<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>BangkokJazzLife.com &#187; JazzLife Editor</title>
	<atom:link href="http://www.bangkokjazzlife.com/archives/author/jazzlife-editor/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.bangkokjazzlife.com</link>
	<description>The Best Companion for Thai Jazz Society</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Feb 2012 06:03:47 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>พิสุทธิ ประทีปะเสน</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2196</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2196#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Feb 2012 06:01:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Thai Musicians]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=2196</guid>
		<description><![CDATA[
            พิสุทธิเริ่มเล่นดนตรีตอนอายุ 10 ขวบ แต่หันมาสนใจดนตรีแจ๊สจริงๆ จังๆ ตอนอายุ 16 ปี โดยเล่นเครื่องดนตรีคือแซ็กโซโฟน จากนั้นเขาได้เข้าประกวดดนตรีเยาวชนของวิทยาลัยดุริยางศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ครั้งที่ 1 ปรากฏว่าได้รับรางวัลชนะเลิศ จึงได้โควตาเข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล
            ความสำเร็จข้างต้นเป็นตัวจุดประกายให้พิสุทธิเริ่มศึกษาดนตรีแจ๊สกับ อ.เด่น อยู่ประเสริฐ, อ.กฤต บูรณะวิทยวุฒิ, อ. Dan Phillip และ Don Aligo, ได้ร่วมแสดงในงาน World Saxophone Congress 13th Minneapolis, Minnesota ประเทศสหรัฐอเมริกา
เครื่องดนตรี :  แซ็กโซโฟน
ปัจจุบัน 
- อาจารย์ประจำสาขาวิชาดนตรีแจ๊ส คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร 
- สมาชิกวงทีโบน ตำแหน่ง เทเนอร์แซกโซโฟน
- สมาชิกวงแม้นศรี ของอาจารย์ประจำสาขาวิชาดนตรีแจ๊ส คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อประมาณปี 2544
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><img class="aligncenter size-full wp-image-2197" title="pisut" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2012/02/pisut.jpg" alt="pisut" width="200" height="293" /></strong></p>
<p>            พิสุทธิเริ่มเล่นดนตรีตอนอายุ 10 ขวบ แต่หันมาสนใจดนตรีแจ๊สจริงๆ จังๆ ตอนอายุ 16 ปี โดยเล่นเครื่องดนตรีคือแซ็กโซโฟน จากนั้นเขาได้เข้าประกวดดนตรีเยาวชนของวิทยาลัยดุริยางศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ครั้งที่ 1 ปรากฏว่าได้รับรางวัลชนะเลิศ จึงได้โควตาเข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล<span id="more-2196"></span></p>
<p>            ความสำเร็จข้างต้นเป็นตัวจุดประกายให้พิสุทธิเริ่มศึกษาดนตรีแจ๊สกับ อ.เด่น อยู่ประเสริฐ, อ.กฤต บูรณะวิทยวุฒิ, อ. Dan Phillip และ Don Aligo, ได้ร่วมแสดงในงาน World Saxophone Congress 13th Minneapolis, Minnesota ประเทศสหรัฐอเมริกา</p>
<p><strong><strong>เครื่องดนตรี </strong><strong>:  แซ็กโซโฟน</strong></strong></p>
<p><strong>ปัจจุบัน </strong><strong></strong></p>
<p>- อาจารย์ประจำสาขาวิชาดนตรีแจ๊ส คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร </p>
<p>- สมาชิกวงทีโบน ตำแหน่ง เทเนอร์แซกโซโฟน</p>
<p>- สมาชิกวงแม้นศรี ของอาจารย์ประจำสาขาวิชาดนตรีแจ๊ส คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อประมาณปี 2544</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2196/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มาห์เล่อร์ซิมโฟนีหมายเลข ๖</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2191</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2191#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Feb 2012 05:48:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Events]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=2191</guid>
		<description><![CDATA[
สยามฟิลฮาร์โมนิคออร์เคสตร้า ร่วมกับสมาชิกวงดุริยางค์เยาวชน สยามซินโฟนิเอตต้า
เสนอ มาห์เล่อร์ซิมโฟนีหมายเลข ๖ อำนวยเพลงโดย สมเถา สุจริตกุล
วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ เวลา ๒๐.๐๐ น.
