เดฟ ดักลาส ไปเหนือพรมแดนทรัมเป็ต

245

เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์

เดฟ ดักลาส เริ่มต้นเป็นที่สนใจในแวดวงดนตรีเมื่อ 10 ปีก่อน ราว ค.ศ.1994 จากอัลบั้มเดี่ยวชุดแรก Parallel Worlds ที่สร้างสรรค์ขึ้นหลังจากผ่านประสบการณ์ทัวร์คอนเสิร์ตกับมือเปียโนฮาร์ดบ็อพ ฮอเรซ ซิลเวอร์ รวมถึงการผ่านงานกับศิลปินสายอวอง-การ์ด อย่าง ทิม เบิร์น และ ดอน ไบรอน มาก่อนหน้านั้น
หากเปรียบเทียบกับนักดนตรีแจ๊สสายอนุรักษ์นิยมอย่าง วินตัน มาร์แซลลิส ซึ่งเป็นนักทรัมเป็ตเหมือนกัน วินตัน เกิดก่อนหน้าเขาเพียง 2-3 ปี แต่แจ้งเกิดในวงการอย่างรวดเร็ว ในทางตรงกันข้าม การเดินทางบนถนนสายดนตรีของ เดฟ อาจไม่รวดเร็วปานนั้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยการหล่อหลอมผ่านประสบการณ์การเรียนรู้อย่างมั่นคง ต่อเนื่องและยาวนาน ก็ได้ให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ ล่าสุด ผลสำรวจความนิยมของนักวิจารณ์ดนตรี โดยนิตยสารดาวน์บีท (Down Beat Critic’s Poll 2004) เลือกให้ เดฟ ดักลาส ได้คะแนนนำโด่ง ทั้งในฐานะนักประพันธ์ดนตรีแห่งปี และนักทรัมเป็ตแห่งปี
ส่วนอัลบั้ม Strange Liberation ของเขา ที่ทำร่วมกับนักดนตรีหัวแถวอย่าง บิลล์ ฟริเซลล์ ติดอันดับสองของอัลบั้มแจ๊สแห่งปี 2004 โดยเป็นรอง Extended Play อัลบั้มบันทึกการแสดงสดที่เบิร์ดแลนด์ของมือเบสมหากาฬ เดฟ ฮอลแลนด์ เท่านั้น

ตลอด 1 ทศวรรษที่ผ่านมา เรื่องราวของ เดฟ ดักลาส ยังไม่มีการบรรจุอย่างเป็นทางการเท่าใดนัก แม้กระทั่งการพิมพ์ซ้ำของ The New Grove Dictionary of Jazz เมื่อปี ค.ศ.1996 ก็ยังไม่ได้บรรจุไว้ ดังนั้น ข้อมูลส่วนตัวพื้นฐานของเขา เท่าที่นักฟังพอจะค้นหาได้ จึงมาจากเว็บไซต์ของเขาเอง รวมถึงเว็บไซต์ของสถาบันดนตรีหลายแห่ง และรายละเอียดที่ปรากฏในอัลบั้มต่างๆ ซึ่งออกมาเกือบ 20 ชุด
เดฟ ดักลาส เกิดเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ค.ศ.1963 ที่เมืองมอนต์แชร์ ในนิวเจอร์ซี แต่มาเติบโตที่มหานครนิวยอร์ก เขาเริ่มต้นเล่นเปียโนเมื่ออายุ 5 ขวบ จากนั้นตามด้วยทรอมโบน ตอนอายุ 7 ขวบ หลังจากนั้น 2 ปี เดฟ ค้นพบว่าเขาเหมาะสมกับทรัมเป็ตมากกว่า

245-2

วัยเยาว์ เดฟ เริ่มต้นเรียนรู้ดนตรีแจ๊สและคลาสสิกในชั้นเรียนมัธยม อันที่จริง เขาฟังตั้งแต่ผลงานของศิลปินร็อคหัวก้าวหน้า อย่าง แฟรงค์ แซปปา ดื่มด่ำกับกระแสธารของแจ๊สร็อคฟิวชั่น จากผลงานของวงมหาวิษณุ ออร์เคสตรา และ ไมล์ส เดวิส โดยมี บิลลี ฮอลิเดย์, จอห์น โคลเทรน, นักแต่งเพลงคลาสสิก อิกอร์ สตราวินสกี และศิลปินโซล สตีวี วันเดอร์ เป็นอิทธิพลทางดนตรีในช่วงเริ่มแรก
เดฟ สนใจการเล่นดนตรีแบบด้นสด (Improvise) มาตั้งแต่สมัยนั้น เขามีปัญหากับการเรียนดนตรีคลาสสิก เพราะไม่พึงใจที่จะบรรเลงชุดตัวโน้ตซ้ำๆ ให้เหมือนเดิม ดังนั้น ประสบการณ์ที่มีค่าในชีวิตของเขา คือการเดินทางไปในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยนที่นครบาร์เซโลนา ประเทศสเปน เมื่อมีอายุ 15 ปี

