Madeleine Peyroux ปัดฝุ่นเพลงเก่าสู่โลกใหม่
By admin | April 6th, 2009 | Category: Articles | No Comments »
เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์
ถ้าการฟังเพลงจากอัลบั้มเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นเวลายาวนานหลายชั่วโมงอย่างต่อเนื่อง เป็นเสมือนบทสนทนาออกรสออกชาติกับเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอะเจอกันเสียนาน อัลบั้ม Careless Love ของ มาดเดอลีน เปย์รูซ์ (Madeleine Peyroux) ให้ประสบการณ์เทียบเคียงความรู้สึกเช่นนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย
เหนืออื่นใด ผมไม่มีประสบการณ์การฟังดนตรีแบบนี้มานานแล้ว และนั่นพลอยทำให้ค้นพบความจริงข้อหนึ่งว่า ตัวเองกำลังหลงใหล หรือไม่ก็หิวกระหายอย่างล้นเหลือ กับสุ้มเสียงดนตรีที่มีลักษณะเฉพาะบางอย่างของนักร้องสาวชาวอเมริกันเชื้อสายฝรั่งเศสคนนี้ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา กลับหลงลืม ไม่รู้ตัว เพราะมัวพะวงอยู่กับความสนใจด้านอื่น
พลันที่แผ่นซีดีชุด Careless Love เดินทางมาถึงมือ ความทรงจำเก่าๆ ก็ผุดพรายขึ้น ผมนึกถึงอัลบั้ม Dreamland (1996) ของสาวน้อยคนนี้ ซึ่งออกกับสังกัด “แอตแลนติค” ตอนที่เธออายุอานามราว 22 ปี เมื่อ 8 ปีก่อนได้ชัดเจน
โน้ตจากเสียงร้องไม่กี่ตัวแรกของเพลงเปิดอัลบั้ม Walkin’ After Midnight เพลงเก่าที่เคยขับขานโดย “พาสซี ไคลน์” เชื่อมโยงโลกแห่งอดีตกาลกับโลกดนตรีร่วมสมัยได้อย่างน่าทึ่ง ใครจะคาดคิดว่านักร้องสาวหน้าใสในคราวนั้น จะร้องเพลงรุ่นคุณปู่คุณย่าได้เนียนนุ่ม แต่รักษาน้ำหนักอย่างพอเหมาะ เสียงร้องของเธอเข้มได้ที่ ไม่เบาหวิวดุจปุยนุ่นเหมือนนักร้องรุ่นราวคราวเดียวกัน
ผมเชื่อว่ามีคนหลงรักเธอมากยิ่งขึ้น จากเสียงร้องที่ถ่ายทอดไว้ใน La Vie en Rose เพลงเก่าของ “เอดิธ เพียฟ” ซึ่งลีลาอันจะแจ้งราวกับสาวมั่น ทำให้เพลงที่เดิมเคยเป็นสมบัติของนักร้องคนก่อน เปลี่ยนมาเป็นเพลงควบคุมในน้ำมือ(เสียง)ของเธอได้อย่างง่ายดาย

อันที่จริง มาดเดลีน เปย์รูซ์ ประสบความสำเร็จอย่างงดงามจากอัลบั้มในครั้งนั้น ยอดขาย 200,000 แผ่น อาจจะไม่ใช่สเกลใหญ่โตสำหรับตลาดเพลงป๊อป แต่สำหรับตลาดเพลงเฉพาะกลุ่ม มาดเดลีน ได้สถาปนาตัวตนของเธอขึ้นมาให้แฟนเพลงได้รู้จักแล้ว
อย่างไรก็ตาม นักร้องสาวเว้นช่องว่างอยู่นานถึง 8-9 ปี กว่าจะออกอัลบั้มชุดที่ 2 ในชีวิตของเธอ กระแสข่าวระบุว่าเธอหลบไปพักหายใจระยะหนึ่ง หลังจากกรำงานหนักนับปี มีงานแสดงในเทศกาลดนตรีต่างๆ รวมถึง ลิลิธ แฟร์ เวทีสำแดงพลังของศิลปินหญิงที่จัดโดย ซาราห์ แมคลาคแลน
