Q&A ช้างต้น กุญชร ณ อยุธยา

ช้างต้น กุญชร ณ อยุธยา

ช้างต้น กุญชร ณ อยุธยา

“จุดประกาย คอนเสิร์ต ซีรีส์ # 33″ มาถึงคิวของศิลปินรุ่นใหม่ที่ไม่ธรรมดา ฝีมือทางดนตรีของเขาน่าจับตามอง ด้วยทักษะอันช่ำชอง ผ่านความรู้ความเข้าใจในเนื้อดนตรีอย่างถึงแก่น
หนุ่มคนนี้ ชื่อ ช้างต้น กุญชร ณ อยุธยา อาจารย์ประจำวิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต กับแนวคิดในคอนเสิร์ตว่า “ดิ อาร์ต ออฟ แจ๊ส กีตาร์” (The Art of Jazz Guitar)
เบื้องล่างนี้ คือคำบอกเล่าของเจ้าตัว ถึงคุณค่าของเสียงดนตรีที่เขาได้รับและอยากแบ่งปันแก่ผู้คน
ใครไม่อยากพลาดประสบการณ์ดีๆ กับเสียงเพลง โปรดเตรียมตัวกันแต่เนิ่นๆ เพราะเราเชื่อว่านี่จะเป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่ง ที่ “จุดประกาย” ให้เกิดสิ่งใหม่ๆ แก่วงการดนตรี

อธิบายถึงความพิเศษของคอนเสิร์ตครั้งนี้ จะแตกต่างจากคอนเสิร์ตก่อนหน้าหรือไม่-อย่างไร

ครั้งนี้เป็นคอนเสิร์ตที่เน้นให้กีตาร์เป็นพระเอก ซึ่งอาจจะต่างกับคอนเสิร์ตแจ๊สอื่นๆ ที่คนส่วนใหญ่เคยดู ที่พอพูดถึงแจ๊สก็จะนึกเครื่องดนตรีอย่างเช่น แซ็กโซโฟนหรือเปียโน ไม่ค่อยมีคนนึกถึงกีตาร์เท่าไร คราวนี้ผมจึงตั้งใจนำเสนอดนตรีแจ๊สในแง่มุมของกีตาร์บ้าง รูปแบบของวงจะเป็นรูปแบบที่เหมาะสมกับกีตาร์อย่าง วงทริโอ “กีตาร์-เบส-กลอง” ซึ่งเป็นรูปแบบวงที่ผมชอบมาก เพราะวงทริโอนี้มีพื้นที่ให้เราได้สร้างสรรค์ ใส่ไอเดียต่างๆ ลงไปได้อย่างอิสระ
สำหรับคอเพลงแจ๊สทั่วไปอาจคุ้นเคยกับวงทริโอแบบ “เปียโน-เบส-กลอง” ซึ่งเป็นรูปแบบที่เรียกได้ว่าเป็นมาตรฐานของวงดนตรีแจ๊สทั่วไป แต่งานนี้ลองฟังทริโอแบบกีตาร์ดู อาจให้ความรู้สึกที่แตกต่าง แล้วคุณจะได้ยิน space ที่มากขึ้น!!
ในอีกด้านหนึ่ง วงทริโอแบบนี้ยังเปิดโอกาสให้นักดนตรีทั้ง 3 คนได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ นับเป็นการท้าทายความสามารถของนักดนตรีทั้ง 3 เลยทีเดียว ส่วนรูปแบบวงทริโออีกแบบที่จะนำเสนอ คือ “กีตาร์-ออร์แกน-กลอง” ซึ่งเป็นรูปแบบวงที่คลาสสิคมากและผมชอบมากๆ ในการเล่นกับออร์แกน คอแจ๊สไทยอาจจะไม่ค่อยมีโอกาสได้ดูวงรูปแบบนี้ ในงานนี้ก็จะได้ชมกันอย่างเต็มที่
นอกจากวงทริโอทั้ง 2 แบบ แล้วเรายังมี guest ที่เป็นเพื่อนฝูงในวงการมาร่วมแสดงด้วย โดยการแสดงแบ่งเป็น 2 เซ็ท เซ็ทแรกเป็นวงทริโอ “กีตาร์-เบส-กลอง” เป็นหลัก อารมณ์เพลงเป็นแบบแจ๊สผสมลาติน ผมให้นิยามเซ็ทนี้ว่า “หวาน-เท่” ส่วนเซ็ท 2 มีออร์แกนเป็นตัวยืน แนวเพลงจะออกเป็น บลูส์, ร็อค, โซล เข้ามาผสมกับแจ๊ส ผมเรียกเซ็ทนี้ว่า “เปรี้ยว-ซ่า”