ณ ห้องประชุมมหิศร ไทยพาณิชย์ ปาร์คพลาซ่า ถ.รัชดาภิเษก
ด้วยความปรารถนาอันสูงส่งที่จะนำเสนอซิมโฟนีอมตะของคีตกวีปรมาจารย์มาห์เล่อร์เต็มรูปแบบให้ครบทุกเพลงภายในปี ๒๕๕๗ บัดนี้ วงดุริยางค์สยาม ฟิลฮาร์โมนิค อออร์เคสตร้า ได้ก้าวไกลมากว่าครึ่งทางด้วยซิมโฟนีหมายเลข ๖
“The Tragic” สื่อความหมายอันลึกซึ้งแห่งชตาชีวิตที่ก้าวเดินบนเส้นทางอันเต็มไปด้วยขวากหนามไปสู่ความสุขที่แท้จริง
หอประชุมมหิศร, เอส.ซี.บี. ปาร์ค, กรุงเทพฯ
ที่ตั้งสถานที่กรุงเทพฯ
รอบการแสดง
วันที่เวลา
วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555 20.00 น.
ประตูเปิด ก่อนการแสดงเริ่มประมาณ 30 นาที
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2192" title="poster1" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2012/02/poster1-210x300.jpg" alt="poster1" width="210" height="300" /></p>
<p>สยามฟิลฮาร์โมนิคออร์เคสตร้า ร่วมกับสมาชิกวงดุริยางค์เยาวชน สยามซินโฟนิเอตต้า<br />
เสนอ มาห์เล่อร์ซิมโฟนีหมายเลข ๖ อำนวยเพลงโดย สมเถา สุจริตกุล<br />
วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ เวลา ๒๐.๐๐ น.<br />
ณ ห้องประชุมมหิศร ไทยพาณิชย์ ปาร์คพลาซ่า ถ.รัชดาภิเษก<span id="more-2191"></span></p>
<p>ด้วยความปรารถนาอันสูงส่งที่จะนำเสนอซิมโฟนีอมตะของคีตกวีปรมาจารย์มาห์เล่อร์เต็มรูปแบบให้ครบทุกเพลงภายในปี ๒๕๕๗ บัดนี้ วงดุริยางค์สยาม ฟิลฮาร์โมนิค อออร์เคสตร้า ได้ก้าวไกลมากว่าครึ่งทางด้วยซิมโฟนีหมายเลข ๖</p>
<p>“The Tragic” สื่อความหมายอันลึกซึ้งแห่งชตาชีวิตที่ก้าวเดินบนเส้นทางอันเต็มไปด้วยขวากหนามไปสู่ความสุขที่แท้จริง<br />
หอประชุมมหิศร, เอส.ซี.บี. ปาร์ค, กรุงเทพฯ<br />
ที่ตั้งสถานที่กรุงเทพฯ<br />
รอบการแสดง<br />
วันที่เวลา<br />
วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555 20.00 น.<br />
ประตูเปิด ก่อนการแสดงเริ่มประมาณ 30 นาที</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2191/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บนแผง</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2185</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2185#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Feb 2012 05:43:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[New Release]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=2185</guid>
		<description><![CDATA[
Dreamer In Concert  ผลงานบันทึกการแสดงสดครั้งแรกของนักร้องสาว Stacey Kent หลังจากผลงานของเธอได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศฝรั่งเศส งานนี้บันทึกเสียงจากเวที La Cigale ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 30-31 พฤษภาคม ปี 2011 บรรยากาศบนเวทีนั้นต้องบอกว่าเรียบง่าย อบอุ่น นอกจากเพลงฮิตที่คุ้นเคยยังมี 3 เพลงพิเศษที่ยังไม่เคยบันทึกเสียงมาก่อน และ 2 เพลงใหม่แกะกล่อง Postcard Lovers และ O Comboio จากฝีมือการแต่งเพลงของสามีนักแซ็กโซโฟน Jim Tomlinson ที่ควบตำแหน่งเรียบเรียงและโพรดิวเซอร์ นอกจากนี้ยังมีเพื่อนนักดนตรี Graham Harvey เปียโน Jeremy Brown เบส และ Matt Skelton กลอง มาร่วมสร้างบรรยากาศผลักดันให้เสียงสวย ๆ ของ Stacey Kent โดดเด่น สง่างาม

