All entries by this author

เบน เบเชียคอฟ ดนตรีเป็นเรื่องของเสียง ไม่ใช่โน้ต

a006_clip_image002

เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์

ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา (2006) มีแฟนๆ คอลัมน์ถามไถ่มาว่า เทศกาลดนตรีแจ๊สหัวหินปีนี้ ผมตั้งใจไปดูใครเป็นพิเศษ
คำตอบแรกๆ ที่อยู่ในความคิดคือ อิบราฮิม อิเล็กทริก และ เบน เบเชียคอฟ
เพราะนอกจาก คาสเปอร์ วิญอมม์, จาค็อบ คริสทอฟเฟอร์เสน แล้ว ผมค้นพบในเวลาต่อมาว่า เบน เบเชียคอฟ เป็นนักเปียโนสายเลือดเดนิชวัย 50 ปีอีกคนหนึ่ง ที่มีสำเนียงการเล่นเปียโนอันไพเราะเพราะพริ้งเป็นพิเศษ
ผลปรากฏว่า เมื่อได้ชมตัวจริงเสียงจริงของเขา กับวงดนตรีของ โจนาส โจฮานเสน ร่วมด้วยมือทรัมเป็ตเสียงเนียนละไม โธมัส ฟรายแลนด์ ในคืนวันเสาร์ที่ 3 มิถุนายน บนเวทีชายหาดหัวหิน บริเวณหน้าโรงแรมฮิลตันแล้ว ในความเห็นส่วนตัวของผม จัดให้เป็นโชว์ชั้นดีของงานปีนี้เลยทีเดียว หากเราใช้เกณฑ์ตัดสินจากคุณค่าของการบรรเลงที่สะท้อนถึงสารัตถะของดนตรีแจ๊สเป็นสำคัญ
เหตุผลคือ เบน บรรเลงได้ลึกซึ้งถึงห้วงอารมณ์แจ๊สมาก ตัวโน้ตของเขามีชีพจรสวิง ไม่แข็งกระด้างเหมือนนักดนตรีแจ๊สยุโรปส่วนใหญ่ วอยซิ่งของเขาสดใหม่ เรียกร้องและท้าทายให้ติดตามฟังอย่างต่อเนื่อง ปฏิสัมพันธ์ของวงเป็นไปอย่างลื่นไหลและเป็นธรรมชาติ การเลือกเพลงหรือ repertoire ที่นำมาเล่น มีทั้งส่วนที่บ่งบอกถึงรากเหง้าและจารีตแบบดั้งเดิม แต่ในขณะเดียวกันก็ยังบรรจุความคิดใหม่ให้ได้รับรู้ว่ามีการต่อยอดทางความคิดเพิ่มเติม
นอกจากการแสดงบนเวที ผมมีโอกาสได้พบปะ เบน เป็นการส่วนตัวหลายรอบด้วยกัน ตั้งแต่บ่ายวันเสาร์ก่อนขึ้นเวทีแสดง ผมได้เจอ เบน ในช่วง Press Interview จากนั้นได้พูดคุยพร้อมกับ ฌรอน ฟรีส์ (Soren Friis) โปรดิวเซอร์ของค่าย สตันท์/ซันแดนซ์ และ ริคกี ลี (Rikke Lie) แฟนสาวของเบน นักร้องที่มีผลงานออกมาแล้วชุดหนึ่ง
วันต่อมา ผมยังได้เจอ เบน ตอนบ่าย ในชั่วโมงเวิร์คช็อพหัวข้อ Improvisation เราสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว หลังจากเขาชวนผมออกไปรับแฟนสาวของเขาบนถนนเพชรเกษม เหตุเพราะจักรยานยนต์ที่เช่ามาเกิดอาการหมดสภาพเพราะยางแบน โดยระหว่างทางนั้น เรามีโอกาสคุยกันนานพอสมควร

ความน่าสนใจของ เบน เบเชียคอฟ อยู่ตรงการเข้าถึงสิ่งที่เป็นหัวใจของดนตรี ทั้งฟอร์ม รูปทรงของเส้นเสียง วอยซิ่ง เฟรสซิ่ง และสำเนียง ผมตกใจมากยิ่งขึ้นเมื่อทราบจากชั่วโมงเวิร์คช็อพว่า เบน ไม่อ่านโน้ต ! (He doesn’t read music.)
สำหรับวงการดนตรีป๊อป ร็อค หรือแม้กระทั่งเพลงเพื่อชีวิตและเพลงลูกทุ่ง ซึ่งโครงสร้างหลักของเพลง มีศูนย์กลางของบันไดเสียง หรือ Tonality ที่แน่นอน รวมถึงทางเดินคอร์ดที่ค่อนข้างตายตัวแล้ว การเล่นดนตรีโดยไม่อ่านโน้ตอาจจะไม่ใช่เรื่องแปลก

แต่สำหรับดนตรีแจ๊ส ที่มีแนวประสานค่อนข้างสลับซับซ้อน มีการหมุนเวียนและปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ของตัวโน้ตในแต่ละขณะของเพลง (เพลงแจ๊สยุคใหม่จำนวนไม่น้อย มีการเปลี่ยนคีย์ทุกๆ 1-2 ห้อง !) มีการเลือกใช้คอร์ดแทน (substituted chord) มาแทนที่ นั่นหมายความว่า นักดนตรีสามารถเลือกแต่งแต้มสีสันของเพลงได้มากกว่าคอร์ดเดิมๆ การเลือกใช้โน้ตแต่ละตัวระหว่างการโซโลหรืออิมโพรไวเซชั่นยังบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ในระดับต่างๆ จาก รู้ทหรือรากของคอร์ด เช่น โน้ตตัวที่ 3 ตัวที่ 7 หรือตัวโน้ตที่ 9 เป็นต้น
เงื่อนไขเหล่านี้ผลักดันให้นักดนตรีแจ๊สต้องเริ่มต้นจากพื้นฐาน นั่นคือการทำความเข้าใจที่มาที่ไปของทฤษฎีดนตรีและฮาร์มอนีเป็นสำคัญ ซึ่งเท่ากับว่าหนทางในการสื่อสารและทำความเข้าใจได้ดีที่สุดคือระบบ Notation หรือการอ่านโน้ตนั่นเอง

เบน บอกผมว่า เขาตัดสินใจหลังจากเล่นดนตรีมาได้ระยะหนึ่ง เขาเปลี่ยนแปลงตัวเองอีกครั้ง ด้วยการสลัดระบบโน้ตออกจากหัว แล้วใช้โสตประสาทหลักของดนตรี นั่นคือ หู
เหนืออื่นใด แจ๊ส เป็นดนตรีที่ไม่นิยมอ่านตามบทที่ผู้กำกับให้มา (ต่างจากดนตรีคลาสสิกตรงนี้) นั่นเท่ากับว่า เบน ได้หวนคืนสู่ช่องทางการสื่อสารแบบดั้งเดิม นั่นคือการพูดและการฟัง มากกว่าการอ่านและการเขียนนั่นเอง

a006_clip_image004

เขียนมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านอย่าเพิ่งหงุดหงิดว่า เบน เบเชียคอฟ เดินทางกลับเดนมาร์กไปแล้ว แล้วฉันจะมีโอกาสได้ฟังฝีมือดนตรีของเขาได้อย่างไร
คำตอบของเรื่องนี้ คืออัลบั้ม Choo Choo ของนักเปียโนคนนี้ ซึ่งทางค่ายเพลงฮิตแมนผลิตออกมาจำหน่ายในตลาดนักฟังบ้านเราโดยเฉพาะ แม้จะไม่ใช่อัลบั้มใหม่เสียทีเดียว แต่พอจะเป็นตัวแทนในการสื่อถึงศักยภาพทางดนตรีของเขาได้
ดูเบนจะมีความผูกพันกับรถไฟเป็นพิเศษ อีเมลของเขาใช้คำว่า tjuutjuu ซึ่งออกเสียงคล้ายๆ กับ choo Choo ที่หมายถึงรถไฟเล็กๆ น่ารักๆ นั่นเอง

เบน บอกผมว่า อัลบั้มผลิตมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1997 (นานร่วม 10 ปี) และหลังจากนั้น เขามีอัลบั้มใหม่ออกมาอีกหลายชุด แต่ไม่ยักเข้าใจว่าทำไมทาง “ฮิตแมน” ไม่สน หรืออาจจะเป็นเพราะงานยุคหลังฟังยาก เลยกลัวขายไม่ออกก็ไม่รู้
แต่เอาเป็นว่า งานชุดนี้คืองานมาตรฐานของเปียโนทริโอ (เปียโน-เบส-กลอง) ในแบบฉบับแจ๊สที่แฟนเพลงส่วนใหญ่น่าจะเข้าถึงได้ไม่ยากนัก
ในอัลบั้ม Choo Choo เบน เลือก 6 เพลงที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้วมาบรรเลง โดยมี เลนนาร์ท กินแมน ในตำแหน่งเบส และไมค์ คลาร์ก เล่นกลอง เปิดตัวด้วย You and the Night and the Music ความยาวกว่า 7 นาที
เพลงนี้เป็นเพลงสแตนดาร์ดเมื่อปี ค.ศ.1934 จากผลงานการประพันธ์ของ อาร์เธอร์ ชวาร์ตซ์ และ ฮาเวิร์ด ไดเอทซ์ นิยมนำมาเล่นกันในหมู่นักดนตรีสายเวสต์โคสต์ แจ๊ส เวอร์ชั่นที่น่าสนใจคือเวอร์ชั่นทรัมเป็ตของ เช็ท เบเกอร์ ในอัลบั้ม Chet

