ฟัง Time Lines คิดถึง แอนดรูว์ ฮิลล์

resizeandrewhill2

ฟัง Time Lines
คิดถึง แอนดรูว์ ฮิลล์

ในบทความ “แอนดรูว์ ฮิลล์ ซับซ้อนแต่มีวิญญาณ” เขียนลงในนิตยสาร ออดิโอไฟล์ เมื่อช่วงปี 2549 ที่ผ่านมา ผมลงท้ายว่า
“… ในอัลบั้ม Time Lines แอนดรูว์ ฮิลล์ เผยให้เห็นมิติที่แตกต่างและการค้นพบใหม่ๆ ของเขาอย่างน่าชื่นชม ทางเปียโนที่โปร่งเบาและสละสลวยขึ้นกว่าเดิมในหลายๆ ชิ้นงาน เป็นประจักษ์พยานที่บ่งชี้ถึงเส้นทางของการทำงานดนตรีที่ยังทอดยาวออกไปเบื้องหน้า ตราบจนกว่าวันที่โน้ตตัวสุดท้ายจะมาถึง”
ไม่น่าเชื่อว่า โน้ตตัวสุดท้ายของนักเปียโนคนนี้จะเดินทางมาถึงเร็วกว่าที่คาด ! บางทีชีวิตคนเราก็ไม่มีความแน่นอนเช่นนี้เอง

แอนดรูว์ ฮิลล์ (Andrew Hill) นักดนตรีแจ๊ส มือเปียโนระดับพระกาฬ และนักประพันธ์ดนตรีฝีมือฉมัง ผู้โดดเด่นในยุคโพสต์-บ็อพ ถึงแก่กรรมเมื่อวันศุกร์ที่ 20 เมษายน 2007 ที่ผ่านมา ด้วยวัย 75 ปี
เขาป่วยเป็นโรคมะเร็งที่ปอดเป็นเวลา 3 ปี เขาเสียชีวิตที่บ้านพักในเมืองเจอร์ซีย์ซิติ ในนิวเจอร์ซีย์ โดยเมื่อปีกลาย ฮิลล์ ได้ออกผลงาน Time Lines เป็นอัลบั้มสุดท้ายเสมือนการสั่งลา ซึ่งนิตยสารดาวน์บีทยกย่องให้เป็นอัลบั้มแห่งปี
ฮิลล์ เล่นดนตรีจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต โดยเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อนหน้าการเสียชีวิต เขายังปรากฏตัวพร้อมกับวงทริโอในโบสถ์แห่งหนึ่งย่านแมนฮัตตันด้วยซ้ำ
ครั้งหนึ่ง อัลเฟร็ด ไลออน แห่งค่ายบลูโน้ต เคยเปรียบเปรยเขาว่า “เป็น ธีโลเนียส มังค์ คนต่อไป” เพราะบุคลิกภาพผ่านทางเปียโนของเขากระเดียดไปทาง มังค์ ค่อนข้างมาก โดยอิทธิพลของนักเปียโนคนอื่นๆ นอกจากนั้นคือ อาร์ต เททัม และ บัด พาวล์

ฮิลล์ เคยให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ (ตีพิมพ์ในไลเนอร์โน้ตอัลบั้ม Black Fire สังกัด บลูโน้ต ปี ค.ศ.1963) ว่า
“สำหรับผม มังค์ เหมือน ราเวล และ เดอบูซ์ซี เขานำบุคลิกภาพส่วนตัวจำนวนมากบรรจุลงในการเล่นของเขา ไม่ใช่เรื่องสำคัญว่าเขามีส่วนในด้านเทคนิคการบรรเลงอย่างไร ถึงที่สุดแล้ว มันเป็นเรื่องของบุคลิกภาพทางดนตรีต่างหาก”
“ส่วน บัด แม้จะยิ่งใหญ่กว่า แต่ดนตรีของเขาตายลงในที่สุด ผมหมายความว่า ถ้าคุณอยู่กับ บัด มากไป คุณจะเล่นออกมาเป็นเขาอยู่ตลอดเวลา แม้คุณจะทำบางอย่างที่บัดไม่เคยทำมาก่อนก็ตาม เททัม เหรอ การเล่นเปียโนสมัยใหม่ทั้งหมดคือ เททัม ทั้งนั้น”
ในทัศนะของผม แม้ ฮิลล์ จะมีบางส่วนคล้ายคลึงกับ มังค์ ทั้งแนวทางการทำงาน การเล่นเปียโน และการแต่งเพลง แต่ มังค์ หนักออกไปทางด้านอารมณ์ขัน ส่วน ฮิลล์ ค่อนข้างขึงขังกว่า โดยเฉพาะจากงานบันทึกเสียงในยุคซิกตีส์

