ชิค คอเรีย vs เบลา เฟล็ค สองประสานในมิติของเอกภาพ

enchantment1

เรื่องโดย : อนันต์ ลือประดิษฐ์

ดนตรีเป็นเรื่องของเสียงก็จริง แต่ถึงที่สุดแล้ว เสียงที่มีความเป็น “ภววิสัย” (objective) ในฐานะคลื่นอย่างหนึ่ง กลับดำรงอยู่บนมุมมองเชิงอัตวิสัย (subjective) ของปัจเจกบุคคลเสียนี่ !

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้ผมค้นพบว่าคนฟังเพลงแต่ละคนล้วนมีความคาดหวังส่วนตัวต่ออัลบั้มชุดใหม่ๆ ที่เราจะได้ยินได้ฟังแตกต่างกันไป

บางคนหวังในโทนเสียงดนตรีที่คุ้นเคย ความไพเราะเพราะพริ้งทำให้เอนหลังฟังได้อย่างสุขใจ ขณะที่เหล่าออดิไฟล์เลิฟเวอร์อาจมุ่งไปยังความสมจริงของเสียงดนตรีที่เป็นผลผลิตจากการบันทึกเสียง ส่วนบางท่านก็เล็งไปยังความก้าวหน้าใหม่ๆ ของการสร้างสรรค์ผลงาน หรือการแสดงออกถึงความเป็นเอตะทัคคะของนักดนตรีคนนั้นๆ และ ฯลฯ

ส่วนตัวผมเองไม่แตกต่างจากกลุ่มที่กล่าวมาข้างต้น ผมมักกระหายใคร่รู้ว่านักเทเนอร์แซ็กโซโฟนดาวรุ่งอย่าง คริส พอตเตอร์ จะมีอะไรใหม่ๆ ให้ได้ฟังในอัลบั้มชุดล่าสุดของเขา ผมหวังถึงความเต็มอิ่มของเสียงดับเบิลเบสจากซีดีบางชุด ทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางแทนที่เสียงเบสจริงๆ ไปได้ และบ่อยครั้งผมคิดจะฟังเพลงที่ถ่ายทอดอย่างเรียบง่ายในแบบฉบับน้ำเสียงพื้นบ้านภาคกลางของ ศรเพชร ศรสุพรรณ ! แทนที่จะปีนป่ายไปบนความสลับซับซ้อน

ทว่า อัลบั้ม The Enchantment โดย ชิค คอเรีย และ เบลา เฟล็ค 2 นักดนตรีเอกในวันนี้ กลับทำให้ความคาดหวังในเชิงอัตวิสัยเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเรียบง่าย หรือความสลับซับซ้อน สิ่งที่ผมทำได้ คือการปล่อยให้ดนตรีดำรงอยู่ด้วยตัวของมันเอง เรามีหน้าที่เพียงสังเกตการณ์ความเป็นไปของเส้นเสียงดนตรีที่เดินทางจากจุดเริ่มต้นจนถึงบทสรุปของมันเท่านั้น

คอเพลงแจ๊สทั่วโลก รู้จักมักคุ้นกับ ชิค คอเรีย และ เบลา เฟล็ค เป็นอย่างดี แต่น้อยคนนักที่จะจินตนาการว่า ทั้งคู่จะลงเอยสร้างงานในระดับ Musical Collaboration กันขนาดนี้

รายแรกนั้นเป็นมือเปียโนระดับพระกาฬวัย 66 ปีที่อัลบั้มเดี่ยว The Ultimate Adventure ของเขาเพิ่งคว้ารางวัลแกรมมี่ในสาขาแจ๊สเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

