เซอร์ เจมส์ กอลเวย์ : ‘ขิงแก่’ ที่ยังเข้มข้น ?

atthewaterfront_resize

เรื่อง ดุสิต จรูญพงษ์ศักดิ์

ผู้เขียนหยิบหนังสือ James Galway: An Autobiography หนังสือพอคเก็ตบุ๊คเล่มเล็ก หนาประมาณ 203 หน้า เขียนโดยเจมส์ กอลเวย์เอง พิมพ์เผยแพร่ในปี ค.ศ.1979 มาอ่านอีกครั้ง
นักเป่าฟลู้ตเครางาม ที่ได้รับสมญานามว่า ‘บุรุษผู้มีฟลู้ตทองคำเป็นเครื่องดนตรีคู่กาย’ (The Man with the Golden Flute)
นักเป่าฟลู้ตที่มีผลงานสื่อผลิตซ้ำทางดนตรีมากมายหลายชุด หลากสไตล์เพลง เพราะนอกเหนือจากเพลงคลาสสิกแล้ว ผลงานเพลงข้ามสายพันธุ์ หยิบฉวยดนตรีป๊อปมาบรรเลงเดี่ยวด้วยฟลู้ต ยังทำให้เขาเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางด้วย

ซึ่งอาจมาพร้อมกับ ‘ข้อกังขา’ ในหมู่แฟนเพลงบางกลุ่มที่ว่า นักดนตรีครอสโอเวอร์ไม่ใช่ตัวจริงทางดนตรี โดยเฉพาะข้อสงสัยในฝีมือการเป่าฟลู้ตของเขา
เซอร์เจมส์ กอลเวย์ สร้างความฮือฮาในวงการดนตรีคลาสสิกมาแล้ว เมื่อครั้งเขาประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มฟลู้ต วงเบอร์ลิน ฟิลฮาร์โมนิค ออร์เคสตรา เมื่อครั้งที่ แฮร์เบิร์ต ฟอน คารายาน เป็นผู้อำนวยเพลง เพราะหน้าที่การงานในวงออร์เคสตราชั้นนำที่สุดวงหนึ่งของโลก พร้อมด้วยเงินเดือนและสวัสดิการที่ดี เป็นสิ่งที่นักดนตรีทั่วโลกแสวงหา และมักจะทำงานอยู่ร่วมกับวงจนเกษียณ
กอลเวย์ นักเป่าฟลู้ตที่เคยทำงานกับวงออร์เคสตราชั้นนำของประเทศอังกฤษมาแล้วเกือบทุกวง กอลเวย์ บุคคลที่คารายานสั่งห้ามออกแสดงดนตรีร่วมกับวง ในรายการการแสดงสดทางโทรทัศน์ เนื่องจากไม่สบอารมณ์กับ ‘การขบถ’ ทางพฤติกรรม การแต่งกาย การไว้หนวดเคราแปลกเฉพาะตัวของเขา แต่ในที่สุด กอลเวย์ ก็ได้พิสูจน์ให้แฟนเพลงทั่วโลกประจักษ์แล้วว่า เขาคิดไม่ผิดในการลาออกจากวงออร์เคสตราชื่อดัง เพื่อออกมาทำงานดนตรีในฐานะ ‘นักเดี่ยวฟลู้ต’

เซอร์เจมส์ กอลเวย์ บุรุษที่เพียบด้วยอารมณ์ขัน สามารถค้นหามุมมองทั้งชีวิตและดนตรีที่ชวนให้เฮฮาได้เกือบเสมอ นักดนตรีที่ทำตัวง่ายๆ เขาคือ นักดนตรีที่จะมาเปิดการแสดง ‘ฟลู้ต ริไชทัล’ ในบ้านเรา วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน 2550 ณ ห้องประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เวลา 20:00 น. ในรายการ ‘เอกศิลปินน้อมใจถวายพระพรชัย’ เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550

จากนักดนตรีลูกชายชนชั้นผู้ใช้แรงงาน มาเป็นนักดนตรีเอกของโลก เจมส์ กอลเวย์ เป็นนักเป่าฟลู้ตชาวไอริช เกิดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ.1939 ที่เมืองเบลฟาสต์ ในครอบครัวชนชั้นผู้ใช้แรงงาน พ่อทำงานในท่าเรือ เป็นนักดนตรีสมัครเล่น แม่ทำงานในโรงงานเท็กไทล์ เล่นเปียโนเพลงป๊อปจากการฟังและการจำ
กอลเวย์เริ่มต้นเล่นหีบเพลงปากเป็นเครื่องดนตรีชิ้นแรก ก่อนที่จะเปลี่ยนไปเล่นไวโอลิน หันมาเป่า Tin Whistle เครื่องเป่าของไอริช ก่อนที่เขาจะค้นพบว่า เสียงฟลู้ตและการเล่นฟลู้ตคือสิ่งที่เขามีความสุขและต้องการฝึกฝนมากที่สุด

