กฤษติ์ บูรณวิทยวุฒิ เรื่องของคนบ้าแซ็ก
By admin | April 9th, 2009 | Category: Articles | No Comments »
บทสนทนากับ กฤษติ์ บูรณวิทยวุฒิ เริ่มต้นขึ้นอย่างสบายๆ ภายในห้องทำงานอาจารย์ของเขา ณ ชั้น 4 ของอาคารวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล (more…)

บทสนทนากับ กฤษติ์ บูรณวิทยวุฒิ เริ่มต้นขึ้นอย่างสบายๆ ภายในห้องทำงานอาจารย์ของเขา ณ ชั้น 4 ของอาคารวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล (more…)

อนันต์ ลือประดิษฐ์
ชื่อของ โก้ เศกพล อุ่นสำราญ ไม่เพียงเป็นนักดนตรีที่คนไทยควรภาคภูมิใจเท่านั้น แต่เขายังเป็นไอดอลของเด็กๆ รุ่นใหม่ที่สนใจดนตรีอย่างมุ่งมั่นจริงจัง ล่าสุด โก้ กำลังดำเนินการจัดฟรีคอนเสิร์ตชื่อว่า Sax and Jazz Festival by P Mauriat ซึ่งจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม ศกนี้ ระหว่างเวลา 16.30-22.30 น. ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมฯ
นี่คือความในใจของนักดนตรีคนนี้ ที่เจียดเวลายุ่งๆ ของเขามาเป็นนักกิจกรรมทางวัฒนธรรม (more…)

เรื่อง ดุสิต จรูญพงษ์ศักดิ์
ผู้เขียนหยิบหนังสือ James Galway: An Autobiography หนังสือพอคเก็ตบุ๊คเล่มเล็ก หนาประมาณ 203 หน้า เขียนโดยเจมส์ กอลเวย์เอง พิมพ์เผยแพร่ในปี ค.ศ.1979 มาอ่านอีกครั้ง (more…)

เรื่อง อนันต์ ลือประดิษฐ์
หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า ก่อนหน้าจะมีสาวเปรี้ยวผู้สีไวโอลินไฟฟ้าด้วยท่วงท่ามั่นใจ อย่าง วาเนสซา เมย์ นั้น เคยมีบุรุษหนุ่มนาม ฌอง ลุค ปงตี (Jean Luc Ponty) ผู้บุกเบิกไวโอลินไฟฟ้ามาอย่างโชกโชนนานแล้ว
ช่วงทศวรรษ 1970s ปงตี ไม่เพียงหมกมุ่นเอาจริงเอาจังอยู่กับไวโอลินไฟฟ้าที่เขามีเก็บสะสมเป็นจำนวนมากเท่านั้น หากยังหยิบเอาอุปกรณ์พ่วงต่อ อันได้แก่เอฟเฟคท์สร้างเสียงแบบต่างๆ มาใช้อย่างเข้มข้น ผลงานที่เขาฝากไว้ในอัลบั้มของอัจฉริยะแห่งเพลงร็อค แฟรงค์ แซปปา และวงฟิวชั่นนามกระเดื่อง มหาวิษณุ ออร์เคสตรา ย่อมเป็นประจักษ์พยานในเรื่องนี้ได้ดี
หลังยุคทองของฟิวชั่นผ่านพ้นไป ดูเหมือนบทบาทในแวดวงดนตรีของ ปงตี จะเงียบลงไปบ้าง แต่ไม่ถึงขาดหายเสียทีเดียว หากดูจากผลงานเดี่ยวที่ทยอยออกมาปีเว้น 2 ปีตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ยกเว้นกรณีบ้านเราที่บุคลากรค่ายเพลงอาจจะไม่รู้จัก ไม่เห็นคุณค่า ไม่สนใจ และเหตุผลอื่นๆ อีกมากมาย ที่ทำให้ไม่มีการผลิตงานของเขาออกมาขาย และคนไทยไม่มีโอกาสได้ฟังงานใหม่ๆ ของนักไวโอลินคนนี้
ดังนั้น เมื่อมีอัลบั้มชุดใหม่ของ ฌอง ลุค ปงตี แอนด์ ฮิส แบนด์ ในชื่อ The Acatana Experience วางขายหราอยู่ในร้านซีดีเวลานี้ จึงต้องยกเครดิตให้แก่สังกัด “แพลตินั่ม” ในบ้านเรา ที่ตัดสินใจนำผลงานของสังกัด Koch มาจำหน่าย
หากผมจำไม่ผิด อัลบั้มชุดนี้ของ ปงตี นักวิจารณ์นิตยสารดาวน์บีทให้คะแนนถึง 4 ดาวครึ่ง !