enchantment2

คอเรีย เป็นชาวอเมริกันที่มีเชื้อสายผสมผสานระหว่างอิตาเลียนและสแปนิช หัดเปียโนตั้งแต่อายุ 4 ขวบ เติบโตมากับอิทธิพลของศิลปินแจ๊สยุคบีบ็อพ และฮาร์ดบ็อพ ไม่ว่าจะเป็น ดิซซี กิลเลส, ชาร์ลี พาร์คเกอร์, เลสเตอร์ ยัง, บัด พาวล์ จนถึง ฮอเรซ ซิลเวอร์ เขากระโจนเข้าสู่วงการอาชีพในยุคซิกซ์ตีส์ โดยเป็นลูกวงของนักดนตรีแจ๊สหลายคน ตั้งแต่ บลู มิทเชลล์, เฮอร์บี มานน์, มองโก ซาตามาเรีย จนถึง สแตน เก็ทซ์ แล้วไปคลุกคลีกับพวกนักดนตรีสาย อวอง-การ์ด ระยะหนึ่ง ก่อนจะเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง จากการแทนที่ เฮอร์บี แฮนค็อก ในตำแหน่งเปียโนของวง ไมล์ส เดวิส ปี ค.ศ.1968 ช่วงนั้นแจ๊สกำลังเคลื่อนเข้าสู่ยุคสมัยของฟิวชั่น คอเรียได้ฝากเสียงคีย์บอร์ดไฟฟ้า เฟนเดอร์ โร้ดส์ ที่มีเอกลักษณ์ไว้ในอัลบั้มหลายชุดของ ไมล์ส ตั้งแต่ Filles de Kilimanjaro, In a Silent Way และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Bitches Brew นอกจากร่วมงานกับ ไมล์ส เดวิส แล้ว นักเปียโนคนนี้สร้างชื่อไว้กับ รีเทิร์น ทู ฟอร์เอฟเวอร์ โดยมีเพลงยอดนิยม อย่าง Spain บันทึกเสียงครั้งแรกในอัลบั้ม Light As a Feather (1972)

ส่วน เบลา เฟล็ค อายุน้อยกว่า คอเรีย 17 ปี เป็นมือแบนโจที่บรรเลงได้หลายสไตล์ เขาเป็นชาวนิวยอร์ก ที่ประทับใจเสียงแบนโจเป็นครั้งแรก จากการฟังเพลงธีมประกอบรายการโทรทัศน์ Beverly Hillbillies ผู้บรรเลงคือ เอิร์ล สครักจ์ส มือแบนโจแนวบลูกราสชื่อดัง แม้จะเรียนเป่า เฟรนช์ ฮอร์น สมัยอยู่ไฮสกูล แต่ เบลา พบว่าตนเองชื่นชอบ แบนโจ มากกว่า โดยได้ศึกษาอย่างจริงจังกับ โทนี ทริชกา ก่อนจะพัฒนาสุ้มเสียงของตนเองขึ้นมาตามลำดับ หลังจบไฮสกูล เบลา มุ่งหน้าสู่เมืองบอสตัน ทดลองการเล่นดนตรีข้างถนนเพื่อแสวงหาประสบการณ์ เขากับเพื่อนๆ ก่อตั้งวง สเปคตรัม อยู่ระยะหนึ่ง จากนั้น แซม บุช มือแมนโดลิน ชวนไปทำวง นิว กราส รีไววัล ในช่วงปลายปี ค.ศ.1981 เบลา เฟล็ค กลับมาสู่โครงการดนตรีของตนอีกครั้งกับวงแจ๊สชื่อ เดอะ เฟล็คโทนส์ ที่มี วิคเตอร์ วูเทน เล่นเบส และ ฟิวเจอร์ แมน เล่นเพอร์คัสชั่น เขาเคยมีมือฮาร์มอนิกา อย่าง ฮาวเวิร์ด เลวี เป็นสมาชิก ก่อน เลวี จะแยกตัวไปทำงานของตนเอง

ปัจจุบัน เดอะ เฟล็คโทนส์ ยังมี เจฟฟ์ คอฟฟิน มือเทเนอร์ แซ็กโซโฟน ร่วมบรรเลง พวกเขามีอัลบั้ม Hidden Land ออกมาเมื่อปีกลาย ซึ่งเป็นอัลบั้มที่ดีมากชุดหนึ่ง แต่น่าเสียดายว่าสังกัด โซนี/บีเอ็มจี ในบ้านเรา ไม่สนใจดูแลแฟนเพลงของ เบลา เฟล็ค เท่าที่ควร ทำให้งานชุดหลังๆ ของเขาหาฟังได้ค่อนข้างยาก