คำจำกัดความ The Art of Jazz Guitar ในมุมมองของ ช้างต้น ?

สำหรับผม กีตาร์มีความพิเศษอยู่หลายอย่าง อย่างแรกเลย ผมสังเกตเห็นว่าคนที่เล่นกีตาร์ “เป็น” มีเยอะมาก อาจจะค่อนโลกเห็นจะได้ แต่คนที่มีความมุ่งมั่นกับการเล่นกีตาร์อย่างจริงจังจนเล่น “เก่ง” คงมีไม่ถึงครึ่งหนึ่งของคนที่เล่นเป็น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมือกีตาร์ร็อค ส่วนมือกีตาร์ “แจ๊ส” นั้น อาจจะมีอยู่เพียงหยิบมือเดียว
ทำไมจึงมีคนเล่นกีตาร์แจ๊สอยู่เพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับร็อค? ในแง่มุมของดนตรีแจ๊ส ผมว่ากีตาร์เป็นเครื่องที่เล่นเมโลดี้ได้ไม่ดีเท่าแซ็กโซโฟน และยังเป็นเครื่องดนตรีที่เล่นคอร์ดได้แพ้เปียโนอีก หรือว่ากีตาร์เป็นเครื่องที่ไม่เหมาะกับดนตรีแจ๊สหรือ? จากประสบการณ์การเล่นดนตรีของผม ผมได้พบคำตอบเหล่านั้น อันเป็นที่มาของชื่อตอน “The Art of Jazz Guitar ” เสน่ห์ของกีตาร์คือการที่สามารถเข้ากันได้กับดนตรีทุกแนว ไม่ว่าเป็นป๊อป,แจ๊ส,บลูส์,ร็อค,โซล,ฟังค์,ลาติน ในคอนเสิร์ตนี้ผมเลยตั้งใจจะรวมดนตรีหลายๆ แนวไว้ด้วยกัน แต่ในฐานะที่เป็นนักกีตาร์แจ๊ส จึงได้นำภาษาของดนตรีแจ๊สไปแสดงออกในดนตรีต่างๆเหล่านั้น

อยากทราบเหตุผลหลักที่ตัดสินใจไปเรียนต่อด้านกีตาร์แจ๊สที่เบิร์กลี ทั้งที่จบปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ที่จุฬาฯ แล้ว ?

