Jazz After Hours
By admin | April 9th, 2009 | Category: Articles | No Comments »
เรื่องโดย อนันต์ ลือประดิษฐ์
ความรู้สึกเมื่อแรกเห็นชื่ออัลบั้ม ชวนให้ระลึกถึง Jam Sessions After Hours ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ดนตรีเล็กๆ แต่มีความสำคัญในการก่อเกิดดนตรีบีบ็อพ (Bebop) ยุคต้นทศวรรษ 1940s เมื่อนักดนตรีแจ๊สเสร็จสิ้นจากงานประจำวันอันเต็มไปด้วยความซ้ำซากจำเจ แล้วหันมารวมตัวเล่นดนตรีที่ตอบสนองความพึงพอใจของตนเองเป็นหลัก
การเล่นดนตรีด้วยแรงขับจากญาณทัศนะ (Intuition) ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดอันแท้จริงออกมา เป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลง ดังที่บีบ็อพได้นำแจ๊สข้ามผ่านโลกเก่าก้าวสู่กระบวนทัศน์ใหม่ ซึ่งกลายเป็นรากฐานของแจ๊สร่วมสมัยมาจนถึงทุกวันนี้
Jazz After Hours มีลักษณาการเกิดขึ้นคล้ายๆ กัน อย่างน้อยที่สุดนี่คือเสียงเพลงที่คลี่คลายจากอารมณ์ความรู้สึกและความคิดอ่านภายในของ นรินทร์พันธุ์ ปัณฑรวงศ์ ผู้ผละจากโลกของงานประจำในหลายเพลา แล้วก้าวเข้าสู่โลกจินตนาการส่วนตัวอันงดงาม โชคดีที่กระบวนการทำงานทางดนตรีของเขากับผองเพื่อน เปิดโอกาสให้ผู้ฟังเสพรับประสบการณ์จากโลกดนตรีส่วนตัวนั้นในที่สุด
สำหรับแวดวงเพื่อนสนิท โจ้ นรินทร์พันธุ์ ไม่ใช่มือใหม่ทางดนตรี เขาเล่นกีตาร์, ทำหน้าที่ดูแลภาคดนตรี, เรียบเรียงเสียงประสาน และแต่งคำร้องในบางเพลง โดยร่วมกับ ป๊อป ทวิษย์ชญะ ตั้งสหะรังษี ผู้รับหน้าที่ดูแลคำร้อง และ ปิ๊ก ร่มวงศ์ ศรีไชยยันต์ โค-โปรดิวเซอร์ของงานชุดนี้ พลพรรคดนตรีกลุ่มนี้เคยมีอัลบั้ม Event of Love และ Event of Love II อวดโฉมแก่วงการดนตรีบ้านเรามาแล้วช่วงปี ค.ศ.2005-6
เมื่อมาถึงอัลบั้ม Jazz After Hours ทุกอย่างดำเนินไปอย่าง “มากพลัง” ยิ่งกว่า 2 อัลบั้มแรก ไม่เพียงนักร้อง 14 ชีวิตที่ฝากเสียงร้องไว้ใน 14 บุคลิกภาพ ผ่าน 14 เพลงที่ปรุงขึ้นอย่างพิถีพิถันเท่านั้น หากยังเป็นการรวมตัวของนักดนตรีระดับจอมยุทธ แค่เห็นรายชื่อก็ทำให้คนฟังจินตนาการได้ถึง “ขนาดของหัวใจ” ของบุคลากรทางดนตรีเหล่านี้ โดยมี โอ ชัชวาลย์ สุรเดช ร่วมผลักดันให้โครงการนี้เป็นจริงขึ้นมา
