All entries by this author

ชาร์ลส์ มิงกัส ศิลปินแจ๊สนักสู้

untitled-1_clip_image002_0001

เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์

“ดนตรีของมิงกัสคือหนึ่งในดนตรีที่มีพิสัยกว้างที่สุด ซึ่งประพันธ์โดยมนุษย์ตัวคนเดียว (แต่) มันครอบคลุมอารมณ์ทุกระดับของมนุษย์ได้อย่างครบถ้วน ดังนั้น เขาจึงสะท้อนว่าเขาเป็นใครในดนตรีของเขาได้อย่างถูกต้องโดยแท้”

ข้อความข้างต้นเป็นของ กันเธอร์ ชุลเลอร์ นักวิชาการดนตรีแจ๊ส ซึ่งเคยกล่าวยกย่อง มิงกัส ไว้ในภาพยนตร์สารคดี Charles Mingus : Triumph of the Under
ชาร์ลส์ มิงกัส มีชื่อเต็มว่า ชาร์ลส์ มิงกัส จูเนียร์ เกิดที่เมืองโนกาเลส รัฐอริโซนา เมื่อวันที่ 22 เมษายน ค.ศ.1922 เป็นทั้งนักเบส, นักเปียโน, นักแต่งเพลง และผู้นำวง
ดนตรีของมิงกัส เป็นส่วนผสมของดนตรีหลายๆ ทาง ตั้งแต่บีบ็อพ, นิวออร์ลีนส์ แจ๊ส, บลูส์ และกอสเปล เขาสนใจการแปรรูปจังหวะใหม่ให้แบ่งออกเป็นสัดส่วนพิเศษ โดยดัดแปลงมาจากบทเพลงบลูส์และเพลงป๊อปทั่วไป นอกจากนี้ แนวการประพันธ์ดนตรีของเขายังหยิบยืมเครื่องมือของ ดุ๊ก เอลลิงตัน มาใช้ค่อนข้างมาก หากปรับให้มีลักษณะเฉพาะเป็นของตนเอง

ชีวิตวัยเยาว์ มิงกัส เติบโตขึ้นในพื้นที่วัตต์สของลอสแองเจลิส เริ่มต้นเล่นดนตรีด้วยเครื่องทรอมโบนและเชลโล แต่ด้วยปัญหากับครูผู้สอน เขาจึงเปลี่ยนใจหันไปเล่นดับเบิลเบสในช่วงชั้นเรียนมัธยม โดยเรียนกับ เร็ด แคลเลนเดอร์ และ เฮอร์แมน ไรน์สชาเกน ซึ่งคนหลังเคยเป็นนักเบสของวงนิวยอร์ก ฟิลฮาร์มอนิค ออร์เคสตรา

มิงกัส ได้มีโอกาสศึกษาวิชาประพันธ์ดนตรีกับ ลอยด์ รีส ทดลองแต่งเพลง What Love (1939) และ Half-mast Inhibitions (1940-41) ออกมา และทั้งสองเพลงนี้ก็ได้รับการบันทึกเสียงหลังจากนั้นเป็นเวลาราว 2 ทศวรรษ

เขาได้เล่นดนตรีกับ คิด โอรี ในวงอองซอมเบลอของบาร์นีย์ บิการ์ด (1942) และออกทัวร์ในฐานะมือเบสในวงบิ๊กแบนด์ของ หลุยส์ อาร์มสตรอง (1943) และ ไลโอเนล แฮมพ์ตัน (1947-8)

ผลงานบันทึกเสียงยุคแรกๆ ของ มิงกัส มาจากผลงานที่เขาเล่นแบ็คอัพให้แก่นักร้องแจ๊ส และนักร้องริธึ่มแอนด์บลูส์หลายต่อหลายคน จนกระทั่งต่อมาเขาตั้งวงดนตรีของตนเองขึ้นมาใช้ชื่อว่า Baron Mingus

ชาร์ลส์ มิงกัส เริ่มเป็นที่รู้จักจากการเป็นสมาชิกวงทริโอของ เรด นอร์โว มือไวบราโฟน ซึ่งมี ทัล ฟาร์โลว์ เป็นมือกีตาร์ (1950-51) ก่อนจะตัดสินใจย้ายจากฝั่งเวสต์โคสต์มาลงหลักปักฐานในนิวยอร์กช่วงต้นทศวรรษ 1950
อย่างไรก็ตาม แม้เขาจะได้ทำงานร่วมกับ บิลลี เทย์เลอร์, ดุ๊ก เอลลิงตัน, สแตน เก็ทซ์, อาร์ต ทาทัม และ บัด พาวล์ ในเวลาต่อมา แต่ช่วงแรกที่เริ่มต้นชีวิตในนิวยอร์กนั้นค่อนข้างลำบากพอสมควร เพราะมิงกัส อายุ 30 ปีแล้ว จึงเลือกการหาเลี้ยงชีพด้วยการทำงานเป็นพนักงานไปรษณีย์

เพื่อนที่สนิทของ มิงกัส ในระยะนี้คือ แม็กซ์ โรช หนึ่งในผู้ร่วมสร้างตำนานบีบ็อพ ซึ่งชักชวนให้ มิงกัส ร่วมงานทันทีสำหรับการแสดงสดที่ แมสซีย์ ฮอลล์ ในเมืองโตรอนโต แคนาดา เนื่องจากงานนั้นมือเบสหลักของวง ออสการ์ เพททิฟอร์ด ประสบอุบัติเหตุจากการเล่นกีฬา ไม่รอช้า มิงกัส เลือกงานแสดงดนตรีทันที เมื่อทราบว่านักดนตรีที่ร่วมแสดงบนเวทีเป็นศิลปินบีบ็อพระดับแนวหน้า อย่าง ชาร์ลี พาร์คเกอร์ และ ดิซซี กิลเลสปี เป็นต้น

ในช่วงเดียวกันนี้ มิงกัส ตั้งบริษัทเพลงเล็กๆ ของตนเองขึ้นมาชื่อว่า Debut (1952-5) เพื่อออกผลงานที่มาจากการเวิร์คช็อพดนตรีแจ๊ส

ช่วงกลางทศวรรษ 1950s มิงกัส เริ่มให้ความสนใจการประพันธ์ดนตรีมากยิ่งขึ้น เขาทุ่มเทการสร้างงานดนตรีทดลองให้แก่ “แจ๊ส คอมโพสเซอร์ เวิร์คช็อพ” และเริ่มตระหนักว่าระบบโน้ตเพลงที่ใช้อยู่ไม่เพียงพอแก่การตอบสนองความปรารถนาเชิงการประพันธ์

untitled-1_clip_image004_0001

จนในปี ค.ศ.1955 เขาพบวิธีการใหม่ระหว่างทำเวิร์คช็อพ นั่นคือการสื่อสารรายละเอียดที่ไม่สามารถบันทึกเป็นโน้ตได้ไปยังนักดนตรีแต่ละคนโดยตรง และหลังจากนั้นราวๆ 1 ปีเศษ วงดนตรี 4-11 ชิ้น ประกอบด้วยนักดนตรีอย่าง จิมมี เน็พเพอร์, บุคเกอร์ เออร์วิน, จอห์น แฮนดี, เอริค ดอลฟี, โรแลนด์ เคิร์ก, จากิ เบิร์ด และมือกลอง แดนนี ริชมอนด์ ก็เผยตัวสู่โลกดนตรีแจ๊ส

ช่วงทศวรรษ 1960s ชาร์ลส์ มิงกัส มีผลงานประพันธ์ดนตรีระดับขึ้นหิ้งหลายชิ้นด้วยกัน อาทิ The Black Saint and the Sinner Lady และ Meditations on Intregrations และมีการแสดงดนตรีร่วมกับ เอริค ดอลฟี หลายต่อหลายครั้ง
ช่วงนี้เองที่มิงกัสร่วมเป็นส่วนหนึ่งในขบวนความเคลื่อนไหวของคนดำ ด้วยความพยายามเรียกร้องนักดนตรีให้หลุดจากอิทธิพลดนตรีแจ๊สที่กำหนดโดยคนขาว ตั้งแต่การผลิตคอนเสิร์ตแข่งขันกับเทศกาลดนตรีแจ๊ส นิว พอร์ท ที่ดำเนินงานโดยคนขาว (นอร์แมน แกรนซ์) และการก่อตั้ง “แจ๊ส อาร์ติสต์ กิลด์” ซึ่งเป็นองค์กรที่มีอายุสั้นๆ เพื่อให้ศิลปินแจ๊สผลิตงานออกมาและทำการโปรโมทด้วยตนเอง

ปี ค.ศ.1964-5 มิงกัส ทำค่ายเพลงอีกครั้งหนึ่ง ทว่ามีผลงานออกมาไม่กี่ชุด เขาเริ่มเข้าสู่ปัญหาทางการเงิน และปัญหาด้านจิตใจ จนเงียบหายจากวงการไปราวๆ 4 ปี ในระหว่างปีค.ศ.1966-69 โดยช่วงนี้ โธมัส ไรช์แมน ได้เคยสร้างหนังสารคดีชื่อว่า Mingus (1968) ซึ่งสะท้อนถึงชีวิตจริงที่ลำบากยากแค้นของ มิงกัส ถึงขนาดไปถ่ายทำการที่มิงกัสถูกไล่ออกจากอพาร์ตเมนต์เพราะค้างค่าเช่าเลยทีเดียว

ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ผลักให้ ชาร์ลส์ มิงกัส กลับสู่วงการดนตรีอีกครั้งในปี ค.ศ.1969 เขาค่อยๆ เริ่มเล่นดนตรี จากนั้นจังหวะชีวิตในช่วงนี้ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ในปี ค.ศ.1970 มิงกัส ได้รับทุน “กักเกนไฮม์ เฟลโลว์ชิพ” สำหรับการสร้างสรรค์ผลงานดนตรี พร้อมกันนั้นหนังสืออัตชีวประวัติของเขา Beneath The Underdog ก็ได้รับการตีพิมพ์ หลังจากสำนักพิมพ์ทั้งหลายได้ปฏิเสธพิมพ์ต้นฉบับข้อเขียนชิ้นนี้เป็นเวลาร่วมทศวรรษ

ในช่วงปลายชีวิตก่อนล้มป่วยลง ชาร์ลส์ มิงกัส มุ่งมั่นทำงานเวิร์คช็อพดนตรีแจ๊สด้วยการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ก่อนจะต้องยุติลงด้วยปัญหาทางด้านสุขภาพในปี ค.ศ.1977 อย่างไรก็ตาม ในด้านงานบันทึกเสียง มิงกัส ยังทำงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการประพันธ์และการเล่นดนตรี เขายังมุมานะทำงานอย่างมีความหวัง แม้ตนจะต้องนั่งอยู่บนรถเข็นก็ตาม

เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 มกราคม ค.ศ.1979 ระหว่างเดินทางแรมรอนอยู่ในเม็กซิโก พร้อมด้วยภรรยาเพื่อสรรหายามารักษาโรค.