ตอนอยู่ปี 4 คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ผมมีโอกาสได้รู้จักกับกีตาร์แจ๊ส โดยได้ไปเรียนที่โรงเรียนของ อ.น้อย(อ.อานนท์ สิริสมบัติวัฒนา) ผมรู้สึกชอบดนตรีประเภทนี้ขึ้นมาทันที เนื่องจากเป็นดนตรีที่เน้นความคิด ความเข้าใจอย่างแท้จริง จากนั้นผมเริ่มศึกษาและฝึกซ้อมเรื่อยมา พอจบปี 4 ตอนนั้นเป็นยุคฟองสบู่แตก ผมสมัครงานที่ไหนไม่ได้เลย เลยคิดว่าจะเรียนต่อ และตอนนั้นผมก็ไม่ได้ชอบงานด้านเศรษฐศาสตร์มากนัก เลยคิดเอาง่ายๆ ว่ายังงั้นเราไปเรียนดนตรีดีกว่า
ตอนนั้นผมกำลังอินกับดนตรีแจ๊สมาก คิดว่าดนตรีแจ๊สเหมาะที่สุดสำหรับเราแล้ว อีกอย่างหนึ่งผมคิดว่าถ้าเราจะจริงจังกับดนตรีแจ๊ส อยู่เมืองไทยคงไม่รุ่งแน่ ต้องไปเรียนที่อมริกาอย่างเดียว ผมจึงเตรียมหาข้อมูลของมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่สอนเกี่ยวกับดนตรีแจ๊ส พบว่า ที่ Berklee (College of Music) มีจุดเด่นมากๆ อย่างหนึ่ง คือเป็นสถานที่ที่มี connection มากมายจากทั่วทุกมุมโลก มีอาจารย์และนักเรียนที่มีฝีมืออยู่มากมาย จึงส่งใบสมัครไป ช่วงที่ผมกำลังจะไปเรียนต่อนั้น ผมได้เรียนปริญญาโทด้วย ที่ม.มหิดล สาขาวัฒนธรรมการดนตรี พอส่งวิทยานิพนธ์เสร็จเรียบร้อย ผมก็บินไปอเมริกาทันที
ก่อนเดินทาง ผมมีโอกาสไปออดิชั่นชิงทุนของ World Scholarships ของ Berklee ซึ่งทาง Berklee เขาจะส่งอาจารย์มาตามไซต์ต่างๆ ทั่วโลกเพื่อแจกทุนให้นักดนตรีที่มีฝีมือ ตอนนั้นไปออดิชั่นที่กัวลาลัมเปอร์ ก็ไม่ได้คิดว่าจะได้ทุนอะไร เพียงแต่ต้องการหาประสบการณ์ แต่ผลปรากฏว่าเราได้ทุนมา 6,000 เหรียญต่อปี ซึ่งตอนนั้นดีใจมาก ไม่ได้ดีใจเพราะได้เงิน แต่ดีใจเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่สร้างความมั่นใจให้เราระดับหนี่งว่า การที่เราหันมาเรียนดนตรีนั้น เราคิดถูกแล้ว

โดยส่วนตัว คุณได้รับอิทธิพลทางดนตรีจากศิลปินคนไหนบ้าง

ศิลปินคนแรกเลยที่ทำให้ผมอินเลิฟกับดนตรีแจ๊ส คือ ชาร์ลี พาร์คเกอร์ ตอนนั้นผมเริ่มฟังเพลงแจ๊สครั้งแรกก็ ชาร์ลี พาร์คเกอร์ นี่แหละ ผมรู้สึกว่าการที่คนเขาคิดเมโลดี้อะไรอย่างนั้น และเล่นมันออกมาเดี๋ยวนั้น ด้วยความเร็วขนาดนั้น มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก มันได้ท้าทายให้ผมเริ่มต้นศึกษาดนตรีแจ๊สมาจนถึงบัดนี้ ทุกวันนี้ ชาร์ลี พาร์คเกอร์ ก็ยังคงสร้างความมหัศจรรย์ให้แก่ผมอยู่ และคิดว่าอีกหลายๆ คนคงคิดเช่นเดียวกัน
สำหรับนักกีตาร์แจ๊สในปัจจุบัน มีหลายๆ คนที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผม ส่วนใหญ่ผมจะชอบนักกีตาร์ที่มีวิธีการคิดอิงกับบีบ๊อพ (bebop สไตล์หนึ่งของแจ๊ส บุกเบิกโดยชาร์ลี พาร์คเกอร์) แต่มีภาษาที่ใหม่ อย่างเช่น Peter Bernstien, Jonathan Kriesberg, Adam Rogers, Jesse Van Ruller เป็นต้น ส่วนมือกีตาร์ที่ออกแนวแจ๊สร็อค ที่ชอบฟังช่วงนี้คือ Scott Henderson

