<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>BangkokJazzLife.com &#187; JazzLife Editor</title>
	<atom:link href="http://www.bangkokjazzlife.com/archives/author/jazzlife-editor/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.bangkokjazzlife.com</link>
	<description>The Best Companion for Thai Jazz Society</description>
	<lastBuildDate>Fri, 30 Jul 2010 03:45:07 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>บัด แชงค์ ร่วมบุกเบิกดนตรี West Coast Jazz</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1599</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1599#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Jul 2010 03:36:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=1599</guid>
		<description><![CDATA[
          West Coast Jazz เป็นรูปแบบดนตรี ซึ่งพัฒนาจากกลุ่มนักดนตรีที่ตั้งรกรากอยู่ในนครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ช่วงทศวรรษ 1950 เป็นกระแสแจ๊สอันชวนรื่นรมย์แห่งยุค “คูล” (Cool)
         “เวสต์ โคสต์แจ๊ส” หรือดนตรี “แจ๊สแบบชายฝั่งตะวันตก” ของสหรัฐ ส่วนใหญ่บรรเลงโดยนักดนตรีอาชีพที่มีงานประจำในห้องบันทึกเสียง แบ่งเวลาส่วนหนึ่งออกแสดงฝีมือต่อสาธารณชน ณ จุดศูนย์รวมที่ “ไลท์เฮ้าส์” คลับ แถวชายหาดเฮร์โมซา และ “เฮก” (Haig) ในนครลอสแอนเจลิส โดยมากงานของพวกเขาเป็นงานในห้องบันทึกเสียง งานอัดเสียง แสวงหาแหล่งข้อมูลใหม่เกี่ยวกับแจ๊ส บริหารด้วยทักษะอันสูงส่ง
         แจ๊สแบบ “เวสต์โคสต์” เกิดขึ้นคล้ายกับดนตรี “บีบ็อพ” ผิดกันตรงที่นักดนตรีนัดรวมตัวกันเพื่อจะแสดงฝีไม้ลายมือหลังงานประจำ แต่เป็นพวกนักดนตรีอาชีพที่เลิกจากงานแสดงตามบาร์หรือคลับและเป็นนักดนตรีผิวสี
          ความแตกต่างกับ “บีบ็อพ”ที่ชัดเจนคือดนตรีแจ๊สแบบ “เวสต์โคสต์” มักอิงหลักการประสานเสียงแบบดนตรียุโรปและใช้เทคนิคบางอย่างเช่นการสร้างทำนองสัมพันธ์ (counterpoint) ใช้เครื่องดนตรีที่ใช้ในวงออร์เคสตรา ที่น่าสังเกตส่วนมากเป็นนักดนตรีผิวขาว
          นักดนตรีและนักแต่งเพลงที่โดดเด่นในกลุ่มดนตรี “เวสต์โคสต์” อาทิ ชอร์ที รอเจอร์ส เจอร์รี มัลลิแกน อาร์ต เพพเพอร์ จิมมี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1602" title="BudShank3" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/BudShank3.jpg" alt="BudShank3" width="235" height="305" /><br />
          West Coast Jazz เป็นรูปแบบดนตรี ซึ่งพัฒนาจากกลุ่มนักดนตรีที่ตั้งรกรากอยู่ในนครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ช่วงทศวรรษ 1950 เป็นกระแสแจ๊สอันชวนรื่นรมย์แห่งยุค “คูล” (Cool)<br />