ชาร์ลส์ ลอยด์ ตำนานแซ็กที่ยังมีลมหายใจ

untitled-1_clip_image002_0000

เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์

คอเพลงแจ๊สวัย 50 ปีเศษๆ ขึ้นไป ย่อมได้ยินชื่อของ ชาร์ลส์ ลอยด์ มาบ้าง หรืออย่างน้อยๆ ก็น่าจะคุ้นเคยกับเพลง Forest Flower ของเขา ซึ่งเพลงนี้เคยบรรจุอยู่ในอัลบั้มชื่อเดียวกันที่ขายได้ถึงหลักล้านก็อปปีช่วงปลายทศวรรษ 1960s
ชาร์ลส์ แต่งเพลงนี้มานานตั้งแต่สมัยเป็นหนุ่ม โดยก่อนที่จะนำมาบรรเลงในชื่อของตนเองจนโด่งดังนั้น วงดนตรีของ ชิโก แฮมิลตัน ที่เขาเคยเป็นทั้งผู้จัดการวงและหัวหน้าทีมอะเรนเจอร์ ช่วงต้นทศวรรษ 1960s เคยนำเพลงนี้มาเล่นให้เป็นที่รู้จักในแวดวงนักฟังตัวจริงบ้างแล้ว
เวอร์ชั่นเด่นดังที่สุดของ Forest Flower เกิดขึ้นเมื่อคราวที่ ชาร์ลส์ ฟอร์มวงใหม่ในปี ค.ศ.1966 โดยร่วมกับ คีธ จาร์เรทท์ (เปียโน), ซีซิล แมคบี (เบส) และ แจ็ค ดี จอห์นเนทท์ (กลอง) บรรเลงสดเพลงนี้ ในเทศกาลแจ๊สมอนเทอรีย์ ซึ่งตัดออกมาขายเป็นอัลบั้มเต็มโดยสังกัดแอตแลนติค

อีกเวอร์ชั่นหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือการบรรเลง Forest Flower : Sunrise/Sunset ในอัลบั้ม Voice in the Night ออกสังกัดอีซีเอ็ม เมื่อปี ค.ศ.1999 โดยมี จอห์น แอเบอร์ครอมบี เล่นกีตาร์, เดฟ ฮอลแลนด์ ในตำแหน่งเบส และ บิลลี ฮิกกินส์ เพื่อนซี้ของ ชาร์ลส์ ลอยด์ เล่นกลอง
หากถามว่าเวอร์ชั่นการแสดงสดใดของเพลงนี้ที่ผมมีโอกาสได้ฟังในครั้งหลังสุด เห็นจะหนีไม่พ้น การบรรเลงของ อ.วิชัย อึ้งอัมพร กับวงออล สตาร์ส ซิกตีส์ ในงานจุดประกายคอนเสิร์ต ซีรีส์ หมายเลข 4 เมื่อปี ค.ศ.2004 ซึ่งมี อ.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี และ อ.สุเทพ น้อมกรานต์ ร่วมเพลงเทเนอร์ แซ็กโซโฟนด้วยกัน
ทว่า เรื่องราวความน่าสนใจของ ชาร์ลส์ ลอยด์ มิได้สิ้นสุดเพียงเพลง Forest Flower ของเขาเท่านั้น นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนวัย 67 คนนี้ยังมีแง่มุมอื่นๆ ให้ติดตาม รวมถึงอัลบั้มใหม่ Jumping the Creek ที่เพิ่งออกวางขายเมื่อไม่นานนี้เอง

สำหรับนักฟังที่มีประสบการณ์อยู่บ้าง สำเนียงแซ็กโซโฟนของ ชาร์ลส์ ลอยด์ ชวนให้คิดถึง จอห์น โคลเทรน ยามเมื่อเล่นในแบบ “ฟรี” หรือ “เอาท์” แต่พองาม
แน่นอนทีเดียวว่า ชาร์ลส์ ได้รับอิทธิพลของ โคลเทรน มาเต็มๆ (ดังการตัดสินใจหันมาจับ เทเนอร์ แซ็กโซโฟน ในปี ค.ศ.1962 ควบคู่กับ อัลโต แซ็ก) รวมถึงทัศนคติในการใช้ชีวิตที่ให้ความสำคัญแก่ จิตวิญญาณ อันเป็นพื้นฐานของการแสดงออกทางดนตรี

ชาร์ลส์ ลอยด์ เกิดที่เมมฟิส สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ค.ศ.1938 เขาสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษหลายเผ่าพันธุ์ ประกอบด้วยเป็น แอฟริกัน, อินเดียน, มองโกเลียน และไอริช
เริ่มหัดเล่นแซ็กโซโฟนตอนอายุ 9 ขวบ ภายใต้บรรยากาศทางดนตรี โดยซึมซับผลงานของ ชาร์ลี พาร์คเกอร์, โคลแมน ฮอว์กินส์, เลสเตอร์ ยัง, บิลลี ฮอลิเดย์ และ ดุ๊ก เอลลิงตัน
ชาร์ลส์ เรียนดนตรีกับ ฟีนิส นิวบอร์น และ เออร์วิน รีสัน เขามีเพื่อนนักดนตรีที่คลุกคลีและเติบโตมาด้วยกันในช่วงเวลานั้น อาทิ นักทรัมเป็ต บุคเกอร์ ลิตเติล นอกจากนี้เขายังเคยเล่นกับ จอร์จ โคลแมน ช่วงเป็นวัยรุ่น ผ่านงานเล่นในวงบลูส์กับศิลปินระดับแนวหน้าอย่าง บี.บี. คิง, ฮาวลิน วูล์ฟ, บ๊อบบี แบนด์

ปี ค.ศ.1956 ชาร์ลส์ ลอยด์ ย้ายมาเรียนหนังสือที่ลอสแองเจลิส ได้รับปริญญาตรีทางด้านดนตรีที่มหาวิทยาลัยแห่งซัทเธิร์น แคลิฟอร์เนีย (USC) ช่วงเวลานั้น ได้พบปะกับนักดนตรีรุ่นใหม่ อย่าง บัดดี คอลเลทท์, ออร์เน็ทท์ โคลแมน, เอริค ดอลฟี, ดอน เชอร์รี, ชาร์ลี เฮเดน, บิลลี ฮิกกินส์ เขายังได้เล่นในวงบิ๊กแบนด์ของ เจอรัลด์ วิลสัน
ระหว่างปี ค.ศ.1961-1963 ชาร์ลส์ ร่วมงานกับมือกลอง ชิโก แฮมิลตัน ซึ่งต่อมาเขาได้ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้ามืออะเรนเจอร์ของวง ซึ่งแนวทางการบรรเลงเป็นที่กล่าวขวัญถึงในนาม “เชมเบอร์ แจ๊ส” (chamber jazz) อีกทั้งวิธีการเล่นและการแต่งเพลง ทำให้ภาพของ ชาร์ลส์ ลอยด์ เกี่ยวข้องกับทิศทางของแนวดนตรี “โพสต์-บ็อพ” ไปโดยปริยาย

ปี ค.ศ.1964 ชาร์ลส์ ออกจากวงของ ชิโก ไปร่วมงานกับ แคนนอนบอลล์ แอดเดอร์ลีย์ จากนั้นมีอัลบั้มของตัวเอง 2 ชุดออกกับสังกัด โคลัมเบีย โดยมีนักดนตรีรุ่นใหม่แบ็คอัพให้ อาทิ เฮอร์บี แฮนค็อก, รอน คาร์เตอร์ และ โทนี วิลเลียมส์
ยุคสมัยอันรุ่งเรืองของ ชาร์ลส์ คือการทำวงกับ คีธ จาร์เรทท์, ซีซิล แมคบี และ แจ็ค ดี จอห์นเนทท์ กับแนวทางที่กระเดียดไปในโทน โพสต์-บ็อพ ผสมกับ ฟรี แจ๊ส และ โซล แจ๊ส

untitled-1_clip_image006-1

ในปี ค.ศ.1967 ชาร์ลส์ ลอยด์ สร้างความฮือฮา เมื่อเป็นวงดนตรีแรกจากสหรัฐที่ตัดสินใจบินไปเล่นแจ๊สในสหภาพโซเวียด ยุคสงครามเย็นกำลังระอุ จากนั้นเขายังเปิดการแสดงให้แก่แฟนเพลงร็อค บุปผาชน ที่ ฟิลมอร์ ออดิทอเรียม ในนครซานฟรานซิสโก ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับการแสดงสดของ ไมล์ส เดวิส ที่นั่น
หลังจาก คีธ จาร์เรทท์ และ แจ็ค ดี จอห์นเนทท์ ออกจากวงในปี ค.ศ.1969 นักแซ็กโซโฟนคนนี้เริ่มเงียบหายจากวงการไปนานพอสมควร ก่อนจะกลับมาผลักดันความสำเร็จให้แก่ มิเชล เปทรุคเชียนี นักเปียโนร่างกายพิการ วัย 18 ปี จากฝรั่งเศส ในช่วงต้นทศวรรษ 1980s

จากนั้น ชาร์ลส์, เปทรุคเชียนี และ ปาล์ล แดเนียลสัน-เบส และ ซัน ชิพ ธีอุส-กลอง รวมวงออกทัวร์ในสหรัฐ, ยุโรป และ ญี่ปุ่นในปี ค.ศ.1982-83 ความสำเร็จในครั้งนั้น ทำให้ ไบรอัน เคส นักวิจารณ์ดนตรีชาวอังกฤษระบุว่า การกลับมาของ ชาร์ลส์ ลอยด์ นับเป็น “หนึ่งในปรากฏการณ์ทางดนตรีแห่งทศวรรษ 1980s” เลยทีเดียว
ปี ค.ศ.1986 ชาร์ลส์ ป่วยหนักถึงขั้นเกือบเสียชีวิต หลังจากฟื้นฟูร่างกายจนแข็งแรง เขากลับมาทุ่มเทชีวิตให้แก่ดนตรีอีกครั้ง ด้วยการฟอร์มวงควร์เททขึ้นใหม่กับมือเปียโนชาวสวิสนาม โบโบ สเตนสัน
นับจากปี ค.ศ.1989 เป็นต้นมา ชาร์ลส์ ลอยด์ มีงานบันทึกเสียงเป็นระยะๆ กับสังกัด อีซีเอ็ม ด้วยผลงานที่น่าสนใจ อาทิ Canto, Voice in the Night, The Water Is Wide (รวมกับ แบรด เมห์ลดาว, จอห์น แอเบอร์ครอมบี และ บิลลี ฮิกกินส์ นับเป็นอัลบั้มที่เล่นเพลงบัลลาดได้อย่างไพเราะมาก) และ Lift Every Voice (ร่วมกับ เจอรี อัลเลน)
ครั้งหนึ่ง ชาร์ลส์ ลอยด์ ในช่วงวัย 63 ปี เคยรำพึงรำพันไว้ว่า

