กาบอร์ ซาโบ ตอนที่ 2

gb02-3

กาบอร์ ซาโบ ตอนที่ 2
นำแจ๊สคืนถิ่นมาตุภูมิ
บายไลน์ ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ


ความกดดันจากระบอบคอมมิวนิสต์ ยังผลให้ชาวฮังการีนับแสนคนต้องหาทางหลบหนีออกจากประเทศ เพื่อไปหาแหล่งพักพิงที่มีเสรีภาพกว่า กาบอร์ ซาโบ เป็นหนึ่งในจำนวนนั้นที่อาศัยช่วงบ้านเมืองกำลังอยู่ในสภาวะโกลาหล หนีออกจากกรุงบูดาเปสต์ไปยังประเทศออสเตรีย ซึ่งมีพรมแดนติดกัน แล้วมุ่งหน้าไปตายเอาดาบหน้าที่สหรัฐอเมริกาในปี 1956
กาบอร์ อิสต์วาน ซาโบ เริ่มสนใจกีตาร์หลังชมภาพยนตร์ที่แสดงโดย รอย รอเจอร์ส ในปี 1949 ก่อนหน้านี้หนึ่งปีกาบอร์วัย 14 ปี ได้รับกีตาร์เป็นของขวัญวันคริสต์มาสจากพ่อ เป็นกีตาร์คุณภาพค่อนข้างแย่ แต่มีบริการหลังการขาย สอนฟรีให้หนึ่งบทเรียน จากนั้นเขาลงมือหัดเอง คิดระบบการวางนิ้วหัดเอง นับเป็นความยุ่งยากที่จะเล่นอย่างแม่นยำ

กาบอร์พยายามพัฒนาการเล่นกีตาร์ด้วยการฟังแจ๊สจากรายการ This Is Music U.S.A. ทางวิทยุ ‘เสียงอเมริกา’ (Voice of America) ชั่วโมงแรกเป็นเพลงยอดนิยม ชั่วโมงที่สองเป็นแจ๊ส จัดโดยวิลลิส โคโนเวอร์ รายการนี้มีส่วนทำให้นักดนตรีในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ทั้งในยุโรปและประเทศคิวบา ต้องฟังอย่างหลบๆ ซ่อนๆ เพราะผิดกฎหมาย ถูกจับได้เมื่อไรเจอคุกแน่ ใครสนใจก็ต้องซื้อแผ่นเสียงในตลาดมืด ซึ่งแพงมาก
กาบอร์ก็เหมือนกับนักดนตรีคนอื่นที่อยากฟัง อยากเล่นแจ๊ส กว่าจะเก็บเงินจากการเล่นดนตรีสองหรือสามสัปดาห์ จึงจะซื้อได้หนึ่งแผ่น เขาชอบแนวการเล่นของนักกีตาร์แจ๊สอเมริกัน จอห์นนี สมิธ และ ทัล ฟาร์โลว์ พยายามลอกเลียนลูกเล่นจากสองนักกีตาร์ในดวงใจของเขา ไม่นานนักเขาได้เล่นกับวงดนตรีท้องถิ่นตามคลับ มีจังหวะเมื่อไรเขาพยายามเล่นแจ๊ส จนกระทั่งได้เล่นอัดแผ่นกับวง “มีร์นาเบลล์” อีร์มา ฮอโซ เป็นหัวหน้าวง ก่อนจะหลบหนีจากฮังการี

gb02-2

หนุ่มวัย 20 กาบอร์ข้ามพรมแดนออสเตรียพร้อมอีวาสาวแรกรัก และเพื่อนอีกคนหนึ่ง ติบอร์ ยีเมซี ซึ่งต่อมาเป็นสถาปนิกใน แอล เอ กาบอร์ปักหลักอยู่ในเมืองซาน เบอร์นาดิโน รัฐแคลิฟอร์เนีย หลังไม่ประสบความสำเร็จในความพยายามที่จะประกอบอาชีพดนตรี วงเดอะ ‘ทรี สตริงส์’ ของเขาไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร เขาต้องหันไปหางานอย่างอื่นทำ เป็นภารโรงอยู่พักหนึ่ง พอเก็บเงินได้ก็ไปลงทะเบียนเข้าเรียนที่ ‘เบิร์กลี’ สถาบันดนตรีชื่อก้องในเมืองบอสตัน เรียนอยู่ 4 เทอม ช่วงปี 1958-60

