Esperanza Spalding สาวน้อยมหัศจรรย์
By JazzLife Editor | May 10th, 2009 | Category: Bio | No Comments »
เป็นเรื่องที่กล่าวขานกันในช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้ เมื่อสำนักตักศิลาทางดนตรีชื่อดัง อย่าง Berklee College of Music แห่งเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซ็ทท์ สหรัฐอเมริกา มีศิลปินระดับอัจฉริยะรุ่นเยาว์ (Child Prodigy) ก้าวมาทำหน้าที่เป็นครูผู้สอน ด้วยวัยเพียง 20 ปี แถมยังเป็นผู้หญิงเสียด้วย
เขียนมาถึงตรงนี้ แฟมินิสต์ทั้งหลายอย่าเพิ่งค้อนเอานะครับ เหตุที่เน้นย้ำเพราะสัดส่วนผู้หญิงในโลกดนตรีนั้นมีน้อยจริงๆ จนน่าใจหาย อันนี้ผมหมายถึงคนดนตรีจริงๆ ที่สร้างสรรค์ผลงานได้มากกว่าการจับไมค์ร้องเพลง
อย่างไรก็ตาม นี่คือปรากฏการณ์แห่งความเท่าเทียมก็ว่าได้ เพราะเป็นครั้งที่สองนับจากกรณีของ แพท เมธินี เมื่อกว่า 30 ปีก่อน ซึ่งคราวนั้น แพท สร้างความฮือฮาไปทั่ววงการ ด้วยการเป็นอาจารย์สอนกีตาร์ที่มีอายุน้อยที่สุด… เพียง 19 ปี !
กรณีของ เอสเปอรันซา สปัลดิง ก็เช่นกัน ด้วยฝีไม้ลายมือด้านการร้องและการเล่นดับเบิลเบสไปพร้อมๆ กัน ใครพบเห็นย่อมรู้สึกอัศจรรย์ใจในความสามารถของเธอ เพราะไม่เพียงเล่นดับเบิลเบสเก่งขนาดผู้ชายอกสามศอกต้องถอย แต่เธอยังร้องได้คล่องถึง 3 ภาษา ทั้ง อังกฤษ สแปนิช และ โปรตุกีส
เช่นเดียวกันกับการเจริญตามรอยศิลปินรุ่นพี่ อย่าง แพท เมธินี ที่ไม่จำกัดตัวเองเพียงบทบาทด้านการศึกษา แต่ก้าวสู่การเป็นศิลปินแนวหน้าที่มีงานบันทึกเสียงชั้นเลิศและตารางการแสดงแน่นขนัด
ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เอสเปอรันซา มีอัลบั้มออกมาแล้ว 2 ชุด โดยเฉพาะชุดหลัง Esperanza ที่เธอโปรดิวเซอร์เองทั้งหมด จัดว่ามีเสียงตอบรับที่ดีเกินคาด ด้วยแนวทางดนตรีที่เปิดกว้างจากการผสมผสานหลากหลายสไตล์เข้าไว้ด้วยกัน รวมทั้งการมี “สัมผัสแห่งป๊อป” อย่างเพียงพอ ทำให้สาวน้อยคนนี้ขยายขอบเขตออกไปสู่ผู้ฟังวงกว้างได้อย่างน่าทึ่ง
หากอัลบั้ม Esperanza (2008) ที่ออกกับสังกัดเพลง เทลาร์ค (Telarc) สามารถเรียกความสนใจจากแฟนเพลงโดยทั่วไปได้แล้ว อัลบั้ม Junjo (2004) ที่ออกมาก่อนหน้านั้น ซึ่งค่อนข้างจริงจังกว่า ก็บ่งบอกถึงพื้นฐานทางดนตรีที่เข้มข้น และสะท้อนถึงความรู้ความเข้าใจในจารีตดนตรีอย่างถึงรากเหง้า

ตรงนี้อาจจะพลิกความคาดหมายอยู่บ้า สำหรับผู้ใหญ่บางคนที่มักสบประมาทคุณภาพของเยาวชนรุ่น “เจนเนอเรชั่น วาย” อย่างสาดเสียเทเสีย เพราะ เอสเปอรันซา ทำได้ดีแบบไร้ที่ติจริงๆ
นักดนตรีระดับแนวหน้าของโลกที่เคยร่วมงานกับเธอ ล้วนตกหลุมรักสาวคนนี้กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น โจ โลวาโน, เวย์น ชอร์เตอร์, เฮอร์บี แฮนค็อค, ลี โคนิตซ์, ไบรอัน เบลด, สแตนลี คลาร์ค เรื่อยมาจนถึง แพททิ ออสติน นักร้องอาวุโสของวงการ
0 0 0 0 0