“ผมรักดนตรีมากกว่าที่เคย สมัยตอนเป็นหนุ่ม ผมคิดว่าตัวเองไม่อาจเล่นดนตรีได้จนถึงอายุ 40 หรือ 50 ปี ผมคิดว่ามันเป็นงานของคนหนุ่ม ตอนนี้ ผมกำลังเริ่มต้นค้นหาความงามอันลึกซึ้งที่แฝงอยู่ในดนตรี และค้นหาว่าดนตรีเริงรำอยู่บนฟากฝั่งต่างๆ (ของชีวิต) ได้อย่างไร”

Jumping the Creek อัลบั้มใหม่ของ ชาร์ลส์ ลอยด์ เปิดตัวด้วยเพลงป๊อปฝรั่งเศส Ne Me Quitte Pas หรือที่รู้จักกันในชื่อภาษาอังกฤษว่า If You Go Away จากบทประพันธ์ของ จ๊าคส์ เบรล
เจอรี อัลเลน บรรเลงเปียโนนำเข้ามาอย่างงดงาม ซ่อนแนวทำนองผ่านทางเดินคอร์ด ก่อนที่ ชาร์ลส์ จะบรรเลงแซ็กด้วยทำนองหลัก อย่างช้าๆ ให้ความรู้สึกนิ่งระคนเศร้าสร้อย พื้นที่ของเสียงดนตรียังเปิดโล่ง กลองเติมช่องว่างเข้ามาอย่างพอเหมาะ เช่นเดียวกับการวางแบ็คกราวด์ของตัวเองไว้ในโน้ตเสียงต่ำของดับเบิลเบส

อัลบั้มนี้ ชาร์ลส์ ได้ เจอรี นักเปียโนหญิงผิวสีมาร่วมงานอีกครั้ง หลังจากอัลบั้ม Lift Every Voice เมื่อ 3 ปีก่อน ขณะที่ โรเบิร์ต เฮิร์ตส์ มือเบส และ เอริค ฮาร์แลนด์ มือกลอง (ชาร์ลส์ ดึงมาทำงานด้วยตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2002) เป็นนักดนตรีรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์จากแวดวงดนตรีในซานฟรานซิสโก ฝีมือจัดว่าเฉียบขาดเกินความคาดหมาย
Ne Me Quitte Pas มีความยาวกว่า 13 นาที ช่วงกลาง เจอรี อัลเลน บรรเลงโซโล่อิมโพรไวเซชั่นด้วยกระแสอารมณ์อันเชี่ยวกราก ก่อนกลับคืนสู่ทำนองหลักผ่านแซ็กโซโฟนอีกครั้ง นักดนตรีในวงจัดวางไดนามิคได้อย่างเหมาะสมและลงตัว จากนั้นโครงสร้างเพลงนำไปสู่ช่วงท้ายที่ ชาร์ลส์ เลือกถ่ายทอดตัวโน้ตอันสั่นไหว ด้วยกลุ่มตัวโน้ตมหาศาลผ่านเทคนิคแพรวพราว และชวนให้คิดถึง จอห์น โคลเทรน เป็นอย่างยิ่ง

untitled-1_clip_image004_0000-1

นอกจากเพลงเปิดอัลบั้มที่มีความยาวเป็นพิเศษแล้ว ในอัลบั้มนี้ ยังมี Georgia Bright Suite บทประพันธ์ของ ชาร์ลส์ ที่แบ่งออกเป็น 2 ท่อนด้วยกัน นั่นคือ Pythagoras At Jeckll Island และ Sweet Georgia Bright โครงสร้างทางดนตรีกระเดียดไปทางฟรีแจ๊ส ที่สลัดโทนัลลิตี หรือความตระหนักรับรู้ต่อศูนย์กลางของเพลงให้หายไปในกลีบเมฆ นักดนตรีแต่ละคนต่างมีแนวทางของตัวเอง ดูเหมือนจะไม่เชื่อมโยงกันสักนิด แต่ก็ก้าวไปพร้อมกันได้อย่างน่าอัศจรรย์

ชาร์ลส์ เลือก Come Sunday ของ ดุ๊ก เอลลิงตัน เป็นเพลงคัฟเวอร์เวอร์ชั่นอีกเพลงหนึ่งในอัลบั้ม ด้วยการรักษาบุคลิกภาพทางดนตรีของ ดุ๊ก เอาไว้อย่างพอเหมาะ หากแต่เติมกลิ่นอายใหม่ของแจ๊สร่วมสมัยเข้าไป ผ่านปลายนิ้วของ เจอรี อัลเลน ที่ให้ซาวด์แปลกแปร่ง ให้ความรู้สึกเสมือนอยู่ในโลกฝันอิมเพรสชั่นนิสม์
Come Sunday ถ่ายทอดจินตนาการของศิลปินทั้งสี่ ที่คล้ายจะหยุดโลกอันเร่งรีบไว้ ด้วยห้วงแห่งภวังค์และความคิดคำนึงที่แช่มช้าและอ่อนโยน จากนั้น ด้วยเทคนิคของมือเบส และเพอร์คัสชั่น โลกส่วนตัวของพวกเขาสลับแซมด้วยเฉดสีใหม่ที่มีชีวิตชีวา แพทเทิร์นของจังหวะที่เลือกสรรมาใช้สอดรับกับโครงสร้างได้อย่างแยบยล

Ken Katta Ma Om (Bright Sun Upon You) เริ่มด้วยดูเอ็ทระหว่างแซ็กกับกลอง ในแนวทางที่กระเดียดไปในโทนโพสต์-บ็อพ จากนั้น เปียโน เข้ามาเป็นตัวละครเพิ่มเติม แนวอิมโพรไวส์ของ เจอรี อัลเลน เฉียบคม แม่นยำ และน่าติดตามทีเดียว จัดเป็นนักเปียโนแจ๊สหญิงชั้นแนวหน้าคนหนึ่งของคนยุคนี้
Angel Oak Revisited เป็นเพลงถัดมาที่คลี่คลายออกมาอีกห้วงอารมณ์หนึ่ง กลิ่นอายกระเดียดไปทางโฟล์ค ที่ชวนให้คิดถึงไม้ยืนต้น ใบไม้สีเขียว ขณะที่ทางโน้ตของแซ็ก คลี่คลายไปในแนวทำนองที่ใกล้ชิดกับ Ne Me Quitte Pas ไม่มากก็น้อย

เอริค ฮาร์แลนด์ นำเข้า Canon Perdido ด้วยเสียงกลอง เป็นเพลงที่มีลักษณะแปลกในตัวเอง กล่าวคือชีพจรเคลื่อนไหวบนแนวทำนองอันแช่มช้า ขณะที่ The Sufi’s Tears ชาร์ลส์ บรรเลงผ่านเครื่องเป่าพื้นเมืองด้วยสเกลแปลก ประชันกับกับเสียงดับเบิลเบสดังค้างผ่านเทคนิคอาร์โก ให้ความไพเราะในห้วงอารมณ์หม่นเทา
เช่นเดียวกับหลายๆ เพลงในอัลบั้มนี้ที่ ชาร์ลส์ พึงใจลดทอนขนาดควอร์เทท ลงเหลือ ดูเอ็ท ในเพลง Jumping The Creek ด้วยไอเดียการนำเสนอที่ทั้ง กระตุ้น ปลุกเร้า และท้าทายคนฟังไม่น้อย
Both Veils Must Go เป็นเพลงสั้นๆ ที่หล่อหลอมขึ้นจากแบบพิมพ์ของ ชาร์ลส์ ลอยด์ อย่างไม่มีข้อสงสัย จากนั้นปิดท้ายด้วย Song Of The Inuit ด้วยความยาว 11 นาทีเศษที่มีการใช้เทคนิคสร้างเสียงพิเศษเพื่อนำประสบการณ์ของผู้ฟังให้กว้าวไกลไปจากขอบเขตและพรมแดนเดิมๆ ที่รับรู้กัน ในแนวทางที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น ฟรี “อิมโพรไวเซชั่น” ซึ่งนักดนตรีทุกคนต่างมีเสรีภาพในการรับส่งและสื่อสารกันอย่างเต็มที่

ชื่อเสียงในด้าน ความ “เซอร์” “เอาท์” และ “ฟรี” ของ ชาร์ลส์ ลอยด์ เคยเป็นเช่นใด ในอัลบั้มนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้น แต่กลับพัฒนาขึ้นด้วยรูปแบบที่ “ฟรี ฟอร์ม” ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าประหลาดใจ
นับเป็นความล้ำหน้าของศิลปะดนตรีแขนงนี้ บรรเลงผ่านนักแซ็กโซโฟนระดับตำนาน กับสมาชิกวงของเขา ซึ่งสมควรที่ผู้ติดตามวงการแจ๊สร่วมสมัย พึงสดับรับฟังด้วยจิตคารวะ.