เมื่อมีเวลาว่างจากภารกิจหลัก ทั้ง ชิค คอเรีย และ เบลา เฟล็ค ก็จัดแจงนัดหมายทำงานเพลงด้วยกัน จุดเริ่มต้นของพวกเขาอยู่ที่ แนชวิลล์ เมืองแห่งเพลงคันทรี่ จากนั้น ชิค คอเรีย กลับไปแต่งเพลงใหม่ 4 เพลง เบลาแต่ง 6 เพลง ส่วนอีก 1 เพลง คือ Brasil เป็นเพลงเก่าจากปลายปากกาของ ซิดนีย์ รัสเซลล์ ที่คุ้นเคยกันดี

แล้ววันหนึ่งทั้งคู่ก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้องบันทึกเสียงที่ ลอส แองเจลิส เพื่อทำอัลบั้มนี้ร่วมกัน

enchantment3

เสน่ห์ประการแรกของอัลบั้ม The Enchantment ในทัศนะของผมคือ ลักษณะการประสมวงที่แปลก ด้วยเครื่องดนตรี 2 ชิ้น คือ “เปียโน-แบนโจ” ซึ่งน่าจะแปลกกว่า เปียโนกับเครื่องโซโลอื่นๆ รวมถึง “เปียโน-กีตาร์” ซึ่งครั้งหนึ่ง มิเชล กามิโล กับ โตมาติโต เคยบรรเลงด้วยกันมาแล้ว

โดยความเป็นมาพื้นฐาน แบนโจ มิใช่เครื่องดนตรีตะวันตกเสียทีเดียว แม้ทุกวันนี้ แฟนเพลงคันทรีแอนด์เวสเทิร์น รวมถึงบลูกราสจำนวนไม่น้อย จะคุ้ยเคยกับเสียงแบนโจในวงของคนขาวก็ตาม

ต้นกำเนิดของ แบนโจ มาจาก แอฟริกา โดยนำติดตัวทาสมาสู่ทวีปใหม่คืออเมริกา จากนั้นค่อยๆ ปรับปรุงลักษณะของเครื่องมือขึ้นมาให้มีมาตรฐานแน่ชัด โดยบุคคลที่มีส่วนอย่างสำคัญในเรื่องนี้ คือ โจเอล สวีนีย์ (1810-1860) ซึ่งเรียนรู้การเล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้จากชาวแอฟริกันในอเมริกา และตัวเขาเองก็เคยเป็นสมาชิกในการแสดงแบบ มินทเตรล มาแล้ว

แบนโจ เคยมีบทบาทในวงแจ๊สยุคแรกเริ่ม เป็นเครื่องดีดที่มาก่อนกีตาร์เพราะให้เสียงที่ดังกว่า โดยนักดนตรีแจ๊สอย่าง หลุยส์ อาร์มสตรอง, แค็บ แคลโลเวย์ และ เจลลี โรลล์ มอร์ตัน ต่างเคยมีมือแบนโจในวงด้วยกันทั้งนั้น นักแบนโจแจ๊สในยุคแรกที่ผมพอจะนึกได้ในเวลานี้ อาทิ เช่น จอห์นนี ไซร์, ริพ แบสเซ็ทท์, มอริส ไวท์, ลี แบลร์ เป็นต้น

แม้ นักกีตาร์รุ่นแรกๆ อย่าง เอ็ดดี คอนดอน ก็เคยเล่นแบนโจด้วยเช่นกัน แต่ความนิยมค่อยๆ เสื่อมลงในภายหลัง เมื่อกีตาร์สามารถเล่นได้เสียงดังขึ้น ด้วยการพ่วงอุปกรณ์ขยายเสียงคือ แอมปลิฟายด์ นั่นเอง

ในอีกด้านหนึ่ง ถึง แบนโจ จะมีพิสัยของเสียงไม่กว้างนัก รวมถึงสร้างลูกเล่นในเชิงฮาร์มอนีทำได้น้อยกว่าเครื่องสายที่ใช้ดีดอย่าง กีตาร์ แต่แบนโจก็มีซาวด์และโทนคัลเลอร์เฉพาะตัว อีกทั้งผู้เล่นในยุคหลัง อย่าง เบลา เฟล็ค สามารถพัฒนาซาวด์ของเปียโนขึ้นไปในระดับที่สูงจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นซาวด์ที่สร้างขึ้นจากโครงสร้างที่มีขีดจำกัดเช่นนี้