ที่เบิร์กลีเขาเรียนวิชาการประพันธ์เพลงและเรียบเรียงดนตรี ที่นี่เปรียบเสมือนเปิดประตูให้เขาได้เข้าสู่วงการดนตรีอาชีพ กาบอร์ได้เล่นกับนักเปียโนฝีมือดีอย่างโตชิโกะ อะกิโยชิ บ็อบ เจมส์ เพื่อนร่วมสถาบัน นักแซ็กโซโฟนระดับแนวหน้าอย่าง ชาร์ลี มาเรียโน นิค บริกโนลา นักแต่งเพลงอย่าง แกรี แม็คฟาร์แลน และ ไมเคิล กิบส์ เขาได้รับเชิญให้ไปร่วมแสดงในเทศกาลดนตรีแจ๊สนิวพอร์ตในปี 1958 การบรรเลงสดกับวงนักดนตรีระดับอินเตอร์ บันทึกในแผ่นเสียง ‘โคลัมเบีย’ สองแผ่นชุด Newport 1958 จากเทศกาลเดียวกันยังได้อัดการแสดงสดของ หลุยส์ อาร์มสตรอง

กาบอร์ ได้เล่นอัดแผ่นกับพวกเบิร์กลีในแผ่นเสียงชุด Jazz In The Classroom Volume II (1958) และ Jazz In The Classroom Volume IV (1959) ในแผ่นชุดที่สี่ กาบอร์มีบทบาทสำคัญกว่าในชุดก่อน ปีเดียวกันนี้เขาเล่นกับโตชิโกะเพื่อนร่วมสถาบันในวง ‘เมอร์ลิโน’ ทรีโอ ในเลานจ์ที่นักร้อง โจ เมอร์ลิโน ร้องประจำ เขาพบ อลิเซีย โซลารี สาวบอสตันเกิดปิ๊งกัน ทั้งคู่ตกลงแต่งงานกันในที่สุด
เงินก็ไม่ค่อยมี ทุนเรียนมีความหวังริบหรี่ รู้สึกว่าไม่อาจอยู่ที่เบิร์กลีต่อไปได้ เขาตัดสินใจหอบหิ้วเมียสาวไปลอสแองเจลิส อีกครั้งที่เขาพบว่ายากที่จะเป็นนักดนตรีทางเมืองฝั่งตะวันตกของสหรัฐ สถานการณ์บีบบังคับให้เขาจำต้องทำงานด้านการจัดการขายอสังหาริมทรัพย์

ปี 1961 โชคเข้าข้างเขาบังเอิญ จอห์น พิซาโน นักกีตาร์วงชิโก แฮมิลตัน เตรียมตัวจะออกจากวง จึงแนะนำให้กาบอร์ ซาโบ เข้าเล่นแทน กาบอร์เคยเจอชิโกมาก่อนแล้ว เมื่อครั้งแสดงที่นิวพอร์ต มีเอริก ดอลฟี เป็นนักแซ็กโซโฟนหัวก้าวหน้าที่โดดเด่นในวง เขายังประทับใจกับการบรรเลงของวงชิโก รู้สึกศรัทธา เลื่อมใสในการปฏิวัติแนวการเล่นแจ๊สของชิโก แฮมิลตัน มือกลองที่มีความคิดสร้างสรรค์ตลอดกาล
ความจริงทีแรกชิโกไม่ชอบแนวการเล่นของกาบอร์ ไล่เขาออกจากวงพร้อมกับชาร์ลส์ ลอยด์ นักแซ็กโซโฟนหนุ่มฝีมือดี ชาร์ลส์ ออกไปเล่นกับนักเปียโน เลส แม็คแคนน์ ช่วงสั้นๆ ชิโกขอให้ชาร์ลส์กลับมาเล่น โดยเสนอให้เขาเป็นผู้กำกับดนตรี ชาร์ลส์รับเงื่อนไขแต่มีข้อแม้ว่าต้องเอากาบอร์กลับมาเล่นกับวงด้วย ทางวงเพิ่มทรอมโบน จอร์จ โบฮันนอน มักสลับกับ การ์เนตต์ บราวน์ หลังบรรเลงเพลงประกอบภาพยนตร์ เรื่อง Litho ในอาทิตย์นั้นก็ได้เล่นประจำในคลับ