Charle Lloyd / Jumping the Creek / ECM 1911 982-4130
Tracks : 1. Ne Me Quitte Pas (If You Go Away), 2. Ken Katta Ma Om (Bright Sun Upon You) , 3. Angel Oak Revisited , 4. Canon Perdido , 5. Jumping The Creek , 6. The Sufi’s Tears , 7. Georgia Bright Suite I. Pythagoras At Jeckll Island, II. Sweet Georgia Bright , 8. Come Sunday , 9. Both Veils Must Go , 10. Song Of The Inuit
Personnel : Charles Lloyd , tenor and alto saxophone , taragato ; Geri Allen , piano ; Robert Hurst , double bass ; Eric Harland , drums
Recording Date : January 2004 at Cello Studios LA

Selected Discography

With Chico Hamilton
- Passin’ Thru (1962, Impulse!)
- A Different Journey (1963, Reprise)
- The Man from Two Worlds (1963, Impulse!)
- Transfusion (1963, Studio West)

With Cannonball Adderley
- Fiddler on the Roof (1964, Capitol)
- Cannonball Adderley – Live! (1964, Capitol)

As a leader
- Discovery! The Charles Lloyd Quartet (1964, Columbia)
- Of Course, Of Course (1965, Columbia)
- Dream Weaver (1966, Atlantic)
- Forest Flower (1966, Atlantic)
- Love In (1967, Atlantic)
- Soundtrack (1968, Atlantic)
- A Night in Copenhagen (1983, Blue Note)
- Fish Out of Water (1989, ECM)
- The Call (1993, ECM)
- All My Relations (1994, ECM)
- Canto (1996, ECM)
- Voice in the Night (1999, ECM)
- The Water Is Wide (2000, ECM)
- Hyperion With Higgins (2001, ECM)
- Lift Every Voice (2002, ECM)



พอล เดสมอนด์ นักแซ็กผู้มีโลกส่วนตัว

untitled-1_clip_image002

เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์

คอเพลงแจ๊สหลายคนรู้จักเพลง Take Five บทประพันธ์แจ๊สที่มีการใช้จังหวะพิสดารในแบบ 5/4 ซึ่งได้รับความนิยมและเป็นที่รับรู้ว่ามาจากผลงานในอัลบั้ม Time Out ของวง เดฟ บรูเบ็ค ควอร์เทท เมื่อปี ค.ศ.1959
แต่หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า Talke Five ที่ชื่นชอบนั้นมาจากฝีมือการแต่งของ พอล เดสมอนด์ มืออัลโตแซ็กโซโฟนในวงของ บรูเบ็ค เอง
พอล เดสมอนด์ มีชื่อจริงว่า พอล เอมิล ไบรเทนเฟลด์ (Paul Emil Breitenfeld) เกิดเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ค.ศ.1924 ที่นครซานฟรานซิสโก ในครอบครัวที่แม่มีเชื้อสายไอริช ส่วนพ่อเป็นเยอรมัน ซึ่งเขาเข้าใจผิดว่าเป็นยิวมาเกือบชั่วชีวิต (จนกระทั่งมีญาติบอกความจริงให้ได้รับรู้)
ส่วนชื่อ เดสมอนด์ นั้น พอล ได้มาจากรายนามผู้ใช้ในสมุดโทรศัพท์ โดยเขาเคยให้เหตุผลกับเพื่อนสนิทบางคนว่า ไบรเทนเฟลด์ บ่งบอกถึงความเป็นไอริชมากเกินไป
สมัยเรียนที่มหาวิทยาลัย ซานฟราสซิสโก สเตท พอล เล่นคลาริเน็ท จากนั้นผ่านประสบการณ์เล่นดนตรีกับวงท้องถิ่น ก่อนร่วมเป็นสมาชิกในวงควอร์เททของ เดฟ บรูเบ็ค ในตำแหน่งอัลโต แซ็กโซโฟน เมื่อปี ค.ศ.1951
บุคลิกภาพและความสนใจของ พอล และเดฟ มีความแตกต่างกันอยู่มาก และนั่นมีข้อดีอยู่ไม่น้อย ในการเติมเต็มส่วนที่ขาดให้แก่กันและกัน ขณะที่ เดฟ สนใจในแนวทางดนตรีสมัยใหม่ โดยผ่านการศึกษากับ ดาเรียส มิโยด์ มาแล้ว แต่ พอล กับสนใจการเล่น อัลโต แซ็กโซโฟนให้สละสลวยนุ่มนวลเป็นสำคัญ
ขณะที่ เดฟ มุ่งมั่นในการเป็นผู้นำวง พอล มีความสุขและพึงพอใจในฐานะการเป็นไซด์แมนมากกว่าอะไรอื่น

อาจจะกล่าวได้ว่า พอล ใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิต ทำงานทุ่มเทให้แก่วงของ เดฟ บรูเบ็คล่วงเลยมานานจนถึงปี ค.ศ.1967 เขานับเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จดังกล่าว แม้จะไม่ได้รับการกล่าวขวัญถึงเท่าที่ควร
แม้วงดนตรีของ เดฟ จะสลายตัวลงแล้ว แต่ พอล ก็ยังมีโอกาสกลับมาเล่นดนตรีกับ เดฟ เป็นครั้งคราว ในช่วงทศวรรษ 1970s โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี ค.ศ.1975 ที่ทั้งสองได้ทำอัลบั้มดูเอ็ทร่วมกันออกมา 1 ชุด

untitled-1_clip_image004

เมื่อก้าวเป็นศิลปินเดี่ยว พอล เดสมอนด์ มีโอกาสเล่นตามเทศกาลดนตรีและออกทัวร์ไปยังประเทศต่างๆ เช่นในยุโรป, ออสเตรเลีย และ ญี่ปุ่น ผ่านการดูแลของโปรโมเตอร์ชั้นครูอย่างจอร์จ เวน
จากนั้น พอล บรรเลงประจำที่ไนท์คลับชื่อ ฮาล์ฟ โน้ต ในนครนิวยอร์ก กับวงดนตรีของเขา ซึ่งมีนักกีตาร์ จิมมี ฮอลล์ ร่วมเป็นสมาชิกอยู่ด้วย
ดัก แรมซีย์ ผู้เขียนชีวประวัติของ พอล เดสมอนด์ เคยกล่าวถึงประสบการณ์ครั้งแรกที่เขาได้พบและรู้จักกับ พอล เดสมอนด์ ว่า เกิดขึ้นระหว่างรอให้ลิฟท์โดยสารปิดประตู ทันใดนั้นมีเสียงรถยนต์คันหนึ่งปรี่เข้ามา พร้อมกับเสียงสัญญาณระฆังร้องขึ้น สุภาพสตรีคนหนึ่งถามขึ้นว่า นั่นคือเสียงอะไร เขาและพอส เดสมอนด์ ตอบขึ้นพร้อมกันว่า “อี แฟลท”
นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ทั้งคู่ได้กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน

ขณะที่ จีน ลีส์ เพื่อนสนิทอีกคนของ พอล ยืนยันว่า พอล เดสมอนด์ เป็นผู้ชายโดดเดี่ยวที่สุดคนหนึ่งเท่าที่เขาเคยรู้จักมา ใช้ชีวิตแบบปิด ไม่นิยมเปิดเผยเรื่องราวความเป็นไปของครอบครัวและแม้กระทั่งอิทธิพลดนตรีที่ได้รับ มีเพื่อนน้อยคนนักที่เคยไปเยือนบ้านของเขา

พอล เดสมอนด์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกระแสความเคลื่อนไหวของ คูล แจ๊ส เช่นเดียวกันกับนักแซ็กโซโฟนรุ่นครูอย่าง เลสเตอร์ ยัง เรื่อยมาจนถึง เบนนี คาร์เตอร์ และ ลี โคนิตซ์ พอล มีสุ้มเสียงการเล่นที่ผ่อนคลาย เริงรมย์ และอบอุ่น หากงดงามในการนำเสนออิมโพรไวเซชั่นในแนวทำนองที่สละสลวย โดยเฉพาะในโทนเสียงสูงที่มีความถนัดเป็นพิเศษ
นอกจากผลงานที่บันทึกเสียงกับ เดฟ บรูเบ็ค แล้ว พอล เดสมอนด์ ยังอัดแผ่นกับ เจอร์รี มัลลิแกน และ จิม ฮอลล์ ผลงานที่น่าสนใจของเขาส่วนมากออกกับสังกัด อาร์ซีเอ

พอล เดสมอนด์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ.1977



จาก ฮานอย ถึง เหงียน ลี แจ๊สสายพันธุ์เวียดนาม

article_hanoitolee_clip_image006

เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์

ผมมีโอกาสไปเยือนนครฮานอย ครั้งหลังสุด เมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา (2005) ตามคำเชิญของสายการบินแอร์เอเชีย ซึ่งได้ฤกษ์เปิดตลาดเส้นทางบินแบบโลว์แฟร์ ระหว่างกรุงเทพ-ฮานอย ไปกลับเป็นประจำทุกวัน วันละ 1 เที่ยวบิน ซึ่งนับว่าสะดวกมากสำหรับคนไทย เพราะมีเพียงพาสสปอร์ตก็เข้าเมืองได้อย่างสะดวกสบาย
นับเป็นครั้งที่ 2 ที่มีโอกาสเหยียบแผ่นดินเวียดนาม ประเทศที่ผู้คนมีจิตสำนึกด้านชาตินิยมอย่างแรงกล้า อย่างน้อยจากประวัติศาสตร์ในช่วงไม่ถึง 100 ปีที่ผ่านมา เวียดนามก็ได้ฝากบทเรียนไว้ให้แก่ชาติมหาอำนาจหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นสงครามเดียนเบียนฟู ต่อสู้เพื่อเอกราชกับฝรั่งเศส หรือในคราวสงครามเวียดนามกับสหรัฐอเมริกา

ตามประสาคนรักแจ๊ส ไปเยือนถิ่นใดก็พยายามมองหาชุมชนดนตรีแจ๊สที่นั่น ไปฮานอยครั้งนี้ ผมจึงหมายมั่นตั้งใจว่าจะต้องค้นหาไนท์คลับที่เล่นเพลงแจ๊สให้ได้ หรืออย่างน้อยก็น่าจะเป็นโรงเรียนดนตรีแจ๊สก็ยังดี เพราะการเยือนคราวก่อนนั้น มัวแต่เพลิดเพลินไปกับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเฉพาะการแสดงหุ่นน้ำที่มีชื่อเสียง
เมื่อถามไถ่ถึงไนท์คลับแจ๊ส เจ้าหน้าที่สายการบินซึ่งเป็นชาวเวียดนามท่านหนึ่ง (ขออภัยที่จำชื่อไม่ได้) แนะนำให้ผมไปยัง แจ๊ส คลับ (Jazz Club) ซึ่งตั้งอยู่บนถนนสายหนึ่งในย่านเมืองเก่า หลังจากบอกเส้นทางเสร็จสรรพ ผมก็ทดลองด้วยการเดินชมเมืองไปตามทิศทางที่ว่า จนเวลาผ่านไป 30 นาทีก็รู้ตัวว่าหลงทางเสียแล้ว
ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะสอบถามผู้คนท้องถิ่น เพราะถามไป 5 รายไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้เลย ในที่สุด ผมตัดสินใจใช้บริการมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ขับตามมานัวเนียอยู่หลายคัน ทันทีที่พวกเขารู้ว่าทัวริสต์คนนี้กำลังต้องการความช่วยเหลือ