เบน นำเข้าด้วยทำนองหลักในช่วงต้น ก่อนจะแปรทำนองอย่างพลิ้วไหว ด้วยปฏิสัมพันธ์ของเครื่องดนตรีทั้งสามที่ค่อนข้างยืดหยุ่นและลื่นไหล วอยซิ่งของเบนหนักแน่น การกดคีย์บ่งบอกถึงความมั่นใจและเด็ดขาด ท่ามกลางโซโลยาวหลายคอรัส เบน แวะกลับมาที่เค้าโครงเดิมเป็นระยะๆ ก่อนจะถึงช่วง “เทรดโฟร์ส” (Trading Fours) คือการโซโล่โต้ตอบกันคนละ 4 ห้องระหว่างเบสและกลองได้อย่างมีชีวิตชีวา
On Green Dolphin Street มีบีทละตินเข้ามาผสมตั้งแต่ต้น เบน เลือกบรรเลงอิงกับทำนองโดยไม่เอาท์ไปจากทางเดินคอร์ดหลัก ฝีมือการควบกลองของ ไมค์ ในเพลงนี้ค่อนข้างจัดจ้าน แต่ก็เต็มไปด้วยพลัง และมีชีวิตดี โดยมีไฮไลท์อยู่ที่อิมโพรไวเซชั่นของกลอง ก่อนจะปิดท้ายโซโล่ชุดใหม่ของเบน

เพลงสแตนดาร์ดเพลงนี้เป็นที่นิยมในหมู่นักดนตรีแจ๊ส เพราะมีแนวทำนองที่ไพเราะและมีทางเดินคอร์ดที่ท้าทาย ประพันธ์โดย บรอนิสลาว คาเปอร์ และ เน็ด วอชิงตัน เดิมเป็นที่รู้จักจากหนังของค่ายเอ็มจีเอ็ม เรื่อง Green Dolphin Street เมื่อปี ค.ศ.1947 ซึ่งสร้างมาจากนวนิยาย green Dolphin Country ของนักประพันธ์ชาวอังกฤษ ชื่อ เอลิซาเบธ กูดจ์
แล้วก็มาถึงบัลลาด My Romance เพลงอมตะของ ริชาร์ด ร้อดเจอร์ส และ ลอเรนซ์ ฮาร์ท จากมิวสิเกิลโชว์ Jumbo เมื่อปี ค.ศ.1935 และเป็นที่รู้จักในกลุ่มนักฟังรุ่นหลังจากเสียงร้องของ ดอริส เดย เมื่อปี ค.ศ.1962

เบนถ่ายทอดฟิลลิ่งของเพลงแบบนิ่งจนได้ที่ แม้การเลือกใช้ตัวโน้ตของเขาจะค่อนข้างพร่างพรูมากไปสักนิดก็ตาม ผิดจากฟอร์มแบบ “อีโคโนมี” ที่นักฟังทั่วไปมักคาดหวังจากเพลงบัลลาด โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับเวอร์ชั่นของ บิล อีแวนส์ (ในอัลบั้ม Waltz For Debby) อย่างไรก็ตาม นี่อาจจะเป็นแนวทางที่เขาถนัด และชวนให้คิดถึงอิทธิพลที่ได้รับจากมือเปียโนอย่าง ออสการ์ ปีเตอร์สัน
เบน ใจกล้ามากที่เลือกเล่นเพลง Well You Needn’t ของ ธีโลเนียส มังค์ ทว่า เขาสามารถถ่ายทอดออกมาด้วยเฟรสซิ่งที่แตกต่างไปจากเวอร์ชั่นต้นตำรับ จนก้าวพ้นจากอิทธิพลของ มังค์ ได้สำเร็จ ในแทร็คนี้ เลนนาร์ท ยังโชว์ฝีมือเบสได้อย่างประทับใจดีแท้ ส่วน เบน นั้น ไปไกลด้วยการบรรเลงแบบท้อปฟอร์ม เมื่อเทียบกับเพลงอื่นๆ ในอัลบั้ม ผมว่าเพลงนี้แกบรรเลงได้กินขาด หมดจด งดงาม ลงตัว มีทิศทาง และมีเนื้อหาในการสื่อสาร

ในอัลบั้มยังมีเพลง Laura เพลงเก่าของ เดวิด รัสกิน และ จอห์นนี เมอร์เซอร์ จากหนังชื่อเดียวกันในปี ค.ศ.1944 ที่จัดวางแพทเทิร์นของจังหวะเป็นบอสซา โนวา ฟังเพลิน จนเผลอๆ อาจจะคิดว่าเป็นการบรรเลงของ เคนนี ดรูว์ กล่าวคือมีวิธีการผสมทั้งความรื่นรมย์และสาระทางดนตรีในตัวเอง
ในแทร็คสุดท้าย Laverne Walk เพลงเก่าของออสการ์ เพททิฟอร์ด มือเบสชาวอเมริกันที่ ไปใช้ชีวิตในยุโรป เลนนาร์ท แสดงบทบาทก่อนเพื่อน ลีดอินด้วยเสียงดีดเบสพิซซิกาโต ในเพลงนี้ เบน เปลี่ยนมาเล่นออร์แกน ให้ซาวนด์เฉพาะตัวขึ้นมาอีกหน่อย ทว่าสำเนียงออกเป็นบลูซีย์ที่เป็นยุโรปมากกว่าอารมณ์แบบคนผิวสี
เบน เป็นมือเปียโนรุ่นใหญ่ของเดนมาร์ก ซึ่งในช่วงวัยรุ่นมีโอกาสปะทะสังสรรค์กับนักดนตรีระดับตำนานจากสหรัฐอเมริกาหลายคน ที่เดินทางไปใช้ชีวิตอยู่ในยุโรปยุคทศวรรษ 1960-1970 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เบน เว็บสเตอร์

นอกจากเปียโน เบนเคยเรียนทรัมเป็ต, ฟลุ้ท และกีตาร์ เขาร่วมกับ มิคเกล นอร์โซ มือกีตาร์ชื่อดังแห่งเดนมาร์ก (ซึ่งมาเล่นในเทศกาลแจ๊สหัวหินปีนี้ด้วยเช่นกัน) ตั้งวง Buki Yamaz ในปี ค.ศ. 1972 โดยเล่นเพลงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปินระดับโลก อย่าง จิมี เฮนดริกซ์, คาร์โลส ซานตานา และ ไมล์ส เดวิส
ช่วงเป็นวัยรุ่น เบน ผ่านประสบการณ์ภาคสนามชั้นดี ด้วยงานเล่นที่ Club La Fontaine ในนครโคเปนฮาเกน ได้เจอกับศิลปินอย่าง จอห์นนี กริฟฟิน, เด็กซ์เตอร์ กอร์ดอน และ ฟินน์ ไซเกลอร์ แน่นอนที่คลับแจ๊สชื่อดังอย่าง Montmartre เขาได้พบกัน เบน เว็บสเตอร์ ที่นั่น
ทั้งสองเบนใช้เวลาว่างนั่งฟังแผ่นเสียง พูดคุยเรื่องดนตรี และเล่นดนตรีด้วยกัน

บารมีของ เบน แก่กล้าขึ้นตามลำดับ ปี ค.ศ.1969 เขาเล่นที่ Montmartre จากนั้น ตั้งแต่ปี ค.ศ.1971 เป็นต้นมา เบน ได้พบเจอและแจมดนตรีกับบุคคลระดับตำนาน ตั้งแต่ โจ เฮนเดอร์สัน, อัล ฟอสเตอร์, บิลลี ฮาร์ท, ดัก เรนีย์, เรย์ ดรัมมอนด์, เจมส์ มูดี, จอห์น สโกฟิลด์, อาร์ท ฟาร์เมอร์, เคนนี วิลลี และอื่นๆ อีกมากมาย แน่นอนต้องรวมถึง อดัม นัสบอม มือกลองที่เป็นคนตั้งชื่อเล่น Choo Choo นี้ให้แก่เขา !
จึงไม่น่าแปลกใจ หากเขาเรียนรู้ที่จะหล่อหลอมประสบการณ์เหล่านั้นให้คลี่คลายมาเป็นดนตรีชั้นดีในเวลานี้ และเหนืออื่นใด ในทัศนะของ เบน เบเชียคอฟ ดนตรีเป็นเรื่องของเสียง ไม่ใช่ตัวโน้ตอย่างที่หลายคนเข้าใจกัน
ผมได้แต่หวังในใจว่า นอกจาก Choo Choo แล้ว ในฐานะแฟนเพลงชาวไทย เราคงมีโอกาสได้ฟังผลงานชั้นดีของนักเปียโนสายเลือดเดนิชนี้อีกตามสมควร ในยุคสมัยที่โลกไร้พรมแดนเช่นทุกวันนี้.