มาดเดลีน กลับไปหาเวทีแสดงออกแบบเก่าที่คุ้นชิน นั่นคือการเล่นดนตรีข้างถนนในกรุงปารีสที่เธอรักและหลงใหลมานาน ก่อนจะหวนคืนสู่วงการเพลงอีกครั้ง ด้วยการเซ็นต์สัญญาออกแผ่นกับสังกัด “ราวน์เดอร์” หลังความสำเร็จอย่างถล่มทลายของ นอราห์ โจนส์ เมื่อ ปี ค.ศ. 2002 ซึ่งจุดพลุให้ผู้คนทั่วโลกหันมาสนใจดนตรีแนวนี้กันมากขึ้น

ที่ผ่านมา มีบทวิเคราะห์การก้าวขึ้นมาของนักร้องหญิงรุ่นใหม่หลายต่อหลายคนว่า อิงอยู่กับกระแสความนิยมที่มีต่อ นอราห์ โจนส์ ในจำนวนนี้รวมนักร้อง รีเบ็คกา มาร์ติน (Rebecca Martin) แห่งวง วันซ์ บลู (Once Blue) และ มาดเดลีน เปย์รูซ์ เอาไว้ด้วย
แต่โดยเนื้อแท้แล้ว นักร้องทั้ง 2 คนหลังที่ผมหยิบมากล่าวถึงนั้น พวกเธอมีผลงานเป็นทางเลือกในแวดวงดนตรีก่อนหน้าการปรากฏตัวของ นอราห์ โจนส์ ราว 7-8 ปีด้วยซ้ำไป และเป็นที่สังเกตว่า รีเบ็คกา เคยทำงานร่วมกับ เจสซี แฮร์ริส ในฐานะศิลปินดูโอ “วันซ์ บลู” เช่นเดียวกับที่ มาดเดลีน ก็รู้จักกับ เจสซี มาก่อนหน้านี้แล้วเช่นกัน อีกทั้งในอัลบั้มใหม่ เธอยังแต่งเพลง Don’t Wait Too Long ร่วมกับเขาอีกด้วย
พิจารณาจากความเป็นไปของวงการ เราอาจจะสรุปอย่างหยาบๆ ถึงความเปลี่ยนแปลงหลัก 2 ประการ แรกสุด-ความสำเร็จของ นอราห์ โจนส์ เปรียบเสมือนประตูที่เปิดกว้างให้นักร้องหญิงแนวทางเลือกทั้งหลายได้มีโอกาสแสดงออกมากขึ้น ต้นสังกัดต่างๆ เริ่มเปิดใจยอมรับนักร้องเหล่านี้มากขึ้น
ประการหลัง-แนวทางของ นอราห์ โจนส์ และนักร้องหญิงคนอื่นๆ ที่มีพื้นเพทางดนตรีที่แตกต่างกันไป มีผลให้ภาพลักษณ์นักร้องแจ๊สหญิงปรับเปลี่ยนไปจากความเข้าใจเดิมพอสมควร อย่างน้อยที่สุด ก็แตกต่างไปจากยุคสมัยของ บิลลี ฮอลิเดย์, เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์, ซาราห์ วอห์น มาสู่ยุคสมัยที่มีการผสมผสานและปรุงแต่งเพลงร้องจากกลิ่นอายและอิทธิพลดนตรีประเภทอื่นมากขึ้น
ตัวอย่างปรากฏหราในอัลบั้ม Careless Love ของ มาดเดลีน เปย์รูซ์ เริ่มกันตั้งแต่เพลงแรก Dance Me to the End of Love เธอได้รับแรงบันดาลใจมาจากเพลงเก่าของกวีและนักร้องชาวแคนาดา เลียวนาร์ด โคเฮน ซึ่งเป็นเพลงแรกในอัลบั้ม Various Positions ของเขาเมื่อปี ค.ศ.1985
พลังของถ้อยคำ ความหมายของเพลงรักที่ไม่ธรรมดา ท่วงทำนองอันพริ้วไหว ผ่านเสียงร้องของ มาดเดลีน ที่มีจริตจก้านละม้ายม้ายคล้ายคลึงกับ บิลลี ฮอลิเดย์ ขับเคลื่อนไปบนบีทอันโยกโยนของภาคริธึ่มเซคชั่น นำคุณเข้าสู่โลกแห่งเสียงเพลงของเธอได้อย่างง่ายดาย
Don’t Cry Baby และ Careless Love เป็นเพลงที่เธอได้รับอิทธิพลมาจากการร้องของ เบสซี สมิธ ราชินีเพลงบลูส์ ที่นักฟังรุ่นใหม่หาโอกาสฟังได้ยาก เพราะเป็นเพลงเก่าย้อนกลับไปสู่ยุคทศวรรษ 1920-30s โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Careless Love ได้รับการยกย่องให้เป็น “คลาสสิก บลูส์” ที่ประพันธ์โดย วิลเลียม คริสโตเฟอร์ แฮนดี (W.C.Handy) เจ้าของเพลงอมตะอย่าง Memphis Blues และ St. Louis Blues