ระหว่างปี ค.ศ.1981-83 เดฟ เข้าเรียนที่สถาบัน “เบิร์กลี คอลเลจ ออฟ มิวสิค” และ “นิว อิงแลนด์ คอนเซอเวทอรี” ในเมืองบอสตัน ทั้ง 2 แห่ง ศึกษาอยู่เพียงแห่งละ 1 ปี จากนั้นย้ายมาเรียนที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก โดยศึกษาทรัมเป็ตกับ คาร์ไมน์ คารูโซ และออกแสวงหาประสบการณ์เล่นดนตรีแนวแจ๊ส, ฟังก์ และดนตรีทดลองกลุ่มต่างๆ
นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1987 เป็นต้นมา เดฟ ดักลาส เริ่มเติบโตทางดนตรี เขามีโอกาสได้เล่นกับวงดนตรีที่มีชื่อเสียง รวมทั้งมีงานบันทึกเสียงในฐานะไซด์แมนอย่างต่อเนื่อง อาทิ ไมรา เมลฟอร์ด, แอนโธนี แบร็กซ์ตัน, โจ โลวาโน, ยูริ เคน, เฟร็ด เฮิร์ช, แพทริเซีย บาร์เบอร์ รวมทั้งศิลปินในแนวดนตรีอื่นๆ อย่าง ซิโบ แมตโต และ ฌอน เลนนอน

ไม่เพียงงานเล่นทรัมเป็ตเท่านั้น นักดนตรีรุ่นใหม่คนนี้ยังมีบทบาทสำคัญในด้านการประพันธ์ดนตรี เขาได้รับทุนให้แต่งเพลงจากองค์กรหลายแห่ง ในจำนวนนี้รวมถึงกองทุนแห่งชาติเพื่องานศิลปะ ซึ่งมีศิลปินน้อยคนนักที่จะได้รับเกียรติและโอกาสอันดีเช่นนี้
ขณะเดียวกัน เดฟ ได้ผสานงานประพันธ์ดนตรีของเขา ให้สอดรับกับแนวทางการประสมวงดนตรีที่แตกต่างไปจากการจัดวงโดยทั่วไป โดยมีการนำเครื่องดนตรีจำพวกเครื่องสาย (String Instrument) มาใช้ในวงแจ๊สมากขึ้น เช่น ไวโอลินและเชลโล เป็นต้น

จุดเด่นในผลงานของ เดฟ ยังมาจากการพิจารณาความเป็นไปของชีวิต ที่เกี่ยวพันกับโลกและสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาเป็นหนึ่งในนักดนตรีแจ๊สร่วมสมัยไม่กี่คนที่สนใจเรื่องการเมือง และได้นำวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องมาสะท้อนผ่านงานดนตรีของเขาอย่างน่าติดตาม

245-3

ในอัลบั้มแรก Parallel Worlds ออกกับสังกัด “โซล โน้ต” บันทึกเสียงเมื่อปี ค.ศ.1993 ซึ่งเปิดตัวให้ เดฟ ดักลาส เป็นที่รู้จักในวงการนั้น โจทย์ข้อแรกที่ เดฟ โยนเข้าสู่การแลกเปลี่ยนของวงการดนตรีก็คือ โลกอันแตกต่างและดูเหมือนจะทอดยาวไกลเป็นเส้นขนาน ในการสร้างสรรค์งานดนตรี 2 แนวทางหลักๆ ด้วยกัน อันได้แก่ การบรรเลงด้วยความเคารพในบทประพันธ์อย่างเคร่งครัด (composition) กับการบรรเลงด้วยความคิดที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน ณ ขณะนั้น (improvisation) จะเชื่อมโยงกันได้อย่างไร ?