         “เวสต์ โคสต์แจ๊ส” หรือดนตรี “แจ๊สแบบชายฝั่งตะวันตก” ของสหรัฐ ส่วนใหญ่บรรเลงโดยนักดนตรีอาชีพที่มีงานประจำในห้องบันทึกเสียง แบ่งเวลาส่วนหนึ่งออกแสดงฝีมือต่อสาธารณชน ณ จุดศูนย์รวมที่ “ไลท์เฮ้าส์” คลับ แถวชายหาดเฮร์โมซา และ “เฮก” (Haig) ในนครลอสแอนเจลิส โดยมากงานของพวกเขาเป็นงานในห้องบันทึกเสียง งานอัดเสียง แสวงหาแหล่งข้อมูลใหม่เกี่ยวกับแจ๊ส บริหารด้วยทักษะอันสูงส่ง<br />
         แจ๊สแบบ “เวสต์โคสต์” เกิดขึ้นคล้ายกับดนตรี “บีบ็อพ” ผิดกันตรงที่นักดนตรีนัดรวมตัวกันเพื่อจะแสดงฝีไม้ลายมือหลังงานประจำ แต่เป็นพวกนักดนตรีอาชีพที่เลิกจากงานแสดงตามบาร์หรือคลับและเป็นนักดนตรีผิวสี<span id="more-1599"></span><br />
          ความแตกต่างกับ “บีบ็อพ”ที่ชัดเจนคือดนตรีแจ๊สแบบ “เวสต์โคสต์” มักอิงหลักการประสานเสียงแบบดนตรียุโรปและใช้เทคนิคบางอย่างเช่นการสร้างทำนองสัมพันธ์ (counterpoint) ใช้เครื่องดนตรีที่ใช้ในวงออร์เคสตรา ที่น่าสังเกตส่วนมากเป็นนักดนตรีผิวขาว<br />
          นักดนตรีและนักแต่งเพลงที่โดดเด่นในกลุ่มดนตรี “เวสต์โคสต์” อาทิ ชอร์ที รอเจอร์ส เจอร์รี มัลลิแกน อาร์ต เพพเพอร์ จิมมี จิฟฟรี เชลลี แมนน์ คาร์ล เพอร์กินส์ บัด แชงค์&#8230; นักดนตรีบางคนจากวง สแตน เคนตัน และ วง วูดี้ เฮอร์แมน<br />
          ความจริงบัด แชงค์ ไม่ใช่ชาวแคลิฟอร์เนีย พื้นเพเดิมเป็นชาวโอไฮโอ เกิดที่เดย์ตัน เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 1926 ชื่อจริงคือ คลิฟฟอร์ด เอเวอเรตต์ แชงค์ มีชื่อเล่นตั้งแต่วัยเด็กว่า “บัด” ต่อมาจึงใช้ชื่อว่า บัด แชงค์ บัดเคยเปรยกับลินดาภรรยาว่า เขาเกลียดชื่อ “คลิฟฟอร์ด”<br />
          บัด แชงค์ เติบโตในฟาร์มชนบทไม่มีไฟฟ้าและประปาใช้ เรียนคลาริเน็ต เมื่ออายุ 10 ปี ผ่านไปเพียง 4 สัปดาห์ ได้ร่วมกิจกรรมดนตรีของโรงเรียน ออกแสดงต่อหน้าสาธารณชน เมื่อได้ยินเสียงคลาริเน็ตของเบนนี กู๊ดแมน และ อาร์ที ชอว์ ทำให้เขาอยากเป็นนักดนตรีอาชีพ จากนั้นสองปีหันไปเล่นเทเนอร์แซ็กโซโฟน<br />
          บัดเข้าเรียนวิชาเอกดนตรีและธุรกิจที่มหาวิทยาลัยนอร์ทเคโรไลนา เรียนแค่สองปีลาออกในปี 1946 บัดยืมเงินพ่อเพื่อซื้อฟลูตมาเป่า เขาอาศัยเพื่อนนักเปียโนที่ขับรถจากนิวยอร์กไปยังแคลิฟอร์เนีย เช่าห้องอยู่กับทหารเกณฑ์ที่ได้รับทุนมาเรียนเป่าฟลูตในเมือง แอล.เอ. เมื่อเพื่อนร่วมห้องกลับมาถึงห้องพักก็จะบอกทุกอย่างที่ครูสอนแก่บัด ทั้งสองคนซ้อมด้วยกัน นี่แหละเป็นบทเรียนฟลูตบทแรกของบัด จนในที่สุดกลายเป็นนักฟลูต ทั้งคลาสสิกและแจ๊สชั้นยอด<br />