เสียงออร์แกนในเพลง Careless Love คลอเคลียไปกับเสียงร้องของ มาดเดลีน ได้อย่างน่าฟัง ทุกอย่างเคลื่อนตัวออกมาพอเหมาะพอดี ไม่ฟูมฟายจนเกินไป เช่นเดียวกับการบรรเลงในภาคริธึ่มเซคชั่นของนักดนตรี ทำได้เรียบง่าย หมดจด แต่มีพลังขับเคลื่อนที่มีชีวิตชีวา
ในอัลบั้มยังมีเพลงบัลลาดเก่าๆ หวานซึ้งและขื่นขม อย่าง No More ที่ บิลลี ฮอลิเดย์ เคยร้องไว้ (อย่าลืมฟังโซโลทรัมเป็ตบาดลึกฝีมือของ ลี ธอร์นเบิร์ก ในเพลงนี้) และเพลง Between the Bars ร้องโดย เอลเลียต สมิธ ในห้วงอารมณ์ที่ใกล้เคียงกัน
ถัดจากยุคบลูส์ คลาสสิก มาดเดลีน คัดสรรเพลงจากยุคสงครามมาให้ฟังกัน ประกอบด้วย Lonesome Road และ J’Ai Deux Amours โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเพลงหลัง จัดเป็นเพชรเม็ดงามในอัลบั้มนี้
เพลงคำร้องฝรั่งเศสของ J’Ai Deux Amours หมายถึง “ฉันมีสองรัก” (I have two loves) ร้องขับขานเป็นครั้งแรกโดย โจเซฟิน เบเกอร์ เมื่อปี ค.ศ.1933 จากนั้นได้กลายเป็นเพลงฮิตในอีกเกือบ 10 ปีต่อมา เมื่อเธอนำไปร้องให้แก่ทหารในกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรที่ฝรั่งเศสช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกลายเป็นเพลงรักระหว่างรบในยามนั้น
ทำนองของเพลงเป็นโฟล์คพื้นบ้านฝรั่งเศสที่มีความโรแมนติคในตัวเอง ด้วยคุณภาพของการบรรเลงและการบันทึกเสียงยุคใหม่ มาดเดลีน ทำให้ภาพความทรงจำสีขาวดำที่ผู้คนมีต่อเพลงนี้ แปรเปลี่ยนเป็นภาพถ่ายสีสดคมชัดขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
ในอัลบั้มมีเพลงสะท้อนถึงความสนใจที่ มาดเดลีน มีต่อดนตรีคันทรี และโฟล์ค เช่น Weary Blues เพลงเก่าของ แฮงก์ วิลเลียมส์ ที่เธอซึมซับมาตั้งแต่เด็ก ส่วน You’re Gonna Make Me Lonesome When You Go เป็นเพลงของ บ๊อบ ดีแล่น หนึ่งในศิลปินเพลงที่เธอชื่นชอบ

โดยภาพรวมของ Careless Love คืออัลบั้มเพลงร้องคัพเวอร์ของนักร้องสาวรุ่นกลางๆ ที่ผาดโผนอยู่ในยุทธจักรดนตรีมานานปี แม้เธอเพิ่งมีอัลบั้มออกมาเพียง 2 ชุดก็ตาม แต่ด้วยประสบการณ์ภาคสนามอันโชกโชน มาดเดลีน เปย์รูซ์ เป็นนักร้องที่เติบโตทางวุฒิภาวะ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่เธอเลือกสรรและถ่ายทอดบทเพลงเก่าๆ เหล่านี้ได้อย่างมีเอกภาพ และไม่มีช่องว่างทางความรู้สึกแม้แต่น้อย
ในภาคดนตรี มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม นักดนตรีที่รับงานในครั้งนี้ผ่านการเล่นดนตรีมาหลากแนวทางพอสมควร ไม่ได้จำกัดเฉพาะแนวแจ๊สเหมือนอัลบั้มก่อน ดีน พาร์ค เป็นมือกีตาร์ที่มีความรู้รอบตัวดี, แลร์รี โกลดิ้ง มีฐานความเข้าใจต่อดนตรีบลูส์และอิมโพรไวเซชั่น ขณะที่ เดวิด พิลช์ และ เจย์ เบลโรส ทำหน้าที่ในส่วนของเบสและกลองได้อย่างไร้ที่ติ โปรดิวซ์โดย แลร์รี ไคลน์ ซึ่งเคยร่วมงานกับศิลปินอย่าง โจนี มิทเชล และ ฌอว์น โคลวิน