เสน่ห์ในประการต่อมา คือการสื่อสารของ เปียโน และ แบนโจ ในอัลบั้มนี้ เป็นเสมือนบทสนทนาในเรื่องราวเดียวกัน ที่คู่สนทนาต่างพูดคุยอย่างถูกคอกันดี ต่างรุกและรับส่งกันอย่างหมดจดงดงาม โดยนักดนตรีทั้งสองสามารถนำเสนอความคิดผ่านเครื่องดนตรีได้เต็มศักยภาพ แนวทางการทำงานมุ่งเน้นไปที่การเปิดใจกว้าง และก้าวข้ามผ่านพรมแดนทางดนตรีต่างๆ ออกไปสู่ความแปลกใหม่ที่กำลังรอคอยอยู่เบื้องหน้า

11 เพลงในอัลบั้มนี้ คงยากจะจัดให้เป็นแจ๊สในนิยามของดนตรีแจ๊สแบบจารีตนิยม แต่นักดนตรีทั้งสองได้ใช้รากฐานของประสบการณ์จากการเล่นในแบบแจ๊ส คลาสสิก และดนตรีแขนงอื่นๆ มาผสมผสานเพื่อให้เรื่องราวการสนทนาเคลื่อนไหวไปมา สลับเหลื่อม

พวกเขาเริ่มต้นด้วย Senorita จากการแต่งของ ชิค คอเรีย ที่ขับเคลื่อนไปบนบีทละตินกระเดียดไปทาง “แทงโก้” ที่เปี่ยมด้วยพลังและความร้อนแรง ทั้ง คอเรียและ เบลา ต่างผลัดกันรุกกันรับอย่างคล่องแคล่ว บนท่วงทำนองหนักแน่นแต่มีความอ่อนไหวซ่อนอยู่

ตามมาด้วย Spectacle ที่เป็นคล้ายๆ นาฏกรรมแห่งเสียงที่เริ่มต้นด้วยการโซโลของเปียโน ชิค คอเรีย ใช้มือซ้ายวอล์คเบสไลน์ไปด้วย โดยมีริฟฟ์จากแบนโจทำหน้าที่แอคคอมพานีไปพลางๆ จากนั้นสลับมาที่การโซโลของ เบลา ที่รวดเร็วปานรถด่วน

ชิค คอเรีย เริ่มต้น Joban Dna Nopia ด้วยทางคอร์ดแจ๊สที่วกวน สลับกับเฟรสซิงสั้นๆ ของ เบลา เฟล็ค เป็นการบรรเลงที่ดูเหมือนจะไม่ลงตัว แต่กลับลงตัวอยู่ในที โดยเฉพาะสัดส่วนแปลกๆ ที่ชวนให้ติดตาม

ก่อนจะเคลื่อนมาสู่ไลน์เพลงพื้นบ้าน อย่าง Mountain ด้วยชีพจรเพลงที่ชวนให้นึกถึงเพลงเซิ้งของชาวอีสาน หรือเพลงของชนเผ่าตามท้องถิ่นต่างๆ ทั่วโลก แต่ชั้นเชิงของนักดนตรีระดับแนวหน้าของ ชิค คอเรีย และ เบลา เฟล็ค ไปไกลกว่านั้น เขาเลียบๆ เคียงๆ พรมแดนของดนตรีแบบโมโนโทน จากนั้น “เอาท์” หรือ ข้ามไปสู่ทำนองโครเมติคเป็นช่วงสั้นๆ เพื่อสร้างความแตกต่าง ขณะที่ไลน์แบนโจในเพลงนี้ถือว่าไพเราะและเฉียบขาดจริง

Children’s Song #6 มีบีทซับซ้อนแบบลาตินซ่อนอยู่บนความเรียบง่าย แนวฮาร์มอนีจากเสียงเปียโนให้ความรู้สึกคล้ายอยู่ในโลกฝัน เพลงนี้ ชิค คอเรีย แต่งขึ้น พร้อมๆ กับโชว์จินตนาการของเขาอย่างพร่างพรูและงดงาม โดย เบลา เฟล็ค เลือกโต้ตอบในจังหวะมุมที่เหมาะสม