          ปลายปีเดียวกันนี้บัดกลับไปนครนิวยอร์ก ได้งานเล่นกับวงชาร์ลี บาร์เนต อยู่กับชาร์ลี บาร์เนต จนถึงปี 1948 ปีถัดมากลับไปอยู่แอล.เอ.เล่นกับวงขนาดเล็กที่มี อัล วิโอลา นักกีตาร์เป็นหัวหน้าวง ต่อจากนั้นเข้าไปเล่นในวงสแตน เคนตัน เป็นวงขนาด 40 เครื่อง เป็นครั้งแรกที่บัดต้องผ่านการทดสอบฝีมือ ในวงต้องการนักแซ็กโซโฟนที่เป่าฟลูตได้ด้วย บัดเล่นในตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มอัลโตแซ็กโซโฟน ไม่ใช่โซโลอิสต์ ซึ่งมีอาร์ต เพพเพอร์เป็นโซโลอิสต์ของวงอยู่แล้ว ช่วงนี้เองบัดเลิกเป่าเทเนอร์แซ็กโซโฟน<br />
          สำหรับผลงานของวง สแตน เคนตัน บัด แชงค์ ชอบฟังงานเรียบเรียงดนตรีที่มีแนวคิดร่วมสมัยของบิลล์ โฮลแมน เป็นผลงานบิ๊กแบนด์ดีที่สุดเท่าที่เคยฟังมา ทั้งเขียน ทั้งบรรเลงได้ดีเยี่ยม ดีกว่าผลงานอื่นเท่าที่วงสแตน เคนตัน เคยมีมา<br />
          บัดออกจากวงสแตน เคนตัน เนื่องจากได้รับหมายให้เข้าประจำการในนาวิกโยธิน อยู่แค่ 6 สัปดาห์ก็ถูกปลดออก เพราะตาเข หรือตาเหล่ตั้งแต่เกิด ทางกองทัพไม่ต้องการคนตาเดียวอย่างเขา แม้ภายหลังจะมีการผ่าตัด แต่ก็ไม่ช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น เวลาโซโลต้องก้มมองดูพื้น แทนที่จะมองคนดู ปัญหาเรื่องสายตาทำให้บัดต้องปรับปรุงวิธีการเล่นดนตรี<br />
บัดกลับไปเล่นกับวง ชาร์ลี บาร์เนต สองสามเดือน เหตุที่อยากอยู่แถวแอล.เอ. บัดไปเล่นกับวงอาร์แอนด์บี เล่นเพลงประเภท “จิพเทอร์บัก” (Jitterbug) เป็นสิ่งดีที่สุดสำหรับบัด อยากเป็น “โซโลอิสต์” ในวงสแตน เคนตัน จนแล้วจนรอดไม่มีโอกาสได้เป็นสักที เป็นได้แค่อัลโตหนึ่งคือ เป่านำเท่านั้น บัดหันกลับไปเป่าเทเนอร์แซ็กโซโฟน<br />
         บัดวัย 26 เล่นในวง จอร์จ เรดแมน เป็นวงบรรเลงเพลงเต้นรำจำพวก “จิทเทอร์บัก” ในวงมีนักดนตรีฝีมือดีอย่าง เมย์นาร์ด เฟอร์กูสัน บิลล์ เพอร์กิน เล่นสัปดาห์ละ 5 วัน ตอนนี้บัดได้เล่นโซโลสมใจอยากที่ “ไลท์เฮ้าส์” บัดเล่นกับวง เฮาเวอร์ด รัมซีย์ เป็นแหล่งรวมนักดนตรีหัวสมัยใหม่ในแอล.เอ.เขาร่วมกับ ชอร์ที รอเจอร์ นักทรัมเป็ต นักเรียบเรียงดนตรีฝีมือดีตั้งวง “ชอร์ที รอเจอร์สไจแอนต์ส” ได้งานเล่นกับ เชลลี แมนน์ เจอร์รี มัลลิแกน เชต เบเกอร์ และนักร้อง จูน คริสตี</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1600" title="budshank1" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/budshank1.jpg" alt="budshank1" width="314" height="225" /><br />
         ปี 1954 บัด แชงค์ เล่นบันทึกแผ่นเสียงให้กับ “แปซิฟิกแจ๊ส” เช่นแผ่นชุด Bud Shank with Shorty Rogers; Bud Shank and Bill Perkins ช่วงเดียวกันบัดร่วมทำวงกับนักแซ็กโซโฟนอีกสองคนคือ บ็อบ คูเพอร์ บิลล์ เพอร์กินส์ และนักร้อง จูน คริสตี ภรรยาของ บ็อบ คูเพอร์ ออกตระเวนแสดงทั้งยุโรปและแอฟริกา ทำให้บัด แชงค์ เป็นที่รู้จักของแฟนแจ๊สกว้างขวางขึ้น<br />
