กาบอร์ ซาโบ ตอนที่ 1
By admin | April 6th, 2009 | Category: Articles | No Comments »
กาบอร์ ซาโบ ตอนที่ 1
สร้างกระแสแจ๊สแนวใหม่จากฮังการี
บายไลน์ ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ
เดือนกรกฎาคม 1956 ผลจากการกล่าวสุนทรพจน์อันยาวเหยียดของครุสชอฟ ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสหภาพโซเวียต ประณามระบอบสตาลิน ได้สร้างความสั่นสะเทือนแก่พรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลก…ยังผลให้เกิดการต่อต้านผู้นำประเทศฮังการีในเวลาต่อมา
บรรดานักศึกษาฮังกาเรียนได้เคลื่อนขบวนไปยังรัฐสภาที่ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำดานูบ เพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ขณะนั้น ในที่สุดประชาชนชาวฮังการีได้รุกฮือขึ้นอันเป็นเหตุนำไปสู่การปฏิวัติ
กาบอร์ ซาโบ ได้อาศัยช่วงที่บ้านเมืองกำลังวุ่นวายเล็ดลอดหนีออกนอกประเทศ มีเพียงกีตาร์คู่ชีพติดตัวมุ่งสู่เมืองลุงแซม เป้าหมายเพื่อเป็นนักกีตาร์แจ๊สในสหรัฐอเมริกา
ความฝันของกาบอร์เริ่มเป็นจริง เมื่อเขาได้รับคะแนนนิยมจากผู้อ่านนิตยสาร “ดาวน์บีท” ในฐานะนักกีตาร์หน้าใหม่ ปี 1964 เป็นนักกีตาร์ที่โดดเด่นในวงการดนตรีแจ๊สสหรัฐ
เขาออกจากวงชิโก แฮมิลตันในปีถัดมา เข้าไปเป็นนักดนตรีเด่นในวง ‘ป๊อป-แจ๊ส’ ของ แกรี แม็คฟาร์แลนด์ ควินเททที่มี ชาร์ลส์ ลอยด์ เป็นนักดนตรีสำคัญในวง ขณะเดียวกัน กาบอร์ ซาโบ ได้ออกแผ่นเสียงชุดแรกในฐานะหัวหน้าวงชุด Gypsy ‘66 แผ่นตรา ‘อิมพัลส์’ ได้รับความสำเร็จอย่างงดงาม สร้างความประหลาดใจแก่วงการดนตรี แผ่นชุดนี้มีเพลงฮิตของ เดอะ ‘บีเทิลส์’ เพลง Yesterday และ If I Fell เพลง Walk On By ของ เบิร์ต บาคารัค ปรับแนวให้เข้ากับแจ๊ส มีเพลงที่กาบอร์แต่งเองสองเพลง และเพลงที่เขาแต่งร่วมกับแกรี แม็คฟาร์แลนด์ กาบอร์ใช้กีตาร์สองสามตัวเล่นเสียงที่มีลักษณะเฉพาะตัว โดยให้ซาดาโอะ วาตานาเบเป่าฟลู้ต แกรี แม็คฟาร์แลนด์ ตี ‘มาริมบา’ เครื่องดนตรีจำพวกระนาด
จริงอยู่เนื่องจากเขาหัดกีตาร์เอง วิธีการเล่นบางอย่างไม่ถูกต้องตามหลักการเล่นกีตาร์ ประกอบกับเขาพยายามเอาเทคนิคและแนวดนตรีพื้นเมืองฮังการี โดยเฉพาะดนตรีของพวกยิปซีและอินเดียเข้ามาผสมผสานกับการเล่นแบบมาตรฐานทั่วไป จึงทำให้เสียงกีตาร์ของเขาไม่เหมือนใคร มีเอกลักษณ์ ฟังปั๊บรู้ทันทีว่านั่นคือเสียงกีตาร์ของกาบอร์ ซาโบ ยิ่งเสียงสะท้อนลากยาว (feed back) เขาทำได้เยี่ยมมาก ซึ่งเป็นเทคนิคเดียวกับ คาลอส ซานทานา นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่คาลอสนำเอาเพลง Gypsy Queen ที่กาบอร์แต่งไปบรรเลงจนเป็นที่ถูกอกถูกใจนักฟังเพลง