Ben Besiakov / Choo Choo / Stunt Records
Tracks : 1. You and the Night and the Music, 2. On Green Dolphin Street, 3. My Romance, 4. Well You Needn’t, 5. Laura, 6. Laverne Walk

Personnel : Ben Besiakov : piano, organ ; Lennart Ginman : bass ; Mike Clark : drums

Recording Date : 1997




จูน คริสตี แบบฉบับเพลงร้องคูล

a005_clip_image002

จูน คริสตี แบบฉบับเพลงร้องคูล
เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์

จากนักร้องสาวโนเนมในเมืองชิคาโก จูน คริสตี (June Christy) เริ่มเป็นที่สนใจจากประชาคมแจ๊สยุคทศวรรษ 1940s เมื่อเธอได้ร่วมงานในวงของ สแตน เคนตัน (Stan Kenton) ด้วยการแทนที่นักร้องสาว แอนิตา โอ’ เดย์ (Anita O’Day) ในปี ค.ศ.1945 ณ เวลานั้น เธอมีอายุเพียง 20 ปีเท่านั้น
แม้แนวทางการร้องอันเป็นที่สะดุดหูแก่ผู้คนครั้งแรกเริ่ม จะบ่งชี้ว่า จูน ได้รับอิทธิพลจาก แอนิตา มาอย่างเต็มๆ แต่ในเวลาต่อมา เธอคลี่คลายแนวทางได้อย่างเป็นตัวของตัวเอง ทั้งโทนการร้องที่เยือกเย็นลง และเต็มไปด้วยอารมณ์กระสันรัญจวน
จูน มีเพลงฮิต อย่าง Tampico, Shoo-Fly Pie และ How High the Moon นอกจากนี้ เธอยังถนัดในการถ่ายทอดเพลงบัลลาดอันนุ่มละมุน ซึ่งวิธีการทำงานของเธอนับว่าสวนทางกับแนวคิดในการทำวงดนตรีของ สแตน เคนตัน ที่มุ่งไปยังการทดลองความแปลกใหม่เสมอ ในแบบฉบับที่หลายคนเรียกว่า “โปรเกรสซีฟ แจ๊ส”
ในวงของ สแตน เคนตัน นั่นเองที่ จูน คริสตี ได้พบรักและแต่งงานกับนักเทเนอร์แซ็กโซโฟน บ๊อบ คูเปอร์ (Bob Cooper) จากนั้นเริ่มมีผลงานเดี่ยวของตัวเองในปี ค.ศ.1947 จนเมื่อ สแตน ตัดสินใจยุบวงของเขาในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ.1948 เธอก็ก้าวมาเป็นดาวจรัสอย่างโดดเด่น ดังสะท้อนได้จากการโหวตให้เป็นนักร้องยอดเยี่ยมของนิตยสาร ดาวน์บีท ติดต่อกันถึง 4 ปี
อย่างไรก็ตาม ในด้านธุรกิจ เธอล้มลุกคลุกคลานอยู่ระยะหนึ่ง จนเมื่อประสบความสำเร็จจากเพลง My Heart Belongs to Only You ในปี ค.ศ.1952 นั่นแหละ ค่ายเพลงต้นสังกัดอย่าง แคปิตอล จึงเริ่มตระหนักถึงศักยภาพและเปิดโอกาสให้ เธอ กับ พีท รูโกโล (Pete Rugolo) อะเรนเจอร์มือดี มีโอกาสทำอะไรที่แตกต่างมากขึ้น
ครั้งหนึ่ง พีท รูโกโล กล่าวถึงการทำงานร่วมกับ จูน คริสตี สมัยอยู่ในวง สแตน เคนตัน ว่า
“เมื่อผมร่วมงานกับวง ผมเริ่มต้นเขียนแนวเสียงประสานที่วางอยู่เบื้องหลังเสียงร้องของเธอ โดยมากมักเป็นเพลงบัลลาดหม่นๆ และเธอชอบมัน… ผมจัดการให้เธอเปลี่ยนคีย์ร้องตลอดเวลา และทำอินโทร.กับตอนลงท้ายแบบบ้าๆ เมื่อผมย้อนกลับมาฟังเพลงพวกนั้นในตอนนี้ โอ ! พระเจ้า แน่จัง เธอร้องเพลงพวกนั้นกับเพลงที่ผมเขียนให้เธอได้อย่างไร”
จูน คริสตี เดิมมีชื่อจริงว่า เชอร์ลีย์ ลัสเตอร์ (Shirley Luster) เกิดเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ.1925 ที่เมืองสปริงฟิลด์ รัฐอิลลินอยส์ ในครอบครัวที่มีปัญหาการหย่าร้าง พ่อแม่ของเธอแยกทางก่อนที่ จูน จะมีอายุครบ 5 ขวบด้วยซ้ำ
แม้จะไม่ได้เติบโตในครอบครัวที่มีพื้นฐานทางดนตรี แต่ จูน แสดงออกซึ่งแววความสามารถทางดนตรีอย่างเห็นได้ชัด อายุเพียง 13 ปี เธอมีโอกาสร้องเพลงเพื่อหารายได้เป็นครั้งแรกกับวง Bill Oetzel Orchestra ในเมืองเดคาเทอร์ที่เธอเติบโตมา
จูน อยู่กับวงของ บิลล์ โอตเซล นาน 5 ปี จนเมื่อจบไฮสกูล จึงตัดสินใจมุ่งหน้าสู่นครชิคาโก โดยได้งานในวงของ บอยด์ แรเบิร์น ซึ่งในวงนี้ เธอเปลี่ยนมาใช้ชื่อใหม่ว่า แชรอน เลสลี
ชีวิตของเธอหักเหอย่างแรง เมื่อคราวต้องล้มป่วยไปออกทัวร์ร่วมกับวงไม่ได้ แต่พอหายป่วย ระหว่างนั้น วงดนตรีของ สแตน เคนตัน มาเยือนถึงเมืองชิคาโกพอดี เธอทราบข่าวว่า แอนิตา โอ’เดย์ ออกจากวง จึงตัดสินใจไปขอออดิชั่น ปรากฏว่าเธอได้งาน !
ทั้งนี้ มีข้อมูลสับสนและคลาดเคลื่อนพอสมควรว่า เมื่อใดกันแน่ที่เธอเดินทางไปออดิชั่นในวง สแตน เคนตัน แต่วันเวลาแน่ๆ ที่เธอเริ่มต้นงาน คือวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ.1945
นับจากนั้น แชรอน เลสลี ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น จูน คริสตี จากการตั้งของ สแตน เคนตัน เจ้านายคนใหม่ของเธอนั่นเอง
ครั้งหนึ่ง จูน เคยให้สัมภาษณ์ถึงการทำงานกับ สแตน เคนตัน ว่า เธอกับเขาจะนั่งลงข้างๆ เปียโน เพื่อค้นหาคีย์ที่เหมาะสมกับเสียงร้องของเธอ จากนั้นแทนที่จะเลือกใช้คีย์นั้นๆ ในการทำงาน สแตน กลับปรับเพิ่มขึ้นให้สูงอีกหนึ่งขั้นเสียง เพื่อทำให้เธอต้องใช้ความพยายามในการร้องมากขึ้น

