
จังโก ไรน์ฮาดต์ นักกีตาร์ผู้สร้างอัตลักษณ์ “ยิปซีแจ๊ส” ซึ่งต่อมาเป็นแบบอย่างของนักกีตาร์ทั่วทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา
นักกีตาร์จำนวนนับไม่ถ้วนพากันยกย่อง เกิดแรงบันดาลใจและรับเอาอิทธิพลแนวการเล่นของจังโก ไรน์ฮาดต์ ในสายแจ๊ส บิเรลี ลาร์แกรน นักกีตาร์ยิปซีเผ่า “สินติ” เกิดในฝรั่งเศส ผู้ได้รับสมญา “จังโกน้อย” (Infant Djargo) บิเรลีมีหลายสิ่งหลายอย่างเหมือนจังโก คือเล่นกีตาร์โดยไม่อ่านโน้ต พูดภาษาโรมานี ใช้กีตาร์ “มักกาแฟร์รี” นำเอาเพลง “สแตนดาร์ด” เก่าๆ อเมริกันมาบรรเลงเช่น เพลง My Melancholy Baby; I’ve Found A New Baby; All Of Me…ดังปรากฏในแผ่นชุดแรกของบิเรลี Routes To Django อัดปี 1980 ขณะอายุ 14 ปี
สี่ปีต่อมาบิเรลีอัดชุด A Tribute To Django Reinhardt บันทึกจากการแสดงสดที่คาร์เนกีฮอล ในมหานครนิวยอร์ก โดยร่วมกับนักกีตาร์อีกสองคนคือ ดิซ ดิซลีย์ นักกีตาร์ชาวเวลส์ กับวิก จูริส นักกีตาร์อเมริกัน นำเพลงดังของจังโกมาบรรเลงหลายเพลง อาทิ Minor Swing; Djangology; Daphne และ September Song ของเคิร์ท ไวล์ เพลงที่จังโกชอบนำมาบรรเลงบ่อย เท่าที่ฟังจากแผ่นหลายชุดของบิเรลี รู้สึกเล่นได้ใกล้เคียงกับจังโกมากที่สุด บาบิค ไรต์ฮาดต์ลูกชายที่เกิดจากภรรยาคนที่สองของจังโก เล่นกีตาร์เหมือนพ่อ เคยฟังจากแผ่นซีดี แม้ฝีมือจัดว่าดี แต่หากเทียบกับบิราลี ลาแกรน ยังคล่องสู้ไม่ได้ อารมณ์การเล่นและจิตวิญญาณความเป็นยิปซียังถือว่าเป็นรอง
หลังบิเรลีประสบความสำเร็จเป็นนักกีตาร์ที่มีชื่อเสียง แฟนแจ๊สรู้จักกันทั่วโลก ได้อัดแผ่นกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง “บลูโน้ต” จึงอยากลองของ เปลี่ยนแนวการบรรเลงเป็น “ฟิวชั่น”ในชุด Inferno ผลปรากฏว่าไปไม่รอด ต้องกลับไปเล่นตามแนวที่ถนัด ดังเช่นแผ่นชุด My Favorite Django และ Gypsy Project กับแผ่นตรา “เดรย์ฟัส”
นักกีตาร์เชื้อสายยิปซีที่มีฝีมือ เข้าถึงแนวการเล่นแบบจังโกอย่างถึงแก่น น่าจะเป็นพี่น้องตระกูล แฟร์เร คือบูลู กับ เอเลียต สองพี่น้องมักเล่น “ดูเอ็ต” กันเช่นชุด Pour Django

นักกีตาร์ยิปซีรุ่นปัจจุบันที่เล่นสไตล์จังโกได้ดีได้แก่ จิมมี และ จอห์นนี โรเซนเบิร์ก เป็นยิปซีที่เกิดในเนเธอร์แลนด์ ก่อนที่จะได้ฟังแผ่นชุด Sinti ของจิมมี โรเซนเบิร์ก ผมเคยเห็นฝีมือของเด็กน้อยวัย 11 คนนี้ในภาพยนตร์สารคดี Django Legacy กำกับโดยจอห์น เจอเรมี ผู้กำกับชาวอังกฤษ รู้สึกทึ่งในความสามารถทางกีตาร์ของเด็กน้อยคนนี้ เล่นได้ดีเยี่ยมอย่างเหลือเชื่อ