นอกจากวงดนตรีใหม่ของนักไวโอลินรุ่นใหญ่คนนี้แล้ว ไฮไลต์เด่นของอัลบั้มหนีไม่พ้นแขกรับเชิญระดับกะทิถึง 2 นาย เป็นมือกีตาร์ด้วยกันทั้งคู่ คนหนึ่งนั้นคืออดีตสมาชิกวงดนตรีปงตีมาตั้งแต่ปี 1970 เป็นนักกีตาร์แจ๊สระดับแนวหน้าของยุโรปนามว่า ฟิลิป แคทเธอรีน ส่วนอีกรายเป็นมือกีตาร์ชั้นเซียนที่ยังไม่มีใครเหมือน เขาคือ อัลลัน โฮลด์สเวิร์ธ ที่เคยร่วมเล่นในบางอัลบั้มของ ปงตี มาแล้ว
ฌอง ลุค ปงตี เป็นนักไวโอลินชาวฝรั่งเศส เกิดเมื่อวันที่ 29 กันยายน 1942 เดิมทีนั้นเขามุ่งมั่นกับการเล่นไวโอลินในโลกของดนตรีคลาสสิกมากกว่า บัณฑิตจาก ปารีส คอนเซอร์วาตัวร์ (Paris Conservatoire) คนนี้ หวังว่าสักวันตัวเองจะมีชื่อเสียงในฐานะนักแต่งเพลงและคอนดักเตอร์
จนกระทั่งเมื่อมีโอกาสได้ทำความรู้จักเพลงแจ๊ส โลกดนตรีของเขาก็เปลี่ยนไป เขาไม่เคยกลับไปหาดนตรีคลาสสิกอีกเลย ซึ่งนอกจากเหตุผลในเรื่องการพัฒนาถึงจุดสูงสุดของดนตรีคลาสสิก ซึ่งยากจะคืบหน้าไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว (ตัวอย่างเช่น ดนตรีแบบ Atonality หรือไม่มีคีย์ใดคีย์หนึ่งแน่ชัด) อีกด้านหนึ่งยังมาจากจังหวะจะโคนอันเฉพาะตัวของแจ๊ส กับแนวทางการอิมโพรไวเซชั่นที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจเขาเกินห้ามไหว
ถึงกระนั้น ปงตี เคยให้สัมภาษณ์อย่างออกตัวว่า ความสนใจที่มีต่อแจ๊สไม่ได้ทำให้ความรักในดนตรีคลาสสิกของเขาลดลงสักนิด เขาถือว่านักประพันธ์ดนตรีอย่าง เดอบูซ์ซี, บาร์ทอค, สตราวินสกี และ เมสยาอาง มีอิทธิพลทั้งในเชิงการประพันธ์ทำนองและแนวเสียงประสาน ส่วนศิลปินแจ๊สที่เขาโปรดปราน มีทั้ง เช็ท เบเกอร์, คลิฟฟอร์ด บราวน์, ซันนี โรลลินส์, แคนนอนบอลล์ แอดเดอร์ลีย์, เจอร์รี มัลลิแกน, บิลล์ เอแวนส์, ชาร์ลี พาร์คเกอร์, ธีโลเนียส มังค์, ไมล์ เดวิส, แมคคอย ไทเนอร์ และ จอห์น โคลเทรน
โดยส่วนตัวผมเห็นว่า หากเราจัดให้ ไมเคิล เบรคเกอร์ คือนักเทเนอร์แซ็กโซโฟนที่ได้รับอิทธิพลจาก จอห์น โคลเทรน อย่างเต็มเหนี่ยว และสนุกสนานกับการปรุงแต่งเสียงสังเคราะห์ผ่านเครื่องลมไม้อิเล็กทริค (EWI) ของเขา ปงตี ก็มีฐานะเดียวกันกับ เบรคเกอร์ ที่ไลน์ไวโอลินของเขาชวนให้ระลึกถึงเงาของโคลเทรน ขณะที่เจ้าตัวก็แสนจะเพลิดเพลินกับการทดลองเล่นแร่แปรธาตุเสียงดนตรีผ่านเอฟเฟคท์ต่างๆ
