All entries by this author

จาค็อบ คริสทอฟเฟอร์เสน ทริโอแจ๊สจากสแกนดิเนเวีย

004

Artist : Jacob Christoffersen Trio
Album : Facing the Sun
Record : Stunt Records
จาค็อบ คริสทอฟเฟอร์เสน ทริโอแจ๊สจากสแกนดิเนเวีย


สำหรับนักฟังแจ๊สทั้งหลาย ฟอร์แมทการประสมวงในแบบ ‘เปียโน ทริโอ’ คือสุ้มเสียงมาตรฐานที่ให้ความรู้สึกท้าทายเสมอเมื่อได้ฟัง
หากไม่นับวงทริโอที่ผิดแผกแตกต่างออกไป อย่างวงของ แนท คิง โคล ที่ใช้ ‘เปียโน-กีตาร์-เบส’ อาจจะกล่าวได้ว่าแบบฉบับของวง แจ๊ส เปียโน ทริโอ หลักๆ (เปียโน-เบส-กลอง) ที่ผู้ฟังระลึกถึงเสมอๆ นับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน คือวงดนตรีของ บิลล์ อีแวนส์ เรื่อยมาจนถึง คีธ จาร์เรทท์ และล่าสุดคือ แบรด เมห์ลดาว ดาวรุ่ง (มานานหลายปีแล้ว) ที่ได้รับการกล่าวขานถึงค่อนข้างมากจากแวดวงแจ๊สสากลในเวลานี้
ทั้ง 3 นักเปียโน คือตัวอย่างของผู้หยัดยืนในฟอร์แมทนี้มายาวนาน และได้สร้างหลักไมล์ใหม่ๆ ให้แก่ฟอร์แมทนี้

นอกจาก 3 ทริโอ จาก 3 เจนเนอเรชั่นที่กล่าวมา เราลองมาฟังผลงานของนักเปียโนแจ๊สสายเลือดสแกนดิเนเวียนดูบ้าง
หนึ่งในนักเปียโนที่ทำให้คุณเชื่อมโยงประสบการณ์การฟังไปยังนักเปียโนอย่าง คีธ จาร์เรทท์ ไม่มากก็น้อย เห็นจะหนีไม่พ้น จาค็อบ คริสทอฟเฟอร์เสน มือเปียโนชาวเดนมาร์กวัย 38 ปี ที่เคยมีผลงาน Jazzxperirence ของเขาออกวางขายในสหรัฐอเมริกาเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ดี อัลบั้มใหม่ของเขา ซึ่งในบ้านเราค่ายเพลง Hit Man นำเสนอสู่คนฟังบ้านเรา แตกต่างจากอัลบั้มก่อนหน้านั้น ตรงที่อัลบั้ม Facing the Sun เป็น ‘ทริโอ ฟอร์แมท’ ที่ให้ความกระจ่างชัดในแนวทาง และสร้างความท้าทายในการฟังอย่างมาก โดยเฉพาะการพินิจพิจารณาปฏิสัมพันธ์ของเครื่องดนตรีทั้ง 3 ชิ้น ที่ดำเนินไปบนครรลองอันเป็นเอกภาพและสมานฉันท์

ผมยังจำได้แม่นยำถึงมุมมองของ พรหมมินทร์ สุนทระศานติก อาจารย์สถาปนิก ซึ่งผันตัวมาเป็นบรรณาธิการนิตยสาร Jazz Seen ได้เคยเปรียบเปรยให้ฟังว่า ความสัมพันธ์ของ เปียโน-เบส-กลอง ในวงทริโอแจ๊สนั้น เสมือนความสัมพันธ์ของมุม 3 มุมภายในรูปทรงสามเหลี่ยม มีการถ่ายเทน้ำหนักระหว่างกัน มีการทำมุม ซึ่งในที่สุดแล้วนำไปสู่ผลลัพธ์ของความเป็นสามเหลี่ยมแบบใดแบบหนึ่งในท้ายที่สุด
ฟังมุมมองของสถาปนิกที่มีต่อดนตรีแจ๊สแล้ว ก็นับว่าแจ่มแจ๋วไม่เบา เพราะในด้านหนึ่ง ดนตรีเป็นเสมือนรูปทรงสถาปัตยกรรมทางด้านเส้นเสียง จึงมีทั้งแบบ ‘สมมาตร’ และ ‘อสมมาตร’ ผมว่าบางแง่มุมที่กล่าวมา สามารถเชื่อมโยงประสบการณ์ 2 ด้านได้ดี แม้จะไม่สอดคล้องกับทฤษฎีดนตรีโดยตรงก็ตาม แต่สร้างความเข้าใจ และความรับรู้ให้เกิดขึ้นได้เช่นกัน
กลับมาที่ จาค็อบ กันต่อนะครับ หลังจาก คาสเปอร์ วิญอม ที่ผมเคยฟันธงการันตีให้เป็นเบอร์หนึ่งของมือเปียโนแจ๊สยุโรปบนพื้นที่นี้เมื่อหลายเดือนก่อน ผมคิดว่า จาค็อบคนนี้ มีความสุขุมลุ่มลึกไปอีกแบบ ตามประสานักเปียโนยุโรปที่มีพื้นฐานมาจากดนตรีคลาสสิก โดยเขาสามารถหยิบบุคลิกภาพการอิมโพรไวเซชั่นที่ชวนให้เราคิดถึง คีธ จาร์เรทท์ ขึ้นมาได้อย่างน่าตื่นตะลึงทีเดียว