เพลง Gypsy Queen กาบอร์บรรเลงอัดแผ่นชุด Spellbinder อันลือชื่อในแผ่นเสียงชุดนี้ มีเพลงที่น่าฟังหลายเพลง เช่น My Foolish Heart; It Was A Very Good Year; Spellbinder; Shot Me Down; Bang Bang…ชิโก แฮมิลตัน ผู้สนับสนุนให้กาบอร์ได้เกิดในวงการดนตรีแจ๊สสหรัฐเป็นผู้รับหน้าที่ตีกลองให้ รอน คาร์เตอร์ ดีดเบส ทั้ง วิคเตอร์ ปันโตฮา และวิลลี โบโบ เล่นเพอร์คัสชั่น
ช่วงนั้นกาบอร์กำลังมาแรง “อิมพัลส์” เจ้าสังกัดรีบตักตวงเต็มที่ ห่างจากชุด Spellbinder สามสี่เดือน กาบอร์ออกชุด Jazz Raga เขารับเอาอิทธิพลของดนตรีอินเดียมาเต็มๆ ผสมเข้ากับร็อคและป๊อป ที่เด่นชัดคือ เพลง Krishana; Ravi; Mizrab; Search For Nirvana เพลง Paint It Black ของวงเดอะโรลิ่งสโตน และ Caravan ที่เราคุ้นกันดีมาบรรเลง
ปี 1967 แผ่นชุด The Sorcerer ทำชื่อให้กาบอร์ ซาโบ อีกครั้งหนึ่ง แผ่นชุดนี้บันทึกจากการแสดงสด เนื่องในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการดนตรีแจ๊สที่เมืองบอสตัน คืนวันที่ 14, 15 เมษายน เป็นควินเททที่เยี่ยมมาก โดยเฉพาะจิมมี สจวร์ต นักกีตาร์ที่บรรเลงประกอบเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้สนใจกีตาร์ ด้วยความสนิทกับเวส มอนท์กัมเมอรี เขาจึงเขียนตำรากีตาร์ที่เล่นสไตล์เวสเป็นคนแรกในปีที่เวสเสียชีวิตปี 1968 ชื่อหนังสือ Wes Montgomery: Jazz Guitar Method เนื้อหาในหนังสือนอกจากอธิบายเทคนิคการเล่นกีตาร์ของเวสอย่างละเอียดแล้ว ยังมีแบบฝึกหัด ตัวอย่างเพลงและลูกเล่นแกะจากแผ่นเสียงบรรจุไว้หลายเพลง เป็นตำรากีตาร์แจ๊สที่ดีมีมาตรฐาน จิมมีเป็นนักกีตาร์ฝีมือดีมีงานล้นมือในแคลิฟอร์เนีย งานหลักเป็นนักดนตรีในห้องอัด เล่น เขียน และเรียบเรียงเพลงประกอบภาพยนตร์ เล่นในรายการทีวีของเบิร์ต บาคารัค, แซมมี เดวิด จูเนียร์, ไดอานา รอสส์…มีผลงานเขียนเชิงวิชาการเกี่ยวกับกีตาร์ เช่น หน้า Work Shop ในนิตยสาร Guitar Player

นักดนตรีที่กาบอร์เลือกมาร่วมงานอัดแผ่นชุด The Sorcerer ล้วนรับแนวคิดทางดนตรีของกาบอร์ได้เป็นอย่างดี นักเบส หลุยส์ คาบอค เป็นฮังกาเรียนรู้จักกับกาบอร์มาก่อนที่กรุงบูดาเปสต์หลบมาอยู่สหรัฐช่วงเดียวกับกาบอร์ ปักหลักอยู่ทางฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา งานหลักเป็นนักดนตรีคลาสสิก มาร์ที มอร์เรลล์ เคยร่วมงานกับสตีฟ คืน นักเปียโนนิวยอร์กเกอร์เชื้อสายเยอรมัน ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยฮาวาร์ด มาร์ทีเป็นนักกลองหนุ่มหัวไว รับลูกกาบอร์ได้ฉับไว จิมมี สจวร์ต เล่นทั้งกีตาร์คลาสสิก แบนโจ และแมนโดลิน ส่วน ฮัล กอร์ดอน เล่นเพอร์คัสชั่นได้หลากหลาย แม้กระทั่งกลอง ‘ตับลา’