Concerto On Night In Central [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2187" title="dreamer" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2012/02/dreamer-300x300.jpg" alt="dreamer" width="300" height="300" /></p>
<p>Dreamer In Concert  ผลงานบันทึกการแสดงสดครั้งแรกของนักร้องสาว Stacey Kent หลังจากผลงานของเธอได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศฝรั่งเศส งานนี้บันทึกเสียงจากเวที La Cigale ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 30-31 พฤษภาคม ปี 2011 บรรยากาศบนเวทีนั้นต้องบอกว่าเรียบง่าย อบอุ่น นอกจากเพลงฮิตที่คุ้นเคยยังมี 3 เพลงพิเศษที่ยังไม่เคยบันทึกเสียงมาก่อน และ 2 เพลงใหม่แกะกล่อง Postcard Lovers และ O Comboio จากฝีมือการแต่งเพลงของสามีนักแซ็กโซโฟน Jim Tomlinson ที่ควบตำแหน่งเรียบเรียงและโพรดิวเซอร์ นอกจากนี้ยังมีเพื่อนนักดนตรี Graham Harvey เปียโน Jeremy Brown เบส และ Matt Skelton กลอง มาร่วมสร้างบรรยากาศผลักดันให้เสียงสวย ๆ ของ Stacey Kent โดดเด่น สง่างาม</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2186" title="andrea" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2012/02/andrea-300x298.jpg" alt="andrea" width="300" height="298" /></p>
<p>Concerto On Night In Central Park บันทึกการแสดงสดของนักร้องเสียงเทเนอร์ตาพิการ Andrea Bocelli จากค่ำคืนแสนพิเศษที่ The Great Lawn ใน Central Park ของมหานครนิวยอร์ค เมื่อวันที่ 15 กันยายน ปี 2011 ที่ผ่านมา พร้อมเพื่อน ๆ แขกรับเชิญคนสำคัญไม่ว่าจะเป็น Celine Dion, Tony Bennett, Chris Botti และ Bryn Terfel ภายใต้การดูแลของโพรดิวเซอร์มือทอง David Foster ร่วมกับมิวสิคไดเร็คเตอร์ Alan Gilbert วง New York Philhamonic และทีมเสียงประสาน Westminster Symphonic Choir ร่วมกันเติมเต็มเพลงร้องโอปราให้ยิ่งใหญ่สมบูรณ์แบบ วางจำหน่ายในรูปแบบของออดิโอซีดีและดีวีดีบันทึกการแสดงในซองดิจิแพ็คกระทัดรัด พร้อมข้อมูลและภาพประกอบสวยงาม โดยแบ่งการแสดงออกเป็น 2 ช่วง ในช่วงแรกเข้มข้นไปกับเพลงโหมโรง และบทเพลงโอปราขนานแท้จากละครเพลงเรื่องดัง ในขณะที่การแสดงในครึ่งหลังหยิบจับเพลงฮิตในสายป็อปมาช่วยปรับเปลี่ยนบรรยากาศ จัดให้เป็นอัลบั้มที่ฟังเพลินดูเพลิน และช่วยชำระล้างจิตใจที่ขุ่นมัวได้เป็นอย่างดี</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2188" title="love" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2012/02/love-200x300.jpg" alt="love" width="200" height="300" /></p>
<p>เป็นอัลบั้มที่ออกมาสำหรับเดือนแห่งความรักโดยเฉพาะสำหรับงานรวมเพลงฮิต Love For Life ของค่าย Warner Music ที่รวบ 74 บทเพลงรักโรแมนติกมารวมไว้ในแพ็ค 4 ซีดี สำหรับใช้เป็นของขวัญ ของฝากในการส่งความรัก ความหวังดีแก่คนพิเศษที่ชื่นชอบเสียงเพลง ภายในบรรจุเพลงรักย้อนยุคที่เคยถูกนำมาทำเป็นอัลบั้มรวมฮิตแล้วหลายต่อหลายครั้ง อาทิ More Than I Can Say, I Don’t Like To Sleep Alone, If You Leave Me Now, You Light Up My Life, I Want To Know What Love Is, Always, Desperado, You’re So Vain, Vincent, Lady, Devoted To You…..และอีกมากมาย ที่หากไม่คิดว่าเชย หรือเบื่อเพลงเหล่านี้ไปซะก่อนก็หยิบไปใช้แทนความรู้สึกก็เหมาะสมกับช่วงเวลา</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2189" title="Taylor Swift" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2012/02/Taylor-Swift-300x300.jpg" alt="Taylor Swift" width="300" height="300" /></p>