เอสเปอรันซา เกิดและเติบโตมาจากเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน ด้วยเหตุผลที่บ้านอยู่ในชนบท ห่างไกลจากโรงเรียน และการเดินทางค่อนข้างลำบาก ทำให้เธอต้องเข้าๆ ออกๆ สลับกับการเรียนในแบบ “โฮม สกูล” เป็นระยะๆ
แต่ด้วยความมุ่งมั่นทางดนตรี โดยมีคุณแม่คอยให้การสนับสนุนอย่างทุ่มเททั้งร่างกายและจิตใจ ผลปรากฏว่าเธอใช้เวลาเรียนในระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยพอร์ตแลนด์สเตทเพียง 3 ปี จากนั้น สถาบันดนตรีเบิร์กลี ก็รีบจับจองตัวเธอเป็นอาจารย์ทันทีที่เรียนจบ

สาวน้อยคนนี้เริ่มต้นจากการเรียนไวโอลินเมื่ออายุ 5 ขวบ อีก 10 ปีต่อมาหันมาจับดับเบิลเบส เครื่องดนตรีในตระกูลเดียวกันแต่มีขนาดใหญ่ถึงกับต้องยืนเล่น ชีวิตดนตรีส่วนมากทุ่มเทกับศาสตร์ของดนตรีคลาสสิก จนวันหนึ่ง เมื่อมีโอกาสได้แจมเพลงบลูส์ที่ไนต์คลับละแวกบ้านช่วงบ่ายวันอาทิตย์ การได้เรียนรู้แนวทางวอล์คเบสบนทางเดินคอร์ดแบบบลูส์ (Blues Chord Pregression) ถึงกับมีมนต์สะกดให้ เอสเปอรันซา หลงใหลถึงขั้นฝึกเล่นทั้งวันทั้งคืน
เอสเปอรันซา เคยให้สัมภาษณ์ว่าบรรยากาศทางดนตรีที่เมืองพอร์ตแลนด์ในช่วงเวลานั้น มีลักษณะเฉพาะที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของเธออยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะการเป็นแหล่งรวมมือเบสที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็น เดวิด ฟรีเสน, ฟิล เบเกอร์ แห่งวง พิงค์ มาร์ตินี, เกล็น มัวร์ แห่งวง โอเรกอน รวมถึง เคน บอลด์วิน มือเบสแห่งวง โอเรกอน ซิมโฟนี ออร์เคสตรา ครูของเธอเอง
นอกจากโลกของดนตรีคลาสสิกแล้ว เอสเปอรันซา ฟังดนตรีมาทุกแนว เธอผ่านประสบการณ์เล่นในวงดนตรีราวครึ่งโหล รวมถึงวง นอยส์ ฟอร์ พรีเทนด์ (Noise for Pretend) วงแนวป๊อป-ร็อคแถวบ้าน ซึ่งเป็นครั้งแรกในวงนี้ที่เธอทดลองเล่นเบสพร้อมๆ กับร้องเพลงไปด้วย และนั่นได้กลายมาเป็นความแปลกใหม่ เพราะเบสใหญ่หรือดับเบิลเบส ไม่ใช่เบสไฟฟ้าที่คนเล่นจะร้องตามได้อย่างง่ายๆ
มิหนำซ้ำแนวดนตรีที่พลิกจากป๊อปร็อคมาสู่สไตล์แจ๊สที่ให้ความสำคัญกับฮาร์มอนีและปฏิสัมพันธ์ภายในวง ณ ปัจจุบันขณะ เป็นอย่างมาก ย่อมมิใช่เรื่องง่ายในสายตาของคนในวงการดนตรี
ด้วยเหตุนี้ วิชาที่เธอสอนที่เบิร์กลี วิชาหนึ่ง จึงเป็นเรื่องของการร้องและการเล่นไปพร้อมๆ กัน กับอีกวิชาหนึ่ง เป็นเรื่องของการแกะเพลง (Transcription) อันเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่ความเข้าใจในด้านทฤษฎีและการเรียบเรียงเสียงประสาน ซึ่งเอาเข้าจริงๆ วิชาหลังคือแนวทางการเรียนรู้ที่นักดนตรีแจ๊สรุ่นก่อนจะมีรั้วมหาวิทยาลัย ได้ผ่านการฝึกฝนกันมาแทบทุกคน
0 0 0 0 0
อัลบั้ม Esperanza เป็นแจ๊สที่อิงกลิ่นอายลาติน ด้วยบทบาทของเพลงร้องที่ให้ความรู้สึกสดใส ทำให้ภาพลักษณ์ของสาวน้อยจากพอร์ตแลนด์คนนี้ ดูไม่ขรึมขลังจนเกินวัยเท่าใดนัก
