เชอร์ลีย์ ฮอร์น เปียโน-เสียงร้องที่ผสานเป็นหนึ่ง
By admin | April 6th, 2009 | Category: Articles | No Comments »
เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์
เมื่อเอ่ยถึง เชอร์ลีย์ ฮอร์น มีบางแง่มุมเกี่ยวกับตัวเธอที่ควรแก่การพูดถึงอยู่เช่นกัน อย่างน้อยที่สุด เธอไม่ใช่นักร้องในแบบฉบับที่นักฟังแจ๊สกระแสหลักรู้สึกคุ้นเคย ฮอร์น มีแบบฉบับอันเฉพาะตัวกว่านั้น และนั่นอาจจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักฟังบางกลุ่มไม่นิยมชมชอบเธอเท่าที่ควร
แต่อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่า ยังมีนักฟังบางกลุ่มสามารถเข้าถึง และสัมผัสแง่มุมเชิงสุนทรียะจากการร้องและการเล่นเปียโนของเธอได้บ้างกระมัง
ผมเคยเขียนถึง เชอร์ลีย์ ฮอร์น มาแล้วครั้งหนึ่ง คราวนั้น ผมหยิบอัลบั้ม I Love You, Paris เมื่อปี ค.ศ.1994 มาแนะนำ โดยฮอร์นเคยร้างราวงการเพลงไปนานนับสิบๆ ปี เพื่อทำหน้าที่แม่ กระทั่งลูกสาวของเธอแต่งงานมีครอบครัวไปในที่สุด เธอจึงกลับคืนวงการอีกครั้ง
การกลับมาของเธอได้รับความสนใจจากประชาคมแจ๊สล้มหลาม และเมื่อโคจรมาพบกับนักแต่งเพลงอย่าง จอห์นนี แมนเดล ซึ่งคลี่คลายมาเป็นอัลบั้ม Here’s To Life เมื่อปี ค.ศ.1992 ความสำเร็จทำให้ ฮอร์น สถาปนาตนเองกลายเป็นนักดนตรีแจ๊สระดับแนวหน้าไปโดยปริยาย
แม้ผลงานส่วนมากของเธอ หากฟังอย่างผิวเผินอาจจะยากแก่การเข้าถึงอยู่บ้าง เพราะไม่มีสัมผัสของความเป็นป๊อปเพียงพอ แต่ด้วยเสน่ห์จากฝีมือการร้อง และการเล่นเปียโนของเธอนั้น ก็มีความหอมหวานไม่น้อยสำหรับคอเพลงตัวจริงที่อยากจะรู้จักเธออย่างลึกซึ้งจริงจัง
หลังจาก I Love You, Paris ผมยังติดตามศิลปินคนโปรดคนนี้มาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นอัลบั้ม The Main Ingredient, Loving You จนถึง I Remember Miles ซึ่งเป็นอัลบั้มที่บ่งบอกถึงมิตรภาพระหว่างนักดนตรี 2 คน คือ ฮอร์น และ ไมล์ส เดวิส
เพราะ Embers and Ashes อัลบั้มแรกของ เชอร์ลีย์ ฮอร์น ที่ออกกับสังกัดเล็กๆ แห่งหนึ่ง ในปี ค.ศ.1960 ที่มี Softly as a Morning Sunrise เป็นเพลงเด่นนั่นแท้เชียว เป็นเหตุให้เธอได้รู้จักกับ ไมล์ส เดวิส ในเวลาต่อมา
เริ่มจาก เดวิส สนใจผลงานของนักเปียโนโนเนมคนนี้ จึงเชื้อเชิญให้เธอมาเล่นเป็นวงเปิดให้แก่เขาในการแสดงดนตรีที่ “วิลเลจ แวนการ์ด” คลับแจ๊สชื่อดังในนครนิวยอร์ก โดยเดวิสบอกแก่เจ้าของคลับว่า เขาจะไม่เล่นดนตรีงานนั้นเป็นอันขาด หากทางคลับไม่เปิดโอกาสให้นักดนตรีไร้ชื่อเสียงอย่างเธอเปิดการแสดงก่อนหน้าเขา
หลังจากการแสดงสดที่ วิลเลจ แวนการ์ด แล้ว ฮอร์นได้อัดแผ่น 2 ชุดกับ ควินซี โจนส์ ภายใต้สังกัดเมอร์คิวรี ชุดหนึ่งกับวงใหญ่ของ ควินซี โจนส์ อีกชุดเป็นวงสวิงผสมบ็อพ ประกอบด้วยนักดนตรีชั้นนำอย่าง แฮงก์ โจนส์, เคนนี เบอร์เรล, โจ นิวแมน และ แฟรงค์ เวสส์

ฮอร์น ทำวงทริโออีกครั้ง กับ บิลลี ฮาร์ท และ บัสเตอร์ วิลเลียมส์ โดยมีงานบันทึกเสียงออกกับสังกัด “สตีพเปิลเชส” หลังจากนั้นเธอกลับไปอยู่บ้านที่วอชิงตัน แต่ยังไม่ละทิ้งดนตรีเสียทีเดียว เธอเจียดเวลาเล่นดนตรีในคลับท้องถิ่น โดยมี ชาร์ลส์ เอเบิลส์ เล่นเบสและ สตีฟ วิลเลียมส์ ตีกลองให้ ซึ่งทั้งคู่ได้กลายมาเป็นแบ็คอัพคู่ใจมาตราบจนทุกวันนี้