จาค็อบ เติบโตมาในเมืองโคเปนฮาเกน สวรรค์อีกแห่งหนึ่งของแจ๊สยุโรป นอกเหนือจากนครปารีส เขาซึมซับดนตรีของมือเปียโนระดับตำนาน อย่าง บิลล์, คีธ และ เฮอร์บี แฮนค็อก มาแต่อ้อนแต่ออก ภายหลังจากการฝึกฝนอันยาวนาน ผ่านมาทั้งการเล่นในแบบดนตรีคลาสสิก ร็อค และ แจ๊ส มาอย่างเคี่ยวกรำในท้ายที่สุด วอยซิ่งของ จาค็อบ มีความสละสลวย งดงามในทำนอง ชัดเจนในทิศทางของฮาร์มอนี เหนืออื่นใด ในหลายๆ เพลงบ่งบอกถึงการแสดงตัวตนออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ตึงเครียดและสุดโต่งจนเกินไป แต่ขณะเดียวกัน ก็อาจจะไม่เต็มที่เท่าที่ควรในบางเพลง

นอกจากงานเล่นดนตรีให้แก่ศิลปินนับไม่ถ้วน ตั้งแต่ ฮันส์ อุลริค, ลาร์ส มอลเลอร์, ดีแบซซ์, ฟินน์ ออตโต แฮนเสน ไปจนถึง คาร์สเตน โวเกล นอร์ดิก แล้ว นักเปียโนคนนี้ยังรับงานสอนดนตรีที่ ริธึ่มมิค คอนเซอวาทอรี ออฟ โคเปนฮาเกน ก่อนจะมาลงเอยกับมือเบส เจสเปอร์ โบดิลเสน ซึ่งเป็นมือเบสที่มีตารางงานแน่นขนัดที่สุดคนหนึ่งของเดนมาร์ก และมือกลอง โจนาส โจฮานเสน ที่เคยทำงานร่วมกับมือกีตาร์ อุลฟ์ เวเกนเนียส มาแล้ว
อัลบั้ม Facing the Sun บรรจุ 10 เพลง มีเพลงสแตนดาร์ดจากปลายปากกาของ โคล พอร์เทอร์ 2 เพลง คือ Everything I Love และ All of You ส่วนอีก 8 เพลงที่เหลือเป็นเพลงของ จาค็อบ ล้วนๆ ซึ่งโดยปกติสำหรับศิลปินแจ๊ส หากไม่มั่นใจกับศักยภาพด้านการประพันธ์ดนตรีของตนเอง คงไม่กล้าปล่อยเพลงออริจินัลออกมามากขนาดนี้ แต่สำหรับ จาค็อบ เพลงของเขามีพลังดึงดูดความสนใจได้ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการฟังจนจบอัลบั้มเลยทีเดียว

เปิดตัวด้วยไตเติลแทร็ค Facing The Sun เป็นตัวอย่างการลื่นไหลของตัวโน้ตที่พลิ้วไหวและมีชีวิตชีวา เมื่อมาถึง Everything I Love เจสเปอร์ โชว์โซโลเบสได้อย่างลงตัว บ่งบอกถึงอิทธิพลที่ได้รับจากมือเบสดานิชรุ่นก่อนหน้าอย่าง นีลส์ เฮนนิ่ง ออสเตรด พีเดอร์เสน เช่นเดียวกับทางกลองที่ขับเคลื่อนอย่างมีสีสันใน Fenster And McManus

Remembering เป็นภาคโรแมนซ์ของ จาค็อบ ที่ชวนให้วาบหวาม การเลือกใช้ตัวโน้ตบนช่องว่างที่เหลืออยู่ เป็นศิลปะที่เขาเรียนรู้มาจาก คีธ จาร์เรทท์ เมื่อมาถึง On The Horizon ปฏิสัมพันธ์ของนักดนตรีทั้ง 3 บนเฟรสซิ่งสั้นๆ เป็นเสมือนบทสนทนาที่น่าติดตาม ก่อนจะคลี่คลาย จนมาถึง Sing Song เพลงเมนสตรีมที่อยู่ในขั้นมาตรฐาน โดยตัวเพลงไม่โดดเด่นนัก ยกเว้นโซโล่เบสของ เจสเปอร์ ในช่วงท้าย
Apology มีอีเดียมแบบบ็อพ ตัวทำนองเคลื่อนไหวรวดเร็ว ทั้ง เบสและกลอง พยายามจะฟิลอินอารมณ์ให้สอดคล้องกับเปียโน แต่ยังไม่กลมกลืนนัก ตรงข้ามกับ Homecoming ซึ่งให้ความสงบนิ่งสมชื่อเพลง ก่อนจะกลับไปหาเพลงสแตนดาร์ดอย่าง All Of You ในอัตราความเร็วแบบมิด-เทมโป เป็นซอฟท์สวิง อัลบั้มลงเอยด้วย Transformation Game เพลงที่มีการใช้โมดหรือสเกลแปลกหู ให้จินตนาการไม่ต่างจากฉากเรื่องราวของนวนิยายไซไฟ