         ปี 1953 บัด แชงค์ กับเลารินโด อัลเมดา นักกีตาร์ชาวบราซิล ผู้นำเอากีตาร์คลาสสิกมาเล่นในวง สแตน เคนตัน เป็นครั้งแรก ในสหรัฐ พร้อมแฮร์รี บาบาซิน และ รอย ฮาร์ต นำเอาเพลงพื้นเมืองของบราซิลมาบรรเลงแบบแจ๊ส หลังจากนั้น 5 – 6 ปี อัดเพลงแบบเดียวกันอีก 2 ชุด แนวดนตรีมีลักษณะเดียวกับดนตรีที่ต่อมาเรียกว่า “บอสซา โนวา” ก่อนที่ สแตน เกซ และ ชาร์ลี เบิร์ด จะนำเสนอจนฮิตสุดๆ ในสหรัฐและแพร่หลายไปทั่วโลก<br />
 <img class="aligncenter size-full wp-image-1601" title="budshank2" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/budshank2.jpg" alt="budshank2" width="220" height="293" /></p>
<p>        ปี 1974 บัด แชงค์กับเลารินโด อัลเมดา มาจับมือกันอีกครั้ง ร่วมก่อตั้งวง L.A.Four โดยดึงเอาเรย์ บราวท์นักเบสฝีมือเยี่ยมและชัค ฟลอเรสนักกลองที่เคยร่วมงานกับบัดมาก่อน เริ่มเซ็นสัญญาอัดแผ่นกับ“คองคอร์ด”ประเดิมชุดแรก The L.A. Four Scores! บัด แชงค์ เป่าทั้ง<br />
อัลโตแซ็กโซโฟนและฟลูต ส่วนเลารินโด เล่นกีตาร์คลาสสิก เรย์ บราวน์เล่นดับเบิลเบส แนวดนตรีมี บอสซา โนวา, แซมบ้า ลีลาบราซิเลียน สำหรับ คูล “บ็อพ”และเพลง “บัลลาด”&#8230;ไพเราะ น่าฟัง<br />
        อัลบั้มที่ได้รับความนิยมมากคือชุด Concierto de Aranjuez; Watch What Happens; The Live at Montreux; Montage… แผ่นชุดสุดท้าย Executive Suite ที่อัดเมื่อกลางปี 1982 วง “แอล.เอ.4” อัดแผ่นกับ “คองคอร์ด” ประมาณ 10 ชุด<br />
        ตลอดระยะเวลา 10 ปี L.A. Four เปลี่ยนนักกลองจากชัค ฟลอเรส เป็น เชลลี แมนน์ และคนสุดท้ายที่อยู่กับวงนานที่สุด คือ เจฟฟ์ แฮมิตัน<br />
บัด แชงค์ นอกจากมีผลงานร่วมบรรเลงกับวงประเภทต่างๆ ตั้งแต่วงป๊อป ไปจนถึงวงซิมโฟนี เคยอัดแผ่นกับราวี ชังการ์ นักซีตาร์ชาวอินเดีย ชุด Improvisation โซโลฟลูตเพลง California Dreamin’ กับวงมามาส์แอนด์ปาปาส์&#8230;<br />
        ระยะหลังบัด แชงค์ เลิกเป่าฟลูต เล่นอัลโตแซ็กโซโฟนเพียงเครื่องเดียว เหตุผลคือต้องการแสดงศักยภาพทางดนตรีได้เต็มที่ บัด แชงค์ สิ้นลมที่บ้านในทูซ์สัน รัฐแอริโซนา วันที่ 2 เมษายน 2009&#8230;&#8230;&#8230;.บทความโดย ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ</p>
<p> </p>
<p><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="480" height="385" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/oKVvbVjpPKo&amp;hl=en_US&amp;fs=1" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="480" height="385" src="http://www.youtube.com/v/oKVvbVjpPKo&amp;hl=en_US&amp;fs=1" allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always"></embed></object></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1599/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มิเชล