มองพัฒนาการของการเล่นกีตาร์แจ๊สอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อมีนักกีตาร์เก่งๆ ในประวัติศาสตร์มากมาย นักกีตาร์รุ่นใหม่จะค้นพบหนทางของตัวเองได้หรือไม่

ผมคิดว่าเราควรจะศึกษาจากนักดนตรีที่เก่งในประวัติศาสตร์ให้เข้าใจเสียก่อน เราต้องเข้าใจว่านักดนตรีต่างๆ ที่ผ่านมานั้น เขามีแนวคิดอย่างไร มีอะไรอยู่เบื้องหลังดนตรีของเขา แล้วเราก็ใช้แนวคิดต่างๆ เหล่านั้นมาหลอมรวมกันเป็นแนวทางของเรา เราจะละเลยประวัติศาสตร์ไม่ได้ ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรจะยึดติดกับสิ่งเดิมๆ ที่ผ่านมา
แน่นอนว่า โลกของดนตรีแจ๊ส คงไม่ต้องการเห็น Wes Montgomery คนที่ 2 หรือ Joe Pass คนที่ 3, 4, 5 … แต่พวกนักดนตรีที่เป็นประวัติศาสตร์เหล่านั้นก็ได้ร่วมกันสร้าง และทำให้สังคมของดนตรีแจ๊สมีชีวิตและเติบโตขึ้นมา ผมจะบอกนักเรียนของผมเสมอว่า การเรียนรู้ดนตรีแจ๊สที่ตรงที่สุด คือการแกะเพลง (transcribe) และพยายามเล่นให้เหมือนกันศิลปินต้นแบบให้มากที่สุด การลอกเลียนแบบไม่ใช่เรื่องผิดอะไร (เพราะเราคงไม่ก็อปปี้ไปจนถึงอายุ 60 แน่นอน)
แต่ที่สำคัญกว่านั้น เราจะต้องทำความเข้าใจกับสิ่งที่เราได้ลอกเลียนแบบเขามาว่า มีที่มาที่ไปอย่างไร และมีแนวคิดอะไรอยู่เบื้องหลังสิ่งนั้น เราทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ โดยตั้งจุดหมายไว้ว่า ต้องการจะสร้างแนวคิดที่เป็นของเราเอง มีวิธีการแสดงออกเฉพาะตัวของเรา ไม่ใช่มีจุดหมายที่จะเล่นให้เหมือนศิลปินต้นแบบ ผมว่าถ้าเราวางแนวทางแบบนี้ เราน่าจะมีมือกีตาร์รุ่นใหม่ที่ความเข้าใจในดนตรีแจ๊สและมีหัวก้าวหน้าขึ้นอีกเยอะ

อยากให้พูดถึง repertoire ของคอนเสิร์ตครั้งนี้ พร้อมขยายความหรือลงรายละเอียดในบางเพลง

เพลงที่เลือกมาแสดงในงานนี้จะเป็นเพลงแจ๊สที่ฟังไม่ยาก ตรงไปตรงมา ผมจะเลือกเพลงจาก composer ที่สำคัญในวงการดนตรีแจ๊ส เช่น เพลง Nobody Else But Me แต่งโดย Jerome Kern ซึ่งเป็นนักประพันธ์ที่มีบทบาทในวงการดนตรีแจ๊สมาก เพลงของเขาถูกนักดนตรีแจ๊สนำมาบรรเลงมากมาย และเพลง Alfie แต่งโดย Burt Bacharach เป็นเพลงที่มีเมโลดีเพราะ และเนื้อร้องมีความหมายดีมาก เพลง Take The A Train ของ Billy Strayhorn เป็นเพลงที่ถูกนักดนตรีแจ๊สนำมาบรรเลงแล้วนับไม่ถ้วน และมีเพลงบรรเลงจาก composer ที่ผมคิดเอาว่าน่าจะเรียกเขาว่าเป็นมาเฟียคนหนึ่งในวงการแจ๊สเลยก็ได้ คือ Thelonious Monk ผมได้นำเพลงของเขามาเรียบเรียงเป็นเมดเลย์ เรียกว่า Monk Medley และยังมีเพลงอื่นๆ อีกหลากหลายสไตล์ไม่ว่าจะเป็นบลูส์, โซล, ฟังค์
นอกจากนี้ยังมีเซอร์ไพรส์ในเพลง Little wing ของ Jimi Hendrix พูดถึง Jimi Hendrix สำหรับมือกีตาร์แล้วถือว่าเป็น The Godfather เลยทีเดียว ที่ว่าเซอร์ไพรส์นั้นคือ นักร้อง ผมจะยังไม่บอกว่าใครจะเป็นแขกรับเชิญมาร้องในเพลงนี้ เอาไว้มาดูกันเองแล้วกันครับ