ปงตี เคยเล่าถึงพัฒนาการทางดนตรีของเขาในบทสัมภาษณ์หนึ่งว่า ระหว่างปี ค.ศ.1962-69 ซึ่งตอนนั้นมีอายุราวๆ 20-27 ปี เขาอยู่กับดนตรีบีบ็อพและแจ๊สแบบฟรีฟอร์ม ทดลองเล่นอิมโพรไวเซชั่น โดยได้ออกเดินทางแสดงดนตรีเพื่อหาประสบการณ์ทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา
ช่วงปี 1970-1974 เขาทัวร์อเมริการ่วมกับ แฟรงค์ แซปปา ตามมาด้วย มหาวิษณุ ออร์เคสตรา โดย ปงตี บอกว่าช่วงนี้ไม่ได้เล่นแค่ไวโอลินไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังก้าวข้ามไปใช้เอฟเฟคท์ใหม่ๆ อีกด้วย
หากจำกันได้ ปงตี คนนี้แหละที่เป็นผู้ฝากเสียงไวโอลินแปลกๆ ไว้ในเพลง Mellow เพลงดังของ เอลตัน จอห์น ที่อยู่ในอัลบั้ม Honky Chateau เมื่อปี 1972 โดยหลายๆ คนเข้าใจผิดว่าเป็นเสียงนั้นคือเสียงแฮมมอนด์ ออร์แกน แต่แท้ที่จริงแล้ว มันเป็นการทดลองของ ปงตี ในการใช้ตู้เลสลี (Leslie Speaker) ที่มีดอกลำโพงหมุนวงต่างหาก ในการทำให้เกิดเสียงพิเศษสุดแบบนั้นขึ้นมา
ทุกอย่างเมื่อก้าวถึงจุดสูงสุด ย่อมคืนสู่สามัญ ยุคหลังๆ ผมพบว่านักไวโอลินชาวฝรั่งเศสคนนี้เริ่มหวนคืนหารากเหง้าแบบอะคูสติกอีกครั้ง เริ่มต้นจากการศึกษาดนตรีแอฟริกา ตามมาด้วยการเล่นดนตรีกับเพื่อนสนิท อย่าง เบลา เฟล็ค นักแบนโจแจ๊สชื่อดัง

และด้วยการทำงานกับ เบลา เฟล็ค นั่นเอง กดดันให้ ปงตี ต้องเล่นเดี่ยวไวโอลินของตนเอง โดยไม่มีเครื่องดนตรีใดแบ็คอัพ (Unaccompanied Performance) ในเพลง Desert Crossing ซึ่งกลายมาเป็นเพลงเด่นในอัลบั้มใหม่ของเขา ซึ่งแม้กระทั่งเจ้าตัวก็ยอมรับว่าท้าทายไม่น้อย
โดยส่วนตัวผมเห็นว่า เพลงนี้แสดงออกถึงลักษณะ virtuoso ของ ปงตี อย่างชัดเจนยิ่ง อิทธิพลจากดนตรีคลาสสิกจนถึงแจ๊ส และคันทรีอ่อนๆ เจืออยู่ในทุกอณูของการบรรเลง การไล่เรียงคู่เสียงแบบ melodic interval ที่ในด้านหนึ่งก็สะท้อนถึงทิศทางของ harmonic ที่จะมุ่งหน้าไป ทักษะอันจัดเจน ผนวกกับฟิลลิงที่สื่อตรงถึงหัวใจของคนฟัง