galway11_resize

เขาเล่าว่า “ตั้งแต่เริ่มเป่าฟลู้ต มีบางสิ่งบางอย่างจากสรรพสำเนียงดนตรีของฟลู้ตที่เกาะกุมใจผม ผมเลิกเล่นมันไม่ได้ ฟลู้ตเป็นเครื่องดนตรีที่ผมสามารถแสดงความรู้สึกภายในตัวผมออกมาได้”
หลังจากชนะการแข่งขันทางดนตรีระดับท้องถิ่นหลายรายการ กอลเวย์ในวัย 15 ปี ก็ไปเรียนดนตรีต่อที่ รอยัล คอลเลจ ออฟ มิวสิค เป็นเวลา 3 ปี เรียนการเป่าฟลู้ตกับ จอห์น ฟรานซิส
กอลเวย์เล่าไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของเขาว่า ไม่ชอบเรียนวิชาทฤษฎีดนตรี

“ผมจะรู้สึกต่อต้านมาก ถ้าถูกบังคับให้เรียนในสิ่งที่ผมคิดว่าไม่เกี่ยวข้องกับการเป่าฟลู้ต … หลายคนอาจจะรู้สึกแปลกใจในเรื่องนี้ ผมเลยถามกลับไป ให้อธิบายว่า ปริญญาบัตรมีความสำคัญหรือเกี่ยวข้องอย่างไรกับความสามารถในการเป่าฟลู้ต เพราะสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณบอกว่าคุณมีความสามารถทางดนตรี อยู่ตอนที่คุณเล่นฟลู้ตให้เขาฟัง”
จากนั้นกอลเวย์ย้ายไปเรียนต่อที่กิลฮอลล์ สคูล ออฟ มิวสิค เป็นลูกศิษย์ของ เจฟฟรีย์ กิลเบิร์ต ครูสอนฟลู้ตที่กอลเวย์ชื่นชมมากอีกคนหนึ่ง เพราะสอนเขาให้รู้จักสไตล์การเป่าและการสร้างเสียงฟลู้ตที่เป็นตัวของตัวเอง

ในที่สุดถนนทุกสายสำหรับนักเป่าฟลู้ตก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะไปบรรจบกันที่ประเทศฝรั่งเศส สำนักการเป่าฟลู้ตเลื่องชื่อ ไม่เว้นแม้กอลเวย์ที่ไปเรียนต่อที่สถาบันดนตรีกรุงปารีส แต่การเรียนที่ฝรั่งเศสกลับสร้างผิดหวังให้กับเขา แม้จะได้มีโอกาสไปเรียนนอกสถาบันกับ ณอง ปิแอร์ รัมพาล นักเป่าฟลู้ตนามอุโฆษในยุคนั้น
กอลเวย์เรียนไม่จบการศึกษาจากสถาบันดนตรีกรุงปารีส แต่เขายอมรับว่าได้ประสบการณ์ทางดนตรีและมีโอกาสพบปะกับนักเรียนดนตรีที่เป่าฟลู้ตเก่งๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะการเป่าฟลู้ตในสำนักฝรั่งเศสที่เน้น “ความงดงาม” ของเสียงดนตรีมากเป็นพิเศษ จากวงออร์เคสตราอังกฤษไปสิ้นสุดลงที่วงเบอร์ลิน ฟิลฮาร์โมนิค ออร์เคสตรา

เมื่อกัลเวย์กลับมาประเทศอังกฤษ เขาเริ่มงานดนตรีด้วยการเป็นนักดนตรีในวงแซดเลอร์ เวลส์ โอเปร่า, วงรอยัล โอเปร่า เฮ้าส์, วงบีบีซี ซิมโฟนี ออร์เคสตรา และรับตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มฟลู้ตวงลอนดอน ซิมโฟนี ออร์เคสตรา ออกทัวร์แสดงดนตรีในประเทศสหรัฐอเมริกา และที่นั่นเขาได้พบและเรียนดนตรีกับ Marcel Moyse นักเป่าฟลู้ตและครูดนตรีผู้มากความสามารถอีกคนหนึ่งของโลก
หลังจากนั้นกอลเวย์โยกย้ายมาเป็นหัวหน้ากลุ่มฟลู้ตวงรอยัล ฟิลฮาร์โมนิค ออร์เคสตรา และในที่สุดปี ค.ศ.1969 คารายานเลือกเขาเป็นหัวหน้ากลุ่มฟลู้ตวงเบอร์ลิน ฟิลฮาร์โมนิค ออร์เคสตรา
กอลเวย์เล่าถึงความประทับใจที่มีต่อคารายานว่า “วาทยกรคนอื่นๆ อำนวยเพลงโดยมุ่งเรื่องจังหวะ (conducts beats) แต่คารายานอำนวยเพลงโดยเน้นไปที่เสียงของดนตรี (conducts tunes) เขาหลงรักประโยคเพลงต่างๆ อันไพเราะ และดึงมันออกมาผ่านเสียงวงออร์เคสตรา ด้วยเป้าหมายทางดนตรีที่ชัดเจนมาก”