กามิโล ทริโอแห่งแคริบเบียน</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1594</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1594#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 28 Jul 2010 02:08:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Reviews]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=1594</guid>
		<description><![CDATA[
เสียงเปียโนของ มิเช กามิโล เหมาะสำหรับคนชื่นชอบลีลาการบรรเลงแบบ “มากพลัง” เพราะในเพลงที่มีจังหวะเร็วหรืออัพเทมโปนั้น มิเชล พรมพรายนิ้วลงบนคีย์บอร์ดออกมาเป็นตัวโน้ตที่พรางพรู ราวกับ ออสการ์ ปีเตอร์สัน ในภาคลาตินแจ๊ส ขณะที่ในเพลงเนิบช้า แนวการวอยซิ่งเปียโนของเขาก็เผยให้เห็นอิทธิพลของนักเปียโนคนอื่นๆ เช่นกัน
            เขาได้รับอิทธิพลจากผลงานของนักเปียโนชั้นครู อย่าง ออสการ์ ปีเตอร์สัน, แมคคอย ไทเนอร์, ชิค คอเรีย, คีธ จาร์เรทท์ และ เออร์รอล การ์เนอร์ นักวิจารณ์ต่างยกย่องว่า มิเชล กามิโล มีทักษะการเล่นดนตรีในระดับดีเยี่ยม สามารถเล่นได้หลากหลายสไตล์ และเข้าถึงรูปแบบดนตรีชนิดต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้ง
            มิเชล กามิโล เกิดที่ ซานโต โดมิงโก ในประเทศสาธารณรัฐ โดมินิกัน เขาเริ่มแต่งเพลงเมื่ออายุ 5 ขวบ เริ่มต้นจากการเล่นแอคคอร์เดียน ก่อนหันไปฝึกเปียโนเมื่ออายุ 9 ขวบ มิเชล ใช้เวลาเรียนดนตรีอยู่ในสถาบันดนตรีแห่งชาติเป็นเวลา 13 ปี ก่อนจะได้รับการบรรจุเป็นสมาชิกวงออร์เคสตราแห่งชาติ
            ด้วยความรักในเสียงดนตรีแจ๊สนั่นเอง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1596" title="camilo2" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/camilo2.jpg" alt="camilo2" width="235" height="235" /></p>
<p>เสียงเปียโนของ มิเช กามิโล เหมาะสำหรับคนชื่นชอบลีลาการบรรเลงแบบ “มากพลัง” เพราะในเพลงที่มีจังหวะเร็วหรืออัพเทมโปนั้น มิเชล พรมพรายนิ้วลงบนคีย์บอร์ดออกมาเป็นตัวโน้ตที่พรางพรู ราวกับ ออสการ์ ปีเตอร์สัน ในภาคลาตินแจ๊ส ขณะที่ในเพลงเนิบช้า แนวการวอยซิ่งเปียโนของเขาก็เผยให้เห็นอิทธิพลของนักเปียโนคนอื่นๆ เช่นกัน</p>
<p>            เขาได้รับอิทธิพลจากผลงานของนักเปียโนชั้นครู อย่าง ออสการ์ ปีเตอร์สัน, แมคคอย ไทเนอร์, ชิค คอเรีย, คีธ จาร์เรทท์ และ เออร์รอล การ์เนอร์ นักวิจารณ์ต่างยกย่องว่า มิเชล กามิโล มีทักษะการเล่นดนตรีในระดับดีเยี่ยม สามารถเล่นได้หลากหลายสไตล์ และเข้าถึงรูปแบบดนตรีชนิดต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้ง</p>