เราคงต้องยอมรับความจริงว่า แม้จะเก่งกาจเพียงใด แต่ความสำเร็จของ จาค็อบ คริสทอฟเฟอร์เสน มิได้อยู่ที่การบรรเลงเปียโนของเขาเท่านั้น หากยังอยู่ที่เพื่อนนักดนตรีอีก 2 คน ซึ่งมีส่วนร่วมในระดับเท่าๆ กัน เพื่อผลักดันให้เกิดซาวด์ดนตรีแบบทริโอที่มีดุลยภาพขึ้นมา
ส่วนใครจะมองว่าเป็นความสัมพันธ์แบบรูปทรงสามเหลี่ยมหรือไม่ คงต้องหาโอกาสพิสูจน์กันดู.

- อนันต์ ลือประดิษฐ์ -


Jacob Christoffersen Trio / Facing the Sun / Stunt Records
Tracks : 1. Facing The Sun 2. Everything I Love 3. Fenster And McManus 4. Remembering 5. On The Horizon 6. Sing Song 7. Apology 8. Homecoming 9. All Of You 10. Transformation Game
Personnel : Jacob Christoffersen, piano; Jesper Bodilsen, bass; Jonas Johansen, drums
Recording Date : March & May 2005, at Nilento Studio, Gothenburg Sweden



เอ็ดดี ปัลเมียรี ร้อนแรงด้วยบีทละติน

003

Artist :Eddie Palmieri
Album : Listen Here !
Record : Concord Picante 2005 (CD)

เอ็ดดี ปัลเมียรี ร้อนแรงด้วยบีทลาติน

เป็นไปตามความคาดหมาย ผลรางวัลแกรมมี่ปีนี้ (ค.ศ.2006) เอ็ดดี ปัลเมียรี (Eddie Palmieri) มือเปียโนชาวอเมริกันเชื้อสายเปอร์โตริกัน วัย 70 ปี คว้ารางวัลแกรมมี่ตัวที่ 7 ไปครองในสาขาอัลบั้มดนตรีลาตินแจ๊สยอดเยี่ยม จากอัลบั้ม Listen Here ! ที่ออกกับสังกัด “คองคอร์ด ปิกานเต”

แวดวงนักฟังแจ๊สบ้านเรา น่าจะรู้จักคุ้นเคยกับ เอ็ดดี ระดับหนึ่ง เพราะผลงานของเขาสรรหามาฟังได้ไม่ยากเย็นนัก อีกทั้งแนวดนตรีลาตินแจ๊สอันเร่าร้อนด้วยชีพจรซัลซ่า ผสมด้วยจังหวะรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น รุมบ้า, กวนกวนโก, แมมโบ ฯลฯ ถือว่าเป็นมนต์เสน่ห์อันไม่ยากแก่การเข้าถึงแต่อย่างใด
เอ็ดดี เติบโตมาในย่าน เซาธ์ บรองซ์ ของมหานครนิวยอร์ก เขาเล่นเปียโนตั้งแต่อายุ 8 ขวบ เมื่อมีโอกาสเติบโตและได้เล่นดนตรีที่ แพลลาเดียม บอลรูม ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “บ้านของดนตรีแมมโบ” ตั้งอยู่บนถนนสายที่ 53 ย่านแมนฮัตตันของเมืองนิวยอร์ก ในช่วงทศวรรษ 1960s

จากนั้น เขาซึมซับรูปแบบดนตรีแจ๊สมาอย่างเต็มๆ เพียงแต่อาจจะไม่เบนเข็มสู่ถนนสายแจ๊สโดยตรงเหมือนอย่าง ชาร์ลี ปัลเมียรี ผู้เป็นพี่ชาย
ในทางตรงกันข้าม เอ็ดดี กลับนำความรู้ทางด้านแจ๊สมาใช้ จนประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงจากการทดลองผสมผสานดนตรีลาตินกับดนตรีรูปแบบต่างๆ นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งซึ่งทำให้ในบางขณะแฟนเพลงค้นพบว่า ผลงานของ เอ็ดดี ปัลเมียรี แม้จะไม่ยากแก่การเข้าถึง แต่ก็พลิกผันจากความคาดหมายเดิมๆ เสมอ
เอ็ดดี ปัลเมียรี กำลังจะมีอายุครบ 70 ปีเต็มในวันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ.2006 นี้ นับเป็นมือเปียโนรุ่นตำนาน เป็นมือเรียบเรียงเสียงประสาน, นายวง และนักแต่งเพลงที่ยังมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