ดูเหมือนยิปซีส่วนใหญ่จะมีดนตรีอยู่ในสายเลือด เล่ากันว่าเมื่อประมาณ 2000 ปีที่แล้ว ยิปซีเผ่า”สันติ” (Sinti) ตามชื่ออัลบั้มของ จิมมี โรเซนเบอร์ก ซึ่งน่าจะเรียกว่าเผ่า “สินธุ” เพราะอพยพมาจากฝั่งแม่น้ำสินธุ ประเทศอินเดีย ตามเอกสารอ้างอิงเขียนว่า “Sinti” เช่นเดียวกับชื่อเผ่า ชนเผ่านี้ได้อพยพไปยังราชสำนักแห่งเปอร์เซีย เพื่อเข้าทำหน้าที่คนธรรพ์ ขับร้องเล่นดนตรีในราชสำนัก จากเปอร์เซียได้กระจายย้ายถิ่นฐานเข้าไปทั่วยุโรปและแอฟริกาเหนือ พร้อมกันนี้ได้เผยแพร่ดนตรียิปซีไปด้วย เท่าที่เคยท่องเที่ยวไปตามประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป จะเห็นพวกยิปซีเล่นดนตรีอยู่ข้างถนนในเมืองใหญ่อย่างเช่น กรุงมอสโก เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก กรุงบูดาเปสต์ กรุงปราก…
ครั้งหนึ่งระหว่างที่ท่องเที่ยวอยู่ในกรุงบูดาเปสต์ ออกตระเวนฟังการบรรเลงและการแสดงของพวกยิปซี ทั้งในโรงแรมระดับ 5 ดาว หรือร้านอาหารที่บริการนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ซึ่งจะต้องเสียค่าชมการแสดงเป็นพิเศษ ได้เห็นฝีมือการแสดงดนตรีของพวกยิปซี ต้องยอมรับว่าเยี่ยม “โชว์พีซ” (Show piece) ที่นิยมกันส่วนมากวงจะเล่นได้ ขอเพลงอะไร เล่นได้เกือบหมด เช่น Hungarian Dance เบอร์ต่างๆของ บรามส์ โดยเฉพาะ Hangarian Dance No.1,5,6 เพลงของนักประพันธ์เพลงอื่นเช่น เวเนียฟสกี, โคไดล์ รวมถึงเพลงพื้นเมืองรัสเซีย และเพลงพื้นเมืองของพวก “แม็กญา” หรือฮังแกเรียน เพลงอเมริกันในยุค “สวิง” ก็เล่นได้มาก เพลงเอกจากภาพยนตร์ Schindler’s List ผลงานของ จอห์น วิลเลียมส์ เป็นที่นิยมบรรเลงในหมู่นักดนตรียิปซี ขอเพลงของ จังโก ไรน์ฮาดต์ เพลงดังทุกเพลงเล่นได้หมด
จริงอยู่ดนตรีของยิปซี ไวโอลินจัดเป็นเครื่องดนตรีเอก ใครที่เคยฟังฝีมือไวโอลินของ โรดี้ แห่งวง “ลากาตอส” ที่เต็มไปด้วยความร้อนแรง เร้าใจ เหมือนอย่างเพลง Zigeunerweisen หรือ Gypsy Air ของ ซารา ซาเต เครื่องดนตรีโบราณคือ “ซิมบาลอม” เยอรมันเรียก “คิมบารอน” เป็นเครื่องดนตรีสำคัญของพวกยิปซี วิธีเล่นคล้าย “ขิม” แต่เสียงแพรวพราวคล้ายพวกเครื่องดนตรีคีย์บอร์ด หากไม่มี “ซิมบาลอม” ก็จะใช้เปียโนหรือกีตาร์แทน เท่าที่สังเกตกีตาร์มักเล่นสไตล์จังโก ไรน์ฮาดต์