วิธีการที่ชาญฉลาดมากในสายตาของผม คือเขาพาไปส่งยังเกสต์เฮาส์ท้องถิ่นสภาพค่อนข้างดีแห่งหนึ่ง ซึ่งพนักงานต้อนรับพอจะสื่อสารกับคนต่างชาติได้บ้าง ทว่า ผ่านไป 2-3 เกสต์เฮาส์ก็แล้ว พวกเขาต่างจนปัญญา เพราะไม่มีใครรู้ว่า แจ๊ส คลับ ที่ว่านั้นตั้งอยู่ที่ใด
ในที่สุด คุณลุงคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซึ่งใช้ภาษาใบ้คุยกับผม ก็พาไปส่งวินรถแท็กซี่หน้าโรงแรมโซฟิเทล คนขับแท็กซี่พอพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง ตกลงกับผมว่าจะพาขับวนถนน 32 สาย (สั้นๆ) ในย่านเมืองเก่าอีกครั้ง

เราใช้เวลามุ่งขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของนครฮานอยอีกครั้ง เพียง 15 นาที ผมก็มีโอกาสได้ยืนอยู่หน้า แจ๊ส คลับ ที่ใช้เวลาค้นหาอยู่นาน คลับแห่งนี้ตั้งอยู่ในอาณาบริเวณที่รายล้อมด้วยร้านขายของเล่นเด็ก ที่นี่อาจจะเรียกว่า Minh’s Jazz Club เพราะเจ้าของชื่อ มินห์ แถมเป็นนักแซ็กโซโฟนเสียด้วย

แจ๊ส คลับ ในฮานอย


แจ๊ส คลับ ของ มินห์ ขนาดไม่ใหญ่นัก ดัดแปลงมาจากอาคารพาณิชย์ 2-3 คูหา ใช้เฉพาะพื้นที่ชั้นล่าง เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าประมาณ 150-180 ตารางเมตร บรรยากาศภายในค่อนข้างสลัว ตอนผมไปถึงมีแขกอยู่ 5-6 โต๊ะ ส่วนมากเป็นนักท่องเที่ยว หรืออย่างน้อยๆ น่าจะเป็นชาวต่างชาติที่ทำงานในเวียดนาม ผมตัดสินใจนั่งลงตรงส่วนบาร์ สั่งเครื่องดื่มพอเป็นพิธี จากนั้นดื่มด่ำกับเสียงเพลงที่มีความดังในระดับเหมาะสม
วงหลักของแจ๊สคลับแห่งนี้ เป็นควินเทท (5 ชิ้น) ประกอบด้วย อัลโตแซ็ก บรรเลงโดย มินห์ (ผมคาดเดาว่าคือเขา) เทเนอร์แซ็ก, เปียโน, เบสไฟฟ้า และกลอง ดูจากวัยของนักดนตรีแล้วก็นับว่าหลากหลายทีเดียว มินห์ และมือเทเนอร์แซ็กน่าจะอยู่ในวัยราว 50-60 ปี ขณะที่มือกลองและมือเบสราว 30 เศษ ส่วนมือเปียโนค่อนข้างหนุ่ม น่าจะยังเรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ
เพลงที่พวกเขาเลือกมาเล่นต่างหากที่สร้างความประหลาดใจให้ผมพอสมควร เริ่มต้นจาก สมู้ธ แจ๊ส ตามมาด้วยบอลรูมแดนซ์ จากนั้นกลับไปย้อนยุคที่ดิกซีแลนด์ ไต่ขึ้นมา ฮาร์ดบ็อพ มาจนถึงโมดัล แบบจอห์น โคลเทรน แล้วพอถึงเซ็ทถัดมาพวกเขาบรรเลง ฟิวชั่น แบบ ไมล์ส เดวิส ตามด้วย ออริจินัล คอมโพสิชั่น ที่มีการนำกลิ่นอายทำนองดนตรีเวียดนามมาผสมผสานกับซาวด์ของแจ๊สได้อย่างอัศจรรย์
เท่าที่สังเกต วันนั้น มินห์ มีแขกมาพบค่อนข้างเนืองแน่น เขาผละจากเวทีลงมานั่งคุยกับลูกค้าอยู่นาน ปล่อยให้สมาชิกที่เหลือบรรเลงกันไป ผมเลยได้ฟังลีลาการระบายลมของมือเทเนอร์ แซ็กโซโฟน อย่างเพลิดเพลิน ในหลายๆ มิติ การค้นหาตัวโน้ตของเขาค่อนข้างเข้มข้นและเต็มไปด้วยสุนทรียภาพแบบแจ๊ส ขณะที่มือเปียโน แม้จะมีเทคนิคการบรรเลงแพรวพราว มีไอเดียพร่างพรู แต่ยังขาดความกระชับรัดกุม และขาดความเป็นดนตรีที่ต้องอาศัยทั้งคุณสมบัติของความกลมกลืนและลงตัวเป็นพื้นฐาน
อย่างไรก็ตาม คุณภาพวงดนตรีที่ แจ๊ส คลับ ของฮานอย นับว่าพลิกความคาดหมายทีเดียว เมื่อเรามีข้อมูลที่รับรู้อยู่เดิมว่า นี่คือเมืองหลวงเก่าของประเทศสังคมนิยม ซึ่งเพิ่งเปิดประเทศได้ไม่นาน (ในเวียดนาม ยังไม่มีแฟรนไชส์ฟาสต์ฟู้ดเข้ามาบุกตลาด) แต่วงดนตรีวงนี้ สามารถเล่นแจ๊สได้ในแบบ ฟรี ฟอร์ม พวกเขาเรียนรู้กันที่ไหน ?

ผมมีคำถามนี้อยู่ในใจตลอดเวลาที่นั่งเครื่องกลับมาถึงกรุงเทพฯ


article_hanoitolee_clip_image002


เวียดนามกับศักยภาพทางดนตรี

ที่กรุงเทพฯ มีนักดนตรีอย่างน้อย 2-3 คนยืนยันให้ผมทราบว่า มาตรฐานการศึกษาดนตรีของเวียดนาม อาจจะสูงกว่าไทยด้วยซ้ำ เพราะความเอาจริงเอาจังของผู้นำประเทศ ไม่ได้ “คิดไป-ทำไป” นั่นเอง
ทัศนา นาควัชระ นักไวโอลินและอาจารย์ประจำคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ระบุจากประสบการณ์ที่เขาไปเยือนฮานอยหลายครั้งในฐานะนักดนตรีเพื่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมว่า นักดนตรีคลาสสิกเวียดนาม โดยเฉพาะฮานอย มีมาตรฐานสูงมาก เพราะมีโรงเรียนที่ตั้งขึ้นเป็น คอนเซอวาตัวร์ (Conservatoire) เลยทีเดียว
สำหรับประเทศที่เคยมีม่านเหล็กปิดกั้นการแพร่ระบาดของวัฒนธรรมดนตรีสมัยใหม่จากต่างแดน การมีมาตรฐานดนตรีคลาสสิกสูงนั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ
แต่เมื่อผมได้คุยเรื่องนี้กับ ช้างต้น กุญชร ณ อยุธยา นักกีตาร์และอาจารย์ประจำวิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต อดีตศิษย์เก่าสถาบันเบิร์กลี คอลเลจ ออฟ มิวสิค เขาเล่าว่า สมัยเรียนที่บอสตัน มีเพื่อนคนหนึ่งเป็นนักกีตาร์ชาวเวียดนามฝีมือดีมาก เข้าใจว่าได้ทุนมาเรียนด้วยซ้ำ (อย่าลืมว่าค่าเงินไทยไปเรียนเบิร์กลีเวลานี้ เฉพาะค่าหน่วยกิต 3 หมื่นเหรียญ ตกปีละ 1.2 ล้านบาท คิดเป็นเงินเวียดนามจะมหาศาลขนาดไหน)
เพื่อนชาวเวียดนามคนนี้ เคยเล่าให้ อ.ช้างต้นฟังว่า พ่อของเขาเล่นแซ็กโซโฟนมาตั้งแต่อายุ 5-6 ขวบ ปัจจุบันเป็นเจ้าของแจ๊สคลับในฮานอย ซึ่งมาถึงตรงนี้ ผมลงความเห็นอย่างไม่ลังเลว่า ผมมีโอกาสได้ฟังพ่อของหมอนี่ คือนาย มินห์ ที่ฮานอยมาแล้ว !
คำถามที่น่าคิดก็คือ ปัจจุบันมีแนวโน้มที่คนเวียดนามกำลังก้าวขึ้นไปแสดงบทบาทในแวดวงแจ๊สระดับสากล ดังกรณีของ แพ็ท เมธินี ที่ใช้นักทรัมเป็ตชาวเวียดนามในวงดนตรีของเขา ขณะที่ กอล์ฟ นครินทร์ ธีระภินันท์ นักกีตาร์วงหัวหิน (Stone Head Group) เล่าให้ผมฟังเมื่อวันก่อนว่า ระหว่างไปทัวร์คอนเสิร์ตในอังกฤษครั้งที่ผ่านมา เขามีโอกาสได้ชมการแสดงของ เหงียน ลี นักกีตาร์สัญชาติฝรั่งเศส เชื้อสายเวียดนาม รู้สึกทึ่งและตื่นตะลึงในฝีมือเอามากๆ
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง และเห็นว่าแฟนคอลัมน์ Jazzwise น่าจะจับตาให้ดี เพราะ เหงียน ลี กำลังจะขยับฐานะขึ้นเป็นดาวรุ่งของวงการดนตรีแจ๊สในเร็ววันนี้