Listen Here ! เป็นการคืนกลับแนวทางดนตรีลาตินแจ๊สแบบมาตรฐาน มีจัดวางแนวอะเรนจ์เมนต์อย่างพอเหมาะพอควร เลือกเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ ตั้งแต่กีตาร์ไปจนถึงไวโอลิน และให้ความสำคัญแก่บทบาทของโซโลอิสต์รุ่นใหม่ซึ่งจัดจ้านและร้อนแรงด้วยพลังของการสร้างสรรค์
จุดเด่นอยู่ตรงการเลือกสรรบทประพันธ์มารวมไว้ มีทั้งงานแต่งเอง (Original Compositions) ส่วนอีก 4 เพลงเป็นเพลงแจ๊สคลาสสิกที่รู้จักมักคุ้นกันดี เอ็ดดี นำมาปัดฝุ่นและใส่อะเรนจ์เมนต์ใหม่ โชว์ไอเดียในการเรียบเรียงและการอิมโพรไวส์อย่างแพรพราว

เริ่มกันจาก ไตเติลแทร็ค Listen Here ! ผลงานจากปลายปากกาของ เอ็ดดี แฮร์รี ในยุคซิกซ์ตีส์ ซึ่งมี ไมเคิล เบรคเกอร์ (ในสภาพร่างกายที่กำลังป่วยหรือไม่ – ไม่แน่ใจ) มาโซโล่เทเนอร์แซ็ก สำเนียง “แอโฟร-คิวบ็อพ” ฟังจากแนวทางโซโล่แล้วกระเดียดไปในโทนของ จอห์น โคลเทรน อ่อนๆ โดยมี คริสเชียน แมคไบรด์ มือเบสทำหน้าที่วอล์คเบสได้อย่างถึงฟีล
ช่วงโซโลเบสตอนกลางของเพลงนั้น แค่โน้ตกลุ่มแรกๆ ก็นับว่าคุ้มค่าอย่างยิ่งที่ได้ฟัง คริสเชียน นำเสนอได้อย่างหมดจด ไม่ยืดเยื้อ ถูไถ ซ้ำไปซ้ำมา และมีความหมายทุกตัวโน้ต ผลลัพธ์โดยภาพรวมของแทร็คนี้ คือลาตินแจ๊สชั้นดีที่โน้มนำให้คุณโยกโยนตัวตามจังหวะโดยไม่รู้ตัว

Tin Tin Deo เป็นเพลงเก่าของ ดิซซี กิลเลสปี ให้อารมณ์เยือกเย็นบนชีพจรอันรุ่มร้อน โซโลเทเนอร์แซ็กโซโฟน ของ เดวิด ซานเชซ ในเพลงนี้ช่างสละสลวยและนุ่มละมุนละไมยิ่งนัก ความคิดของเขาพร่างพรูอย่างต่อเนื่อง และไม่ขาดสาย โดยมีแอคคอมพานีเปียโนที่เปี่ยมด้วยสุขุมคัมภีรภาพ เป็นการนำภาพร่างของอดีตมาฉายให้เด่นชัดยิ่งขึ้นด้วยอารมณ์ความรู้สึกร่วมสมัย
ตรงข้ามกับ Tin Tin Deo เมื่อมาถึง In Walked Bud เพลงคลาสสิกของ ธีโลเนียส มังค์ ซึ่งแต่งให้ บัด พาวล์ มือเปียนัยน์ตาพิการรุ่นปรมาจารย์ มีการจัดวางเฟรสซิ่งของเพลงใหม่ อาจจะสั้นๆ ห้วนๆ แต่แพทเทิร์นของจังหวะโยกโยนมากพอที่จะทำให้บทเพลงมีความลื่นไหล ด้วยอารมณ์ของจังหวะเต้นรำแบบย้อนยุค การประชันสีสันของเครื่องลมในแทร็คนี้ เสมือนหนึ่งบทสนทนาของเพื่อนที่ถูกอกถูกใจกันและกัน

ในอัลบั้มเดียวกัน เอ็ดดี หยิบเพลงของนักเปียโนอีกคนมาถ่ายทอดไว้ด้วย นั่นคือ Nica’s Dream บทประพันธ์ของ ฮอเรซ ซิลเวอร์ (น่าจะแต่งให้แก่ แพนโนนิกา สุภาพสตรีผู้สูงศักดิ์ชาวยุโรปที่มีบทบาทในการอุปถัมภ์ค้ำชูแจ๊สในช่วงทศวรรษ 1940-50s) รื่นรมย์และงดงามด้วยท่วงทำนองที่ ฮอเรซ ถนัดเป็นพิเศษ นอกจากเปียโนแล้ว เพลงนี้ เรจินา คาร์เตอร์ มือไวโอลิน และ นิโคลาส เพย์ตัน มือทรัมเป็ต นำเสนอดนตรีได้อย่างกลมกล่อมและมีรสนิยม

เรจินา ถ่ายทอดเสียงไวโอลินได้อย่างพริ้วไหวสะท้อนถึงทักษะอันเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะการควบคุมรักษาสัดส่วนของจังหวะยากๆ ของเพลงได้อย่างแม่นยำ ในเพลง In Flight ยืนยันถึงคุณสมบัตินี้ได้ดี
แทร็คที่น่าสนใจอีกแทร็คหนึ่งในอัลบั้มนี้ คือ La Gitana บทประพันธ์ของ เอ็ดดี ปัลเมียรี ที่มีมือกีตาร์สุดเปรี้ยว จอห์น สโกฟิลด์ มาร่วมแจม ในเพลงช้าแบบ ฟลาเมงโก-บลูส์ เปิดที่ทางของดนตรีให้กว้างออก ด้วยทุกๆ บีทของตัวโน้ตที่เรียกร้องการดูแลเอาใจใส่จากนักดนตรีอย่างดียิ่ง เพลงนี้ สโกฟีลด์ พลิกมุมมองของแฟนเพลง ด้วยการบรรเลงที่กระเดียดไปยังสำเนียงสแปนิช ซึ่งไม่บ่อยครั้งนักที่เขาจะถ่ายทอดสุ้มเสียงกีตาร์ด้วยลีลาเช่นนี้