<p>ปิดท้ายด้วยผลงานซีดีและดีวีดี World Tour Live Speak Now ของสาว Taylor Swift ที่ออกวางจำหน่ายให้แฟน ๆ ได้เต็มอิ่มไปกับการแสดงของขวัญใจคนเก่งแบบแนบชิดติดขอบเวทีคอนเสิร์ตทั้งภาพและเสียง สนุกสนานไปกับหลากหลายลีลาบนเวทีของสาว Taylor Swift ที่นอกจากจะนำเอางานเพลงของเธอมาร้องและบรรเลงให้ฟังกันสด ๆ เธอยังสร้างสรรค์ภาพฝันบนเวทีที่ทำให้ผู้ชมตื่นตา ตื่นใจไปกับฉากแต่ละฉากที่สร้างความรู้สึกเหมือนนั่งชมละครเพลง สวยงามตระการตาจริง ๆ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2185/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Gretchen Parlato</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2179</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2179#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Feb 2012 05:39:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Reviews]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=2179</guid>
		<description><![CDATA[
สำหรับบ้านเรา หากคุณเป็นนักร้องวัย 35 ปี คงไม่วันถูกจัดให้เป็นดาวรุ่ง (Rising Star) อย่างแน่นอน แต่สำหรับสหรัฐอเมริกา เกรทเชน พาร์ลาโต (Gretchen Parlato) เป็นดาวรุ่งที่แวดวงดนตรีกำลังเฝ้ามอง โดยเมื่อเดือนสิงหาคม 2011 ที่ผ่านมา จากโพลล์สำรวจความเห็นนักวิจารณ์ของ “ดาวน์บีท” นิตยสารที่น่าเชื่อถือสูงสุดของวงการแจ๊ส ยกย่องให้เธอเป็น “นักร้องหญิงแจ๊สดาวรุ่งแห่งปี” เลยทีเดียว
                ก่อนหน้านั้น เกรทเชน เริ่มเป็นที่รู้จักกันบ้างแล้ว จากการชนะเลิศเวทีประกวด “ธีโลเนียส มังค์ คอมเพทิชั่น” เมื่อปี 2004 ซึ่งปีนั้นเปลี่ยนจากการประกวดเครื่องดนตรีอื่นๆ มาเป็นเวทีสำหรับนักร้องกันบ้าง โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่พร้อมใจเทคะแนนให้เธอ ซึ่งล้วนแต่เป็นคนสำคัญในวงการเพลงทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ควินซี โจนส์, ฟลอรา พูริม, จิมมี สก็อตต์, อัล จาร์โร, ดีดี บริดจ์วอเตอร์ และ เคิร์ท อีลลิง
                ความสำเร็จจากเวทีประกวดครั้งนั้น เปิดประตูของโอกาสให้เธอได้ทำอัลบั้ม ทั้งงานเดี่ยวของตัวเอง และการเป็นนักร้องรับเชิญให้แก่ศิลปินคนนั้นคนนี้มากมายกว่า 50 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2182" title="gretchen4" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2012/02/gretchen4--300x300.jpg" alt="gretchen4" width="300" height="300" /></p>
<p>สำหรับบ้านเรา หากคุณเป็นนักร้องวัย 35 ปี คงไม่วันถูกจัดให้เป็นดาวรุ่ง (Rising Star) อย่างแน่นอน แต่สำหรับสหรัฐอเมริกา เกรทเชน พาร์ลาโต (Gretchen Parlato) เป็นดาวรุ่งที่แวดวงดนตรีกำลังเฝ้ามอง โดยเมื่อเดือนสิงหาคม 2011 ที่ผ่านมา จากโพลล์สำรวจความเห็นนักวิจารณ์ของ “ดาวน์บีท” นิตยสารที่น่าเชื่อถือสูงสุดของวงการแจ๊ส ยกย่องให้เธอเป็น “นักร้องหญิงแจ๊สดาวรุ่งแห่งปี” เลยทีเดียว<span id="more-2179"></span></p>
