เวสต์ โคสต์ แจ๊ส” นัก แต่แนวการโซโล่ของมาร์ช “เอาท์” ไปไกลกว่าแนวทางที่ เช็ท เบเกอร์ และ เจอร์รี มัลลิแกน สร้างสรรค์ไว้ นั่นบ่งบอกถึงอิทธิพลบางอย่างที่มาร์ชได้รับจาก เลนนี ทริสตาโน
ข้อดีของแทร็ค 1-12 คือคุณภาพของการบันทึกเสียงที่ทำได้ในระดับใกล้เคียงความจริง มีทั้งเพลงประพันธ์ใหม่และเพลงสแตนดาร์ดที่บรรเลงได้รื่นรมย์ อาทิ Lover Man, I Never Knew โดยมีเทคสเตอริโอ และเทคโมโน ในบางเพลงให้นักฟังสังเกตถึงความแตกต่างของการบรรเลง

ในทัศนะของนักฟังที่มีประสบการณ์ ซาวด์ของอัลบั้ม Intuition ภาคหลัง (แทร็ค 13-19) ในส่วนของเซสชั่นปี ค.ศ.1949 แตกต่างไปจากซาวด์ของแจ๊สกระแสหลักในเวลานั้น แม้จะคลับคล้ายคลับคลากับ บีบ็อพ แต่โดยเนื้อแท้เป็นซาวด์ที่สร้างสรรค์ขึ้นท้าทายกับอิทธิพลของดนตรีบีบ็อพ
นักวิจารณ์บางสายจัดให้ดนตรีของ เลนนี ทริสตาโน เป็นส่วนหนึ่งของดนตรีแจ๊สในกลุ่ม คูล ที่นำโดย ไมล์ส เดวิส ในเวลานั้น (อัลบั้ม The Birth of the Cool ของ ไมล์ส เดวิส เริ่มต้นไอเดียในปี ค.ศ.1948 และเข้าสู่สตูดิโอหลังจากนั้น 1 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้กันกับอัลบั้ม Intuition ของ เลนนี)
เช่นเดียวกับบีบ็อพ เพลงส่วนมากในอัลบั้ม Intuition อิงทางเดินคอร์ดของเพลงสแตนดาร์ด เช่น Marionette จากเพลง September in the rain , Sax of a kind จากเพลง Fine and Dandy แต่ความแตกต่างอย่างสำคัญคือลักษณะการประสมวงแบบฟรีฟอร์ม และการเลือกใช้อะเรนจ์เมนต์ที่ซับซ้อน

ในเซสชั่นนี้ มีเพลง Yesterdays เป็นตัวอย่างของงานมาสเตอร์พีซ ตั้งแต่การบรรเลงเปียโนที่หมดจดงดงามของ เลนนี ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง กีตาร์ และเปียโน ตลอดจนถึงวงดนตรีทั้งวงในภาพรวม ขณะที่ Wow เผยให้เห็นพลังความคิดผ่านการบรรเลงของ 2 นักแซ็ก วอร์น มาร์ช และ ลี โคนิตซ์ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่ถ่ายทอดซาวด์ได้สมบูรณ์
Crosscurrent คล้ายบีบ็อพในแง่ของสำเนียง แต่ปฏิสัมพันธ์ของวงยืดหยุ่น และมีความสลับซับซ้อนกว่าพอสมควร สำเนียงโซโลกีตาร์ของ บิลลี บาวเออร์ สอดรับการแทรกเสริมทางเปียโนของ เลนนี อย่างแยบยล

2 แทร็คท้ายของอัลบั้ม ฉีกของซาวด์หลักมาสู่งานกึ่งๆ ทดลอง ซึ่งได้รับการยกย่องว่า น่าจะเป็น “ฟรีแจ๊ส” รุ่นแรกในประวัติศาสตร์
โดยเนื้อแท้ ทั้ง Intuition และ Digression ไม่ใช่งานทดลองที่เพิ่งปรากฏในห้องอัด แต่เป็นแนวคิดการเล่น “ฟรี” ที่มีมานานหลายปีแล้ว และแตกต่างจาก ฟรีแจ๊ส ในกลุ่มอวองการ์ด ที่เกิดขึ้นในระยะหลัง อย่างที่เห็นได้ชัดเจน
นั่นคือ ทั้ง 2 เพลงมีซาวด์กระด้าง (dissonant) น้อยมาก และมุ่งเน้นการสัมผัสของตัวโน้ตไปยังจิตใจ มากกว่าการระบายอารมณ์ออกมาแบบดิบๆ ขุ่นๆ การเลื่อนไหลผ่านตัวโน้ตของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น สามารถนำกลับมาฟังซ้ำเพื่อศึกษาถึงร่อยรอยของความสัมพันธ์ได้ไม่รู้เบื่อ
นี่คือเพชรเม็ดงามของวงการดนตรีแจ๊ส ที่ผู้คนทั่วโลกมองข้ามมาเป็นเวลานาน

Lennie Tristano & Warne Marsh / Intuition / Capitol
Track : 1. Smog Eyes, 2. Ear Conditioning, 3. Lover Man, 4. Quintessence, 5. Jazz of Two Cities, 6. Dixie’s Dilemma, 7. Tschaikovsky’s Opus No. 42, 8. I Never Knew, 9. Ear Conditioning [Mono Master] , 10. Lover Man [Mono Master], 11. Jazz of Two Cities [Take], 12. I Never Knew [Take], 13. Wow, 14. Cross Current, 15. Yesterdays, 16. Marionette, 17. Sax of a Kind, 18. Intuition , 19. Digression
Personnel : Tracks #1-12 Warne Marsh , Ted Brown , tenor Saxophone ; Ronnie Ball , piano ; George Tucker , bass ; Jeff Morton , drums ; Tracks # 13-19 Lennie Tristano , piano ; Lee Konitz , alto saxophone ; Warne Marsh , tenor saxophone ; Billy Bauer , guitar ; Arnold Fishkin , bass ; Tracks # 13-15 Harold Granowsky , drums ; Tracks # 16-19 Denzil Best , drums
Recording Date : Tracks #1-12 : 1956 ; Tracks # 13-19 : 1949

Leave Comment

You must be logged in to post a comment.