article_hanoitolee_clip_image004

กว่าจะเป็นนักกีตาร์ดาวรุ่ง

เหงียน ลี (Nguyen Le) เป็นนักกีตาร์ที่มีหน้าตาบ่งบอกถึงความไม่ธรรมดา เขาเกิดที่นครปารีส ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 14 มกราคม ปี ค.ศ.1959 ในครอบครัวของชาวเวียดนามที่มีการศึกษา ซึ่งได้อพยพโยกย้ายไปพำนักที่นั่นเป็นเวลานานนับสิบปี (ก่อนเกิดสงครามเวียดนาม)
ลี เคยพูดถึงพ่อของเขาว่า มีดีกรีด้านต่างๆ อยู่มากมายเต็มบ้านทีเดียว
เขาเริ่มต้นเล่นกลองเมื่ออายุ 15 จากนั้นหันมาจับกีตาร์และเบสไฟฟ้า โดยสนใจผลงานของมือกีตาร์หลากหลาย ตั้งแต่ จิมี เฮนดริกซ์ จนถึง จังโก ไรน์ฮาร์ดท์, บิลล์ ฟริเซลล์, แพท เมธินี, จอห์น สโกฟิลด์, จอห์น แอเบอร์ครอมบี ฯ
เหงียน ลี ใช้กีตาร์ผลิตพิเศษแบบ “คัสตอม เมด” โดย เจมส์ ทรัสซาร์ด (ล่าสุดเขาใช้ กีตาร์ที่สร้างขึ้นจากสัญลักษณ์เต๋า โดย จูเลียน เกนเดรอ) และมีความช่ำชองในการใช้ซินธิเซอร์ และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เขาเริ่มแต่งเพลงด้วยคอมพิวเตอร์แมคอินทอชมานานหลายปีแล้ว พร้อมกับการปรับปรุงบ้านให้เป็นสตูดิโอน้อยๆ
ก่อนหน้านี้ ลี ร่ำเรียนมาทางด้านศิลปะ จากนั้นย้ายมาเรียนเอกวิชาด้านปรัชญา โดยทำวิทยานิพนธ์หัวข้อ Exoticism ซึ่งเป็นการศึกษาถึงการดำรงอยู่ของความงามอันแปลกแตกต่างไปจากบรรทัดฐานทั่วไป
เมื่อเรียนจบ ลี ตัดสินใจทุ่มเทให้แก่การสร้างงานดนตรี โดยพื้นฐาน เขาศึกษาดนตรีด้วยตัวเอง สนใจทั้งร็อค, ฟังกี้, แจ๊ส และดนตรีในแบบครอสโอเวอร์ทั้งหลาย ทั้งแอฟริกัน, อินเดีย จนถึงเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Dan Bau เครื่องสายท้องถิ่นเวียดนาม ซึ่งประกอบด้วยลวดเพียง 1 สาย แต่สร้างเสียงได้เกินความคาดหมาย

“ผมเติบโตมากับเพลงเวียดนามดั้งเดิมและเพลงคลาสสิกตะวันตก ซึ่งเป็นดนตรีที่พ่อแม่ของผม ดนตรีอย่างแรกที่กระตุ้นความสนใจของผมคือ ดีพ เพอร์เพิล ตอนนั้นผมอายุ 12 หลังจากแนวฮาร์ดร็อค ผมฟังโปรเกรสซีฟร็อค (อย่าง คิง คริมสัน, เยส , เจเนซิส ฯลฯ) ตามด้วยฟิวชั่น (มหาวิษณุออร์เคสตรา, รีเทิร์น ทู ฟอร์เอฟเวอร์, ชิค คอเรีย) ”

“จนเมื่อตัดสินใจเรียนกีตาร์จริงจัง ผมสนใจงานแจ๊สแท้ๆ อย่าง (จอห์น) โคลเทรน, ไมล์ส (เดวิส), บิลล์ อีแวนส์, เวส มอนต์โกเมอรี, คีธ จาร์เรทท์… เมื่อผมตั้งวงของตัวเอง ผมกลับไปหารากเหง้าเดิม นั่นคือ อิเล็กทริกร็อคกับเพลงเวียดนาม” ลี กล่าวถึงประสบการณ์ทางดนตรีของตัวเอง พร้อมขยายความว่า ถึงตอนนี้ความสนใจหลักของเขามุ่งไปยังสาระทางดนตรีในแบบเทรดิชั่นนอลของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ
ในปี ค.ศ.1987 เขาได้รับการคัดเลือกเพื่อเข้าร่วมวงแจ๊สออร์เคสตราระดับชาติของฝรั่งเศส (French National Jazz Orchestra) ซึ่งทำให้ได้มีโอกาสเล่นกับนักดนตรีระดับแนวหน้าทั้งจากฝั่งอเมริกาและยุโรป อย่าง จอห์นนี กริฟฟิน, ดีเดียร์ ล็อกวูด, หลุยส์ คลาวิส, สตีฟ สวอลโลว์, แรนดี เบรคเกอร์, ทู้ทส์ ธีเลมานส์, คอร์ทนีย์ ไพน์, สตีฟ เลซี, ดีดี บริดจ์วอเตอร์, กิล อีแวนส์ และ ควินซี โจนส์
จากนั้น ลี ทำวงดนตรี อุลตรามารีน (Ultramarine) ที่ประกอบด้วยการรวมตัวของนักดนตรีต่างชาติพันธุ์ โดยอัลบั้ม D ของวงนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานเวิลด์มิวสิคแห่งปี ค.ศ.1989 เลยทีเดียว
ในปี ค.ศ.1990 เหงียน ลี มีโอกาสทำอัลบั้มแรกภายใต้ชื่อของตนเอง Miracles อัดในสหรัฐอเมริกา มี อาร์ต แลนด์, มาร์ค จอห์นสัน และ ปีเตอร์ เอิร์สกิน แบ็คอัพ ในช่วงเวลาเดียวกัน ลี มีโอกาสได้พบกันนักดนตรีแจ๊สมากหน้าหลายตา ตั้งแต่ มิเชล พอร์ทัล, มิโรสลาฟ วิเชียส, ทริล็อค เกอร์ตู, ดิวอี เรดแมน, นานา วาสคอนเซลอส, เปาโล เฟรสุ, เคนนี วีลเลอร์ ฯลฯ

นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1992 นักกีตาร์เชื้อสายเวียดนามคนนี้มีงานบันทึกเสียงเกือบทุกปี ไปจนถึงสิ้นทศวรรษ ก่อนจะทิ้งช่วงไประยะหนึ่งสืบเนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพ
เขามีอัลบั้ม Zanzibar (1992) ตามด้วย Init (1993) ในรูปแบบทริโอ จากนั้นทดลองทำวงเล่นเพลงของ จิมี เฮนดริกซ์ และรับงานเป็นโซโลอิสต์ให้แก่วงบิ๊กแบนด์ WDR ของเยอรมนี ภายใต้การกำกับของ วินซ์ เมนโดซา

ความเป็นนักกีตาร์ที่มีซาวด์เฉพาะตัว ทำให้มีโปรเจ็คท์ดนตรีนับไม่ถ้วน เช่น เล่นกับ เดฟ เลียบแมน, ชาร์ลี มาริอาโน, รัสเซลล์ เฟอร์รันต์ และบ๊อบ บรุคเมเยอร์ เป็นต้น
ปี ค.ศ.1994 เหงียน ลี ฟอร์วงทริโอใหม่ กับ ไดเทอร์ อิล์ก มือเบส และ แดนนี ก็อตเลียบ มือกลอง ออกอัลบั้ม Million Waves กับค่าย Act ของเยอรมัน
อัลบั้มที่น่าสนใจในช่วงเวลาต่อมา เช่น Tales from Vietnam (1995) เป็นงานที่เจ้าตัวกลับมาไปมรดกดนตรีของแผ่นดินแม่ เป็นการผสมผสานระหว่างนักดนตรีแจ๊สกับนักดนตรีเวียดนาม
“ด้วยดนตรีอย่าง Tales from Vietnam ผมนำผู้คนไปพบกับความงามของวัฒนธรรมเวียดนาม ในเวลาเดียวกัน ผมก็ได้สร้างและเพิ่มพูนส่วนที่เป็นอัตลักษณ์ของผม กลับไปหาสิ่งเก่ามากๆ เพื่อสร้างสิ่งที่ใหม่มากๆ ผมยังคงฝันเสมอ ถึงการสร้างดนตรีที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อน ดนตรีที่ไม่มีใครเคยได้ยิน” ลี อธิบายถึงแนวทางหนึ่งในการทำงานของเขา

Maghreb & Friends (1998) ผลงานที่สะท้อนถึงความสนใจในดนตรีแอฟริกัน หาก ลี ไม่วายพ่วงเพลงร้องเวียดนามเข้าไปในบริบทของเวิลด์มิวสิค, Bakida (1999) หลากศิลปินแจ๊สภายใต้แนวคิดของการประสมอิทธิพลทางดนตรีทุกๆ รูปแบบไว้ในอัลบั้มเดียวกัน ทั้งแอฟริกัน, เวียดนาม, สเปน, ตุรกี, สแกนดิเนเวีย ฯ โดยแขกรับเชิญแต่ละรายเป็นตัวแทนของเรื่องราวที่แตกต่าง
อัลบั้ม Purple – Celebration Jimi Hendrix (2002) ซึ่งเป็นการร่วมงานกับมือกลองสาว อดีตศิษย์เก่า เบิร์กลี นาม เทอร์รี ลีน แคร์ริงตัน ด้วยการนำเพลงของจิมี เฮนดริกซ์ มาตีความใหม่ได้อย่างแยบยลและทรงพลัง ซึ่งอัลบั้มนี้ไม่เพียงโดดเด่นทางศิลปะเท่านั้น หากยังประสบความสำเร็จอย่างสูงในเชิงพาณิชย์

เป็นที่สังเกตว่า เหงียน ลี ซึ่งพำนักอาศัยอยู่ในนครปารีส ฝรั่งเศส สามารถก้าวขึ้นสู่เวทีโลกได้ ด้วยการไปปักหลักทำงานที่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมดนตรีของโลก ที่ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา แต่ ลี เคยให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งว่า ความหลากหลายทางวัฒนธรรมของปารีส เป็นเนื้อนาอันอุดมให้แก่ความคิดสร้างสรรค์มากกว่าไปใช้ชีวิตในนิวยอร์ก
เขายกตัวอย่างชุมชนชาวจีนในย่านไชนาทาวน์เล็กของปารีส กับย่านชุมชนชาวตุรกี ซึ่งอยู่ห่างกันเพียงแค่เดินเท้า 5 นาที ย่อมทำให้ชุมชนทั้งสองสามารถแลกเปลี่ยนและสื่อสารกันได้อย่างสะดวกโยธิน