พวกเขาเลื่อนไหลปลายนิ้วอย่างต่อเนื่องกับ A Strange Romance ที่ดูเหมือนจะเป็นชิ้นงานเพลงคลาสสิกสำหรับเครื่องดนตรี 2 ชิ้น รับหน้าที่ “เมโลดี / เคาน์เตอร์ เมโลดี” แต่ด้วยบันไดเสียงที่แปลกแปร่งกว่า เบลา แต่งเพลงนี้ด้วยทำนองที่หวานซึ้งแต่เข้มข้นไปอีกแบบ ขณะที่ คอเรีย ตีความได้อย่างหมดจด

พลังดนตรียังเดินทางต่อไป ด้วย Menagerie ก่อนจะผ่อนคลายลงใน Waltse For Abbey ที่เสมือนภาพเขียนอิมเพรสชั่นนิสม์ แล้วจึงมาถึง Brazil ที่มีทำนองคุ้นหู ทว่า คอเรีย จัดวรรคตอนของเพลงเสียใหม่ให้อยู่ในมู้ดเฉพาะตัวของนักดนตรีทั้งสอง

The Enchantment เป็นไตเติลแทร็คที่แต่งโดย ชิค คอเรีย ให้บรรยากาศการฟังมลังเมลืองอยู่ในที ด้วยแนวทำนองสวยงามและคลี่คลายอย่างประณีตลึกซึ้ง ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเพียงการบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีเพียง 2 ชิ้นเท่านั้น

อัลบั้มปิดท้ายด้วย งานเพลงของ เบลา เฟล็ค Sunset Road เป็นอารมณ์เพลงที่ต่อเนื่องกับเพลงก่อนหน้านั้น โดย คอเรีย ยังโชว์ฟอร์มตีความเพลงด้วยไอเดียที่ลื่นไหล ปฏิสัมพันธ์ของนักดนตรีทั้งคู่ดำเนินไปอย่างใกล้ชิดแทบทุกตัวโน้ต จนแทบกลายเป็นเนื้อเดียว ซึ่งไม่ใช่งานเพลงที่ปรากฏให้เห็นบ่อยนัก สำหรับอัลบั้มดนตรีในยุคหลัง

เบลา เฟล็ค ซึ่งมีอาวุโสน้อยกว่าให้ความเห็นถึงโอกาสทำงานร่วมกับนักดนตรีในฝันของเขาว่า ไม่เชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นได้ เพราะ คอเรีย ถือเป็นฮีโร่คนหนึ่งของเขาเลยทีเดียว

ขณะที่ตัวนักเปียโนเองก็ชื่นชม เบลา ไม่แพ้กัน เพราะน้อยคนจะคิดถึงความเป็นไปได้ของการปะทะสังสรรค์ทางดนตรีอย่างเท่าเทียม ระหว่าง เปียโน กับ แบนโจ เยี่ยงนี้ ในมุมมองของ คอเรีย จัดว่า เบลา ได้ยกระดับการเล่นแบนโจอย่างไม่ธรรมดา ซึ่งไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคนิค แต่ด้วยจิตวิญญาณที่ทำให้เสียงในจินตนาการดังกังวานเป็นจริงขึ้นมา

ขณะที่ในมุมมองของผม บางครั้งการฟังโดยไม่คาดหวังและตัดสิน การฟังโดยปล่อยให้เสียงดนตรีคลี่คลายไปตามครรลอง แล้วปล่อยให้ร่างกายสร้างปฏิกิริยาเคมีระหว่างอารมณ์ความรู้สึกของคุณกับเสียงดนตรีเหล่านั้นขึ้นมา ย่อมให้ประสบการณ์อันล้ำค่าและแตกต่าง

The Enchantment ได้ให้ข้อสรุปในทำนองนี้.

Chick Corea and Bela Fleck / The Enchantment / Concord / * * * *

Tracks : 1. Senorita , 2. Spectacle , 3. Joban Dna Nopia , 4. Mountain, 5. Children’s Song #6 , 6. A Strange Romance , 7. Menagerie , 8. Waltse For Abbey , 9. Brazil ,

10. The Enchantment , 11. Sunset RoadPersonnel : Chick Corea , piano ; Bela Fleck , banjo

Recording Date : N/A at Mad Hatter Studios , Los Angeles

Leave Comment

You must be logged in to post a comment.