a005_clip_image004
จูน เคยวิเคราะห์ถึงวิธีการนี้ของ สแตน ว่า เป็นการใช้กุศโลบายเพื่อให้นักร้องได้ค้นพบศักยภาพของตัวเอง
“อย่างที่ใครๆ รู้กัน วงสแตน เคนตัน ไม่ใช่วงธรรมดา การร้องเพลงในวงดนตรีวงนี้ นับว่าเป็นความท้าทายอย่างพิเศษสุดจริงๆ ”
ชีวิตของนักร้องสาวคนนี้ เจริญเติบโตและรุ่งโรจน์ตลอดช่วงทศวรรษ 1950s โดยมี พีท รูโกโล เป็นมืออะเรนเจอร์ที่มีบทบาทอย่างสำคัญทางดนตรี
ผลงานของเธอที่ออกกับสังกัดแคปิตอล (Capitol Records) จัดเป็นงานระดับคลาสสิก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Something Cool และ The Misty Miss Christy (ซึ่งกลายมาเป็นฉายาประจำตัวเธอ) ด้วยแนวทางการร้องอันโรแมนติค ทำให้นักวิจารณ์เพลงจัดเธอให้อยู่ในกลุ่ม “คูล แจ๊ส” ไปโดยปริยาย
ลักษณะพิเศษประการหนึ่งเกี่ยวกับ จูน คริสตี้ คือหน้าตาอันอ่อนเยาว์ ซึ่งสวนทางกับคุณภาพของเสียงร้องที่ค่อนข้างสุกงอมและเคี่ยวกรำจนได้ที่ เหมือนอย่างที่นักร้องแจ๊สพึงมี
หลังจากนั้น จูน ยังมีโอกาสบันทึกเสียงกับวงของ สแตน เคนตัน เป็นครั้งคราว เช่นในปี ค.ศ.1950 เมื่อ สแตน ตัดสินใจทำวงใหม่ด้วยขนาด 40 ชิ้น ในนาม Innovations in Modern Music Orchestra
ในช่วงปี ค.ศ.1960 จูน มีโอกาสบันทึกเสียงใหม่ผ่านระบบสเตอริโอ สำหรับบทเพลงเก่า พร้อมด้วยทีมงานนักดนตรีเก่าอีกครั้ง ในจำนวน 9 อัลบั้มที่ออกมา ส่วนมากเป็นเพลงสแตนดาร์ดที่นักร้องอย่าง เอลลา ฟิทซ์เจอรัลด์ ยังต้องเจริญรอยตามในระยะหลัง
เมื่อชีวิตการทำงานมาถึงจุดอิ่มตัว จูน ตัดสินใจแขวนไมค์ ในปี ค.ศ.1965 แต่อย่างไรก็ตาม เธอกลับมาทำวงอีกครั้งเพื่อแสดงในเทศกาลดนตรีแจ๊สนิวพอร์ท ในปี ค.ศ.1972 จากนั้นมีอัลบั้มออกมา 1 ชุดในปี ค.ศ.1977 ในชื่อ Impromptu
ปี ค.ศ.1985 จูน ปรากฏตัวในฐานะศิลปินรับเชิญให้แก่เทศกาลดนตรีแจ๊สบางแห่ง เช่นที่เมือง นีซ, คานส์ และ มอนติคาร์โล แจ๊ส เฟสติวัล
แม้จะเกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่อบอุ่นนัก แต่ชีวิตด้านความรักของนักร้องหญิงคนนี้ กับมือแซ็ก บ๊อบ คูเปอร์ นับว่ามั่นคงและหนักแน่นดี ทั้งสองครองชีวิตคู่มาจนถึงช่วงเวลาสุดท้าย ในวัย 64 ปี จูน คริสตี เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ปี ค.ศ.1990 ด้วยโรคไตวาย.



ดนตรีแจ๊สในอุ้งมือของ โรแลนด์ เคิร์ก

a004_clip_image001

ดนตรีแจ๊สในอุ้งมือของ โรแลนด์ เคิร์ก
เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์

สืบเนื่องจากเพลง Serenade to a Cuckoo ที่บรรจุอยู่ในอัลบั้ม The Art of Virtuosi ซึ่งทางนิตยสาร ออดิโอไฟล์ ร่วมกับ ยูนิเวอร์ซัล มิวสิค จัดทำขึ้นเพื่อเป็นซีดีที่ระลึกในงาน Bangkok Audio/Video Show 2005 ที่ผ่านมา
ในฐานะคนคัดสรรเพลง ผมได้รับอีเมลจากผู้อ่านท่านหนึ่ง บัญชามาโดยตรงให้เขียนถึงเจ้าของเสียงฟลุ้ทในเพลงนี้สักหน่อย เพราะเขามีสุ้มเสียงอันเป็นแบบฉบับเฉพาะตัว ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร
กระทาชายนายคนนั้นก็คือ โรแลนด์ เคิร์ก (Roland Kirk) นักเทเนอร์แซ็กโซโฟน นัยน์ตาพิการ ซึ่งเป็นเจ้าของตำนานการบรรเลงแซ็กโซโฟน พร้อมๆ กัน 2-3 คัน คนแรกและคนเดียวในวงการแจ๊สที่บ้าระห่ำขนาดนั้น

โรแลนด์ เคิร์ก เกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ค.ศ. 1936 (บางข้อมูลระบุว่าปี ค.ศ.1935) สูญเสียดวงตาตั้งแต่อายุยังน้อย ราวๆ 2 ขวบ เมื่อพยาบาลคนหนึ่งกระทำการโดยประมาท ด้วยการให้ยาเกินขนาดแก่ดวงตาของเขา
เคิร์ก ผ่านโรงเรียนคนตาบอดแห่งโอไฮโอ ที่นั่น เขาได้เรียนการเล่นเครื่องดนตรีหลายชิ้น เริ่มจากทรัมเป็ต มาต่อที่คลาริเน็ทและแซ็กโซโฟน โมเดล ซี-เมโลดี (ปกติ แซ็กโซโฟน เป็นเครื่อง บี-แฟลท สำหรับ โซปราโน และเทเนอร์ แซ็ก และเป็นเครื่อง อี-แฟลท สำหรับ อัลโต และบาริโทน แซ็ก)

จากนั้นเมื่ออายุได้ราว 16 ปี เคิร์ก ใฝ่ฝันจะบรรเลงเครื่องดนตรี 3 ชิ้นพร้อมๆ กัน หลังจากเขาซื้อแซ็กโซโฟนรุ่นแอนทีค 2 คันจากโรงรับจำนำแห่งหนึ่ง แซ็กโซโฟนที่ว่านี้ เคยใช้เล่นช่วงเปลี่ยนผ่านสู่คริสต์ศตวรรษใหม่ ในวงโยธวาทิตของสเปน
เขาจัดการกับ เดอะ แมนเซลโล (Manzello เครื่องเป่าที่คล้ายคลึง อัลโต แซ็กโซโฟน ขนาดเล็ก ด้วยเสียงกระเดียดมาทางโซปราโนแซ็กโซโฟน) และ เดอะ สทริช (Strich เครื่องเป่าที่มาจากอัลโตแซ็กโซโฟนแนวเส้นตรง) ด้วยการใช้ยางรัด พ่วงด้วยเทเนอร์แซ็กโซโฟน ทดลองเล่นพร้อมๆ กัน ด้วยเทคนิคที่นอกคอกเกินกว่าใครจะจินตนาการถึง จนกลายมาเป็นอัลบั้ม The Triple Treat ในปี ค.ศ.1956

a004_clip_image007

ในฐานะนักแซ็กโซโฟน เคิร์ก เป็นนักดนตรีฝีมือหาตัวจับยากคนหนึ่งในย่านมิดเวสต์ เมื่อฝึกฝนวิชาแก่กล้าพอ ในปี ค.ศ.1960 เขาตัดสินใจเดินทางสู่นครนิวยอร์ก
ที่นั่น เคิร์ก ได้เล่นกับวงของ ชาร์ลส์ มิงกัส ในปีถัดมา สมาชิกในวงประกอบด้วย เอริค ดอลฟี, แดนนี ริชมอนด์ และ แจ็คกี ไบอาร์ด ซึ่งเปิดโอกาสให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จักของนักฟังมากขึ้น
ราวปี ค.ศ.1963 เขาเรียนรู้เทคนิคการหมุนลมหายใจ (Circular Breathing) ซึ่งทำให้บรรเลงแซ็กโซโฟนได้โดยไม่ติดขัด สามารถทอดเสียงตัวโน้ตได้ยาวนานเท่าที่ต้องการ
ช่วงเวลาระหว่างปี ค.ศ.1965-1975 นับเป็นช่วงที่ เคิร์ก มีผลงานออกมาค่อนข้างมาก บรรเลงหลากหลายสไตล์ เขาบันทึกเสียงหลายชุดให้แก่สังกัด แอตแลนติค ภายใต้วงดนตรีชื่อ Vibration Society ซึ่งโดยมากมักประกอบด้วยนักดนตรีที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียง

อัลบั้มเด่นในระยะนี้ อาทิ Inflated Tear (1968) และ Volunteered Slavery (1969) นอกจากนี้ เคิร์ก ยังมีโอกาสทำงานร่วมกับนักทรัมเป็ต ลี มอร์แกน เพื่อประกาศศักดาขบวนแถวของงานวัฒนธรรมคนดำให้โลกรับรู้
นอกจาก แซ็กโซโฟน แล้ว เคิร์ก มีชื่อเสียงในฐานะมือฟลุ้ทที่ไม่ธรรมดา เขามีวิธีการบรรเลงที่แตกต่างไปจากแบบแผนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบรรเลงไปพร้อมๆ กับการร้อง เช่นตัวอย่างในเพลง You Did It, You Did It จากอัลบั้ม We Free Kings ที่ออกกับสังกัด เมอร์คิวรี นอกจากนี้ ยังมีชื่อเสียงจากการใช้เอฟเฟคท์ต่างๆ ประกอบบนเวที เช่น นกหวีด เป็นต้น
ในการแสดงกิจกรรมทางสังคม เคิร์ก ใช้ชื่อว่า ราห์ซาน (Rahsaan) ซึ่งมีบทบาทในการสนับสนุนสิ่งที่เขาเรียกว่า “ดนตรีคลาสสิกของคนดำ” (Black Classical Music) หรือ ดนตรีแจ๊ส นั่นเอง

เดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ.1975 เคิร์ก ป่วยเป็นโรคเส้นโลหิตในสมอง ส่งผลให้เป็นอัมพฤกษ์ ไม่สามารถใช้มือขวาได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ด้วยเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นและไม่ย่อท้อ เขาตัดสินใจฝึกฝนการเล่นเครื่องดนตรีด้วยมือซ้ายเพียงข้างเดียว
แม้จะประสบชะตากรรมดังกล่าว เคิร์ก ยังเล่นดนตรี, บันทึกเสียง มีตารางทัวร์อย่างเต็มที่ แถมออกทีวีและทำโรงเรียนดนตรีอีกต่างหาก เขาป่วยหนักอีกครั้ง และเสียชีวิตลงที่เมืองบลูมมิงตัน รัฐอินเดียนา วันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ.1977 ด้วยวัย 41 ปี

a004_clip_image003

ผมขอสารภาพตามตรงว่า ตัดสินเลือกเพลง Serenade to a Cuckoo จากอัลบั้ม I Talk With The Spirits ของ โรแลนด์ เคิร์ก ด้วยความชอบส่วนตัวโดยแท้ นอกเหนือจากที่ทราบมาก่อนว่า ครั้งหนึ่ง เอียน แอนเดอร์สัน มือฟลุ้ทแห่งวง เจโธร ทูล เคยสารภาพถึงอิทธิพลของอัลบั้มชุดนี้ ที่มีผลอย่างสูงต่อความคิดทางดนตรีและแนวทางการเล่นดนตรีของเขา

โดยพื้นฐาน โรแลนด์ เคิร์ก เป็นนักเทเนอร์แซ็กโซโฟนก็จริง แต่ในอีกด้านหนึ่งเขายังเป็นนักดนตรีที่เล่นดนตรีในกลุ่มเครื่องเป่าได้อย่างหลากหลาย (multi-instrumentalist) อีกทั้งในหลายๆ ครั้ง พลังการสร้างสรรค์ของเขายังผลักดันให้เขาข้ามผ่านพรมแดนของเครื่องดนตรีหลักไปสู่การทดลองใหม่ๆ อีกด้วย

ตัวอย่างที่ยังกล่าวขวัญถึงในวงการเพลงทุกวันนี้ คือการที่ เคิร์ก ผนวกแซ็กโซโฟนขนาดแปลกและแตกต่าง (manzello & strich) ตลอดจนถึงแซ็กโซโฟนปกติ ที่นำมาโมดิฟายด์ใหม่ รวมกัน 3 ชิ้น แล้วทดลองเป่าพร้อมๆ กัน แม้กระทั่งในคราวที่เขาป่วยเป็นอัมพาตช่วงก่อนตายได้ 2 ปี เคิร์ก ยังไม่ย่อท้อ ถึงขนาดทดลองบรรเลงแซ็กโซโฟนด้วยมือเพียงข้างเดียวมาแล้ว
ดูโดยผิวเผินก็เหมือนพฤติกรรมของคนบ้า แต่ลึกลงไปในเบื้องหลังของการกระทำ เคิร์ก มีโลกดนตรีในจินตนาการที่น่าสัมผัสอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ตรงข้ามกับโลกมืดจากการมองเห็นอันสืบเนื่องจากนัยน์ตาพิการเมื่อตอนอายุ 2 ขวบอย่างลิบลับ
อย่างไรก็ตาม ในอัลบั้ม I Talk With The Spirits เคิร์ก เปลี่ยนจากแซ็กโซโฟนมาจับเครื่องลมไม้อย่างฟลุ้ทโดยเฉพาะ ซึ่งผมยอมรับว่า ลีลาการสำแดงออกในชั้นเชิงฟลุ้ทของ เคิร์ก นั้น ไม่มีใครทาบ สุ้มเสียงของเขาหนักแน่น ดุดัน และเชี่ยวกรากด้วยคลื่นพลังเสียงที่อิ่มแน่นด้วยมวลน้ำหนักมากกว่าเสียงฟลุ้ทที่คุณเคยได้ฟัง
ที่มาของอัลบั้มนี้ เริ่มต้นจาก เอดิธ เคิร์ก ภรรยาของนักแซ็กโซโฟน พยายามสนับสนุนให้สามีของเธอบันทึกเสียงงานฟลุ้ทสักชุดหนึ่ง ซึ่งในที่สุด เขาก็ตัดสินใจเดินเข้าห้องอัดพร้อมฟลุ้ท 1 คัน พ่วงด้วยฟลุ้ทแอมปลิฟายด์ และ ฟลุ้ทท้องถิ่นจากแอฟริกัน ซึ่งแม้จะทำหน้าที่คล้ายๆ กัน แต่ก็มีความแตกต่างในสุ้มเสียงอยู่พอสมควร
เคิร์ก เป็นผู้ชื่นชอบการสะสมนาฬิกานก Cuckoo เขาจึงแต่งเพลง Serenade to a Cuckoo ขึ้น โดยใช้เสียงนกร้องและเสียงตีบอกเวลาของนาฬิกามาประกอบ ในสภาพไม่ต่างไปจาก ‘ซาวด์เอฟเฟคท์’ เท่าใดนัก (แน่นอนว่าแนวคิดนี้ของ เคิร์ก น่าจะจัดว่าทันสมัยกว่าเทคนิคการใช้เสียงเครื่องคิดเงิน ในเพลง Money ของ พิงค์ ฟลอยด์ เพราะบันทึกเสียงก่อนพอสมควร)
ไม่เพียงเท่านั้น ในแทร็คนี้ เคิร์ก ยังชักชวนให้ คริสตัล-จอย อัลเบิร์ต นักร้องสาวที่มีคุณภาพเสียงร้องในระดับ Perfect Pitch มาร้องทำนอง ราวกับเป็นฟลุ้ทคันที่ 2 คลอเคล้าไปด้วยกัน ก่อนจะปล่อยให้เธอได้ร้องประสานในท่อนต่อมา
นอกจาก Serenade to a Cuckoo ซึ่งกลายมาเป็นบทประพันธ์ที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมา อัลเบิร์ต ยังร่วมร้องในไตเติลแทร็คของอัลบั้ม I Talk With The Spirits ในบรรยากาศอันขรึมขลังมลังเมลือง โดยในเพลงนี้ มี บ๊อบ โมเสส มาบรรเลงไวบราโฟน พ่วงด้วยเพอร์คัสชั่นแบบเซ็น และกลิ่นอายทางดนตรีที่มีอิทธิพลของดนตรีญี่ปุ่นผสมผสานอยู่อย่างน่าทึ่ง
บทประพันธ์ในอัลบั้มนี้ส่วนใหญ่เป็นฝีมือของ โรแลนด์ เคิร์ก ทว่า ยังมีการนำเพลงสแตนดาร์ดมาตีความในแบบฉบับของเขา ซึ่งให้ความสุขุมลุ่มลึกและความอ่อนโยนในแบบฉบับของวงดนตรีแจ๊สชั้นดี ไม่ว่าจะเป็น We’ll Be Together Again และ People ซึ่งนำเสนอในแบบเมดลีย์ และ My Ship เป็นแทร็คปิดท้ายของอัลบั้ม
ในอัลบั้มมี Django เพลงแจ๊ส (Jazz Tune) ฝีมือของ จอห์น ลูว์อิส นักเปียโนแห่งวง เดอะ โมเดิร์น แจ๊ส ควอร์เทท ที่แต่งให้แก่ จังโก ไรน์ฮาร์ดท์ นักกีตาร์เชื้อสายยิปซี ซึ่งช่วงต้นนำมาบรรเลงในแบบเศร้าซึม ก่อนที่ทั้งวงจะลุกขึ้นมาขับเคลื่อนอย่างเต็มที่
นอกเหนือจากนั้น คืองานเพลงที่ เคิร์ก แต่งขึ้นทั้งสิ้น เช่น สุ้มเสียงบลูส์ที่มีอยู่ช่วงหนึ่ง เขาย้ำตัวโน้ตซ้ำๆ ราวกับอาการพลุ่งพล่านของจิตใต้สำนึกใน The Business Ain’t But the Blues หรือภาพสะท้อนถึงความสนใจที่มีต่อดนตรีคลาสสิกในอินเทอร์ลูดสั้นๆ ชื่อ Fugue’n and Aliiudin’
ขณะที่ เคิร์ก หยิบเอากล่องดนตรีมาคลอเคล้ากับทางฟลุ้ทของเขา โดยตัดเครื่องดนตรีอื่นๆ ออกไปใน Ruined Castles (เพลงนี้รู้จักในชื่อ Japanese Folk Song นำเสนอโดย ธีโลเนียส มังค์ และแอบบีย์ ลินคอล์น เคยบันทึกไว้ในชื่อ Castles in the Air)
เพลงเด่นอีกเพลงหนึ่งในอัลบั้มนี้ คือ A Quote from Clifford Brown ซึ่ง เคิร์ก หยิบยืมการเอื้อนวลี หรือ เฟรสซิ่ง ของ คลิฟฟอร์ด บราวน์ (1930-56) นักทรัมเป็ตที่จากไปด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ตั้งแต่เยาว์วัย โดยนำเสนอออกมาเป็นผลพวงของปฏิสัมพันธ์ระหว่างฟลุ้ทกับกลองได้อย่างเฉียบขาด

