เบนนี โกลสัน ความสดใหม่ ณ วัย 80

Benny Golson

Benny Golson

เบนนี กอลสัน นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนรุ่นใหญ่เพิ่งมีคอนเสิร์ตฉลองครบรอบ 80 ปี ณ เคนเนดี เซ็นเตอร์ เมืองวอชิงตัน ดีซี ไปเมื่อเดือนมกราคม 2009 ที่ผ่านมา

ด้วยเหตุเป็นตำนานที่มีลมหายใจ (Living Legend) สื่อด้านดนตรีแจ๊สทั้งในสหรัฐอเมริกา และยุโรป จึงประโคมข่าวคราวของเขาในช่วงนี้เป็นพิเศษ ยิ่งหากเราพิจารณาจากภาพถ่ายประวัติศาสตร์ของเหล่านักดนตรีแจ๊สที่มีชื่อเสียง 57 คน เมื่อปี ค.ศ.1958 ซึ่งต่อมาใช้เป็นภาพปกของหนังสารคดีเรื่อง A Great Day in Harlem อาจจะกล่าวได้ว่า เหลือศิลปินในภาพเพียง 5 คนเท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ และ 3 ใน 5 คนที่เรารู้จักกันดี นอกจาก กอลสัน แล้ว คือ ซันนี โรลลินส์ และ แฮงก์ โจนส์ !

ความเคลื่อนไหวพิเศษของ เบนนี กอลสัน ในระยะนี้ ประกอบด้วยอัลบั้ม 2 ชุดที่ทยอยออกมาให้แฟนเพลงได้ฟังกัน ชุดหนึ่งเป็นอัลบั้มรวมเพลง The Best of… ส่วนอีกชุด คืองานบันทึกเสียงใหม่ New Time New ‘Tet ออกกับสังกัด คองคอร์ด ซึ่งในบ้านเราดูแลการจัดจำหน่ายโดย ยูนิเวอร์ซัล มิวสิค (แต่ผมไม่แน่ใจว่าบุคลากรของค่ายเพลงจะเห็นความสำคัญของอัลบั้มนี้จนผลิตออกมาขายหรือไม่)

สำหรับอัลบั้ม New Time New ‘Tet ในส่วนของ ‘Tet หมายถึงชื่อวงดนตรี 6 ชิ้น (Sextet) ที่เดิมในยุคสมัยหนึ่ง กอลสัน เรียกวงของเขาว่า The Jazztet ซึ่งสมาชิกวงในเวลานั้นประกอบด้วยศิลปินอย่าง แมคคอย ไทเนอร์ (ก่อนจะมีชื่อเสียงเมื่อร่วมเป็นสมาชิกในวงของ จอห์น โคลเทรน) และ อาร์ม ฟาร์เมอร์ มือทรัมเป็ตชื่อดัง เป็นต้น

ส่วนสมาชิกวงของ เบนนี กอลสัน คราวล่าสุดนี้ ส่วนใหญ่เป็นนักดนตรีต่างวัยที่เล่นดนตรีอย่างเข้าขากันมานาน ในลักษณะการประสมวงแบบคอมโบ และบรรเลงตามแบบฉบับของดนตรี “ฮาร์ด บ็อพ”

พวกเขาหยิบเอาเพลงเก่าที่เราคุ้นเคย ผนวกกับเพลงจากฝีมือการแต่งของ กอลสัน 6 เพลง รวมถึงการตีความบทเพลงคลาสสิกของ โชแปง , แวร์ดิ และเพลงอมตะ Whisper Not ซึ่งส่งให้ กอลสัน มีสถานภาพอันโดดเด่นในฐานะนักแต่งเพลง มาบรรเลงใหม่อีกด้วย (เบนนี กอลสัน ยังเป็นผู้แต่งเพลงที่คอแจ๊สรู้จักกันดี อาทิ เช่น Killer Joe, Along Came Betty และ Stablemates)

เริ่มต้นกันด้วย Grove’s Groove เพลงฮาร์ดบ็อพบนระดับจังหวะ มิด-เทมโป ที่ฟังสบาย บนท่วงทำนองง่ายๆ โดย สตีฟ เดวิส ฝากไลน์โซโลทรอมโบนไว้อย่างสวยงาม เช่นเดียวกันกับความสุขุมลุ่มลึกที่ถ่ายทอดผ่านปลายนิ้วของ บัสเตอร์ วิลเลียมส์ มือเบสที่มีความชำนาญบนฟิงเกอร์บอร์ดอย่างไร้ตัวจับ

บรรยากาศของอัลบั้มร้อนขึ้นด้วย Airegin เพลงดังของ ซันนี โรลลินส์ (สังเกตว่า หากกลับตัวอักษรเพลงนี้จะกลายเป็น Nigeria) ที่ภาคฮอร์นเติมตัวโน้ตทุกช่องว่างอย่างอิ่มแน่น ขณะที่ภาคริธึ่มเซคชั่นเหนียวแน่นในทุกอณูของชีพจร ทางทรัมเป็ตของ เอ็ดดี เฮนเดอร์สัน เข้มถึงใจ สลับกับไลน์การบรรเลงเทเนอร์แซ็กนุ่มๆ ตามบุคลิกของ กอลสัน ก่อนจะสลับมาสู่บัลลาดอันเยือกเย็นใน Dream to Dream ซึ่งสมาชิกแต่ละคนเติมความหมายให้แก่เพลงด้วยแอพโพรชที่แตกต่างกัน ทั้งการใช้เทคนิคโบว์ของ บัสเตอร์ วิลเลียมส์ ทางทรอมโบนอันหม่นเทา, ทางทรัมเป็ตอันแฝงด้วยความร้อนแรง หรือทางฮาร์มอนีของเปียโน