<p>            มิเชล กามิโล เกิดที่ ซานโต โดมิงโก ในประเทศสาธารณรัฐ โดมินิกัน เขาเริ่มแต่งเพลงเมื่ออายุ 5 ขวบ เริ่มต้นจากการเล่นแอคคอร์เดียน ก่อนหันไปฝึกเปียโนเมื่ออายุ 9 ขวบ มิเชล ใช้เวลาเรียนดนตรีอยู่ในสถาบันดนตรีแห่งชาติเป็นเวลา 13 ปี ก่อนจะได้รับการบรรจุเป็นสมาชิกวงออร์เคสตราแห่งชาติ<span id="more-1594"></span></p>
<p>            ด้วยความรักในเสียงดนตรีแจ๊สนั่นเอง เป็นสาเหตุให้เขาตัดสินใจออกจากบ้านเกิดเพื่อค้นหาประสบการณ์ในโลกดนตรีที่สหรัฐอเมริกา โดยในปี ค.ศ.1979 มิเชล และภรรยาย้ายมาพำนักในนิวยอร์ก เพื่อเรียนต่อที่ แมนส์ คอลเลจ และ จูลลิอาร์ด สกูล</p>
<p>            มิเชล มีโอกาสเล่นกับ  ติโต ปูเอนเต ราชาเพลงซัลซา ตามด้วยนักแซ็กโซโฟน ปากวิโต ดี&#8217;ริเวอรา ก่อนจะก้าวมาทำงานเดี่ยวของตัวเอง ซึ่งมีแนวทางหลากหลาย ตั้งแต่แจ๊สไปจนถึงคลาสสิก</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1595" title="camilo" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/camilo.jpg" alt="camilo" width="270" height="407" /></p>
<p>            สำหรับ <strong>Spirit of the Moment</strong> เป็นผลงานที่ มิเชล หวนคืนสู่ลักษณะการประสมวงแบบ ทริโอ ที่เขาถนัด โดยนอกจาก Live at the Blue Note แล้ว ก่อนหน้านั้น มิเชล เคยมีอัลบั้มทริโอออกมา อย่างอัลบั้ม Triangulo ในแบบ &#8220;เปียโน-เบส-กลอง&#8221; เล่นกับ แอนโธนี แจ็กสัน (Anthony Jackson) และ ฮอราซิโอ &#8220;เอล เนโกร&#8221; เฮอร์นานเดซ (Horacio el Negro Hernandez ) มือกลองชาวคิวบา ที่เคยร่วมงานกับ สตีฟ ทอร์เร</p>
<p>            ในอัลบั้มนี้ มิเชล ได้ <strong>ชาร์ลส์ ฟลอเรส</strong> (Charles Flores) ทำหน้าที่มือเบส โดย ชาร์ลส์ ร่วมงานกับ มิเชล อย่างแข็งขันมานานหลายปี ส่วน <strong>แดฟนิส พรีโต</strong> (Dafnis Prieto) เป็นมือกลองคนใหม่</p>
<p>            ดังที่ มิเชล ตั้งข้อสังเกตไว้ ทั้ง ชาร์ลส์ และ แดฟนิส ล้วนเป็นชาวคิวบันด้วยกันทั้งคู่ ขณะที่ตัวเขาเองมาจากสาธารณรัฐ โดมินิกัน (Dominican Republic) ดังนั้น ทั้งสามจึงสนทนากันด้วยภาษาแห่งคาบสมุทรแคริบเบียน ช่วยกันแต่งเติมแง่มุมทางดนตรีจากชีวิตและประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป</p>
<p>            “ชาร์ลส์ เปิดทางให้ผมกลับมาทำงานกับอะคูสติคเบส และใช้ (เทคนิคการบรรเลงด้วยคันชัก) อาร์โกเบสเป็นครั้งแรกในดนตรีของผม (ลองฟังในเพลง Me Secret Place) เขายกสะพานพาดสาย เพื่อเพิ่มแรงกระทบของสาย เขาสวิงอย่างหนัก และการสีของเขาไร้ที่ติจริง” มิเชล กล่าวพร้อมเสริมต่อว่า</p>