a004_clip_image005

นอกจากฟลุ้ท บทบาทของนักดนตรีทุกคนในอัลบั้มนี้ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นทางกลองของ วอลเตอร์ เพอร์กินส์ ที่บ่งบอกถึงอิทธิพลที่ได้รับจากมือกลองรุ่นบุกเบิกบีบ็อพอย่าง แม็กซ์ โรช ทางเบสอันหนักแน่นของ ไมเคิล เฟลมิ่ง และทางเปียโนที่รุ่มรวยด้วยแนวประสาน การเลือกใช้คอร์ดอย่างมั่นใจของ ฮอเรซ พาร์แลน ราวกับลีลาผสมผสานระหว่าง ออสการ์ ปีเตอร์สัน กับ แมคคอย ไทเนอร์ ก็ไม่ปาน
ด้วยคุณค่าพิเศษและเฉพาะตัวนี่เช่นนี้เอง I Talk With The Spirits จึงเป็นอัลบั้มที่ยังได้รับความสนใจจากประชาคมแจ๊สมาตราบจนทุกวันนี้
โดยวิถีชีวิตการเป็นนักสร้างสรรค์ โรแลนด์ เคิร์ก ไม่เพียงเป็นที่รักใคร่ของแฟนเพลงเท่านั้น เขายังเป็นบุคคลในอุดมคติในความคิดของนักดนตรีจำนวนไม่น้อย ด้วยแนวทางการเล่นที่ยากแก่การจำแนกแนว เพราะอุดมด้วยพื้นฐานของแจ๊สแบบดั้งเดิม ตั้งแต่ นิวออร์ลีนส์ ไปจนถึงสวิง และบีบ็อพ จนถึงงานอวอง-การ์ด ทั้งหลาย
แม้กระทั่งทุกวันนี้ ผลงานของ โรแลนด์ เคิร์ก ซึ่งยากแก่การจำแนกว่าเป็นแบบเทรดิชั่นนอล หรือ อวอง-การ์ด ยังคงคุณสมบัติเข้มๆ ซึ่งไม่มีวันตกยุคสมัย

นอกจากฝีมือการบรรเลงแล้ว เคิร์ก ยังเป็นนักแต่งเพลงที่ฝากผลงานชั้นดีเอาไว้หลายเพลง อาทิ From Bechet Byas and Fats, No Tonic Pres, Bright Moments, Let Me Shake Your Tree และ The Inflated Tear
เขาคือหนึ่งในคนพิเศษของโลกที่สร้างดนตรีแจ๊สจากอุ้งมือของตัวเองอย่างแท้จริง.

Roland Kirk / I Talk With The Spirits / LimeLight-Mercury
Tracks : 1.Serenade to a Cuckoo, 2.We’ll Be Together Again/People, 3.Quote from Clifford Brown, 4.Trees, 5.Fugue’n and Alludin’, 6.Business Ain’t Nothin’ But the Blues, 7.I Talk With the Spirits, 8.Ruined Castles, 9.Django, 10.My Ship
Personnel : Roland Kirk, flute, add african wood flute # 1, amplified flute # 2, # 10 ; Horace Parlan, piano ; Michael Flemming, bass ; Walter Perkins, drums, celeste # 9 ; Crystal-Joy Albert, vocal # 1, # 7 ; Bobby Moses, vibraphone
Recording Date : September 16-17th, 1964 NYC



จิมมี สก็อตต์ นักร้องชายเสียงสาว

จิมมี สก็อตต์ นักร้องชายเสียงสาว
เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์

“… เป็นนักร้องคนเดียวเท่านั้นที่ทำให้ฉันร่ำไห้ได้”
มาดอนนา ซูเปอร์สตาร์ดาวค้างฟ้าจากวงการป๊อป เคยกล่าวถึง จิมมี สก็อตต์ (Jimmy Scott) หรือบางคนอาจเรียกอย่างสนิมสนมว่า Little Jimmy Scott ไว้เช่นนั้น

0004-1

ขณะที่นักร้องเพลงร็อคอย่าง ลู รีด แห่ง เดอะ เวลเวท อันเดอร์กราวด์ เอง ก็เคยชักชวน จิมมี ให้มาทำงานร่วมกันในอัลบั้ม Magic and Loss เมื่อปี ค.ศ.1991
ในแวดวงคนฟังเพลงบ้านเรา ผลงานของ จิมมี สก็อตต์ หรือในชื่อจริงว่า เจมส์ วิคเตอร์ สก็อตต์ (James Victor Scott) ไม่ได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายนัก จำได้ว่าเมื่อ 10 ปีก่อน ต้นสังกัดวอร์เนอร์ในบ้านเรา เคยนำเข้าซีดีของเขาเข้ามาจำหน่ายอยู่ 2-3 ชุด แต่แล้วทุกอย่างก็เงียบหายไป
บางท่านอาจจะเคยผ่านหูเสียงดนตรีประกอบของซีรีส์ทีวีเรื่อง Twin Peaks ของผู้กำกับ เดวิด ลินช์ มาบ้างกระมัง ในหลายช่วงของซาวด์แทร็คของหนังเรื่องนี้ มีเสียงร้องของ จิมมี ที่สร้างบรรยากาศให้แก่ท้องเรื่องได้มากโข
จนกระทั่งระหว่างการเดินทางไปชมงาน Hong Kong Arts Festival ที่ฮ่องกงเมื่อเดือนก่อนนั่นแหละ ผมได้ไปเจออัลบั้มอีกชุดของนักร้องคนนี้ ออกกับสังกัด “วีนัส” (Venus Records) สังกัดออดิฟายล์อีกเจ้าหนึ่ง ที่คนเล่นเครื่องเสียงบ้านเราต่างให้ความสนใจ
อัลบั้มนี้มีชื่อว่า All of Me เป็นบันทึกการแสดงสดที่นครโตเกียว คุณภาพเสียงใสกระจ่างน่าฟัง จนผมอยากย้อนกลับมาพูดถึง จิมมี สก็อตต์ นักร้องชาวเมืองคลีฟแลนด์ ในวัย 81 ปีสักครั้ง
ใครที่ได้ฟังเสียงร้องของ จิมมี สก็อตต์ เป็นครั้งแรก อาจจะรู้สึกฉงนสนเท่ในใจว่า ตกลง นั่นเป็นเสียงร้องของผู้ชายหรือผู้หญิงกันแน่ ?
ทั้งนี้เป็นเพราะ จิมมี ป่วยจากโรคฮอร์โมนทำงานบกพร่องมาตั้งแต่กำเนิด (เรียกว่า Kallmann’s syndrome) ซึ่งส่งผลกระทบต่อพัฒนาการด้านเจริญพันธุ์และความผิดปกติทางเพศ นั่นยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เสียงของเขาเล็กแหลม และมีพิสัยระดับเดียวกับเสียงอัลโตของเด็กผู้ชาย
แต่เหนือไปกว่านั้น คือลักษณะเฉพาะตัวของเสียงร้องที่ไม่เหมือนใครในโลกใบนี้ เสียงเล็กแหลม แหบบาง บางครั้งเอื้อนเอ่ยทำนองออกเป็นพยางค์อย่างไม่ต่อเนื่อง ทว่าอาการขาดๆ หายๆ ของเสียงร้องนี้ กลับสะท้อนออกถึงสภาวะความรู้สึกและอารมณ์ของเพลงได้อย่างเต็มเปี่ยม

004-2

ในประชาคมดนตรี อาจจะเป็นเรื่องยากในการระบุชื่อ จิมมี สก็อตต์ เป็นนักร้องแจ๊ส แม้เจ้าตัวจะยืนยันว่าตัวเขาเป็นนักร้องบัลลาดแจ๊สคนหนึ่ง ด้วยแนวทางการทำงานที่อยู่ก้ำกึ่งระหว่างเพลงร้องแบบเทรดิชั่นนอล เพลงโซล บลูส์ และ แจ๊ส หลายครั้งที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยสับสนว่า จิมมี อยู่ในกลุ่มเพลงแบบใด
หากคุณตัดความวุ่นวายในการจำแนกแนวทางเหล่านี้ออกไป แล้วนั่งลงเพื่อฟังกระแสเสียงจากผลงานของ จิมมี สก็อตต์ อย่างตั้งอกตั้งใจ คุณจะค้นพบว่า เขาเป็นนักร้องที่มีบุคลิกภาพเฉพาะตัวและเป็นหนึ่งเดียว-เสียงเดียวของวงการดนตรีที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง
ย้อนกลับไปในปี ค.ศ.1950 โลกเคยชื่นชมกับเสียงร้องของเขาในเพลงบัลลาด Everybody’s Somebody’s Fool จากการร่วมงานในวงของ ไลโอเนล แฮมพ์ตัน จากนั้นเขาผ่านประสบการณ์บันทึกเสียงจำนวนหนึ่ง กับสังกัดคลาสสิกอย่าง “ซาวอย”