Vals Con Bata เป็นเพลงน่ารักอีกเพลงหนึ่ง ซึ่งเปิดพื้นที่ให้นักดนตรีได้ขยับขยายแนวทางการบรรเลงในช่วงอินโทร. อะเรนจ์เมนต์ในเพลงนี้รุ่มรวยและพิสดารกว่าเพลงอื่นๆ ส่วน Tema Para Eydie เป็นภาพสะท้อนของตัวตนและความคิดอ่านทางดนตรีของ เอ็ดดี ได้ดี

ขณะที่ Mira Flores เพลงที่มีอินโทร. โซโล่ด้วยดับเบิลเบสอย่างน่าสนใจ ตามด้วยเสียงแซ็กโซโฟนอันอ่อนโยน ในห้วงอารมณ์อันวาบหวามรัญจวน และ EP Blues เป็นลาตินที่กระเดียดออกไปทางบลูซีย์ ถือเป็นเพลงปิดท้ายอัลบั้มที่ตอกย้ำคุณภาพระดับคลาสสิกของผลงานชุดนี้ให้เด่นชัดยิ่งขึ้น
เมื่อเปรียบเทียบกับงานบันทึกเสียงระดับคลาสสิกจากเมื่อวันวาน นักเปียโนอาวุโสได้รังสรรค์เพชรเม็ดงามอีกชิ้นให้แก่แวดวงลาตินแจ๊สในวันนี้ ร่วมกับคนหนุ่มสาวฝีมือดี ด้วยคุณภาพที่เข้มข้น ชนิดที่คนหลงใหลมนต์เสน่ห์ของมันไม่อาจผ่านข้ามไปได้.

- อนันต์ ลือประดิษฐ์ -


Eddie Palmieri / Listen Here ! / Concord Picante
Tracks : 1. In Flight ,2. Listen Here , 3. Vals Con Bata , 4. Tema Para Eydie, 5. Tin Tin Deo , 6. In Walked Bud , 7. La Gitana, 8. Nica’s Dream , 9. Mira Flores , 10. EP Blues
Personnel : Michael Brecker , tenor saxophone ; Brian Lynch , trumpet ; John Scofield , guitars ; Giovanni Hidalgo , conga bata , guiro ; John Bentez , bass ; Regina Carter , violin ; Donald Harrison , alto saxophone ; Horacio “El Negro” Hernandez, drums ; Conrad Herwig , trombone ; Christian McBride , bass ; Eddie Palmieri , piano ; Nicolas Payton , trumpet ; David Sanchez , tenor saxophone
Recording Date : N/A



Overtime อีกขั้นของศิลปะบิ๊กแบนด์

002

Artist :D ave Holland Big Band
Album : Overtime
Record : Sunny Side 2005 (CD)

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสำหรับรางวัลแกรมมี ในสาขา Best Large Jazz Ensemble Album ปี 2006 ที่ตกเป็นของ เดฟ ฮอลแลนด์ บิ๊กแบนด์ ในชุด Overtime เมื่อเปรียบเทียบกับผลงานของผู้เข้าชิงรายอื่น ไม่ว่าจะเป็น จอห์น ฮอลเลนเบ็ค ลาร์ก อองซอมเบลอ , บิล โฮลแมน แบนด์ (มืออะเรนจ์คนเก่าแก่ของวง สแตน เคนตัน), มิงกัส บิ๊กแบนด์ และ คริส วอลเดน บิ๊กแบนด์
ในชุด Overtime เดฟ มีงาน The Monterey Suite เป็นไฮไลต์ ประกอบด้วย 4 ตอน บทประพันธ์นี้ ทางเทศกาลดนตรีแจ๊สมอนเตอเรย์ได้อุดหนุนทุนให้ศิลปินประพันธ์ขึ้น บรรเลงครั้งแรกในปี ค.ศ. 2001 โดยท่อนสุดท้าย เดฟ แต่งขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์ 911 เพียงไม่กี่วัน เขาต้องใช้สมาธิอย่างสูง ดังนั้นจึงตัดสินใจขังตัวเองไว้ในห้องเป็นเวลา 14 ชั่วโมง ก่อนจะคลี่คลายมาเป็นมุมมองในด้านบวก ภายใต้ชื่อ Happy Jammy