<p>                ก่อนหน้านั้น เกรทเชน เริ่มเป็นที่รู้จักกันบ้างแล้ว จากการชนะเลิศเวทีประกวด “ธีโลเนียส มังค์ คอมเพทิชั่น” เมื่อปี 2004 ซึ่งปีนั้นเปลี่ยนจากการประกวดเครื่องดนตรีอื่นๆ มาเป็นเวทีสำหรับนักร้องกันบ้าง โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่พร้อมใจเทคะแนนให้เธอ ซึ่งล้วนแต่เป็นคนสำคัญในวงการเพลงทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ควินซี โจนส์, ฟลอรา พูริม, จิมมี สก็อตต์, อัล จาร์โร, ดีดี บริดจ์วอเตอร์ และ เคิร์ท อีลลิง</p>
<p>                ความสำเร็จจากเวทีประกวดครั้งนั้น เปิดประตูของโอกาสให้เธอได้ทำอัลบั้ม ทั้งงานเดี่ยวของตัวเอง และการเป็นนักร้องรับเชิญให้แก่ศิลปินคนนั้นคนนี้มากมายกว่า 50 อัลบั้ม โดยเธอฝากเสียงร้องเอาไว้ในอัลบั้มของศิลปินหลากวัย ตั้งแต่ เคนนี บาร์รอน, เทอร์เรนซ์ บลังชาร์ด ไปจนถึง ไลโอเนล ลูเอเก และ เอสเปอรันซา สปัลดิง</p>
<p>                นี่ยังไม่นับรวมตารางทัวร์แสดงดนตรีในเทศกาลต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งได้รับการเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม แม้กระทั่งศิลปินรุ่นใหญ่ อย่าง เฮอร์บี แฮนค็อก, เวย์น ชอร์เตอร์ จนถึงมือเบส ริชาร์ด โบนา ถึงขนาดยกนิ้วโป้งให้คะแนน 5 ดาวสำหรับผลงานของเธอ เช่นเดียวกันกับที่ครั้งหนึ่ง บีบีซี แห่ง อังกฤษ ยกย่องเธอว่า เป็น “&#8230; ดาวเจิศจรัสเหนือนครลอนดอน &#8230; ดาวดวงหนึ่งได้แจ้งเกิดแล้ว”</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2181" title="gretchen3" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2012/02/gretchen3--283x300.jpg" alt="gretchen3" width="283" height="300" /></p>
<p>                ทว่า กว่าจะมาถึงวันนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายของ เกรทเชน พาร์ลาโต เช่นกัน แม้เธอจะมีคุณพ่อเป็นมือเบสที่เคยอัดเสียงให้ศิลปินระดับตำนานอย่าง แฟรงค์ แซปปา รวมถึงการร่วมงานกับศิลปินคนอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน แถมยังมีคุณปู่เป็นมือทรัมเป็ตในวงบิ๊กแบนด์ยุคสงครามโลก แต่ “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” คนนี้ ก็ยังต้องทำงานหนักเพื่อพิสูจน์ตัวเองให้เป็นที่ยอมรับ<!--more--></p>
<p>                จากแคลิฟอร์เนีย เกรทเชน มุ่งหน้าสู่นครนิวยอร์ก หลังเรียนจบสาขาดนตรีชาติพันธุ์ เธอใฝ่ฝันจะได้เข้าเรียนในหลักสูตรดนตรีพิเศษของสถาบันธีโลเนียส มังค์ ซึ่งปกติเปิดรับเฉพาะนักดนตรีเท่านั้น แล้วในที่สุด เกรทเชนก็ทำลายหลักเกณฑ์เดิมลงเป็นผลสำเร็จ เมื่อเธอเป็นนักร้องคนแรกที่ฝ่าด่านเข้าไปศึกษาต่อในโปรแกรมนี้จนได้</p>
<p>                ด้วยความสามารถในด้านการร้อง ผนวกกับความรู้ด้านทฤษฎี การเรียบเรียงเสียงประสาน และการประพันธ์ดนตรี ทำให้ เกรทเชน ทำงานร่วมกับเพื่อนนักดนตรีรุ่นใหม่แบบ “เคียงบ่าเคียงไหล่” เธอไม่ใช่นักร้องที่เพียงแค่ร้องเท่านั้น แต่ยังมีส่วนในการกำหนดทิศทางของการสร้างสรรค์ การเลือกใช้ส่วนผสมทางดนตรีที่เหมาะสม และนั่นพลอยทำให้บทบาทของเธอก้าวผ่านออกจากเสียงร้องไปสู่ภาพรวมของดนตรีได้ในที่สุด</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2180" title="gretchen2" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2012/02/gretchen2--300x199.jpg" alt="gretchen2" width="300" height="199" /></p>