ในด้านการร้องเพลง เสียงของเอสเปอรันซาออกโทนหวานชื่น ฟังรื่นหู ด้วยระดับเสียงที่แม่นยำ เจือส่วนผสมของ เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์, บลอสซัม เดียรี และ เบ็ตตี คาร์เตอร์ ดังที่แสดงออกผ่านการร้องสแกท โวคอล ในเพลงอย่าง I Adore You ส่วนเสียงเบสของเธอบ่งบอกถึงพละกำลังที่เกินตัว ทางวอล์คเบสชวนให้ระลึกถึงมือเบสระดับตำนาน อย่าง ชาร์ลส์ มิงกัส
ขณะที่ภาคดนตรีค่อนข้างกลมกลืนเป็นเอกภาพ นอกจากวงหลักแล้ว แขกรับเชิญอย่าง โฮราซิโอ เฮอร์นานเดซ มือกลองชาวคิวบา และ โดนัลด์ แฮร์ริสัน มือแซ็กจากนิวออร์ลีนส์ ก็จัดเป็นส่วนผสมที่ลงตัวทีเดียว

เพลงโดยรวมในอัลบั้มฟังง่าย กระเดียดไปทางป๊อปด้วยซ้ำ แต่ในเวลาเดียวกันก็ยังรักษาชั้นเชิงของการเรียบเรียงดนตรีไว้ในระดับสุดยอด เช่นเดียวกันกับการเปิดทางให้แก่การแสดงออกด้านอิมโพรไวเซชั่นของนักดนตรีแต่ละคน
เพลงสแตนดาร์ด Body and Soul หรือในภาคภาษาสแปนิช Cuerpo Y Alma เป็นตัวอย่างที่เด่นที่สุดในอัลบั้ม ด้วยชีพจรการบรรเลงที่ปรับเปลี่ยนมาสู่จังหวะ 5/4 ที่ค่อนข้างท้าทายไม่น้อย เช่นเดียวกันกับเพลง Ponta De Areia เพลงเก่าของ มิลตัน นาสซิเมนโต ที่ฉีกไปจากฉบับเวอร์ชั่นดั้งเดิม
I Adore You เป็นตัวอย่างที่ดีของการรักษาฟอร์มเพลงแบบเดิมๆ แต่เพิ่มเติมอะเรนจ์เมนต์ที่ท้าทายสำหรับการบรรเลงของนักดนตรี ส่วน She Got to You เป็นเพลงอัพเทมโป ที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างทางเบสกับเสียงร้อง
แนวคิดในการทำงานของ เอสเปอรันซา คือการนำเสนอดนตรีแจ๊ส ด้วยประสบการณ์ใหม่สด และเปิดพื้นที่ให้คนฟังทั่วไปสามารถเข้าถึงดนตรีแนวนี้ได้โดยง่าย ดังการนำจังหวะเต้นรำที่มีลักษณะ “กรู้ฟ” มาใช้อย่างพอเหมาะ แต่ในเวลาเดียวกันก็ยังไม่ทิ้งการแสดงออกซึ่งตัวตนของนักดนตรี หรือไอเดียในการใช้แนวฮาร์มอนีที่มีชั้นเชิง
ในฐานะคนฟัง ประเด็นของ เอสเปอรันซา ที่มิอาจมองข้าม คือความจริงที่ว่าความสามารถทางดนตรีของเธอนั้นมิได้เกิดขึ้นจากอากาศธาตุ ทว่า มันมาจากแรงงานความรัก และเป็นความพยายามอย่างต่อเนื่องยาวนาน เกิดจากการทำงานที่มองเห็นความงดงาม และคุณค่าของกระบวนการเหล่านั้นในตัวเอง จนคลี่คลายออกมาเป็นดอกผลที่เป็นธรรมชาติ
ลองทบทวนตัวเองหน่อยเป็นไร ว่าเราไม่ได้ชิมรสทิพย์ของผลไม้ที่สุกงอมตามธรรมชาติมานานเท่าใดแล้ว

นอกจากเวทีการประชันความสามารถแบบประเดี๋ยวประด๋าวทางจอแก้วที่เราๆ ท่านๆ ตื่นเต้นกันเป็นพักๆ เพราะมนต์มายาของทีวี หากปรับเปลี่ยนขอบเขตการรับรู้เสียใหม่ บางที เราจะพบว่าโลกยังมีพื้นที่กว้างสำหรับความมหัศจรรย์อีกหลายเรื่อง
แต่ระวังสักหน่อย เพราะคุณอาจจะหลงใหลไปกับอัจฉริยภาพของ เอสเปอรันซา สปัลดิง โดยไม่รู้ตัว เพราะแม้แต่ เดวิด เลทเทอร์แมน พิธีกรชื่อดัง ไม่วายพูดถึงสาวน้อยคนนี้ว่า
“นี่คือสุดยอดแขกรับเชิญ เท่าที่เคยมาร่วมในรายการของเรา” !
คลิปเบื้องหลังการผลิตอัลบั้ม esperanza