ก่อนหน้านี้ วงดนตรี 13 ชีวิตนำโดย เดฟ ฮอลแลนด์ (ประกอบด้วย 4 แซ็กฯ, 3 ทรัมเป็ต, 3 ทรอมโบน และ 3 ริธึ่มเซคชั่น ไวบราโฟน-เบส-กลอง) เคยคว้ารางวัลแกรมมี่ในสาขาเดียวกันมาแล้วครั้งหนึ่ง จากอัลบั้ม What Goes Around ผลงานที่ออกกับสังกัด ‘อีซีเอ็ม’ เมื่อปี ค.ศ.2002 โดยสร้างประวัติศาสตร์การเป็นวงบิ๊กแบนด์ที่มีแนวทางล้ำสมัย พลิกโฉมการบรรเลงบิ๊กแบนด์แบบเก่า เปิดเสรีภาพให้แก่การแสดงออกของนักดนตรีมากยิ่งขึ้น ทั้งบทบาทของภาคริธึ่มที่เป็นมากกว่าแค่เครื่องดนตรีกำกับจังหวะ การโซโล่ของนักดนตรีที่มีชื่อเสียงแต่ละคน และไลน์ที่มีการใช้เฟรสซิงใหม่ๆ

จริงๆ แล้ว อัลบั้ม Overtime เดฟ ฮอลแลนด์ ทำขึ้นในเวลาไล่เรี่ยกัน แต่ทิ้งไว้นาน จนกระทั่งเปลี่ยนจากสังกัด ‘อีซีเอ็ม’ มาออกภายใต้สังกัดอิสระของตนเอง (Dare2records) และจัดจำหน่ายผ่านสังกัดอิสระที่กำลังมาแรงในเวลานี้ นั่นคือ ‘ซันนีไซด์ เรคคอร์ดส์’ ซึ่งอาจจะทำให้คอเพลงบ้านเราซื้อหามาฟังได้ยากสักหน่อย เมื่อเปรียบเทียบกับ ‘อีซีเอ็ม’ ที่มีร้านซีดีแวร์เฮาส์นำเข้าอยู่แล้ว

นอกเหนือจากร้านซีดีนำเข้าอย่าง ‘เดโก-เอ็มโพเรียม’หรือ ‘กรัมโมโฟน-สยามพารากอน’ แล้ว คอเพลงนักท่องเว็บอาจจะไปเสียเงินดาวน์โหลดอย่างถูกกฎหมายได้ที่ http://www.emusic.com (เช่นเดียวกับแผ่นแจ๊สรางวัลแกรมมีสาขาลาตินแจ๊สของ Eddie Palmieri และสาขาเพลงร้องของ Dianne Reeves)

เบื้องหลังความสำเร็จของงานบิ๊กแบนด์ที่นำโดยมือเบสชาวอังกฤษคนนี้ คือการทำวงบิ๊กแบนด์ที่หลอมรวมจิตวิญญาณของทุกคนเข้าไว้ด้วยกัน โดยอาศัยพื้นฐานของวงดนตรีควินเททที่ทำมาก่อนหน้านี้ จากนั้นขยายขนาดของงานให้ใหญ่โตขึ้นพร้อมๆ กับคุณภาพ ดังที่เดฟเคยให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อเขาตัดสินใจทำวง นั่นไม่ใช่แค่เพียงการรวมนักดนตรีที่มีเวลาว่าง แต่เขาต้องการมากกว่านั้น เขาอยากให้นักดนตรีพัฒนาทุกระดับของการเล่น และสร้างสุ้มเสียงของตนเองให้ปรากฏออกมา

แนวคิดของ เดฟ ไม่ได้มาจากอากาศธาตุ เขาอาศัยแนวทางของ ดุ๊ก เอลลิงตัน และ ไมล์ส เดวิส เป็นพื้นฐาน
“เอลลิงตัน ประพันธ์ดนตรีได้อย่างไพเราะงดงามก็จริง แต่สิ่งที่นักดนตรีในวงออร์เคสตราของเขาบรรเลงออกมานั้น ทำให้บทเพลงเหล่านี้พัฒนาขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง” เดฟ กล่าว พร้อมเสริมต่อว่า
“ผมชอบวิธีการไม่เผด็จการของไมล์สเช่นกัน เขาควบคุมแนวทางของวงแบบห่างๆ โดยใช้จุดแข็งของสมาชิกในวง ผมชอบเรื่องราวตอนที่ (จอห์น โคล)เทรน ร่วมงานในวงของไมล์ส เขาเพียรถามไมล์สว่าจะต้องทำอะไร แต่ไมล์สปฏิเสธจะตอบ เวลาผ่านไป 2 สัปดาห์ และเทรนอยู่ในภาวะสับสน แต่แล้วเขาก็ตระหนักว่าไมล์สต้องการให้เขาแสดงตัวตนของตนเองออกมา”

ด้วยปรัชญาพื้นฐานของการทำงานเช่นนี้ เดฟ ฮอลแลนด์ ค้นพบอย่างประหลาดใจในเวลาต่อมาถึงการเติบโตของวงดนตรีอย่างล้ำลึก