<p>                อัลบั้ม The Lost and Found เป็นผลงานลำดับที่ 3 ของเธอ ออกภายใต้สังกัด Obliqsound Records โดยมี โรเบิร์ต กลาสเปอร์ ร่วมโปรดิวซ์ และได้ยอดฝีมือดนตรีมาบรรเลงแบบเนียนๆ หลายคน ด้วยแนวทางของดนตรีร่วมสมัยที่อยู่ระหว่างพรมแดนของดนตรีสไตล์ต่างๆ โดยมีกลิ่นอายกระเดียดไปทางป๊อป แต่ก็เป็นป๊อปที่มีชั้นเชิงยากแก่การคาดเดาล่วงหน้า กรุ่นด้วยกลิ่นอายของแจ๊ส, อาร์แอนด์บี, ฟังกี, ลาติน และ อิเล็กทรอนิกา เรียกว่าศิลปินหยิบฉวยทุกสีสันดนตรีมาใช้อย่างไม่ปิดกั้นตัวเอง</p>
<p>                เกรทเชน มีเพลงแต่งเองจำนวนหนึ่ง พร้อมกับหยิบเพลงของเพื่อนๆ มาร้องบรรเลงด้วย นอกจากนั้น เพื่อให้สัดส่วนของเพลงในอัลบั้มมีความหลากหลาย จึงมีเพลงที่มิตรรักแฟนเพลงรู้จักคุ้นเคย เช่นเพลงของศิลปินป๊อป อย่าง ซิมพลี เร็ด ที่ใช้เป็นแทร็คเปิดอัลบั้มในเพลง Holding Back the Years หรือจะเป็นเพลง All That I Can Say ของ แมรี เจ ไบลจ์ จนถึง Juju ของ เวย์น ชอร์เตอร์ และ Blue in Green เพลงของมือเปียโนแจ๊สรุ่นครู บิลล์ อีแวนส์ ที่มีการนำคำร้องมาใส่ และเปลี่ยนโฉมหน้าเพลงให้แตกต่างไปจากเดิม</p>
<p>                ผลลัพธ์ที่ออกมา จึงกลายเป็นอัลบั้มที่คลุกเคล้ากันอย่างดี ผ่านบุคลิกภาพ “เหนือจริง” และ “เหมือนฝัน” ของเธอ เป็นการพาผู้ฟังให้หลุดเข้าไปในโลกส่วนตัวที่ลึกซึ้งและเร้นลับ แต่ขณะเดียวกันก็ให้ความรื่นรมย์ชนิดที่ไม่อยากผละออกมาสัมผัสโลกแห่งความเป็นจริงเท่าใดนัก</p>
<p>                ฟังเผินๆ เสียงร้องของ เกรทเชล พาร์ลาโต ดูเรียบๆ เนียนๆ ไม่โดดเด่นหวือหวา แต่เชื่อไหมว่า เธอมีมนต์สะกดให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและเป็นสุขในเวลาเดียวกัน.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2179/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>David Sanborn/Here &amp; Gone</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2174</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2174#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Feb 2012 03:54:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Reviews]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=2174</guid>
		<description><![CDATA[
                  ที่ผ่านมา นักฟังบ้านเรารู้จักมักคุ้นกับ เดวิด แซนบอร์น ในฐานะศิลปินสมู้ธแจ๊ส ผู้ถ่ายทอดบทเพลงบนชีพจรฟิวชั่นได้หวานหยดย้อย แฟนเพลงที่ฟังเจาะลึกลงอีกหน่อย ย่อมรู้ดีว่า แซนบอร์น ผาดโผนอยู่ในยุทธจักรเพลงมาอย่างโชกโชน เขาเคยเล่นในวงดนตรีบลูส์ โซล แจ๊สเข้มๆ บางครั้งหันไปบรรเลงในสไตล์ลาติน ร็อค กับ ซานตานา
ที่สำคัญ เขามีเซอร์ไพรส์มาฝากแฟนเพลงเป็นระยะๆ
                 อัลบั้ม Here &#38; Gone น่าจะเป็นหนึ่งในผลงานระดับมาสเตอร์พีซของเขา แม้เกือบทั้งหมดจะเป็นเพลงเก่าที่นำมาตีความใหม่ แต่ภายใต้การโปรดิวซ์ของ ฟิล ราโมน ทุกองค์ประกอบในอัลบั้มนี้ดูใหม่สด และเต็มไปด้วยจิตวิญญาณทางดนตรีที่คุณสัมผัสได้