ในเพลง Whisper Not กอลสัน ได้ อัล จาร์โร มาฝากเสียงร้องที่ครั้งหนึ่ง เลียวโอนาร์ด โคเฮน นักเขียนเกี่ยวกับดนตรีแจ๊สชื่อดังเคยฝากคำร้องไว้ เป็นการนำเพลงอมตะนี้กลับมาบันทึกเสียงโดยเจ้าของเพลงเองเป็นครั้งแรก นับจากที่เคยบันทึกไว้เมื่อปี ค.ศ.1959 แต่ถึงกระนั้นก็ยังให้ความรู้สึกใหม่สดจากการบรรเลงจนสัมผัสได้

กอลสัน หยิบเพลง Epistrophy มานำเสนอได้อย่างโฉบเฉี่ยว ด้วยการเข้าถึงจิตวิญญาณของเพลงถึงแก่น เขาทำให้เพลงของ ธีโลเนียส มังค์ เพลงนี้ กลายเป็นเพลงของเขาได้ในบัดดล ขณะที่ Love Me in a Special Way เป็นเพลงเก่าในสายริธึ่มแอนด์บลูส์ของ เอล ดีบาร์จ ที่ค่อนข้างป๊อป ฟังสบาย แต่ไม่ว่างเปล่าหรือเจือจางจนเกินไป โดยเฉพาะทางโซโลของ กอลสัน ที่หมดจดงดงามทีเดียว

ในอัลบั้มยังเผยถึงอิทธิพลของดนตรีคลาสสิกที่มีต่อนักเทเนอร์แซ็กจากเมืองฟิลาเดลเฟียคนนี้ โดย L’Adieu มาจากความประทับใจในบทประพันธ์จากยุคโรแมนติคของ โชแปง นำทำนองหลักด้วยเสียงทรัมเป็ต กับภาคอิมโพรไวส์ของ เปียโน ที่มีเบสและกลองแสดงปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดในรายละเอียด ขณะที่  Verdi’s Voice สะท้อนกลิ่นอายของดนตรียุคบาโร้คที่สละสลวย หากเชื่อมผสานกับแจ๊สได้อย่างเหมาะเจาะ ด้วยชีพจรดนตรีแทงโกในบางช่วง

Gypsy Jingle Jungle เป็นฮาร์ดบ็อพบนชีพจรอันเร่งเร้า ด้วยทำนองอิงกลิ่นอายรัสเซียนที่ให้ความหวานปนเศร้า แต่บรรยากาศของเพลงนี้ กลับถูกแทนที่ด้วยบทสนทนาที่ออกรสจนไม่เหลือเค้าเดิม เช่นเดียวกันกับ Uptown Afterburn ที่เหมือนไฟลามไปในทุกมิติ ตั้งแต่การเข้าสู่อิมโพรไวเซชั่นของ บัสเตอร์ วิลเลียมส์ ตามด้วย สตีฟ เดวิส , เบนนี กอลสัน, เอ็ดดี เฮนเดอร์สัน, ไมค์ เลดอนน์ และ คาร์ล อัลเลน ตามลำดับจนครบทุกคน พวกเขาบรรเลงอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยการถ่ายทอดทุกองค์ประกอบพื้นฐานทางดนตรีรวมถึงกลเม็ดเด็ดพรายที่มีอยู่ได้อย่างสละสลวย และแม่นยำ

โดยภาพรวมบรรยากาศของอัลบั้มชุดนี้เสมือนการแสดงสด เหมือน 2 ครั้งที่ผมมีโอกาสได้ชมการแสดงของ เบนนี กอลสัน บนเวทีคอนเสิร์ต ซึ่งในคราวนั้น เขายังมีเพื่อนตัวเล็กที่ชอบดื่มสุรา อย่าง จอห์นนี กริฟฟิน นักอัลโตแซ็ก ช่วยกันรับและส่งมุขตลอดเวลา ราวกับการแสดงของตลกก็ไม่ปาน นอกเหนือไปจากการพูดคุยถึง จอห์น โคลเทรน เพื่อนสนิทจากเมืองเดียวกัน ที่จากโลกไปแล้วเมื่อ 42 ปีก่อน แม้จะเป็นฉายซ้ำแต่ทุกคนก็ยินดีที่จะได้ฟัง

benny

วัย 80 ปี ของเบนนี กอลสัน กับผลงานดีๆ เช่นนี้ กระตุ้นเตือนให้แฟนเพลงแจ๊สตระหนักว่า นี่คือตำนานอีกรายที่ยังเปี่ยมด้วยพลังการทำงาน และไม่สมควรอย่างยิ่งที่คุณจะพลาด ไม่ว่าอัลบั้มหรือการแสดงสดของเขาก็ตาม

Benny Golson
New Time New ‘Tet
Concord Records
* * * * 1/2

New Time New ‘Tet : Grove’s Groove; Airegin; Dream to Dream; Whisper Not; Epistrophy; L’Adieu; Love Me in a Special Way; Gypsy Jingle Jungle; Verdi’s Voice; Uptown Afterburn.
Personnel: Benny Golson: saxophone; Eddie Henderson: trumpet; Steve Davis: trombone; Mike LeDonne: piano; Buster Williams: bassist; Carl Allen: drums, Al Jarreau , vocal on Whisper Not

Leave Comment

You must be logged in to post a comment.