“เสรีภาพในการอิมโพรไวเซชั่นของดนตรีแจ๊ส เปิดโอกาสให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นโดยที่คุณไม่อาจคาดการณ์ได้ล่วงหน้า นั่นคือสิ่งที่ทำให้ดนตรีทั้งน่าตื่นเต้นและน่าสนใจ และยังทำให้ดนตรีพัฒนาต่อไปไม่หยุดยั้งจนถึงระดับหนึ่ง คุณเพียงแค่คอยประคับประคองไป ผมไม่รู้หรอกว่าดนตรีจะก้าวไปในทิศทางใด นั่นคือการสื่อสารอย่างแท้จริงในหมู่พวกเรา”

- อนันต์ ลือประดิษฐ์ -



เคนนี จี ไลท์ มิวสิค เติมกลิ่นละติน

kenny2_resize

ห่างหายไปนานพอสมควร นักโซปราโนแซ็กโซโฟนหนุ่มนาม เคนนี จี กลับมาครั้งนี้ เขามาพร้อมอัลบั้ม Rhythm & Romance ซึ่งถือเป็นความพยายามอีกครั้งหนึ่งของนักดนตรีที่มียอดขายอัลบั้ม 38 ล้านแผ่นคนนี้ที่ต้องการรักษาระดับเพดานบินความนิยมของตนเองต่อไป

ในทัศนะของผม การเลือกรูปแบบของดนตรีละตินมานำเสนอทั้งที่เป็นเพลงแต่งใหม่และเพลงเก่า นับเป็นทางออกที่ค่อนข้างสวยทีเดียว เพราะจังหวะเต้นรำท้องถิ่นละตินอย่างคิวบา ขับเคลื่อนไปบนแพทเทิร์นของ “กลาเว” (clave) ที่นับแบบ “หนึ่ง-สอง-หนึ่ง-สอง-สาม” หรือ “หนึ่ง-สอง-สาม-หนึ่ง-สอง” นั้น ใครที่มีโอกาสได้ยินได้ฟังย่อมอดมิได้ที่จะโยกตัวตามจังหวะไปด้วย

แต่ปัญหาสำคัญของ เคนนี จี (อย่างที่หลายคนรับทราบกัน) เขาสามารถถ่ายทอดความเข้มข้นของสารัตถะของดนตรีแนวนี้ได้ดีเพียงใด ? เพราะแนวทางโดยส่วนมากนั้น เจ้าตัวถนัดในการเจือจางเสียงดนตรีที่ได้ยินได้ฟัง ให้กลายเป็นเพียงความนุ่มนวลแบบสูตรสำเร็จมากกว่า และคงมีความเป็นไปได้น้อยมากในการถ่ายทอดด้านตรงข้าม คือความสากหรือความหยาบกร้าน อย่างที่พบเห็นในชีวิตจริงให้ปรากฏในเสียงเพลง

อัลบั้มนี้ หนุ่มผมฟูยังได้เพื่อนร่วมงานเดิม คือ วอลเตอร์ อฟานาเซียฟฟ์ มาร่วมแต่งเพลงและโปรดิวซ์เช่นเคย ส่วนมากเป็นเพลงประพันธ์ขึ้นใหม่ (มีเพลงเก่าอย่าง Besame Mucho) นอกจากเคนนี จี และวอลเตอร์ แล้ว ยังมี คลาวเดีย แบรนท์ เป็นทีมนักแต่งเพลงอีกคน พรั่งพร้อมด้วยนักดนตรีไซด์แมนที่มีชื่อเสียง อาทิ เช่น อเล็กซ์ อะคิวนา, นาธาน อีสต์, พอลินโญ ดา คอสตา ซึ่งล้วนแต่เป็นนักดนตรี “มือปืนรับจ้าง” ที่เจนจัดแทบทุกสไตล์ดนตรี

ในส่วนของโปรดักชั่น งานนี้ เคนนี จี ได้ ฮัมแบร์โต กาติกา โปรดิวเซอร์มือทองอีกคน รับหน้าที่คุมบอร์ดบันทึกเสียง
อารมณ์เพลงโดยทั่วไป เน้นทำนองคุ้นหู ฮัมตามได้โดยง่าย เช่นเดียวกับการคาดเดาทำนองได้ล่วงหน้า แม้กับการฟังครั้งแรกๆ ก็ตาม แนวฮาร์มอนีไม่ซับซ้อน ภาคริธึ่มเซคชั่นทำหน้าที่แบ็คอัพไปตามครรลอง แทบจะไม่มีโอกาสทำอะไรมากกว่านั้นเลย จึงเป็นการเปิดทางให้เสียงโซปราโน แซ็กโซโฟน เป็นพระเอกของงานนี้อย่างเต็มตัว

นั่นจึงทำให้ฐานะของเพลงในอัลบั้มนี้ ไปไม่ไกลกว่าความเป็นดนตรี ไลท์ มิวสิค (Light Music) กล่าวคือเป็นดนตรีที่ฟังสบาย มีไดนามิคน้อย โทนความหนักเบาของเสียงค่อนข้างราบเรียบ มุ่งให้คนจดจำจากซาวด์คาแร็คเตอร์ของเสียงแซ็กเป็นสำคัญ