มีความขัดแย้งและทัศนะหลายอย่างระหว่างคารายานและกอลเวย์ที่นำไปสู่การยื่นใบลาออกจากวงของกัลเวย์ เสียงเรียกร้องภายในใจของกัลเวย์ที่ต้องการออกไปทำงานเป็นศิลปินเดี่ยว, ความรู้สึกต่อต้านระบบและกรอบต่างๆ ที่ดำรงอยู่ในการทำงานดนตรีภายในวงเบอร์ลิน ฟิลฮาร์โมนิค, การถูกกีดกันจากคารายานด้วยการไม่อนุญาตให้ลาหยุดออกไปเป็น ‘โซโลอิสต์’ ล้วนทำให้กอลเวย์ต้องโบกมืออำลาวงดังไปในปี ค.ศ.1975 ท่ามกลางความฉงนของผู้คนในวงการดนตรีคลาสสิก

galway1_resize

“ผมต้องการสร้างสรรค์เสียงดนตรีของผมเอง ไม่ใช่เสียงดนตรีของคนอื่น หรือแม้กระทั่งเสียงดนตรีของคารายานเอง” กอลเวย์บอกเล่าไว้ในหนังสือของเขา สุ้มเสียงฟลู้ตเฉพาะตัวของ เซอร์เจมส์ กอลเวย์
พิจารณาถึงเสียงฟลู้ตจากฝีปากการเป่าของกอลเวย์ อันบ่งบอกเสน่ห์เสียงดนตรีและความสามารถของผู้สร้างสรรค์นั้น มีครบถ้วนตั้งแต่ การควบคุมลมหายใจที่ดี เสียงฟลู้ตหวาน สะอาด ชัดเจนเต็มเสียง การโฟกัสเสียงเยี่ยม โดยเฉพาะเสียงต่ำเป่าได้ดังมีพลัง ขณะที่ช่วงเสียงสูงๆ เบาบาง สดใส
เมื่อผสมผสานกับเทคนิคการสั่นเสียง (vibrato) ที่เข้มข้นและกว้างของกอลเวย์แล้ว ทำให้เกิดเป็นเสียงฟลู้ตเฉพาะตัวของกอลเวย์ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับเสียงฟลู้ตของ ณอง ปิแอร์ รัมพาล เสียงฟลู้ตของกอลเวย์จะกอปรด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากกว่า

นอกจากหนังสืออัตชีวประวัติของกอลเวย์ ผู้เขียนอยากแนะนำให้รู้จักนักเป่าฟลู้ตอาวุโสที่จะมาเล่นในเมืองไทยผ่านดีวีดีชุด ‘James Galway at the Waterfront’ ดีวีดีสังกัดวอร์เนอร์ มิวสิค ซื้อหาได้ไม่ยากในบ้านเรา บันทึกการแสดงสดในเมืองเบลฟาสต์ บ้านเกิดเมืองนอนของกอลเวย์
ดีวีดีชุดนี้ครบถ้วนทั้งการแสดงริไชทัล และสารคดีประวัติ เรื่องราวอื่นๆ ที่เกี่ยวกับกอลเวย์และเทคนิคการเป่าฟลู้ต ผ่านบทสนทนากับ Melvyn Bragg นักเขียนและนักจัดรายการโทรทัศน์ดนตรีคลาสสิกชื่อดังชาวอังกฤษ

ติดใจการตอบคำถามสุดท้ายในดีวีดีชุดนี้ว่า อะไรคือสิ่งที่เซอร์กอลเวย์ภาคภูมิใจมากที่สุดในความสำเร็จทางดนตรี เขาตอบว่า
“ผมภูมิใจที่ว่า … ผมไม่ได้กลายเป็นหนึ่งในบรรดานักดนตรีที่เมื่อเริ่มแก่ตัวลงแล้ว เล่นดนตรีต่อไปอีกไม่ได้ และก็ไม่ยอมฝึกซ้อมดนตรีอีกเลย”
ฟังคำพูดประโยคนี้ของท่านเซอร์กอลเวย์แล้ว รู้สึกอุ่นใจขึ้นมามาก เพราะต้องยอมรับว่า เมื่อทราบข่าวว่าเจมส์ กอลเวย์ ขณะวัย 67 ปี จะมาเปิดการแสดง ‘ฟลู้ต ริไชทัล’ ในเมืองไทย เกิดความแคลงใจและมีคำถามในใจว่า จะยังมีเรี่ยวแรงเป่าฟลู้ตได้น่าฟังเหมือนตอนหนุ่มๆ อีกหรือ?

ยิ่งเห็นชื่อ ฟิลิป โมล (Philip Moll) ยอดนักเปียโน ผู้สันทัดและทำงานดนตรีด้วยการเล่นประกอบผู้เล่นเดี่ยว ศิลปินดังมามากมาย อีกทั้งร่วมงานดนตรีกับกอลเวย์มายาวนาน
ย่อม (น่า) จะรับประกันคุณภาพเรื่อง ‘ทีมเวิร์ค’ ในการแสดงได้เป็นอย่างดี.

Leave Comment

You must be logged in to post a comment.