ก้าวเดินบนหางของเสือ


อัลบั้มใหม่ที่ออกวางขายในปี ค.ศ.2005 ของ เหงียน ลี มีชื่อว่า Walking on the Tiger’s Tail มีลักษณะการประสมวงแบบควอร์เทท (ที่แปลก) เพราะไม่มีเครื่องดนตรีเบสมาให้เสียงย่านความถี่ต่ำ (free-bass band) ดังนั้น สมาชิกคนอื่นๆ ในวงจึงต้องร่วมกันดูแลช่องว่างนี้
ลี เล่นกีตาร์ไฟฟ้าและอุปกรณ์เสริมอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด, พอล แมคแคนเดรสส์ (แห่งโอเรกอน) เล่นแซ็กโซโฟน, โอโบ, อิงลิชฮอร์น และ เบส คลาริเน็ท, เจมีย์ แฮดแดด ตีกลอง โดยมี อาร์ต แลนด์ เล่นเปียโน

หากจำกันได้ อาร์ต เคยเล่นกับ เหงียน ลี มาตั้งแต่อัลบั้ม 2 ชุดแรก และเป็นคนที่มือกีตาร์สารภาพว่าได้เรียนรู้การทำงานจากเขาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจิตวิญญาณของแจ๊ส นั่นคือความลับสุดยอดในการสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพ (Freedom) กับการควบคุม (Controlสมดุลระหว่างอารมณ์ (Emotion) กับสติปัญญา (Intelligence)
อัลบั้มนี้มี 11 แทร็ค ความยาว 65:41 นาที เมื่อเปรียบเทียบกับอัลบั้มก่อนหน้านี้ที่ผมมีโอกาสได้ฟัง ไม่ว่าจะเป็น Maghreb & Friends ที่กระเดียดไปทางเวิลด์มิวสิค ขับเคลื่อนด้วยริธึ่มของแอฟริกัน หรือ Purple – Celebration Jimi Hendrix ซึ่งมีสาระตั้งต้นเป็นร็อคดิบๆ อัลบั้มชุดใหม่ค่อนข้างโปร่งเบามากเอาการ (พูดง่ายๆ ฟังสบายหูกว่าเยอะ) คลี่คลายไปสู่เวิ้งจินตนาการที่กว้างไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลือกสรรโทนคัลเลอร์ของเครื่องลมที่หลากหลาย ด้วยฝีมือของ พอล แมคแคนเดรสส์

ลี เลือกปรัชญาเต๋ามาเป็นแก่นในการสื่อสารความคิดของการทำงานชุดนี้ ลักษณะการนำความขัดแย้งที่แปลก (Paradoxical theme) ซึ่งปรากฏอยู่คติธรรมของเต๋า (Tao) และเซน (Zen) มาใช้ นับเป็นเปิดพื้นที่ exotica ขึ้นมาในโลกเฉพาะที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นอย่างเป็นเอกภาพ
เริ่มตั้งแต่การบินโดยไม่มีปีกใน Wingless Flight ทำนองที่อิงโครเมติคเลื่อนไหลไปบนจังหวะอันโยกโยน ช่วงอิมโพรไวส์ ลี บรรเลงได้อย่างหมดจด แค่เพลงแรกก็เฉียบขาดแล้ว
Yielding Water ทิ้งสเปซกว้างๆ ให้เติมเสียงที่มีพื้นผิวแตกต่างผ่านเพอร์คัสชั่น ผนวกกับเสียงเปียโน และเครื่องลม คลี่คลายอย่างรื่นรมย์ ขณะที่ Totsu ! ซาวด์อินโทร.กระเดียดไปสู่ยุคฟิวชั่น แต่ไม่ใช่ ลี ฉีกหลบไปสู่ฟอร์มเฉพาะตัวได้อย่างน่าติดตาม

Snow on a Flower เยือกเย็นแต่งดงาม ขณะที่ Jorai มีเฟรสซิงที่ทำให้เพลงเคลื่อนไหว ลี แต่งโดยได้รับอิทธิพลจากเพลงดั้งเดิมของชนกลุ่มน้อยในเวียดนาม เมื่อมาถึง Butterfly Dream แนวประสานของทำนองกับคอร์ดชวนให้คิดถึงสกุลอิมเพรสชั่นนิสม์ขึ้นมาตะหวิดๆ
Walking on the Tiger’s Tail เป็นไตเติลแทร็คที่บรรเลงกันอย่างจุใจกว่า 8 นาที ธีมเป็นโจทย์ที่ ลี สร้างขึ้นราวกับให้เพลงเป็นสถานการณ์ของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไรอย่างนั้น ดนตรีแต่ละชิ้นมีส่วนสนับสนุนกันอย่างใกล้ชิด

Bee อีกหนึ่งเพลงงดงามที่โชว์ทางกีตาร์ละเมียดละไม Evening Glory ดำดิ่งลงสู่กระแสของความคิดคำนึง ด้วยสเกลเสียงทึบทึม Zamora อินโทร.ด้วยเปียโน ก่อนตามด้วยอิงลิชฮอร์น และสลับกับบทบาทของกีตาร์ที่อ่อนโยน เช่นเดียวกับ Eventail เป็นเพลงปิดท้ายอัลบั้มที่ ลี คุมโทนเพื่อให้คนฟังเกิดภาวะสงบนิ่งในจิตใจกระมัง

ครั้งหนึ่ง เมื่อมีคนถาม เหงียน ลี ถึงคำนิยามของแจ๊สในฝรั่งเศส เหมือนที่มีปรากฏการณ์อนุรักษ์นิยมในสหรัฐอเมริกาหรือไม่ เขาตอบได้อย่างคมคายว่า
“ผมว่าแจ๊สในฝรั่งเศสค่อนข้างเปิดกว้างนะ ไม่มีอนุรักษ์นิยมแบบมาร์แซลลิส (หมายถึง วินตัน มาร์แซลลิส) หรอก เพราะว่าแจ๊สไม่ใช่ดนตรีของเรา พวกเราไม่ได้สร้างมันขึ้นมา ดังนั้น เราจะไปอนุรักษ์มันได้อย่างไร”
“อย่างน้อยก็กรณีของ จังโก ไรน์ฮาร์ดท์ นั่นไง หมายความว่าเราต้องสร้างแนวทางของเราขึ้นเองขึ้นมา แน่นอนมีสไตล์แจ๊สที่เป็นวิหารหลักอยู่แล้วจำนวนหนึ่ง ทั้ง ก่อน-บ็อพ, บีบ็อพ, โมเดิร์น, ฟิวชั่น, อวอง-การ์ด, เวิลด์ อื่นๆ อีกมากมาย แต่ใครก็ตามที่ต้องการ(สร้างสรรค์งานดนตรี)ต้องข้ามผ่านพรมแดนพวกนี้ออกไปทั้งนั้น”
เช่นเดียวกับที่ เหงียน ลี กำลังผสมผสานมรดกทางดนตรีเวียดนามให้เป็นส่วนหนึ่งของกระแสดนตรีโลกในเวลานี้กระมัง.

Nguyen Le Quartet / Walking on the Tiger’s Tail / ACT 9432-2
Tracks : 1. Wingless Flight, 2. Yielding Water, 3. Totsu !, 4. Snow on a Flower, 5. Jorai, 6. Butterfly Dream, 7. Walking on the Tiger’s Tail, 8. Bee, 9. Evening Glory, 10. Zamora , 11. Eventail
Personnel : Nguyen Le , electric & electroacoustic guitars, electronics ; Art Lande , piano ; Pual McCandless , tenor, soprano & sopranino saxophone , oboe , english horn , bass clarinet ; Jamey Haddad , drums & percussions
Recording Date : October & November 2004
Where to Buy it in Thailand : contact Hitman Music



บทสนทนากับ รอย เฮย์ส

a007_clip_image002

เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์

ไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะได้อ่านบทสัมภาษณ์นักดนตรี โดยที่มีนักดนตรีอีกคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นผู้สัมภาษณ์ ดังเช่นเรื่องราวของ รอย เฮย์นส์ (Roy Haynes) มือกลองอาวุโสของวงการ ที่ได้ให้สัมภาษณ์แก่ โจชัว เรดแมน (Joshua Redman) มือแซ็กโซโฟนรุ่นใหม่
โจชัว เคยเล่นดนตรีอยู่ในเซสชั่นที่มีรอยทำหน้าที่เล่นกลองเป็นครั้งคราว บทสัมภาษณ์เริ่มต้นขึ้น ก่อนการฝังศพ เอลวิน โจนส์ มือกลองรุ่นราวคราวเดียวกันเพียง 1 วัน ซึ่งการพูดถึงคืนวันเก่าๆ ในบรรยากาศการล้มหายตายจากของศิลปินแจ๊สรุ่นนี้ สร้างความสะเทือนใจแก่ผู้ให้สัมภาษณ์ไม่น้อย
รอย เฮย์นส์ ได้รับการเสนอชื่อขึ้นสู่ทำเนียบ ‘ฮอลล์ ออฟ เฟม’ ของนิตยสารดาวน์บีท และยังได้รับการโหวตจากการสำรวจความนิยมในหมู่นักวิจารณ์ของนิตยสารฉบับเดียวกัน ให้เป็น ‘มือกลองแห่งปี’
ต่อไปนี้คือบางส่วนของบทสัมภาษณ์ที่ตัดทอนมาให้เหมาะสมกับพื้นที่นี้

คุณต้องมีความลับเกี่ยวกับความหนุ่มอันเป็นนิรันดร์และพละกำลังอย่างแน่นอน ครั้งแรกที่ผมได้เล่นกับคุณคือในวงของแพท เมธินี นั่นกว่า 10 ปีมาแล้ว ตอนนั้นผมกลัวมากว่าจะเล่นกับนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล และเป็นหนึ่งในมือกลองคนโปรดได้อย่างไร สิ่งหนึ่งที่ผมยึดถือไว้คือความหนุ่มของผม ผมมีกำลัง แต่หลังจาก 3 เพลงผ่านไป ผมหมดแรง ไม่ใช่แค่ทางร่างกายเท่านั้น แต่คุณทำให้ผมหมดสภาพทั้งทางจิตใจด้วย (ตอนนั้น) คุณฟังทุกอย่าง และโยนทุกอย่างที่ผมเล่นกลับคืนมาให้ ‘เอ้า! รับไป’ คุณทำได้อย่างไรในขณะที่รับบทเล่นสนับสนุนอย่างนั้น?
ผมพยายามรักษาทุกอย่างเพื่อวง ก่อนขึ้นเล่น ถ้ามีใครบางคนหลังเวทีพูดถึงบางอย่างที่ผมไม่สนใจ ผมไม่ชอบบอกพวกเขาหรอก แต่ผมพยายามทำทุกอย่างเพื่อรักษาอะไรก็ตามที่ผมมีสำหรับวง หลายปีที่ผ่านมานี้ มันเป็นเรื่องธรรมชาติ บางทีอาจจะเป็นเรื่องทางจิตวิญญาณ เมื่อผมเล่นอยู่ในวง นั่นคือความศรัทธาของผม และผมพยายามให้ทุกอย่างที่ผมทำได้