ดนตรียิปซีมีทุกรส มีทั้งความเศร้า ความรัก หวานซึ้ง ความคึกคะนอง โลดโผน ความตื่นเต้น เร้าอารมณ์…ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะวิถีชีวิตของพวกยิปซี ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นรากหญ้า ต้องเผชิญกับอุปสรรคนานัปการในการดำรงชีวิต จังโก ไรน์ฮาดต์ ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนักดนตรียิปซีที่ต้องต่อสู้กับความลำบากยากแค้น
ฌอง “จังโก” ไรน์ฮาดต์ เกิดที่เมืองลิแบร์ชีส์ บางแห่งเรียก ลิแวร์ชีส์ ประเทศเบลเยี่ยม วันที่ 23 มกราคม 1910 ในชุมชนยิปซี แถวชานเมือง โดยมีชื่อเล่นว่า จังโก (Django) มีความหมายว่า “ฉันตื่นตัว” ชื่อนี้ใช้ในวงการดนตรี
จังโกเติบโตในชุมชนที่อยู่ใกล้กับกรุงปารีส เริ่มแรกเล่นไวโอลิน จากนั้นจึงเปลี่ยนไปเล่นแบนโจและกีตาร์ เล่นอาชีพตั้งแต่อายุยังน้อยที่ห้องลีลาศ “บัลมูเซตต์” ที่นี่เล่นเพลงประเภท “แทงโก้”, “ฟลาเมงโก”, “ฟาโด” ในย่านนั้นบางแห่งเล่นเพลง แจ๊สแบบนิวออร์ลีนส์
จังโกเริ่มมีชื่อเสียงหลังจากได้รางวัลชนะเลิศ ในการแข่งขันแบนโจ ทำให้ได้เล่นกับนักแอ็คคอเดียน ฌอง แวส์สาด เล่นประจำที่รีสอร์ตใกล้เลอตูเกต์ แต่เกิดเบื่อกับงานจำเจที่เก่า คนเที่ยวหน้าเก่า จึงมักส่งคนไปเล่นแทน

อายุ 17 จังโกแต่งงานกับสาวแบลลา โบมการ์เนร์ สาวยิปซีเผ่าพันธุ์เดียวกัน ปีถัดมาจังโกได้เล่นอัดแผ่นเสียงครั้งแรกกับวงฌอง แวส์สาด ปรากฎชื่อในแผ่นเสียง
ฌียองโก เรอนาร์ด (Jiango Renard) เพราะจังโก ไรน์ฮาดต์ สกดชื่อนามสกุลตัวเองไม่ถูก อย่างไรก็ตามในปีเดียวกันนี้ จังโกได้เล่นอัดแผ่นเสียงถึง 4 ครั้ง กับ ฌอง แวส์สาด 2 ครั้ง และกับ มาร์โก นักแอ็คคอเดียน อีกคนหนึ่ง 2 ครั้ง นอกจากนี้ได้อัดแผ่นกับนักร้อง โช เมล หนึ่งครั้ง
ความจนทำให้ภรรยาของจังโกต้องช่วยหาเงินด้วยการทำดอกไม้เทียมขาย ตอนหัวค่ำเธอทำงานปกติ จังโกออกไปเล่นดนตรี พอกลับมายังคาราวานที่พักอาศัยก็ต้องเดินผ่านกองกระดาษสูงและเซลลูลอยด์ คืนวันที่ 2 พฤศจิกายน 1928 หลังเสร็จจากงานจังโกกลับมายังที่พัก ทางเดินไปยังที่นอนต้องเดินผ่านกองดอกไม้ ขณะนั้นเขาได้ยินเสียงเหมือนหนูกำลังตะกุย จึงหยิบเทียนเพื่อส่องหา พลันเทียนหลุดมือหล่นลงบนกองดอกไม้ เพลิงลุกไหม้ทันที จังโกฉวยผ้าห่มเพื่อ