ภาคดนตรีทั้งหมดของอัลบั้มนี้ลงตัวเกินคาด ด้วยบทบาทการขับเคลื่อนของริธึ่มเซคชั่นที่ โจ้ ได้มือดีอย่าง ป่อง เทอดศักดิ์ วงศ์วิเชียร มือดับเบิลเบส, ก้อง ณภัทร พิริยกิตติ์ศรัณย์ มือกลอง และ บั๊ม ธีรพจน์ ผลิตากุล มือเปียโน มาเป็นเสาหลัก แต่องค์ประกอบที่ท้าทายไม่น้อย เห็นจะเป็นเพลงแจ๊สกับ “คำร้อง” แบบไทยๆ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่เพียงศิลปิน แม้กระทั่งผู้ฟังยังต้องเปิดใจกว้างเพื่อรับรู้ถึงความมานะดังกล่าว
ความสละสลวยด้านหนึ่งจึงมาจากฝีมือการเขียนคำร้อง แต่ขณะเดียวกันความน่าตื่นตาของอัลบั้มนี้ยังอยู่ที่การตีความของนักร้องแต่ละคน ซึ่งสะท้อนถึงบุคลิกภาพเฉพาะตัวของเขาและเธอเหล่านั้น เริ่มต้นจาก “ต้นรัก” โดย สุเมธ องอาจ บนชีพจรจังหวะลาตินอันโยกโยน เขาถ่ายทอดได้อย่างเป็นธรรมชาติ และไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะเห็น สุเมธ ร้องสแกทไปตามไลน์โซโลของเปียโน
ฟอร์ด สบชัย ไกรยูรเสน มากับลีลาการร้องกึ่งคาบาเรต์ ใน “โรคคนขี้เหงา” ภาคดนตรีเป็นโครงสร้างแบบเพลงสแตนดาร์ด ได้ แม็ค ภาณุพงศ์ ทิณมณี ฝากเสียงไวบราโฟนไว้ก่อนเจ้าตัวจะบินไปเรียนต่อดนตรีที่ฝรั่งเศส เสียงไวบราโฟนช่วยให้บรรยากาศเพลงพิเศษขึ้นในทันใด เช่นเดียวกับเสียงแซ็กโซโฟนเนียนๆ ของ โก้ เศกพล อุ่นสำราญ
โอ๋ ลำดวน ดูจะคุ้นเคยกับบีทแบบบอสซา โนวา อยู่แล้ว ในเพลง “แค่กอด” เปลี่ยนบรรยากาศอัลบั้มให้ใสสว่างขึ้น นอกจากเสียงฟลุ้ทใสๆ ของ อัจจิมา ทีฆวาทิน ทั้งในท่อนอินโทร.และโซโลแล้ว ความลงตัวยังมาจากคำร้องของ ป๊อก ทวิษย์ชญะ ที่กระชับแต่ได้ความดีแท้
เช่นเดียวกับฝีมือการเขียนคำร้อง-ทำนองของ โจ้ นรินทร์พันธุ์ ในเพลง “อยู่อย่างพอเพียง” ที่คลี่คลายมาจากความคิดที่ตกผลึกชัดเจน “…ไม่ต้องมีเงินเจ็ดหมื่นล้านเหมือนใครๆ ก็มีสุขได้ ถ้าเธอและฉันเข้าใจกัน…” ผนวกกับเสียงร้องในลีลากวนๆ ที่ขับออกมาจากก้นบึ้ง ของ บอม คเณศ พักตระเกษตริน ทำให้คนฟังเชื่อตามนั้นได้จริงๆ ดีกรีเข้มๆ ในเพลงนี้ยังมาจากภาคริธึ่มที่ลื่นไหลและไลน์โซโลแซ็กโซโฟนของมิสเตอร์แซ็กแมน
อินโทร.อย่างเรียบง่ายจากเสียงกีตาร์ของ โจ้ ในเพลง “ห้ามใจ” บ่งบอกถึงลายเซ็นต์ของเขาได้ทันที และปรากฏชัดเจนขึ้นในท่อนอินโพรไวเซชั่นที่ชวนให้คิดถึงอิทธิพลของนักกีตาร์อย่าง เวส มอนต์กัมเมอรี, จอร์จ เบนสัน เรื่อยไปจนถึง ลี ริทนาวร์ ส่วนเสียงร้องของ ปาล์ม พิมพ์เพชร กุญชร ณ อยุธยา ในเพลงนี้เป็นสื่อให้ความหมายของเพลงรื่นรมย์ยิ่งขึ้น