ผมไม่ยอมสูญเสียจังหวะแม้แต่ครั้งเดียว เมื่อผมเล่นกับโซโลอิสต์สักคน ไม่ว่าใครก็ตาม ถ้าพวกเขาเล่น และผมยังไม่ได้อะไรบางอย่างจากพวกเขา และพวกเขายังเล่นถูไถอยู่อย่างนั้น โดยไม่ยอมไปไหน ผมตระหนักขึ้นมาแล้วว่า ผมกำลังสูญเสียบางสิ่งบางอย่าง ผมต้องการลักษณะของการสนทนาโต้ตอบ บางอย่างที่ให้แรงบันดาลใจ ผมชอบโซโลอิสต์ที่บอกเล่าเรื่องราว หรือเขียนภาพสักภาพ หรืออะไรก็ตาม

a007_clip_image004

สิ่งหนึ่งที่ทำให้คุณแตกต่างจากมือกลองจำนวนมาก คือความสามารถในเชิงปฏิสัมพันธ์ นั่นคือบางสิ่งที่คุณคิดถึงในการพัฒนาสไตล์ของตัวเองหรือไม่?
ในปี 1947 เมื่อผมไปเล่นกับ เลสเตอร์ ยัง ผมได้ยินมาว่า เพรซ (ชื่อเล่นของเลสเตอร์) อ่อนไหวกับมือกลองมาก แต่ในปี 1947 ดนตรีใหม่ บีบ็อพ กำลังมาแรง เมื่อผมเจอเพรซ และเล่นครั้งแรกในเดือนตุลาคม ในสถานที่ที่ผู้คนกำลังเต้นรำ ผมเล่นสองเพลงกับเพรซ จากนั้นเขาเดินมาที่กลอง ผมถามเขาว่า “เพรซ คุณแน่ใจนะว่าจะเล่นสวิง” จากนั้นผม (เล่นเพลง) เต้นรำกับเขา ผมรับลูกต่อจากเขา แต่ยังคงให้ในสิ่งที่เขาต้องการ
ก่อนหน้านั้น ผมอยู่กับวงบิ๊กแบนด์ของหลุยส์ รัสเซลล์ ผู้คนบอกพี่ชายผมว่าผมทำให้ซาวนด์ของวงเปลี่ยนแปลงไป ผมยังไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้ ผมรู้ว่าผมฟัง ปาปา โจ โจนส์ จนถึง ชาโดว์ วิลสัน ผมฟังอาร์ต แบล็กกีย์ กับวงบิ๊กแบนด์ แล้ว แม็กซ์ (โรช) มาพร้อมกับวงขนาดเล็ก แต่ผมยังได้ฟังเขาเล่นในวงบิ๊กแบนด์ของเบนนี คาร์เตอร์ ด้วย

คุณฟังพวกเขา และพวกเขาก็มีอิทธิพลต่อคุณ แต่คุณคิดสร้างแนวทางของตัวเองตอนนั้น หรือมันมาเองโดยธรรมชาติ?
แต่ละวัน ผมอยากเป็นตัวผมเองเสมอ กับทุกๆ อย่างที่ผมทำ ผมฟัง โจ โจนส์ เป็นครั้งแรก จากนั้นผมเจออาร์ต แบล็กกีย์ ตอนนั้นเขาอยู่ในวงของเฟล็ทเชอร์ เฮนเดอร์สัน ผมกำลังพูดถึงปี 1943 หรือ 1944 เขาเคยเรียกผมว่า เจ้าลูกชาย ตอนนั้นผมดูอายุน้อย เราใกล้ชิดกันมาก นั่นก่อนที่บีบ็อพจะได้รับความนิยมเสียอีก

นักดนตรีรุ่นผม ดูเหมือนจะวุ่นวายกับคำถามว่าจะค้นพบสุ้มเสียงของตัวเองได้อย่างไร ทำอย่างไรถึงจะเป็นต้นแบบ ราวกับว่าการค้นหาสุ้มเสียงของตัวเองเป็นเรื่องยาก แต่ผมได้ยินนักดนตรีอย่างคุณพูดถึงเรื่องนี้ราวกับมันเป็นเรื่องธรรมชาติ คุณคิดถึงการเป็นผู้สร้างนวัตกรรมบ้างมั้ย?
มันเกือบเป็นเรื่องธรรมชาติ มันไม่ได้ดิ้นรนขนาดนั้น ในช่วงปี 1947-49 เราไม่มีโรงเรียน กับครูสอนแจ๊ส ผู้คนเล่นดนตรีเพื่อเลี้ยงปากท้อง ดังนั้น โรงเรียนของผมหนีไม่พ้นภายในวงดนตรี แค่ฟังและเล่นโต้กลับ การเติบโตในบอสตัน นักดนตรีวัยรุ่นกับนักดนตรีรุ่นพี่ พวกเขามักโหดกับมือกลอง ด้วยการพูดใส่ในหัวคุณว่า “มือกลองแค่เล่นให้รู้สึก แต่ไม่ให้ได้ยิน” คุณแค่เป็นคนรักษาจังหวะให้พวกเขา

คุณเป็นคนเล่นคลอ?
ใช่ รักษาจังหวะ เอาล่ะ มันไม่ใช่แค่รักษาจังหวะ แต่คุณต้องให้จังหวะพวกเขาด้วย

ทำหน้าที่มากกว่านั้น?
ใช่ นั่นล่ะคือเรื่องยากของผม ผมพยายามเล่นทั้งก่อนและหลัง ทั้งเบสดรัมและมือซ้าย ผมมีความสุขที่เล่นกับเพรซ และเขาชอบมัน ผมมั่นใจว่าผมเล่นกับใครก็ได้ และผมได้เล่นกับไมล์ส (เดวิส) และ เบิร์ด หลังจากนั้น

a007_clip_image006

คุณมีความเชื่อมโยงกับคนฟังอย่างเหลือเชื่อ เมื่อคราวผมเล่นกับคุณที่บลูโน้ต เพื่อนคนหนึ่งมาดู เธอไม่ได้ดูแจ๊สบ่อยนัก แต่เธอบอกว่า “ฉันรักแจ๊สนะ แต่ทำไมไม่เหมือนคอนเสิร์ตนี้ ทำไมมือกลองทุกๆ คนไม่เล่นแบบนี้” คนฟังมีความหมายกับคุณแบบไหน?
เมื่อใดที่คุณทำให้คนฟังผ่อนคลาย เมื่อนั้นคุณจะทำอย่างไรก็ได้ในทางดนตรี แต่บางคนเล่นแต่เพลงของเขา มีแต่ผู้คนที่รู้จักเพลงพวกนั้นถึงจะเพลิดเพลิน แล้วผู้คนที่ไม่รู้จักเพลงพวกนั้นล่ะ แต่คุณอยากให้เขาฟังคุณ คุณจะทำอย่างไร
แจ๊สเป็นคำที่แย่ ผมเกลียดคำว่าแจ๊ส ผู้คนจำนวนมากบอกว่าไม่ชอบมัน แต่มันก็มีบางสิ่งบางอย่าง คุณชักชวนผู้คนมาฟัง พวกเขาฟังแค่เพลงที่คุณเล่น หรือพวกเขาอยากฟังมากกว่านั้น ภายในวง นักดนตรีของผม พวกเรารีแลกซ์ มันน่าจะมีทั้งไปข้างหน้าและถอยหลัง คนฟังจะรู้สึกกับมัน

มีอะไรที่ขาดหายไปจากวงการวันนี้บ้างมั้ย?
มันมีเรื่องขำๆ มากมาย โดยเฉพาะเกี่ยวกับคนแก่ๆ วันนี้ บางคนอาจอยู่ในวิทยาลัยหรือในโรงเรียนไฮสกูล และทุกคนต่างมีโครงการเป็นของตนเอง ในยุคเริ่มแรก มันไม่ได้เกิดขึ้นเช่นนี้มาก่อน ผู้คนไม่เคยแม้กระทั่งจะพูดถึงการบันทึกเสียง วันนี้บริษัทแผ่นเสียงพร้อมที่จะเซ็นคุณเข้าสังกัด นั่นคือสิ่งหนึ่งที่แตกต่าง ผมไม่รู้ว่ามันดีหรือเลวกันแน่
มือกลองคนหนึ่งเคยบอกผมหลายปีก่อนว่า “ไม่มีใครสนใจพวกคุณแล้ว เรามีทุกอย่างภายใต้การควบคุม พวกเราเจ๋ง” และนั่นเป็นเรื่องจริงเสียด้วย พวกเขารู้ว่าจะจัดการอย่างไร บางครั้งพวกเขารู้มากเกินไปด้วยซ้ำ จนไม่รู้ว่าจะใช้ความรู้อย่างไรกับดนตรีก็เหมือนกัน บางครั้งนักดนตรีบางคนในกลุ่มคนพวกนี้ทำอะไรมากเกินไป พวกเขาต้องการทำมันเสียทั้งหมด ทุกอย่างเร่งรีบและรวดเร็ว แต่อย่างที่เลสเตอร์ ยัง เคยพูดไว้ “แต่คุณร้องเพลงให้ผมฟังสักทำนองหนึ่งได้มั้ย?” คุณวาดรูปสักรูปได้มั้ย ทำนองยังคงสำคัญอยู่

คุณคิดว่าแจ๊สวันนี้ยังสุขภาพดีอยู่มั้ย?
ในนิวยอร์กเหรอ? น่าจะเป็นอย่างนั้น มีคลับมากมาย เมื่อผมไป ผมรู้สึกดี นิวยอร์กยังเป็นเมืองยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก แจ๊สยังแข็งแรงดี แต่ไม่ได้รับการยอมรับนับถืออย่างที่ควรจะเป็น วันนี้ คุณไม่ได้เห็นมันในทีวี แน่นอน คุณไม่ได้เห็นมันหลายปีมาแล้ว
ครั้งหนึ่ง ยังมี เอ็ด ซัลลิแวน โชว์ ที่มี ราห์ซาน โรแลนด์ เคิร์ก อยู่ที่นั่น แต่ทุกวันนี้ เพื่อนเอ๋ย แม้กระทั่ง (พิธีมอบ) รางวัลแกรมมี่