                   ด้วยภาคโปรดักชั่นที่ไม่ธรรมดา ตั้งแต่นักดนตรีที่มีชื่อเสียงระดับแนวหน้า ทั้งในภาคริธึ่มเซคชั่น ไปจนถึงฮอร์นเซ็คชั่น ล้วนแต่เป็นดาวเด่นในวงการทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น คริสเชียน แมคไบรด์, สตีฟ แกดด์, ริคกี ปีเตอร์สัน, ลูว์ โซลอฟฟ์ ฯ เรื่อยไปจนถึงอะเรนจ์เมนต์ที่ประณีตงดงาม จากฝีมือของ กิล โกลด์สไตน์ ที่ถือเป็นเอตทัคคะในด้านนี้
แซนบอร์น เริ่มต้นบรรจงไล่เรียงโน้ตแต่ละตัวของเพลง St.Louis Blues ให้คลี่คลายอย่างลุ่มลึก บนเทมโปที่ช้าลงกว่าปกติ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2175" title="sanborn" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2012/02/sanborn.jpg" alt="sanborn" width="300" height="300" /><br />
                  ที่ผ่านมา นักฟังบ้านเรารู้จักมักคุ้นกับ เดวิด แซนบอร์น ในฐานะศิลปินสมู้ธแจ๊ส ผู้ถ่ายทอดบทเพลงบนชีพจรฟิวชั่นได้หวานหยดย้อย แฟนเพลงที่ฟังเจาะลึกลงอีกหน่อย ย่อมรู้ดีว่า แซนบอร์น ผาดโผนอยู่ในยุทธจักรเพลงมาอย่างโชกโชน เขาเคยเล่นในวงดนตรีบลูส์ โซล แจ๊สเข้มๆ บางครั้งหันไปบรรเลงในสไตล์ลาติน ร็อค กับ ซานตานา<br />
ที่สำคัญ เขามีเซอร์ไพรส์มาฝากแฟนเพลงเป็นระยะๆ<span id="more-2174"></span><br />
                 อัลบั้ม Here &amp; Gone น่าจะเป็นหนึ่งในผลงานระดับมาสเตอร์พีซของเขา แม้เกือบทั้งหมดจะเป็นเพลงเก่าที่นำมาตีความใหม่ แต่ภายใต้การโปรดิวซ์ของ ฟิล ราโมน ทุกองค์ประกอบในอัลบั้มนี้ดูใหม่สด และเต็มไปด้วยจิตวิญญาณทางดนตรีที่คุณสัมผัสได้<br />
                   ด้วยภาคโปรดักชั่นที่ไม่ธรรมดา ตั้งแต่นักดนตรีที่มีชื่อเสียงระดับแนวหน้า ทั้งในภาคริธึ่มเซคชั่น ไปจนถึงฮอร์นเซ็คชั่น ล้วนแต่เป็นดาวเด่นในวงการทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น คริสเชียน แมคไบรด์, สตีฟ แกดด์, ริคกี ปีเตอร์สัน, ลูว์ โซลอฟฟ์ ฯ เรื่อยไปจนถึงอะเรนจ์เมนต์ที่ประณีตงดงาม จากฝีมือของ กิล โกลด์สไตน์ ที่ถือเป็นเอตทัคคะในด้านนี้<br />
แซนบอร์น เริ่มต้นบรรจงไล่เรียงโน้ตแต่ละตัวของเพลง St.Louis Blues ให้คลี่คลายอย่างลุ่มลึก บนเทมโปที่ช้าลงกว่าปกติ เมื่อผสานกับกลุ่มฮอร์นเซ็คชั่นที่กดทับน้ำหนักความจัดจ้านของโทนคัลเลอร์ลง ก่อให้เกิดความรู้สึกมลังเมลือง<br />
                เพลงนี้มีรายละเอียดให้ค้นหาตลอดเวลา อย่าลืมฟังบทสนทนาระหว่างแซ็กของ แซนบอร์น กับทรัมเป็ตของ วอลเลซ โรนีย์ ผ่านแพทเทิร์น Call &amp; Response ในช่วงท้าย<br />
Brother Ray เป็นเพลงของ มาร์คัส มิลเลอร์ เพื่อนเก่าของ แซนบอร์น แต่งขึ้นด้วยความระลึกถึง เรย์ ชาร์ลส์ ศิลปินนัยน์ตาพิการที่จากไป โดยมี ดิเร็ค ทรัคส์ มาฝากเสียงกีตาร์ที่เปรี้ยวซ่าอย่างพอเหมาะ ขณะที่ I&#8217;m Gonna Move To The Outskirts Of Town ได้แขกรับเชิญรุ่นใหญ่จากอังกฤษ อย่าง เอริค แคลปตัน มาร่วมร้องและบรรเลงกีตาร์อย่างสละสลวยและเป็นธรรมชาติในสไตล์บลูส์-สวิง<br />
                นอกจาก St.Louis Blues แล้ว ในอัลบั้มนี้ยังมีเพลงเก่าแก่ อย่าง Basin Street Blues (1928) ของ สเปนเซอร์ วิลเลียมส์ ที่พาผู้ฟังย้อนกลับไปสู่โลกเมื่อครั้งอดีต แต่ด้วยมุมมองร่วมสมัยผ่านการเรียบเรียงให้กระเดียดไปทาง “คูล” ให้แตกต่างจากเวอร์ชั่น “สวิง” ของศิลปินอย่าง หลุยส์ อาร์มสตรอง หรือ เบนนี กูดแมน<br />