แนวคิดที่ว่าไม่ใช่ของใหม่สำหรับวงการดนตรี เพราะแจ๊สพยายามเชื่อมโยงกับดนตรีคลาสสิกมาตั้งแต่ยุคนิวออร์ลีนส์แล้ว จากนั้นในช่วงทศวรรษ 1950s มีคณะบุคคลที่ผลักดันให้แนวคิดนี้ชัดเจนมากขึ้น นำโดย กุนเธอร์ ชุลเลอร์ ซึ่งได้เรียกแนวทางใหม่นี้ว่า ดนตรีกระแสที่สาม (Third Stream Music)
ใน Parallel Worlds เดฟ ดักลาส ไม่เพียงสานต่อแนวทางของดนตรีกระแสที่สาม หากเขายังหยิบสำเนียงฮาร์ดบ็อพและฟรีแจ๊สมาคลุกเคล้าอย่างพอเหมาะ ภายใต้การประสมวงที่ไม่ธรรมดา ประกอบด้วย ทรัมเป็ต, ไวโอลิน, เชลโล และเบส

ในอัลบั้มถัดมา The Tiny Bell Trio เดฟ ย้ายมาออกกับสังกัด “ซองไลน์ส” ด้วยรูปแบบวงทริโอที่ไม่ธรรมดา มีทรัมเป็ต, กลอง และกีตาร์ จัดเป็นวงทริโอที่ เดฟ ทำงานด้วยค่อนข้างบ่อย โดยได้ผลิตอัลบั้มออกมาอีกหลายชุดหลังจากนั้น ทั้งนี้มีข้อสังกัดว่ารูปแบบการประสมวงชวนให้คิดถึงวงทริโอชื่อดังของ พอล โมเชียน-กลอง, โจ โลวาโน-แซ็กโซโฟน และบิลล์ ฟริเซลล์-กีตาร์ อีกทั้งเสียงกีตาร์ของ แบรด เชปิค ที่เป็นสมาชิกของ ไทนี เบลล์ ก็มีความละม้ายคล้ายคลึงกับแนวทางการเล่นของ บิลล์ ฟริเซลล์ อยู่ไม่น้อย

In Our Lifetime เป็นงานระดับมาสเตอร์พีซที่บันทึกเสียงช่วงปลายปี ค.ศ.1984 ออกกับสังกัด “นิว เวิลด์” ไม่เพียงบทประพันธ์ที่อุทิศให้แด่ บุคเกอร์ ลิตเติล มือทรัมเป็ตที่ เดฟ ได้รับอิทธิพลมาเท่านั้น หากในอัลบั้มนี้ยังมีบทประพันธ์ของ เดฟ อย่าง Bridges และ In Our Lifetime ซึ่งบรรเลงกันอย่างสุดเหวี่ยง ด้วยเครือข่ายของนักดนตรีหัวก้าวหน้า เช่น ยูริเคน-เปียโน, จอช โรสแมน-ทรอมโบน เป็นต้น
ปี ค.ศ.1985 เดฟ ผลิตงานระดับสุดยอดอีกชิ้นคือ Constellations ออกกับสังกัด “แฮท ฮัท” บรรเลงโดยวง ไทนี เบลล์ ที่แม้จะเต็มไปด้วยความสับสน ซับซ้อนแบบ อวอง-การ์ด แจ๊ส แต่มีความลงตัวกว่าชุด ไทนี เบลล์ ทริโอ (ชุดแรก) อย่างเห็นได้ชัด

กลิ่นอายที่โดดเด่นในอัลบั้มนี้คือซาวด์ของเวิลด์มิวสิค ที่แทรกซึมอยู่ในอณูโครงสร้างของดนตรีแจ๊ส โดย เดฟ เรียกการทำงานของวงในครั้งนี้ว่า เป็นวงที่เล่นอิมโพรไวส์ระหว่างแจ๊สกับบอลข่านหรือดนตรีที่กระเดียดไปทางยุโรปตะวันออก และเช่นเคย เดฟ มีผลงานที่พูดถึงบรรยากาศทางสังคมการเมืองที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ อย่าง Taking Sides (การนองเลือดในอดีตดินแดนยูโกสโวลาเกีย) และ Maquiladora (คำศัพท์สเปน ที่อ้างถึงการกดขี่มนุษย์ในโรงงานนรกของคนอเมริกันบริเวณพรมแดนที่ติดต่อกับเม็กซิโก)
Five เป็นอัลบั้มที่กลับมาออกกับสังกัด “โซล โน้ต” อีกครั้ง กับการประสมวง ทรัมเป็ต-เครื่องสาย เหมือนในอัลบั้มแรก ด้วยทิศทางแบบฟรีแจ๊ส ขณะที่ Sanctuary ออกกับสังกัด “อวองท์” ในปี ค.ศ.1996 เป็นโครงการเฉพาะกิจที่มีนักดนตรีมากหน้าหลายตามาสร้างสีสัน