แขกรับเชิญ มีใครบ้าง และจะทำอะไรกัน

แขกรับเชิญส่วนใหญ่ก็เป็นเพื่อนในวงการดนตรีที่เคยร่วมเล่นดนตรีกันมา คนแรกคือ น้ำฝน ภักดี หรือ “ฝน โมโนโทน” เป็นนักร้องเสียงดีที่มีคุณภาพคนหนึ่ง เรามีโอกาสร่วมงานกันหลายครั้งแล้ว และยังมี พี่บอล อพาร์ทเมนท์คุณป้า ซึ่งพี่บอลเป็นมือกีตาร์ที่มีความเข้าใจในการเล่นดนตรีที่ดีคนหนึ่ง เราเคยเล่นด้วยกันมาแล้วในงาน Jazz Guitar Mania จุดประกายในโรงเบียร์ อีกทั้งพี่บอลยังเป็นศิษย์เก่าร่วมสถาบันเดียวกัน คือ Berklee College of Music ผมเลยคิดว่าน่าจะดีถ้าได้มาร่วมเล่นกันอีก
ตอนแรกคิดว่าจะชวนเขามาเล่นแจ๊ส ไปยังไงมาไงก็ไม่รู้ พี่แกชวนผมไปเล่นบลูส์เฉยเลย ?… และนักดนตรีที่เล่นในคอนเสิร์ตก็ล้วนแต่เป็นนักดนตรีที่ผมคุ้นเคยและเคยร่วมงานกันมาแล้วทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น งานคอนเสิร์ตนี้อาจจะเหมือนปาร์ตี้ reunion ก็ได้

ทิ้งท้ายถึงผู้รักดนตรีที่จะมาชมคอนเสิร์ตครั้งนี้ ?

อยากฝากให้คนที่รักเสียงดนตรีทุกคน อาจจะไม่แต่เฉพาะคอเพลงแจ๊ส มาร่วมสนุกกับคอนเสิร์ต เพราะอย่างที่ผมบอกไปแล้วว่าเสน่ห์ของกีตาร์ คือการที่มันสามารถหลอมรวมกับดนตรีประเภทต่างๆ ได้อย่างกลมกลืน ฉะนั้นในงานนี้จึงไม่ได้มีแต่เพลงแจ๊สเท่านั้น ยังมีดนตรีบลูส์ , ป๊อป, โซล, ร็อค แต่ผมได้นำเอาการเล่นกีตาร์ที่มีภาษาแจ๊สเข้าไปหลอมรวมอย่างมีศิลปะ เพื่อให้สมกับชื่อตอน “The Art Of Jazz Guitar”

……………………………………………………………………………

หมายเหตุ : จุดประกาย คอนเสิร์ต ซีรีส์ # 33 ศิลปิน “ช้างต้น กุญชร ณ อยุธยา” ตอน “The Art of Jazz Guitar” จะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2552 เวลา 20.00 น. (ประตูเปิด 19.30 น.) ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ถนนรัชดาภิเษก บัตรราคา 500, 800 และ 1000 บาท มีจำหน่ายที่ไทยทิคเก็ทเมเจอร์ โทร.02-2623456 หรือ www.thaiticketmajor.com

Leave Comment

You must be logged in to post a comment.