กาบอร์เปลี่ยนแนวการเล่นหันไปร่วมงานกับเพื่อนเก่าที่เบิร์กลี แกรี แม็คฟาร์แลน เอาแนวดนตรีร็อคมาผสมผสานกับแจ๊ส ไม่ใช่เป็นเรื่องยากสำหรับเขา เพราะก่อนหน้านี้เขาติดตามผลงานของ เอริก แคลปตัน จอร์จ แฮร์ริสัน จิมี เฮนดริกซ์ ดังนั้นแผ่นชุด Soft Samba และThe In Sound ที่เขาร่วมงานกับแกรี แม็คฟาร์แลน เป็นที่ลือลั่นในวงการดนตรีแจ๊ส ความสำเร็จจากแผ่นสองชุดนี้ทำให้กาบอร์ได้ออกแผ่นของตนเองเป็นครั้งแรก ชุด Gypsy ‘66
เว้นไม่กี่เดือนออกชุด Spellbinder ในแผ่นชุดนี้มีเพลงที่เขาแต่งเอง Gypsy Queen ได้รับความนิยมจากนักฟังเพลง ข้อสำคัญคือ เป็นเพลงที่สร้างแรงบันดาลใจให้ คาร์ลอส ซานทานา แต่งเพลง Black Magic Woman จนกลายเป็นตำนานเพลง ‘ละตินร็อค’ Bang Bang เพลงของ ซันนี แอนด์เชอร์ ทำให้กาบอร์ได้แฟนร็อคหันมาฟังแจ๊สเพิ่ม ความพิเศษของแผ่นชุดนี้ นอกจากเขาได้ชิโก แฮมิลตัน หัวหน้าวงเก่าของเขามาร่วมงานแล้วยังได้ รอน คาร์เตอร์ เบสฝีมือดีเยี่ยมมาช่วยเล่นให้อีกหนึ่งแรง

gb02-1

ปลายปี 1969 กาบอร์ร่วมงานกับลีนา ฮอร์น ออกแผ่นชุด Lena & Gabor เลือกสรรผลงานของเดอะบีเทิลส์ มิเชล เลอกรองด์ เบิร์ต บาคารัค แฮร์รี นิลส์สัน ทำให้ได้แฟนเพลงรุ่นหนุ่มสาวเพิ่มขึ้นเยอะ
นานถึง 18 ปีที่ใช้ชีวิตอยู่ในแวดวงดนตรีสหรัฐอเมริกา กาบอร์กลับบ้านเกิดครั้งแรกเมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 1974 อยู่ที่กรุงบูดาเปสต์สองเดือนครึ่งพร้อมภรรยาและลูกชาย ได้พบพวกญาติๆ และเพื่อนเก่า หลายๆ อย่างเปลี่ยนไปบ้าง ระหว่างนั้นมีการอภิปรายโต๊ะกลมร่วมกับนักเรียนที่สถาบันดนตรี ในกรุงบูดาเปสต์ เล่นกับวงหลายวงในคลับ ทางโทรทัศน์ฮังการีได้บันทึกการแสดงของกาบอร์ Jazzpodium 74: Gabor Szabo (USA) Musora นำออกเผยแพร่ทางโทรทัศน์ ถือเป็นครั้งแรกที่สถานีโทรทัศน์ฮังการีอุทิศเวลาให้กับการเสนอดนตรีแจ๊สอย่างเต็มที่

กาบอร์กลับไปสหรัฐออกแผ่นที่แสดงรากเหง้าของความเป็นฮังการี เขาบรรเลงอัดแผ่นเพลง Hungarian Rhapsody ของ ฟรานซ์ ลิสต์ นักประพันธ์เพลงชื่อก้องชาวฮังการี
ช่วงระหว่างปลายปี 1974 ถึงต้นปี 1975 แลร์รี บ็อค นักศึกษาเรียนวิชาถ่ายหนังที่มหาวิทยาลัยเซาเทิร์น แคลิฟอร์เนีย ได้ถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีชื่อว่า Rising โดยเก็บภาพภายในบ้านกาบอร์ บันทึกภาพคนในครอบครัว การซ้อมและการบรรเลงที่ ‘ไลท์เฮ้าส์’ แถวชายหาด ‘เฮอโมซา’ แคลิฟอร์เนีย ความยาว 30 นาที ในภาพยนตร์สารคดีนี้ยังถ่ายผลงานจิตรกรรมของกาบอร์ที่เป็นงานอดิเรก สัมภาษณ์ อลิเซียภรรยาของกาบอร์ และสัมภาษณ์ เลนาร์ด เฟเธอร์ นักวิจารณ์ดนตรีที่มีชื่อเสียง และริชาร์ด ทอมสันเพื่อนนักเปียโนของกาบอร์

กาบอร์ ซาโบ เดินทางกลับบ้านเกิดครั้งสุดท้ายเมื่อ กรกฎาคม 1981 พร้อมด้วยภรรยาคนใหม่ มาเรียน รวบรวมเพื่อนเก่า อัตติลา กาเรย์ (เปียโน) ปีเตอร์ ดันโด (เบส) เล่นออกรายการ Pulzus ทางโทรทัศน์ และเล่นอัดแผ่นชุดสุดท้าย Femme Fatale ต้นเดือนธันวาคม ก็ล้มป่วยต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล
ในที่สุด กาบอร์ ซาโบ นักกีตาร์แจ๊สผู้ยิ่งใหญ่แห่งบูดาเปสต์ ก็สิ้นลมที่บ้านเกิด เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 1982

Leave Comment

You must be logged in to post a comment.