เสน่ห์ของเพลงบัลลาด อย่าง “ครั้งหนึ่ง” คือพื้นที่ว่างของโครงสร้างเพลงที่เปิดทางให้เสียงร้องนุ่มทุ้มของ ตั๊ก สัญลักษณ์ โฆษะจันทร์ และ เสียงแซ็กโซโฟนของ โก้ เศกพล มาบรรจบกัน (แน่นอนอาจจะมีใครบางคนกระซิบให้นึกถึง จอห์น ฮาร์ทแมน กับ จอห์น โคลเทรน) โดย ป่อง เทอดศักดิ์ ทำหน้าที่สอดผสานตัวโน้ตไปพร้อมๆ กับรายละเอียดอันรุ่มรวยจากเท็กซ์เจอร์เสียงฉาบและสแนร์ผ่านฝีแปรงของ ก้อง ณภัทร
ในเพลง “ฉันเอง” เป็นโอกาสดีอีกครั้งที่เราจะได้ยินเสียงร้องของ ธิติ พฤกษ์ชะอุ่ม หนึ่งในนักร้องจากอัลบั้ม “เลบง” เมื่อครั้งอดีต ส่วน “ใยแมงมุม” เป็นการนำเพลงอมตะของ ประภาส ชลศรานนท์ มาถ่ายทอดใหม่ด้วยน้ำเสียงอันไพเราะของ บี๋ คณาคำ อภิรดี โดยได้ ผึ้ง อาร์มแชร์ ฝากไลน์โซโลกีตาร์อันลื่นไหลและหมดจดเอาไว้
“ใจเธอ เหมือนลม” มีโมทิฟน่าสนใจ นี่คือการผสานกันอย่างพอเหมาะระหว่างโทนคัลเลอร์ของเสียงทรัมเป็ต โดย Rustma Galinllin กับ เอสันติ สุวรรณวลัยกร ที่เคยฝากน้ำเสียงนิ่งๆ ของเขาไว้ในอัลบั้ม Event of Love ทั้ง 2 ชุดมาแล้ว จากนั้น อุณหภูมิดนตรีในอัลบั้มจะร้อนแรงขึ้นกับเพลง “ไม่มีอะไรที่ฉันต้องการ” ที่ทั้ง คาโยะ ญาดา ฉัตรมงคลพร กับ โก้ แซ็กแมน ต้องผันทำนองอย่างเร่งเร้าไปบนเทมโปที่มีอัตราความเร็วกว่า 300 bpm
วิรสิทธิ์ ศิริตัน มากับเพลง “พรุ่งนี้ ตัดผมฟรี” ที่คำร้องดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล่าขำขัน ทว่าลึกลงไปกว่านั้นมีปรัชญาแอบแฝงอยู่ โดยมี ป่อง เทอดศักดิ์ ใช้ไลน์เบสอุ้มเพลงเป็นหลักเอาไว้ ถือเป็นเพลงที่มีไอเดียในการนำเสนอ ก่อนจะข้ามมาสู่ฟอร์มเพลงบลูส์ใน “เชื่อง” ที่ อู่ สุขวิทย์ อุดมศรีลาภ อดีตนักร้องนำวง Porkkeeper ทำได้เนียนชนิดไร้ตะเข็บ
ท้ายอัลบั้ม Jazz After Hours มีเพลงเสียดสีเย้ยหยันความเป็นไปของสังคม อย่าง “ไฮโซ” ที่ บรรณ สุวรรณโณชิน ถ่ายทอดไว้กวนๆ มันๆ ตามสไตล์ถนัด ส่วน “ดีแต่พูด” สอดรับกับลีลาของ เจี๊ยบ วลัย พิพัฒน์เจริญกิจ ที่มีระดับเสียงสูง เธอโชว์สแกทไว้พอเหมาะ พ่วงด้วยเสียงทรัมเป็ตของ Rastma ที่ให้ความรู้สึกเต็มอิ่มในการฟัง
กว่า 72 นาทีของอัลบั้มนี้ ไม่เพียงเป็นผลงานที่เหล่านักร้องนักดนตรีทำขึ้นเพื่อตอบสนองความพึงพอใจของพวกเขาเท่านั้น แต่ในเวลาเดียวกัน นักฟังที่ย้อนคืนสู่โลกส่วนตัวหลังชีวิตการงานในแต่ละวัน Jazz After Hours คือพื้นที่นัดพบอันเชื่อมโยงให้คนทั้งสองกลุ่มโคจรมาพบกันอย่างพอเหมาะพอดี.
อนันต์ ลือประดิษฐ์
บรรณาธิการ JazzLife
www.bangkokjazzlife.com