แอนดรูว์ ฮิลล์ เป็นศิลปินในกระแสธารของ ฮาร์ดบ็อพ ผู้พัฒนาทิศทางผลงานของตัวเองให้อยู่ในกลุ่ม อวอง-การ์ด แจ๊ส, โมดัล มิวสิค และ โพสต์-บ็อพ ที่ค่อนข้างเคร่งขรึมและเข้มข้นเอาการ จึงค่อนข้างอยู่นอกเหนือการรับรู้ ยกเว้นแฟนเพลงระดับ ฮาร์ด คอร์ เท่านั้น
ดังที่ เดวิด โรเซ็นธัล ระบุไว้ในหนังสือ Hard Bop (จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด) ว่า ฮิลล์ อยู่ในกลุ่มนักดนตรีแจ๊สที่ทดลองฉีกแนวแจ๊สออกไป ทั้งในเชิงโครงสร้างและเทคนิคการเล่น

โทนดนตรีส่วนใหญ่ของ ฮิลล์ ค่อนข้างหม่นเทา อุดมไปด้วยเรื่องราวของกระแสสำนึก แนวทำนองของบทประพันธ์ค่อนข้างขรุขระ ทิศทางการเลื่อนไหลของตัวโน้ตดูผิดที่ผิดทาง ราวกับไม่มีความลงตัว ทว่า นั่นกลับเป็นความงดงามอย่างประหลาด และเป็นหลักใหญ่ใจความที่แฟนเพลงของ แอนดรูว์ ฮิลล์ พอจะจินตนาการถึงได้
ผมจดจำ แอนดรูว์ ฮิลล์ ได้ดีเป็นพิเศษ จากคำให้การของเขาที่มีต่อ ลีโอนาร์ด ฟีเธอร์ ปรากฏเป็นไลเนอร์โน้ตบนอัลบั้ม Judgement ที่ออกกับค่าย บลูโน้ต ว่า เขาเติบโตขึ้นมาในเมืองชิคาโก เริ่มต้นสัมผัสกับดนตรีตั้งแต่วัยเด็ก จากการเป็นนักร้องเสียงโซปราโน จากนั้นหัดเล่นแอคคอร์เดียนและเต้นแท็ป เคยผ่านเวทีแสดงความสามารถมาเรื่อยๆ จนกระทั่งอายุ 10 ขวบ
ฮิลล์ จำได้ว่า ครั้งนั้น เขาเคยได้รางวัลจากการประกวดมา 2 ครั้ง ที่ เดอะ เรกัล เธียเตอร์ ในงานที่จัดโดย ชิคาโก ดีเฟนเดอร์ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่เขาเคยเดินเร่ขายบนท้องถนน จนกระทั่งมีโอกาสได้เรียนรู้ทางเดินคอร์ดบลูส์บนคีย์เปียโน จากนักบาริโทนแซ็กโซโฟน นาม แพท แพทริก ช่วงนั้นราวปี ค.ศ.1950 เขามีอายุราว 13 ขวบ

“3 ปีต่อมา ผมเล่นอาชีพเป็นครั้งแรก กับวงริธึ่มแอนด์บลูส์ของ พอล วิลเลียมส์ ตอนนั้น ผมเล่นบาริโทนแซ็กโซโฟน พร้อมๆ ไปกับเปียโน”
ด้วยฝีมือเข้าขั้น ต่อมา ฮิลล์ ได้งานเล่นดนตรีในละแวกเมืองชิคาโก กับศิลปินระดับหัวแถวอย่าง จีน แอมมอนส์, วอน ฟรีแมน และ จอห์นนี กริฟฟิน รวมถึงมือเบสอย่าง อิสราเอล ครอสบี และ วิลเบอร์ แวร์ นอกจากนั้น ยังมีบรรดาศิลปินแจ๊สคนอื่นๆ ที่มีตารางทัวร์ผ่านเมืองนี้ ไม่ว่าจะเป็น ไมล์ส เดวิส, ชาร์ลี พาร์คเกอร์ และ เลสเตอร์ ยัง
ในบรรดาบุคลากรทางดนตรีที่มีอิทธิพลในการทำงานของเขา ฮิลล์ ยกเครดิตให้แก่เพื่อนสนิท อย่าง แบร์รี แฮร์ริส รวมถึงมือเปียโนอย่าง ธีโลเนียส มังค์, บัด พาวล์ และ อาร์ต เททัม โดย ฮิลล์ ฝึกฝนแนวทางการโซโลเหล่านั้นด้วยการแกะโน้ตต่อโน้ต ก่อนจะตัดสินใจเอาดีกับงานดนตรีด้วยการเริ่มต้นเรียนวิชาการประพันธ์