อัลบั้มเริ่มต้นจาก Intro เป็นการนำเสียงจอแจจากท้องถนนของปารีสมานำเข้าสู่ Parisian Thoroughfare ด้วยลักษณะการจัดวงแบบควินเทท ประกอบด้วย ไวโอลิน-คีย์บอร์ด-เบส-กลอง-เพอร์คัสชั่น โดยมี ฟิลิป แคทเธอรีน เป็นแขกรับเชิญ แนวทำนองหลักเป็นคล้ายๆ การสนทนาตอบโต้ระหว่างไวโอลิน, คีย์บอร์ด และกีตาร์ในบางคราว เคลื่อนไหวไปบนจังหวะโยกโยนที่มีกลุ่มริธึ่มเป็นฉากหลัง ทางเปียโนของ วิลเลียม เลคอมตี นักดนตรีรุ่นกลางๆ ในแวดวงแจ๊สซีนของฝรั่งเศสจัดว่าแพรวพราวและน่าติดตามไม่น้อย
Premonition มีแนวทำนองที่ผาดโผนขึ้น การใช้คู่เสียงที่ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวและบรรยากาศแบบเอ็กซอติก เป็นตัวอย่างหนึ่งของการคลี่คลายผลงานจากยุคเซเวนตีส์มาสู่ยุคนี้ที่ยังมีความสดใหม่ ก่อนจะเคลื่อนมาสู่ Point of No Return ที่อลังการด้วยทางคอร์ดที่ปะทะกับทำนอง หลัง ปงตี โซโลอย่างลื่นไหลด้วยเทคนิคอันพรั่งพรู ก็มาถึงคราวของ อัลลัน โฮลด์สเวิร์ธ ที่เต็มไปด้วยพลัง ความคิดสร้างสรรค์ และความหมดจดงดงามของไอเดียในการโซโล่กีตาร์ที่สอดรับกับภาคริธึ่มเซคชั่นได้อย่างดียิ่ง
ฟิลิป กลับมาอีกครั้งกับเพลงที่มีกรู้ฟอ่อนๆ ใน Black in the 60’s กระนั้นก็ยังยากแก่การคาดเดาทิศทางของเพลง ก่อนจะสงบนิ่งลงใน Without Regrets ที่ดูค่อนข้างเป็นสูตรสำเร็จไปสักหน่อย (เหมือน เคนนี จี ในภาคไวโอลิน-ฮา) แต่อย่างน้อยๆ ทางโซโลเบสของ กาย ซางกือ อักวา มือเบสจากแอฟริกาตะวันตก ซึ่งเคยทำวงเบสทริโอ ร่วมกับ ริชาร์ด โบนา มาแล้ว ก็เสริมให้เพลงมีมวลยิ่งขึ้น ก่อนจะขยับไปสู่ฟลอร์เต้นรำแบบเคลติค ใน Celtic Steps ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของศิลปินแจ๊สในการนำเพลงโฟล์คมาดัดแปลงให้น่าฟัง เช่นเดียวกับ On My Way to Bombay ส่วน Still In Love เป็นเพลงฟังง่ายในแบบ ‘สมูธ แจ๊ส’ ชั้นดีที่คลื่น 98.5 น่าจะนำไปเปิดแนะนำคนฟัง
นอกจาก Desert Crossing แล้ว ไฮไลต์ของอัลบั้มยังอยู่ในเพลงต่อเนื่องกัน คือ Last Memories of Her ที่เป็นคล้ายๆ การดูเอ็ทระหว่างไวโอลิน 5 สาย กับ เปียโน ที่คล้ายกับการเดินทางของจิตใต้สำนึก ตามติดด้วย The Acatama Experience (Acatama เป็นชื่อทะเลทรายในชิลี) เป็นการพัฒนาไอเดียต่อจากซาวด์อะคูสติกด้วยเอฟเฟคท์ไฟฟ้าที่ ปงตี พาผู้ฟังของเขาไปสู่โลกเหนือจริง
โลกเสมือนจริงที่ในบางเวลา ทั้งศิลปินและคนฟังอาจมีโอกาสได้พินิจตัวตนของตนเองได้ชัดเจนกว่าที่เคย.

เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์
ชายหาด อิปาเนมา (Ipanema Beach) อาจจะเป็นได้แค่ชายหาดธรรมดาแห่งหนึ่งของประเทศบราซิล หากไม่มีเพลงอมตะ Garota de Ipanema หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า The Girl From Ipanema ซึ่งได้รับความนิยมแพร่หลายจนเป็นที่รู้จักของชาวโลก
เสน่ห์ของผิวสีแทนอันอาบไล้ด้วยแสงแดดละมุน วัยเยาว์แรกรุ่นแสนน่ารัก ผนวกกับท่วงท่าการเดินที่มีลีลาโยกโยนไปมา ละม้ายคล้ายคลึงกับจังหวะแซมบ้า ช่างชวนให้ชายหนุ่มที่เฝ้ามองรู้สึกปั่นป่วนหัวใจยิ่งนัก

นั่นคือเนื้อหาส่วนหนึ่งของบทเพลงอันละเมียดละไมนี้ ชวนให้ใครๆ ใฝ่ฝันอยากมีโอกาสเดินทางไปเยือน อิปาเนมา สักหน
แค่จินตนาการถึงการย่ำเดินไปบนหาดทรายด้วยเท้าอันเปลือยเปล่า พลางจิบเครื่องดื่มท้องถิ่นยอดนิยมอย่าง คาชาซา (cashasa-เหล้าน้ำอ้อยหมัก คนละอย่างกับเหล้ารัม) ในเวลาเดียวกัน ก็สอดสายตามองดูสาวๆ ในชุดบิกินีในเขต 9 (Posto 9) ที่มีชื่อเสียงว่าแต่งกายกันแบบแทบจะท้าลมห่มฟ้า แค่นั้นก็เพลิดเพลินอารมณ์ไม่น้อยแล้ว
อิปาเนมา อยู่ทางตอนใต้ของเมืองหลวง ริโอ เดอ จาเนโร (Rio de Janeiro) ใกล้กับเขตเลบลอน (Leblon) และอาร์พาวดอร์ (Arpoador) มีความงดงามเป็นพิเศษยามอาทิตย์อัสดง เมื่อลูกไฟกลมโตสีแดงลับลงบนผืนน้ำทางทิศตะวันตกของหาดอิปาเนมา ซึ่งมีภูเขาหินพี่น้อง (Two Brothers) 2 ลูกตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลัง
The Girl From Ipanema ประพันธ์โดย อันโตนิโอ คาร์โลส โจบิม (Antonio Carlos Jobim) คนเขียนดนตรี และวินนิเชียส เดอ มอเรส์ (Vinicius de Moraes) คนเขียนคำร้องภาษาโปรตุเกส ซึ่งต่อมา นอร์แมน กิมเบล (Norman Gimbel) รับหน้าที่เขียนคำร้องภาษาอังกฤษอีกทีหนึ่ง

แม้ทุกวันนี้ ผู้คนจากทั่วโลกจะพยายามไปเยือนอิปาเนมาเพื่อชมสาวน้อยอันเป็นที่เลื่องลือของชายหาดแห่งนี้ให้ได้ จากบทเพลงอันไพเราะที่ยืนหยัดข้ามกาลเวลามายาวนานกว่า 4 ทศวรรษ แต่ที่มาอันแท้จริงของเพลงนี้มิใช่สาวอิปาเนมาคนไหน เธอคือ เฮโล ปินไยโร (Helo Pinheiro) สาวน้อยวัย 18 ที่พักอยู่ในย่านถนนสายมอนเทเนโกร (Montenegro street)