พยายามดับไฟ แต่ใช้ไม่ได้ เพื่อนบ้านต้องช่วยกันดึงตัวเขาจากคาราวานที่กำลังตกอยู่ในเปลวเพลิง แล้วรีบส่งตัวไปยังโรงพยาบาลสงเคราะห์ “ลาริบัวสิแอร์” ปรากฏว่าไฟลวกไหม้เท้าขวาบาดแผลฉกรรจ์ มือซ้ายไม่รู้สึกเกือบทุกส่วน หมอแนะนำให้ตัดเท้าขวา แต่จังโกทัดทานไว้ เขากลัวทางเจ้าหน้าที่จะไม่ตอบสนองตามที่ขอร้อง ญาติได้นำตัวออกจากโรงพยาบาลกลับไปที่คาราวานของพ่อตา ในที่สุดเพื่อนบ้านช่วยกันลงขันหาเงินไปรักษากับสถานที่รักษาเอกชน ผ่านไป 18 เดือน การเยียวยาช่วยให้เท้าขยับได้ ใช้ไม้เท้าช่วยพยุงตัวเวลาเดินจนหายเป็นปกติ นิ้วนางกับนิ้วก้อยมือซ้ายถูกไฟลวกใช้การไม่ได้ เป็นอันสูญเสียสองนิ้วสำคัญในการเล่นเครื่องสาย บางคนบอกหมอแนะนำให้ใช้วิธีบำบัด อาจจะช่วยให้หาย บางคนขอให้รักษาด้วยวิธีไสยศาสตร์ตามความเชื่อ พลังอันศักดิ์สิทธิ์ของยิปซี
จังโก ไรน์ฮาดต์ตัดสินใจที่จะเอาชนะกับความบกพร่องทางร่างกาย ไม่ย่อท้อ แม้พิการ เขาปฏิเสธทำตามคำแนะนำ มุ่งมั่นคิดค้นวิธีการเล่นกีตาร์ที่ใช้เพียงหัวแม่มือหรือนิ้วโป้งกับนิ้วชี้และนิ้วกลางที่ยังดีอยู่ ฝึกฝนหาเทคนิคการเล่นใหม่ๆ ค่อยๆ พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนมีสมรรถนะทัดเทียมนักกีตาร์ฝีมือดีคนอื่นๆ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น จังโกกลับเข้าในแวดวงดนตรีกรุงปารีสอีกครั้งได้เล่นกับสเตฟาน มูแชง นักเปียโนแจ๊สชาวฝรั่งเศสที่ “เลส์ กากาเซียส์”ได้ค่าจ้างคืนละ 100 ฟรัง

จังโกฟังการเล่นของนักดนตรีแจ๊สชั้นนำอเมริกันที่มีความโดดเด่นในศิลปะดนตรีแนวใหม่อย่าง เอ็ดดี้ แลง, โจ เวนูที, ดุ๊ก เอลลิงตัน โดยเฉพาะนักทรัมเป็ตหนุ่ม หลุยส์ อาร์มสตรอง แนวดนตรีงดงามยิ่ง
ปี 1934 จังโก ไรน์ฮาดต์ร่วมกับสเตฟาน กรัปเปลลี นักไวโอลินชาวปารีส ตั้งวง Quintte du Hot Club de France ซึ่งมี โฌเซฟ ไรน์ฮาดต์ น้องชายและ โรเชอร์ ชาปูต์ เล่นกีตาร์ ลุยส์ โวลา เล่นเบส อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นักฟังแจ๊สทั่วโลกชื่นชมจังโก ไรน์ฮาดต์
จังโก ไรน์ฮาดต์ สิ้นชีพเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 1953 เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี จังโก ไรน์ฮาดต์ นักกีตาร์ทั้งแจ๊ส ร็อก บลูส์ คลาสสิก ต่างรำลึกถึงนักกีตาร์ยิปซีแจ๊สผู้ยิ่งใหญ่………….เรื่องโดย ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