ช่วงเวลาตกต่ำในทศวรรษ 1960s เรย์ ชาร์ลส์ แฟนเพลงคนหนึ่งของ จิมมี จัดแจงให้เขามีโอกาสทำงานบันทึกเสียง โดยเพลงอย่าง Falling in Love Is Wonderful ที่ผลิตออกมาในระยะนี้ ได้รับการยกย่องว่าเป็นงานชั้นดีของนักร้องเสียงสาวคนนี้ทีเดียว

004-5

ด้วยสภาวะตกต่ำของวงการแจ๊ส จิมมี เคยห่างหายจากวงการเพลงไประยะหนึ่ง จนช่วงต้นทศวรรษ 1990s ที่เขามีโอกาสได้ไปถ่ายทอดเสียงร้องในงานศพของ ด็อก โพมัส เพื่อนสนิท ซึ่งบังเอิญในครั้งนั้น มี ซีมัวร์ สตีน ผู้บริหารของค่ายเพลงวอร์เนอร์ไป



เอ็ดดี ปัลเมียรี ดวงตะวันแห่งดนตรีลาติน

a03

เอ็ดดี ปัลเมียรี ดวงตะวันแห่งดนตรีลาติน
เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์

เป็นไปตามความคาดหมาย ผลรางวัลแกรมมี่ปีนี้ (ค.ศ.2006) เอ็ดดี ปัลเมียรี (Eddie Palmieri) มือเปียโนชาวอเมริกันเชื้อสายเปอร์โตริกัน วัย 70 ปี คว้ารางวัลแกรมมี่ตัวที่ 7 ไปครองในสาขาอัลบั้มดนตรีลาตินแจ๊สยอดเยี่ยม จากอัลบั้ม Listen Here ! ที่ออกกับสังกัด “คองคอร์ด ปิกานเต”
ในแวดวงนักฟังแจ๊สบ้านเรา น่าจะรู้จักคุ้นเคยกับ เอ็ดดี ระดับหนึ่ง เพราะผลงานของเขาสรรหามาฟังได้ไม่ยากเย็นนัก (แม้จะไม่ใช่งานในระดับขึ้นหิ้งก็ตาม) อีกทั้งแนวดนตรีลาตินแจ๊สอันเร่าร้อนด้วยชีพจรซัลซ่า ผสมด้วยจังหวะรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น รุมบ้า, กวนกวนโก, แมมโบ ฯลฯ ถือว่าเป็นมนต์เสน่ห์อันไม่ยากแก่การเข้าถึงแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นมือเปียโนที่มีแนวทางค่อนมาทางดนตรีลาติน ขับเคลื่อนด้วยจังหวะเพลงเต้นรำพื้นถิ่น โดยเฉพาะกลิ่นอายดนตรีฮิสปานิคที่ได้รับจากบรรพบุรุษของเขา แต่ เอ็ดดี มีความสนใจในดนตรีแจ๊สมาตั้งแต่ครั้งเป็นหนุ่ม เขาได้รับอิทธิพลจากการบรรเลงของมือเปียโนระดับกูรู อย่าง ธีโลเนียส มังค์ และ แมคคอย ไทเนอร์ ซึ่งหวือหวาและเต็มไปด้วยความมหัศจรรย์แห่งพลังจากเสียงคอร์ด (Chordal Improvisations)

ครั้งหนึ่ง เอ็ดดี เคยให้สัมภาษณ์ว่า ก่อนหน้านั้น เขาไม่เคยหยิบเพลงแจ๊สมาบรรเลงและบรรจุในอัลบั้ม เพราะเขาไม่คุ้นเคยกับดนตรีแจ๊สมากนัก จนกระทั่งเมื่อมือทรอมโบน แบร์รี โรเจอร์ส เข้ามาเป็นสมาชิกในวงช่วงทศวรรษ 1960s แบร์รี จึงได้พาเขาไปชมดนตรีที่คลับ “เบิร์ดแลนด์” ในวันอาทิตย์
ที่นั่น เอ็ดดี ได้ชมการแสดงวงควอร์เททของ จอห์น โคลเทรน (มี แมคคอย ไทเนอร์ เป็นมือเปียโนในวง) และได้รู้จักผลงานของ ธีโลเนียส มังค์ นับจากนั้นโลกดนตรีของเขาก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม !
เอ็ดดี เติบโตมาในย่าน เซาธ์ บรองซ์ ของมหานครนิวยอร์ก เขาเล่นเปียโนตั้งแต่อายุ 8 ขวบ เมื่อมีโอกาสเติบโตและได้เล่นดนตรีที่ แพลลาเดียม บอลรูม ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “บ้านของดนตรีแมมโบ” ตั้งอยู่บนถนนสายที่ 53 ย่านแมนฮัตตันของเมืองนิวยอร์ก ในช่วงทศวรรษ 1960s

จากนั้น เขาซึมซับรูปแบบดนตรีแจ๊สมาอย่างเต็มๆ เพียงแต่อาจจะไม่เบนเข็มสู่ถนนสายแจ๊สโดยตรงเหมือนอย่าง ชาร์ลี ปัลเมียรี ผู้เป็นพี่ชาย
ในทางตรงกันข้าม เอ็ดดี กลับนำความรู้ทางด้านแจ๊สมาใช้ จนประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงจากการทดลองผสมผสานดนตรีลาตินกับดนตรีรูปแบบต่างๆ เขาสร้างสรรค์ดนตรีลาตินให้เติบโตไปบนพรมแดนทางดนตรีที่เปี่ยมด้วยความหลากหลาย เป็นแนวทาง “ฟิวชั่น” ที่กระทำมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ด้วยทักษะทางดนตรีที่แตกต่าง นำเสนอผ่านเทคนิคและแนวคิดใหม่ๆ มาโดยตลอด
นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งซึ่งทำให้ในบางขณะแฟนเพลงค้นพบว่า ผลงานของ เอ็ดดี ปัลเมียรี แม้จะไม่ยากแก่การเข้าถึง แต่ก็พลิกผันจากความคาดหมายเดิมๆ เสมอ
เอ็ดดี ปัลเมียรี กำลังจะมีอายุครบ 70 ปีเต็มในวันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ.2006 นี้ นับเป็นมือเปียโนรุ่นตำนาน เป็นมือเรียบเรียงเสียงประสาน, นายวง และนักแต่งเพลงที่ยังมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ตลอดช่วงเวลายาวนานของการก้าวย่างอยู่บนถนนสายดนตรี เอ็ดดี มีผลงานคุณภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจหลายชิ้น นอกจากอัลบั้มรางวัลแกรมมี่ล่าสุดอย่าง Listen Here ! ซึ่งอาจจะเป็นใบเบิกทางให้นักฟังเพลงแจ๊สบ้านเราได้เริ่มต้นทำความรู้จักนักเปียโนอาวุโสคนนี้แล้ว ยังมีผลงานอื่นๆ ที่สมควรระบุถึง
แต่น่าเสียดายผลงานระดับมาสเตอร์พีซของเขา ส่วนใหญ่กลับเป็นงานที่ เอาท์-ออฟ-พรินท์ ในระยะนี้
ระหว่างปี ค.ศ.1961-2005 เอ็ดดี มีอัลบั้มที่ได้รับรางวัลแกรมมี่คือ The Sun of the Latin Music, Unfinished Masterpiece, Palo pa’ Rumba, Solito, La Verdad และ Masterpiece/Obra Maestra ซึ่งทั้งหมดเป็นงานที่อัดกับสังกัดอินดี้ จึงยากแก่การค้นหามาฟังพอสมควร เมื่อเปรียบเทียบกับงานชิ้นอื่นๆ ที่ออกกับค่ายใหญ่ อย่าง เวิร์ฟ หรือ อิเล็กทรา (วอร์เนอร์)
Listen Here ! จึงเป็นทางเลือกชั้นดี ในจำนวนทางเลือกที่มีอยู่เพียงน้อยนิดในเวลานี้ สำหรับการติดตามผลงานของเขา

a03-2

Listen Here ! อาจจะแตกต่างจากอัลบั้มเชิงทดลองของ เอ็ดดี ปัลเมียรี ก่อนหน้านั้น ไม่ว่าจะเป็น Palmas งานบรรเลงแบบฟรีฟอร์มลาตินแจ๊ส หรือโดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับอัลบั้มกึ่งทดลองระดับคลาสสิก ชื่อ The Sun of Latin Music ผลผลิตจากยุคทศวรรษ 1970s ซึ่งชื่ออัลบั้มดังกล่าว ทำให้เขาได้รับการยกย่องเสมือนหนึ่งเป็น “ดวงตะวันแห่งดนตรีลาติน”
ในอัลบั้มชุดใหม่นั้น เป็นการคืนกลับแนวทางดนตรีลาตินแจ๊สแบบมาตรฐาน คล้ายๆ กับยุคแห่งการใช้ทรอมโบน 2 คัน (ดังปรากฏในอัลบั้ม Mambo con Conga Is Mozambique) หากมีจัดวางแนวอะเรนจ์เมนต์อย่างพอเหมาะพอควร เลือกเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ ตั้งแต่กีตาร์ไปจนถึงไวโอลิน และให้ความสำคัญแก่บทบาทของโซโลอิสต์รุ่นใหม่ซึ่งจัดจ้านและร้อนแรงด้วยพลังของการสร้างสรรค์
จุดเด่นของอัลบั้มยังอยู่ตรงการเลือกสรรบทประพันธ์มารวมไว้ มีทั้งงานแต่งเอง (Original Compositions) ของมือเปียโนอาวุโส 6 เพลง ส่วนอีก 4 เพลงเป็นเพลงแจ๊สคลาสสิกที่รู้จักมักคุ้นกันดี เอ็ดดี นำมาปัดฝุ่นและใส่อะเรนจ์เมนต์ใหม่ โชว์ไอเดียในการเรียบเรียงและการอิมโพรไวส์อย่างแพรพราว