อัลบั้มน่าสนใจมากที่สุดชุดหนึ่งคือ Songs For Wandering Souls ออกกับ “วินเทอร์ แอนด์ วินเทอร์” ในปี ค.ศ.1999 ที่ เดฟ กลับมาทำงานร่วมกับเพื่อนๆ วง ไทนี เบลล์ อีกครั้ง ด้วยบทประพันธ์ส่วนใหญ่ของเขา หากยังได้เลือกสรร Nicht so schnell, mit viel Ton zu Spielen บทประพันธ์ของ โรเบิร์ต ชูมานน์ มาถ่ายทอดในกลิ่นอายแบบแจ๊ส หลังจากได้ฟังการบรรเลงของ เปา คาซาลส์ และ ลีโอโปลด์ มานน์ส ที่บันทึกไว้เมื่อปี ค.ศ.1952

245-4

ช่วงกลางทศวรรษ 1990s เดฟ ดักลาส มีอัลบั้มหลากหลายออกกับสังกัดอื่นๆ อาทิ Live in Europe และ Stargazer ออกกับ “อะราเบค”, Moving Portrait ออกกับ “ดีไอดับเบิลยู” ก่อนย้ายมาอยู่กับสังกัด “อาร์ซีเอ” อย่างถาวรนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1999 เป็นต้นมา

อัลบั้ม Soul on Soul เป็นอัลบั้มเด่นอีกชุดที่แสดงการน้อมคารวะแด่ แมรี ลู วิลเลียมส์ นักเปียโนหญิงระดับตำนาน ที่ เดฟ เลือกเพลงของเธอมาบรรเลงถึง 13 เพลง ตามมาด้วย El Trilogy เป็นผลงานที่ เดอะ ทริชา บราวน์ แดนซ์ คัมปานี ได้มอบหมายให้ประพันธ์ขึ้น โดยหลายเพลงในอัลบั้มนี้ สะท้อนถึงบุคลิกภาพอันอบอุ่นของ เดฟ ดักลาส และทีมงานที่บรรเลงได้อย่างไพเราะงดงาม
At Thousand Evenings คล้ายคลึงกับอัลบั้ม Charms of the Night Sky เป็นวงเชมเบอร์แจ๊สที่บรรเลงด้วยส่วนผสมอันหลากหลายและซับซ้อนในเวลาเดียวกัน อาทิ จังหวะแทงโก, เพลงโฟล์คยุโรปตะวันออก และยิปซี เสียงแอคคอร์เดียนในอัลบั้มนี้ดึงดูดความสนใจได้ดี ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการนำเพลง Goldenfinger จากซาวด์แทร็คหนัง เจมส์ บอนด์ มาปัดฝุ่นใหม่ให้เท่ไปอีกแบบ
เดฟ ดักลาส มีอัลบั้มอีก 2 ชุด คือ Witness และ The Infinite ก่อนจะถึงอัลบั้มล่าสุด Strange Liberation ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งผลงานระดับมาสเตอร์พีซของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย

ในมุมมองของผู้คนในวงการแจ๊ส ความสำเร็จของนักทรัมเป็ตคนนี้ ไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการหยิบองค์ประกอบอันหลากหลายของดนตรีชนิดต่างๆ มาจัดวางไว้ในกรอบความคิดชุดหนึ่งได้อย่างเป็นเอกภาพเท่านั้น หากเขายังได้ต่อยอดกระบวนการสร้างสรรค์งานดนตรีให้ก้าวออกไปจากกรอบเดิมๆ ที่คนรุ่นก่อนหน้าได้สร้างสรรค์ไว้ กลายเป็นงานทดลองที่มีทั้งความสลับซ้อนซ้อนและความงดงามลงตัวในเวลาเดียวกัน

นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้วงการดนตรีแจ๊สยังอุดมไปด้วยเรื่องราวและความเคลื่อนไหวอันสดใหม่ ตราบจนถึงวันนี้.

Leave Comment

You must be logged in to post a comment.