บางครั้งดนตรีจำพวกนี้ จึงเหมาะสำหรับการเปิดเพื่อสร้างบรรยากาศให้สถานที่ไม่ดูหงอยเหงาจนเกินไป เราจึงได้ยินเพลงพวกนี้ตามล็อบบีโรงแรม หรือในลิฟท์โดยสาร บางคนถึงขนาดเรียกว่าเป็น Elevator Music ด้วยซ้ำไป เหตุเพราะมันทำหน้าที่แค่เสียงผ่านหูก็ให้ความเบิกบานได้ แต่ถ้าต้องนั่งลงฟังอย่างจริงจังแล้ว หยิบเพลงละตินแท้ๆ มาฟัง น่าจะได้อารมณ์และความอิ่มเอมมากกว่า
เขียนมาถึงบรรทัดนี้ แฟนเพลงตัวยงของ เคนนี จี อาจจะเคืองเอาได้ โดยเฉพาะแฟนเพลงรุ่นใหม่ที่เพิ่งหันมาสนใจผลงานของศิลปินคนนี้ แล้วพบว่าการฟังเพลงบรรเลงนั้นให้ความเพลิดเพลินเพียงใด แต่ผมเชื่อว่าแฟนเพลงเก่าที่เริ่มมีประสบการณ์ฟังเพลงมากขึ้น และอาจจะผ่านผลงานเพลงบรรเลงโดยศิลปินคนอื่นๆ มามากขึ้น น่าจะพอมองเห็นถึงประเด็นของการเขียนแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ว่า จริงๆ แล้ว งานของเคนนี จี นั้นมีข้อดีและข้อจำกัดในบางด้านที่ต้องพูดถึงไปพร้อมๆ กัน

ที่ผ่านมา กรณีของ เคนนี จี เคยเป็นวิวาทะที่โจษจันสนั่นเมืองมาแล้ว โดยเฉพาะเมื่อ แพท เมธินี มือกีตาร์แจ๊สระดับพระกาฬออกมาให้สัมภาษณ์และพาดพิงถึงตัวเขา หรือที่เป็นประเด็นถกเถียงกันเสมอๆ ก็คือ เคนนี จี เป็นแจ๊สจริงหรือไม่ บางคนถึงกับบอกว่า เคนนี จี เป็นแจ๊สแบบแมคโดนัลด์ (หรือแบบรับประทานด่วน) เพราะบังเอิญผลงานของเขาถูกนักการตลาดไปจับวางตำแหน่งสินค้าไว้ในกลุ่มแจ๊ส (Jazz Category) ซึ่งทำให้คนฟังจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่านี่คือ แจ๊ส บ้างล่ะ

หากเราพิจารณาจากพื้นฐานของคำนิยามสักหน่อย เราจะพบว่า แจ๊สเป็นดนตรีที่ให้ความสำคัญแก่ปฏิสัมพันธ์ของนักดนตรีภายในวงอย่างเท่าเทียม การบรรเลงแต่ละครั้ง แม้ในเพลงเดียวกัน ก็ยังเน้นความสดใหม่ ไม่มีการจำมาเล่นอย่างจายตัว

ดังนั้น เมื่อมองผ่านเกณฑ์ที่ว่านี้ ดนตรีของ เคนนี จี ย่อมไม่ใช่แจ๊ส แม้จะเป็นกลุ่มเพลงบรรเลงที่มีกลิ่นแจ๊สอยู่บ้างก็จริง แต่โดยหลักแล้วควรจะเป็น Light Music มากกว่า
ในอีกด้านหนึ่ง คงต้องเน้นย้ำด้วยว่า ดนตรี Light Music ก็มิใช่คำกล่าวแบบดูถูกเหยียดหยามแต่อย่างใด ในอดีตนั้นมีศิลปินกลุ่มนี้ที่สร้างงานคุณภาพมาไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น เจมส์ ลาสต์ , พอล มอเรียต หรือใครต่อใคร เคนนี จี เองก็สร้างงานคุณภาพ และมีตัวตนทางดนตรีที่ชัดเจน เพียงแต่เขาตัดสินใจเลือกที่จะทำงานในแนวทางนี้มากกว่า เพราะเป็นสไตล์ที่เขาถนัด

ถึงตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับคนฟังแล้วว่า จะฟังดนตรีแค่กลิ่นเพราะเข้าถึงง่าย หรือจะกลับไปค้นหารากเหง้าดนตรีละตินที่รุ่มรวยด้วยมรดกทางดนตรีที่ลึกซึ้ง

ตรงนี้ขึ้นอยู่กับพื้นฐาน ประสบการณ์ และการเรียนรู้ในการเสพศิลปะดนตรีของแต่ละคน.



Tennessee Waltz…รักช้ำบนฟลอร์เต้นรำ

………I was dancin’ with my darlin’ to the Tennessee Waltz
When an old friend I happened to see
I introduced her to my loved one
And while they were dancin’
My friend stole my sweetheart from me
I remember the night and the Tennessee Waltz
Now I know just how much I have lost
Yes, I lost my little darlin’ the night they were playing
The beautiful Tennessee Waltz……………

เพลงรักอมตะชิ้นนี้มีอายุครบ 60 ปีในปีนี้ (2007) พอดี แต่งขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย เร็ดด์ สจ๊วร์ท และ พี วี คิง เมื่อปี ค.ศ.1946-1947 (more…)