เริ่มกันจาก ไตเติลแทร็ค Listen Here ! ผลงานจากปลายปากกาของ เอ็ดดี แฮร์รี ในยุคซิกซ์ตีส์ ซึ่งมี ไมเคิล เบรคเกอร์ (ในสภาพร่างกายที่กำลังป่วยหรือไม่ – ไม่แน่ใจ) มาโซโล่เทเนอร์แซ็ก สำเนียง “แอโฟร-คิวบ็อพ” ฟังจากแนวทางโซโล่แล้วกระเดียดไปในโทนของ จอห์น โคลเทรน อ่อนๆ โดยมี คริสเชียน แมคไบรด์ มือเบสทำหน้าที่วอล์คเบสได้อย่างถึงฟีล
ช่วงโซโลเบสตอนกลางของเพลงนั้น แค่โน้ตกลุ่มแรกๆ ก็นับว่าคุ้มค่าอย่างยิ่งที่ได้ฟัง คริสเชียน นำเสนอได้อย่างหมดจด ไม่ยืดเยื้อ ถูไถ ซ้ำไปซ้ำมา และมีความหมายทุกตัวโน้ต ผลลัพธ์โดยภาพรวมของแทร็คนี้ คือลาตินแจ๊สชั้นดีที่โน้มนำให้คุณโยกโยนตัวตามจังหวะโดยไม่รู้ตัว
Tin Tin Deo เป็นเพลงเก่าของ ดิซซี กิลเลสปี ให้อารมณ์เยือกเย็นบนชีพจรอันรุ่มร้อน โซโลเทเนอร์แซ็กโซโฟน ของ เดวิด ซานเชซ ในเพลงนี้ช่างสละสลวยและนุ่มละมุนละไมยิ่งนัก ความคิดของเขาพร่างพรูอย่างต่อเนื่อง และไม่ขาดสาย โดยมีแอคคอมพานีเปียโนที่เปี่ยมด้วยสุขุมคัมภีรภาพ เป็นการนำภาพร่างของอดีตมาฉายให้เด่นชัดยิ่งขึ้นด้วยอารมณ์ความรู้สึกร่วมสมัย
ตรงข้ามกับ Tin Tin Deo เมื่อมาถึง In Walked Bud เพลงคลาสสิกของ ธีโลเนียส มังค์ ซึ่งแต่งให้ บัด พาวล์ มือเปียนัยน์ตาพิการรุ่นปรมาจารย์ มีการจัดวางเฟรสซิ่งของเพลงใหม่ อาจจะสั้นๆ ห้วนๆ แต่แพทเทิร์นของจังหวะโยกโยนมากพอที่จะทำให้บทเพลงมีความลื่นไหล ด้วยอารมณ์ของจังหวะเต้นรำแบบย้อนยุค การประชันสีสันของเครื่องลมในแทร็คนี้ เสมือนหนึ่งบทสนทนาของเพื่อนที่ถูกอกถูกใจกันและกัน

ในอัลบั้มเดียวกัน เอ็ดดี หยิบเพลงของนักเปียโนอีกคนมาถ่ายทอดไว้ด้วย นั่นคือ Nica’s Dream บทประพันธ์ของ ฮอเรซ ซิลเวอร์ (น่าจะแต่งให้แก่ แพนโนนิกา สุภาพสตรีผู้สูงศักดิ์ชาวยุโรปที่มีบทบาทในการอุปถัมภ์ค้ำชูแจ๊สในช่วงทศวรรษ 1940-50s) รื่นรมย์และงดงามด้วยท่วงทำนองที่ ฮอเรซ ถนัดเป็นพิเศษ นอกจากเปียโนแล้ว เพลงนี้ เรจินา คาร์เตอร์ มือไวโอลิน และ นิโคลาส เพย์ตัน มือทรัมเป็ต นำเสนอดนตรีได้อย่างกลมกล่อมและมีรสนิยม
ความโดดเด่นของ เรจินา คาร์เตอร์ นอกจากอัลบั้มเดี่ยวของเธอแล้ว ในอัลบั้มนี้ เธอถ่ายทอดเสียงไวโอลินได้อย่างพริ้วไหวสะท้อนถึงทักษะอันเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะการควบคุมรักษาสัดส่วนของจังหวะยากๆ ของเพลงได้อย่างแม่นยำ ในเพลง In Flight ยืนยันถึงคุณสมบัตินี้ได้ดี
นับจากหลายปีก่อนที่ผมได้ฟังงานบันทึกเสียงของเธอเรื่อยมา ผมได้เห็นและสัมผัสได้ด้วยโสตประสาทว่า เรจินา เติบโตขึ้นด้วยคุณภาพและปริมาณ นับเป็นแนวทางของการบรรเลงไวโอลินแจ๊สอันทรงอิทธิพลอย่างยิ่งในปัจจุบัน

แทร็คที่น่าสนใจอีกแทร็คหนึ่งในอัลบั้มนี้ คือ La Gitana บทประพันธ์ของ เอ็ดดี ปัลเมียรี ที่มีมือกีตาร์สุดเปรี้ยว จอห์น สโกฟิลด์ มาร่วมแจม ในเพลงช้าแบบ ฟลาเมงโก-บลูส์ เปิดที่ทางของดนตรีให้กว้างออก ด้วยทุกๆ บีทของตัวโน้ตที่เรียกร้องการดูแลเอาใจใส่จากนักดนตรีอย่างดียิ่ง เพลงนี้ สโกฟีลด์ พลิกมุมมองของแฟนเพลง ด้วยการบรรเลงที่กระเดียดไปยังสำเนียงสแปนิช ซึ่งไม่บ่อยครั้งนักที่เขาจะถ่ายทอดสุ้มเสียงกีตาร์ด้วยลีลาเช่นนี้
Vals Con Bata เป็นเพลงน่ารักอีกเพลงหนึ่ง ซึ่งเปิดพื้นที่ให้นักดนตรีได้ขยับขยายแนวทางการบรรเลงในช่วงอินโทร. อะเรนจ์เมนต์ในเพลงนี้รุ่มรวยและพิสดารกว่าเพลงอื่นๆ ส่วน Tema Para Eydie เป็นภาพสะท้อนของตัวตนและความคิดอ่านทางดนตรีของ เอ็ดดี ได้ดี

ขณะที่ Mira Flores เพลงที่มีอินโทร. โซโล่ด้วยดับเบิลเบสอย่างน่าสนใจ ตามด้วยเสียงแซ็กโซโฟนอันอ่อนโยน ในห้วงอารมณ์อันวาบหวามรัญจวน และ EP Blues เป็นลาตินที่กระเดียดออกไปทางบลูซีย์ ถือเป็นเพลงปิดท้ายอัลบั้มที่ตอกย้ำคุณภาพระดับคลาสสิกของผลงานชุดนี้ให้เด่นชัดยิ่งขึ้น
เมื่อเปรียบเทียบกับงานบันทึกเสียงระดับคลาสสิกจากเมื่อวันวาน นักเปียโนอาวุโสได้รังสรรค์เพชรเม็ดงามอีกชิ้นให้แก่แวดวงลาตินแจ๊สในวันนี้ ร่วมกับคนหนุ่มสาวฝีมือดี ด้วยคุณภาพที่เข้มข้น ชนิดที่คนหลงใหลมนต์เสน่ห์ของมันไม่อาจผ่านข้ามไปได้.

Eddie Palmieri / Listen Here ! / Concord Picante
Tracks : 1. In Flight ,2. Listen Here , 3. Vals Con Bata , 4. Tema Para Eydie, 5. Tin Tin Deo , 6. In Walked Bud , 7. La Gitana, 8. Nica’s Dream , 9. Mira Flores , 10. EP Blues
Personnel : Michael Brecker , tenor saxophone ; Brian Lynch , trumpet ; John Scofield , guitars ; Giovanni Hidalgo , conga bata , guiro ; John Bentez , bass ; Regina Carter , violin ; Donald Harrison , alto saxophone ; Horacio “El Negro” Hernandez, drums ; Conrad Herwig , trombone ; Christian McBride , bass ; Eddie Palmieri , piano ; Nicolas Payton , trumpet ; David Sanchez , tenor saxophone
Recording Date : N/A