“เพื่อนผมคนหนึ่งชื่อ เอ็ดดี เบเกอร์ กำลังเรียนกับ วิลเลียม รัสโซ ผมเลยได้เลยบทเรียนเล็กๆ น้อยๆ จากเขาด้วย จากนั้นผมส่งงานแต่งที่แต่งเองเพลงไปให้ (พอล) ฮินเดมิธ (นักประพันธ์ดนตรีคลาสิกแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20) ที่ (มหาวิทยาลัย) เยล … เมื่อ ฮินเดมิธ มาเยือนชิคาโก ผมแวะไปเยี่ยมเขา เขาสอนผมในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับการประพันธ์ดนตรีที่แตกแขนงออกไป ราว 5 ครั้งหรือทำนองนั้น จากนั้น ผมใช้เวลาพบปะกับเขา 2 ปี”

ฮิลล์ ใช้เวลาหลังจากนั้น 3 ปี ขลุกอยู่กับความสนใจส่วนตัว นั่นคือการอ่านหนังสือ ก่อนกลับคืนสู่วงการเพลงอีกครั้งด้วยงานแบ็คอัพนักร้องผิวสี ไดนาห์ วอชิงตัน จากนั้นช่วงปี ค.ศ.1963-1971 ฮิลล์ มีงานอัดแผ่นกับค่าย บลูโน้ต ราว 18-19 อัลบั้ม (ตามคำบอกเล่าที่ให้แก่ ไมเคิล คัสคิวนา ในไลเนอร์โน้ตบนปกอัลบั้ม Spriral ปี ค.ศ.1975) โดยปรากฏผลงานชั้นยอดที่ได้รับการยกย่องในแนวทางของฮาร์ดบ็อพ ร่วมกับเพื่อนศิลปินอย่าง เอริค ดอลฟี, บ๊อบบี ฮัทเชอร์สัน, โจ เฮนเดอร์สัน และ เฟรดดี ฮับบาร์ด
ฮิลล์ จริงจังกับดนตรีด้วยการเรียนต่อปริญญาเอกจนจบจากมหาวิทยาลัยคอลเกต และทำงานที่นั่นในฐานะนักแต่งเพลง ระหว่างปี ค.ศ.1970-72 จากนั้นย้ายไปทำงานกับสถาบันสมิธโซเนียน จนถึงปี ค.ศ.1975 จึงย้ายไปสอนที่แคลิฟอร์เนีย และมหาวิทยาลัยพอร์ตแลนด์ สเตท

ฮิลล์ ใช้ชีวิตอย่างสันโดษอยู่กับงานการศึกษา จนถึงปี ค.ศ.1990 จึงตัดสินใจย้ายมาพำนักที่มหานครนิวยอร์ก
นักเปียโนที่ทำงานมาทั้งชีวิตก้าวย่างสู่สหัสวรรษใหม่อย่างสง่างามด้วยอัลบั้ม Dusk ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นอัลบั้มแห่งปี ค.ศ.2001 ของนิตยสารดาวน์บีท และ แจ๊ส ไทม์ส
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น สมาคมนักวารสารศาสตร์แจ๊สได้ยกย่องให้เขาเป็นนักประพันธ์ดนตรียอดเยี่ยมจากการลงคะแนนของนักวิจารณ์ ก่อนจะคว้ารางวัลนักประพันธ์ดนตรีแห่งปี จากสถาบันเดียวกันในอีก 2 ปีถัดมา

อัลบั้ม Time Lines ทำให้ศิลปินระดับตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่คนนี้กลับมาสู่ความสนใจของประชาคมแจ๊สอีกครั้ง
การที่ต้นสังกัด อีเอ็มไอ ประเทศไทย ตัดสินใจผลิตอัลบั้มนี้ออกขายในเมืองไทย สร้างความประหลาดใจให้แก่ผมพอสมควร เพราะแต่ไหนแต่ไรมา ผมไม่เคยเห็นว่าต้นสังกัดในบ้านเราแห่งนี้จะให้ความสนใจศิลปินระดับนี้ แม้เพียงกระผีกหนึ่ง

แต่นั่นเป็นข้อดีที่เปิดโอกาสให้คนฟังเพลงบ้านเรามีโอกาสเข้าถึงงานระดับมาสเตอร์พีซที่ลุ่มลึกเกินคำบรรยาย เป็นผลงานสุดท้ายในชีวิตที่ทิ้งทวนได้อย่างน่าประทับใจจริงๆ .

Leave Comment

You must be logged in to post a comment.