จุดเด่นของอัลบั้มยังอยู่ที่งานทำมาสเตอริ่งฝีมือของ เบอร์นี กรุนด์แมน แม้ว่าในหลายๆ เพลงของอัลบั้ม จะบันทึกเสียงต่างสถานที่กัน (ฮอลลีวูด และเวนิซ) แต่บรรยากาศโดยรวม ความต่อเนื่องจากแทร็คหนึ่งไปยังอีกแทร็คหนึ่ง ทำได้อย่างแนบเนียน ซึ่งหากไม่ฟังอย่างสังเกตสังกาหรือจับผิดจริงๆ คงบอกไม่ได้ว่ามีการใช้งานสตูดิโอมากกว่า 1 แห่งในอัลบั้มนี้
ที่ผ่านมา เคยมีน้ำเสียงดูหมิ่นดูแคลนการนำเพลงเก่ามาร้องใหม่ หรือที่เรียกว่า คัพเวอร์ เวอร์ชั่น ว่าไม่ได้ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ แต่ในมุมมองของผมนั้น กลับเข้าใจเรื่องนี้ไปอีกแบบหนึ่ง ในด้านหนึ่ง หากเป็น คัพเวอร์ เวอร์ชั่น เพลงที่กำลังฮิต เราอาจจะสรุปได้ว่างานของศิลปินคนนั้นๆ คงไม่มีคุณค่าอะไรมากนัก
แต่ถ้าเป็นการนำงานที่ซุกอยู่ตามเงื่อนเวลาเมื่อครั้งอดีต หยิบมาปัดฝุ่นแล้วถ่ายทอดใหม่ ด้วยความรู้สึกรักและศรัทธา ดังกรณีของ มาดเดลีน เปย์รูซ์ หรือนักร้องคนใดก็ตามในลักษณะนี้ ผมกลับเห็นว่าเป็นการทำงานที่มีคุณค่าไม่น้อย อย่างน้อยที่สุด นี่คือการเชื่อมโยงทางดนตรีระหว่างโลกเก่าและโลกใหม่ได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
อย่าลืมนะครับว่า การสร้างสรรค์ผลงานในวงการดนตรีนั้น มีอยู่ 2 ส่วนหลักๆ ส่วนแรกคืองานของนักแต่งเพลง (Composers) อีกงานหนึ่งคืองานของนักร้องและนักบรรเลง (Performers) แค่ทำได้ดีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้คนก็แซ่ซ้องสรรเสริญแล้ว แต่ถ้าทำได้ดีทั้ง 2 ด้าน ก็นับว่าไม่ธรรมดาทีเดียว
ด้วยวัตถุดิบที่มีอยู่มหาศาลในโลกใบเก่า ผมคิดว่า มาดเดลีน เปย์รูซ์ ยังมีอะไรดีๆ ให้เราติดตามฟังในอัลบั้มต่อๆ ไป นอกเหนือจากความพยายามส่วนตัวของเธอที่จะแต่งเพลงออริจินัลแต่งใหม่ให้ฟัง
แค่เพียง Don’t Wait To Long เพลงใหม่ของเธอในอัลบั้มนี้ ก็นับว่าน่าทึ่งจริงๆ มี “ฟอร์มเข้ม” เชื่อมต่อกับเพลงรุ่นครูทั้งหลายได้อย่างไร้รอยตะเข็บเสียด้วย.
Madeleine Peyroux / Careless Love / Rounder Records
Track : 1. Dance Me to the End of Love, 2. Don’t Wait Too Long, 3. Don’t Cry Baby, 4. You’re Gonna Make Me Lonesome When You Go, 5. Between the Bars, 6. No More, 7. Lonesome Road, 8. J’Ai Deux Amours, 9. Weary Blues, 10. I’ll Look Around, 11. Careless Love, 12. This Is Heaven to Me
Personnel : Madeleine Peyroux , vocals, acoustic guitar ; Dean Parks , guitars ; Larry Goldings , piano , wurlitzer , estey , hammond organ , celeste ; David Piltch , bass ; Jay Bellerose , drums ; Lee Thornburg , trumpet #6 , # 12 ; Scott Amendola , brushes # 10
Recording Date : N/A







