Swing Out Sister
By admin | July 19th, 2009 | Category: Bio | No Comments »
เมื่อพูดถึง Swing Out Sister (SOS) คนทั่วไปจะรู้จักในนามของวง Jazz สุดเก๋จากประเทศอังกฤษในช่วงปลายปียุค 80 ซึ่งมีเพลงดีๆ มากมาย ด้วยเสียงร้องที่ได้อารมณ์ได้วิญญาณของ Corinne Drewery เนื้อหาของเพลงที่มีความเป็นผู้ใหญ่และหลากหลายแต่เข้าถึงได้ง่าย และถึงแม้ SOS จะเงียบๆไปบ้างในช่วงหลังๆ แต่โชคดีที่SOS มีแฟนเพลงเหนียวแน่นมากในญี่ปุ่น ทำให้ Swing Out Sister ยังคงประสบความสำเร็จจนทุกวันนี้ และยังคงทำเพลงอยู่เสมอๆ
Swing Out sister ฟอร์มวงในปี1985 โดยมีสมาชิกเริ่มแรกคือ มือคียบอร์ด Andy Connell (b.1962) และ มือกลอง/เพอร์คัสชั่น Martin Jackson (b.1958) ซึ่งร่วมทำวงกันมาก่อนในนามของ Certain Radio และ Magazine จนทั้งคู่ได้รู้จักกับนักดีไซเนอร์ฝึกหัด Corinne Drewery (b.1959) ชาวเมือง Nottingham แล้วเกิดความประทับใจในน้ำเสียงของ Corinne Drewery อย่างมาก จึงชักชวนเธอเข้าร่วมวง และทำซิงเกิ้ลแรก Blue Mood แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ต่อมาถูกรวมไปอยู่ในอัลบั้มแรก It’s Better To Travel

ซิงเกิ้ลต่อมาของพวกเขาคือ Breakout กลายเป็นซิงเกิ้ลฮิตติดอันดับ Top Tenในอังกฤษ และญี่ปุ่น ในปี1986 จนในที่สุดอัลบั้มแรกที่มีชื่อว่า It’s Better To Travel ก็ออกวางขาย การทำงานเพลงในครั้งนี้ Corinne Drewery เป็นคนแต่งเนื้อร้องทั้งหมด มี Andy Connell กับ Martin Jackson เป็นผู้แต่งทำนองและเรียบเรียงเพลง ผลปรากฎณ์ว่าอัลบั้มชุดนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากทั้งในอังกฤษ ญี่ปุ่น และอเมริกามีเพลงฮิตติด Top 40 อย่าง Breakout, Twilight World, Surrender และ Fooled By A Smile อัลบั้มชุดนี้โปรดิวซ์โดย Paul O’Duffy บุคคลซึ่งปิดทองหลังพระให้กับวงมาโดยตลอด ดดยเขามีส่วนร่วมในการเรียบเรียงเพลงทั้งหมด จนเปรียบเหมือนเป็นสมาชิกของวงอีกคนนึงเลยทีเดียว
ต่อมา SOS ก็กลายเป็นวงดูโอไป เมื่อ Martin Jackson ตัดสินใจลาออกจากวง แต่ก็ยังมีส่วนในการทำเบื้องหลังและทำโปรแกรมกลองในอัลบั้มชุดต่อมาของทางวงที่มีชื่อว่า Kaleidoscope World ในปี 1989 โปรดิวซ์โดย Paul O Duffy เช่นเดิม อัลบั้มชุดได้ Jimmy Webb มาเรียบเรียงและควบคุมวงออเครสตร้า มีเพลงฮิตอย่าง You On My Mind, Where In The World, Forever Blue และ Waiting Game แม้ไม่ประสบความสำเร็จไม่เท่าชุดแรก แต่ก็ถือว่าสามารถรักษามาตรฐานเดิมเอาไว้ได้ และยังคงโด่งดังมากในญี่ปุ่นเช่นเคย และด้วยความสำเร็จจากทั้งสองอัลบั้มในประเทศญี่ปุ่น ทำให้เกิดอัลบั้มพิเศษที่วางขายเฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้นคือ Another Non-Stop sister ในปี1989 ตามมาด้วย Swing 3 ในปี1990 เป็นอัลบั้มที่มีเพลงรีมิกซ์ และเพลงหน้าบีหาฟังยากเป็นส่วนใหญ่ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากแฟนเพลงในญี่ปุ่น หลังจากนั้น SOS ไม่มีผลงานใหม่ๆ ออกมาอีกเลย และ Martin Jackson ก็ตัดสินใจออกจากวงไปอย่างถาวร

ในปี 1992 SOS กลับมาอีกครั้งพร้อมกับอัลบั้ม Get In Touch With Yourself และมีเพลงฮิตอย่าง Am I The Same Girl ซึ่งนำเพลงเก่าของ Barbara Ackin นักร้องยุค 60s มาคัฟเวอร์ใหม่ในเวอร์ชั่นของ SOS และทำให้ Swing Out Sister กลายเป็นขวัญใจของชาวญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง แต่ในประเทศอังกฤษและอเมริกา กลับเริ่มเสื่อมความนิยมลง จากนั้นออกอัลบั้ม Swing Out Singles เป็นอัลบั้มรวมเพลงฮิตซึ่งเอามามิกซ์ใหม่ วางขายเฉพาะในญี่ปุ่น และอัลบั้มแสดงสดอย่าง Live at The Jazz Cafe
อัลบั้มชุดที่4ของวง Living Return ออกวางขายในปี 1994 แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่นัก อย่างไรก็ตาม ชุดนี้ก็มีเพลงฮิตอย่าง La La La Means I Love You ซึ่งนำเอาเพลงเก่าในยุค 60 มาคัฟเวอร์เช่นเดิม เพลงนี้ยังนำไปประกอบหนังเรื่อง Four Wedding And A Funeral ที่นำแสดงโดย Hugh Grant พระเอกชื่อดังอีกด้วยอัลบั้มชุดนี้ มี Ray Hayden เป็นโปรดิวเซอร์
หลังจากนั้นออกงานรวมฮิตในปี 1996 และอัลบั้มรีมิกซ์ Big Elsewhere ในปีเดียวกัน ตามมาด้วย 3 อัลบั้มออกมาวางขายในแบบเอาใจแฟนเพลงญี่ปุ่นโดยเฉพาะ อย่าง Shapes And Patterns ในปี1997 Filth And Dreams (ชุดนี้ขายเฉพาะในญี่ปุ่น)ในปี1999 และ Somewhere Deep In The Night ในปี 2001 โดยได้ Paul O Duffyกลับมาโปรดิวซ์และช่วยเรียบเรียงให้กับวงอีกครั้งนึง ปัจจุบันผลงานของวงชุดล่าสุดคือ Beautiful Mess เพิ่งออกมาในปี 2008….เรียบเรียงโดย คุณศันสนะ