ปี ค.ศ.1962 ทั้ง โจบิม และมอเรส์ พบเห็นเธอเป็นประจำทุกวัน ยามเมื่อเธอเดินผ่านบาร์เวโลโซ ตรงไปยังชายหาด จนเป็นที่มาของแรงบันดาลใจให้เพลงนี้เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม นับเป็นเรื่องน่าเศร้าใจว่า เมื่อเพลงนี้โด่งดังจนถึงทุกวันนี้ และมีการนำไปใช้ประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ แต่ เฮโล หญิงสาวซึ่งตอนนี้คงอายุมากหรือลาจากโลกไปแล้ว ผู้เป็นที่มาของแรงบันดาลใจในการแต่งเพลง กลับไม่มีโอกาสได้รับอานิสงส์อันใดจากความโด่งดังของมันเลย แม้กระทั่งเพนนีเดียว มิหนำซ้ำยังถูกฟ้องร้องจากทายาทนักแต่งเพลงเสียอีก
เรื่องมีอยู่ว่า เฮโล เคยพยายามเปิดร้านขายเสื้อผ้าบูติค โดยใช้ชื่อร้านว่า The Girl From Ipanema แต่กลับถูกฟ้องร้องจนกระทั่งต้องเปลี่ยนชื่อร้านในที่สุด
ความโด่งดังของเพลง ส่งผลต่อการท่องเที่ยวของชายหาดแห่งนี้ไปโดยปริยาย ต่อมาถนนสายดังกล่าว เปลี่ยนชื่อจาก มอนเทเนโกร เป็น Vinicius de Moraes Street เพื่อให้เกียรติแก่ วินนิเชียส เดอ มอเรส์ เช่นเดียวกับ บาร์เวโลโซ ซึ่งทั้งคู่มาจิบเครื่องดื่มเหล่สาวๆ และผู้คนที่เดินผ่านไปมา ก็กลายมาเป็นบาร์ A Garota de Ipanema ในวันนี้
ไม่มีข้อมูลยืนยันว่า ขณะนั้น นักแต่งเพลงทั้งคู่กำลังดื่มคาชาซาจนเมาได้ที่รึเปล่า มองใครก็สวยไปหมด หลงรักไปหมด แต่เท่าที่ยืนยันได้ เดิมที มอเรส์ ตั้งใจแต่งเพลงนี้ขึ้น เพื่อใช้ประกอบละครเพลงคอเมดี้เรื่อง Dirigivel (Blimp) โดยตั้งชื่อเพลงตอนแรกไว้ว่า Menina que Passa (The Girl Who Passes by) พร้อมกับคำร้องวรรคแรกที่แตกต่างไปจากเดิม

The Girl From Ipanema บันทึกเสียงออกวางขายในบราซิลครั้งแรกปีเดียวกัน โดยศิลปินเพลงที่ชื่อ เปรี ริไบโร (Pery Ribeiro) ก่อนจะประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติครั้งแรกจากเวอร์ชั่นของ สแตน เก็ทซ์ และจาว จิลแบร์โต พ่วงด้วยเสียงร้องของ แอสตรูด จิลแบร์โต ในอัลบั้ม Getz/Gilberto บันทึกเสียงที่นิวยอร์กซิตี้ ในเดือนมีนาคม ปี ค.ศ.1963
ความโด่งดังของเพลงนี้ ทำให้มีศิลปินหลากวัยหลายยุค นิยมหยิบมาร้องชนิดนับไม่ถ้วน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อาทิเช่น แนท คิง โคล, เอลลา ฟิทซ์เจอรัลด์, เพ็กกี ลี, ไดอานา ครอลล์, ออสการ์ พีเตอร์สัน, ลู รอว์ลส, แฟรงก์ สินาตรา ฯลฯ เป็นต้น โดยการจัดอันดับทางสถิติ ว่ากันว่า The Girl From Ipanema เป็นรองก็เพียงเพลง Yesterday ของ เดอะ บีเทิลส์ เท่านั้น.
Place : Ipanema Beach / Rio de Janeiro – Brazil
Population : 6,094,183 (Cito of Rio 2005)
Time Zone : GMT – 3
Artist : Getz/Gilberto
Song : The Girl From Ipanema