แซนบอร์น มีนักแซ็กอย่าง แฮงก์ ครอว์ฟอร์ด ศิลปินชาวเมืองเมมฟิส เป็นแรงบันดาลใจ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะหยิบ Stoney Lonesome เพลงของ แฮงก์ มาบรรเลงอย่างหนักแน่น ความโดดเด่นของเพลงนี้อยู่ตรงภาคริธึ่มเซคชั่น โดย คริสเชียน แมคไบรด์ และ สตีฟ แกดด์ ขับเคลื่อนเพลงไปอย่างพลิ้วไหว เต็มด้วยพลัง สลับด้วยริฟฟ์แน่นๆ จากกลุ่มฮอร์น เซคชั่น<br />
               ในช่วงกลางของเพลง แอนโธนี วิลสัน มือกีตาร์อีกคนที่โด่งดังจากการเล่นในวงของ ไดอานา ครอลล์ ยังฝากเม็ดโซโลอิมโพรไวเซชั่นได้อย่างเฉียบคมเช่นเคย<br />
นอกจาก Stoney Lonesome ในอัลบั้มมีเพลงในมูดใกล้ๆ กันอย่าง Please Send Me Someone to Love เพลงอมตะของ เพอร์ซี เมย์ฟิลด์ ที่ศิลปินบลูส์นิยมนำมาร้องเสมอๆ จนถึงทุกวันนี้ สำเนียงแซ็กของ แซนบอร์น ลื่นไหลไปในลีลาที่แตกต่าง และตรงข้ามกับฟีลนิ่งๆ ที่เขาถนัด ใน What Will I Tell My Heart อันเป็นตัวอย่างของเพลงที่ลงตัวสูง ระหว่างทางแซ็กกับเสียงครางเบาๆ จากฮอร์นเซคชั่น<br />
               แขกรับเชิญอีกรายของ แซนบอร์น ในอัลบั้มนี้ คือสาวสวยผิวขาวชาวอังกฤษ เจ้าของเสียงร้องโซลแบบคนผิวสี เธอคือ จอสส์ สโตน กับเพลง I Believe To My Soul เพลงเก่าของ เรย์ ชาร์ลส์ ด้วยลีลาที่สะกดคนฟังได้ทันทีตั้งแต่โน้ตแรก เช่นเดียวกันกับสำเนียงการร้องขุ่นๆ สากๆ แต่เข้มถึงใจของ แซม มัวร์ กับเพลง I&#8217;ve Got News For You ในสไตล์บัลลาดบลูส์<br />
               นับจากอัลบั้ม Another Hand และ Time Again ผมคิดว่า Here &amp; Gone คือด้านลึกซึ้งของ เดวิด แซนบอร์น ที่คอเพลงแจ๊สแท้ๆ ไม่พึงมองข้าม ส่วนใครที่เคยติดใจกับสำเนียงหวานๆ ของ แซนบอร์น อัลบั้มนี้ย่อมให้ประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป &#8230; เพราะศิลปินคนหนึ่งมักมีตัวตนและแง่มุมหลายด้านให้เราสัมผัสเสมอๆ</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2175" title="sanborn" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2012/02/sanborn.jpg" alt="sanborn" width="300" height="300" /></p>
<p>Here &amp; Gone : St. Louis Blues ; Brother Ray ; I&#8217;m Gonna Move To The Outskirts Of Town ; Basin Street Blues ; Stoney Lonesome ; I Believe To My Soul ; What Will I Tell My Heart? ; Please Send Me Someone To Love ; I&#8217;ve Got News For You<br />
Personnel : David Sanborn, alto saxophone ; Eric Clapton , vocals (3), guitar (3) ; Joss Stone , vocals (6) ; Sam Moore , vocals (9) ; Christian McBride , bass ; Steve Gadd , drums ; Russell Malone , guitar ; Derek Trucks , guitar (2) ; Anthony Wilson , guitar solo (5) ; Ricky Peterson , Hammond B3 (2, 6, 8, 9) ; Gil Goldstein , keyboards (1, 2, 4, 6, 8), Hammond B3 (2) ; Howard Johnson , baritone sax ; Charles Pillow , bass clarinet (1-4, 6, 9) ; John Moses , bass clarinet (5, 7, <img src='http://www.bangkokjazzlife.com/wp-includes/images/smilies/icon_cool.gif' alt='8)' class='wp-smiley' /> ; Mike Davis , tenor trombone ; Lou Marini , tenor sax ; Keyon Harrold , trumpet ; Lew Soloff , trumpet (1, 4, 6, 9) ; Wallace Roney , trumpet solo (1)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2174/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