อย่างไรก็ตาม การห่างไกลจากศูนย์กลางอุตสาหกรรมบันทึกเสียง ทำให้เธอหาโอกาสทำอัลบั้มได้ยาก จนกระทั่งในปี ค.ศ.1986 ภายใต้การแนะนำของ ริชาร์ด ซีเกล สังกัด เวิร์ฟ จึงได้เซ็นสัญญากับฮอร์น พร้อมวงทริโอของเธอ ออกอัลบั้ม I Thought About you (1987) ซึ่งเป็นบันทึกการแสดงสดที่ ไวน์ สตรีท บาร์ แอนด์ กริลล์ ในฮอลลีวูด
ฮอร์นกลับคืนสู่ห้องบันทึกเสียงอีกครั้ง โดยมีอัลบั้มยอดนิยมชุด You Won’t Forget Me ซึ่งมี ไมลส์ เดวิส และ ทู้ท ธีเลมานส์ มาร่วมงาน มีอัลบั้มคลาสสิกอย่าง Here’s to Life ซึ่งติดอันดับ 1 ของ ชาร์ทบิลบอร์ดแจ๊สนานถึง 17 สัปดาห์ และแน่นอนอัลบั้มที่แฟนเพลงแนวโซลแจ๊สพลาดไม่ได้ Light Out of Darkness ซึ่ง ฮอร์น สร้างสรรค์ขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่ เรย์ ชาร์ลส์ ในปี ค.ศ.1993
“ฉันต้องการเล่นดนตรีด้วยแรงสิเน่หา มันคือเลือดเนื้อของฉัน มันคือชีวิตของฉัน”
นักเปียโนวัย 71 ปีคนนี้ เกิดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1934 ที่เมืองวอชิงตัน เริ่มเล่นเปียโนเมื่ออายุ 4 ขวบ เธอเคยได้โอกาสเรียนที่สถาบันจูลลิอาร์ด แต่ไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอ กระทั่งต่อมาจึงเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาวเวิร์ด ในส่วนของ “จูเนียร์ สกูล ออฟ มิวสิค” ซึ่งเปิดสอนสำหรับเด็กเล็ก เธอเรียนวิชาดนตรีคลาสสิก ก่อนจะให้ความสนใจดนตรีแจ๊สในเวลาต่อมา
ฮอร์น เริ่มต้นทำวงทริโอของเธอ นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1954 จนเริ่มเป็นที่รู้จักช่วงต้นทศวรรษ 1960

เช่นเดียวกับนักเปียโนหลายคน เชอร์ลี ฮอร์น เริ่มให้ความสนใจการร้องเพลงเมื่อค้นพบว่าความเป็นนักร้องช่วยให้เธอหาเงินจากการแสดงดนตรีได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แตกต่างจากศิลปินคนอื่นๆ อยู่ตรงที่เธอผสานความสามารถทั้งสองให้เป็นเนื้อเดียวกันจนไม่อาจแยกแยะออกจากกันได้ เหมือนดังที่ โจเอล ซีเกล กล่าวว่า “(ฮอร์น) ผสมเสียงร้องและเปียโนให้เป็นการแสดงออกที่เป็นหนึ่งเดียว”
ที่น่าสนใจ ก็คือ ฮอร์น มีความสามารถในการเข้าถึงเนื้อหาของบทเพลงได้อย่างลึกซึ้ง เธอถ่ายทอดได้อย่างแม่นยำ และยังแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเองไปพร้อมๆ กันด้วย ซึ่งตรงจุดนี้ นักฟังอาจจะต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคยกับแนวทางเฉพาะตัวของเธอให้ได้เสียก่อน
ผลงานในระยะหลังของ ฮอร์น ประกอบด้วยอัลบั้ม You’re My Thrill (2001) ซึ่งเป็นการโคจรมาพบกันอีกครั้งระหว่างผู้อาวุโสทั้งสอง ฮอร์น กับ จอห์นนี แมนเดล หลังจากฝากอัลบั้มระดับคลาสสิกอย่าง Here’s To Life ไปเมื่อหลายปีก่อน และ อัลบั้ม May Music Never End (2003) บรรจุเพลงป๊อป และ เพลงสแตนดาร์ด รวมถึงผลงานของ เดอะ บีเทิลส์ และ มิเชล เลอกรองด์
เชอร์ลีย์ ฮอร์น เสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ค.ศ.2005