The Beat Goes On กาบอร์เล่นทำนองและโซโลในจังหวะร็อคที่ใช้คอร์ดเดียวเกือบตลอดทั้งเพลง เบสเล่น ‘ออสตินาโต’ เปิดทางให้กาบอร์โชว์ฝีมือกีตาร์เต็มที่ สะกดคนฟังให้ตรึงอยู่กับเสียงมิติใหม่ตลอดเวลา โดยจิมมียันริธึ่มไว้แน่นปึ้ก
Little Boat ชื่อภาษาโปรตุเกส O Barquino ผลงานของโรแบร์โต เมเนสกัล นักแต่งเพลงชาวบราซิล เพลง ‘บอสซา โนวา’ ที่ค่อนข้างเร็ว กาบอร์เล่นได้น่าฟังยิ่ง พร้อมกันนี้ได้เปิดว่างให้ มาร์ที มอร์เรลล์กับฮัล กอร์ดอนได้โซโลกลองและเพอร์คัสชั่นยาวเหยียด คั่นเสียงกีตาร์อันโรแมนติกของกาบอร์
Lou-ise เพลงจิมมี สจวร์ตแต่งทำนองเรียบง่าย ไพเราะ ในลีลาบอสซาโนวา กาบอร์ขึ้น ‘อินโทร’ ด้วยการโชว์ฝีมือในการเล่น ‘อาทิฟิเชียลฮาร์มอนิก’ ช่วงบรรเลงทำนองเล่นเสียง ‘สเลอร์’ สำเนียงดนตรีแบบยุโรปกลาง จิมมีเล่นกีตาร์ประกอบได้ดีมาก
What Is This Thing Called Love? ผลงานของนักแต่งเพลงเอกบรอดเวย์ โคล พอร์เตอร์ กาบอร์ ซาโบ กับ จิมมี สจวร์ต เล่นทำนอง ‘ดูเอ็ต’ กันมาในลีลา ‘สวิง’ ในแบบ ‘เคาน์เตอร์เมโลดี้’ ช่วง ‘อิมโพรไวส์’ กาบอร์โซโลกับกลอง ‘กองก้า’ ตัวต่อตัว ฟังสบาย จากนั้นกีตาร์ทั้งสองตัว ‘ดูเอ็ต’ กันอีกครั้งหนึ่ง จิมมีใช้ ‘อีเฟกต์’ เพื่อให้เสียงกีตาร์แตกต่างจากกาบอร์อย่างชัดเจน เป็นเวอร์ชั่นที่ไม่เหมือนใคร
Space เพลงแต่งเองของกาบอร์ ขึ้นต้นด้วยเสียงค้างเสมือนเสียงอยู่ในอวกาศ แล้วปล่อยให้จิมมีโซโลกีตาร์คลาสสิก พร้อมกับกาบอร์เล่น ‘อิมโพรไวส์’ สวนกับเสียงกีตาร์ของจิมมี บางครั้งกาบอร์ใช้เทคนิคการเอานิ้วเกี่ยว ‘วอลลุม’ ทำเสียงเหมือนการสีเครื่องสาย ซึ่งเป็นเทคนิคที่เขาถนัด
Strong Than Us เป็นผลงานที่ไม่คุ้นหูของนักแต่งเพลงชื่อก้องชาวฝรั่งเศส ฟรานซิส ลาย เจ้าของเพลง A Man And A Woman กาบอร์ บรรเลงในจังหวะ ‘โบเลโร’ ฟังเพลินดี จิมมีเล่น arpeggio คลอทำนองเกือบตลอด ช่วงหลังทั้งกาบอร์และจิมมีผลัดกันโซโล แล้วเสียงค่อยๆ จางหายไป
Mizarb กาบอร์แต่งได้ดี ทำนองกระเดียดแบบยุโรปตะวันออก ออกเป็นแขกนิดๆ จิมมีเล่น ‘เสียงยืน’ คล้ายเสียง ‘ตัมปุระ’ ในดนตรีอินเดีย กลองและเพอร์คัสชั่นเล่นในจังหวะละติน
Come Back ในลีลาร็อคที่แปลกในสีสันที่ฉูดฉาดตามแบบของกาบอร์
สำหรับแผ่นซีดีมีเพลงแถมอีก 3 เพลงคือ Los Marodoros; People; Corcovado
กาบอร์ ซาโบ เกิดที่กรุงบูดาเปสต์ ฮังการี วันที่ 8 มีนาคม 1936 สิ้นชีวิตที่บ้านเกิดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 1982 แม้เขาจะเดินทางไปแสดงในเทศกาลดนตรีแจ๊ส ในไนต์คลับและคอนเสิร์ตในยุโรปหลายๆ ครั้ง แต่ไม่เคยได้กลับไปที่บ้านเกิดเลย จนกระทั่งปี 1974 จึงได้กลับไปที่กรุงบูดาเปสต์ เพื่อเผยแพร่ดนตรีแจ๊สที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นในสหรัฐอเมริกา