<p>            “แดฟนิส ซึ่งมาจากคิวบาเหมือนกัน มีประสบการณ์การเล่นอย่างโชกโชน รวมถึงความรู้ในเรื่องของจังหวะที่เขาได้รับสมัยเล่นกับ สตีฟ โคลแมน เขานำฉาบและไม้ตีชนิดต่างๆ มาใช้ในเซสชั่นนี้ เขาฟังในสิ่งที่เรากำลังมุ่งหน้าไปและช่วยทำให้มันผลิบานยิ่งขึ้นจากจินตนาการของเขา ทั้งเขาและชาร์ลส์ ต่างเป็นนักประพันธ์ดนตรี ซึ่ง(คุณสมบัตินี้)มีส่วนช่วยให้พวกเขาเข้าใจสถาปัตยกรรมของดนตรีดียิ่งขึ้น”</p>
<p>            ในมุมมองของ มิเชล กามิโล ผลลัพธ์ที่คลี่คลายออกมาเป็นอัลบั้ม Spirit of the Moment ถือเป็นแลนมาร์คทางดนตรีของเขาเลยทีเดียว เพราะมันเกี่ยวข้องกับรากเหง้าของเขา, อิทธิพลทางดนตรีที่เขาได้รับ และการก้าวไปเบื้องหน้าของวงทริโอ ดังที่เขาบอกกล่าวแก่ บ๊อบ บลูเมนธัล เอาไว้ในไลเนอร์โน้ตของอัลบั้มนี้</p>
<p>            ก่อนบันทึกเสียงที่ อวาตาร์ สตูดิโอ ในมหานครนิวยอร์ก สมาชิกทั้ง 3 ของวงทริโอ ผ่านประสบการณ์เล่นดนตรีสดด้วยกันมาเกือบตลอดการทัวร์ปี ค.ศ.2006 พวกเขามีการแสดง 42 ครั้ง ในจำนวนนี้เป็นคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบ 4 หน แต่ส่วนมากเป็นงานตามคลับแจ๊สต่างๆ ที่เปิดทางให้เห็นปฏิกิริยาของคนฟังอย่างใกล้ชิด</p>
<p>            และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการวางองค์ประกอบของเพลงขึ้นเป็นอัลบั้ม โดย มิเชล แต่งเพลงใหม่ 8 เพลง และอะเรนจ์เพลงเก่า 4 เพลง จากนั้นฝากให้เพื่อนในวงด้วยระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ก่อนเดินเข้าสตูดิโอ ด้วยแนวคิดที่ต้องการให้ผลลัพธ์คลี่คลายออกมาสมดังชื่ออัลบั้มนั่นเอง</p>
<p>            มิเชล มอง Spirit of the Moment เหมือนหนังสือ แบ่งออกเป็นบท (Chapter) ต่างๆ โดยมีโครงสร้างเป็น 3 ส่วน (Part) แต่ละส่วนประกอบด้วน 4 บทย่อย รวมเป็น 12 แทร็คพอดี</p>
<p>            ส่วนแรกเป็นบทเพลงที่สะท้อนถึงรากเหง้าของความเป็น แอโฟร-แคริบเบียน ประกอบด้วยเพลง Just Now, My Secret Place, Spirit of the Moment และ Repercussions ทั้งหมดนี้เป็นงานประพันธ์ขึ้นใหม่ของ มิเชล</p>
<p>            Just Now เป็นบลูส์ในบริบทของลาติน ดังที่มีการเปรียบเปรยว่าคล้ายๆ นิวออร์ลีนส์ ปะทะกับแคริบเบียน ส่วน My Secret Place เป็นเพลงบัลลาดที่มีทำนองท้องถิ่นอันงดงาม เสียงดับเบิลเบสของ ชาร์ลส์ ฟลอเรส ลากคันชักอย่างเรียบเนียนให้ความต่อเนื่องของเสียงอย่างน่าทึ่ง ช่วงกลางของเพลงมีไดนามิคเพิ่มขึ้น เพื่อให้ มิเชล โซโลเปียโนอย่างเต็มที่</p>
<p>            Spirit of the Moment ดูเหมือนจะวางโครงสร้างง่ายๆ ด้วยแพทเทิร์นของกลอง เปิดโอกาสให้นักดนตรีทั้งสามตอบสนองกันอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ทางฮาร์มอนีที่พัฒนาขึ้น ให้ซาวด์ที่ถือว่าไม่ธรรมดาเลย ส่วน Repercussions เป็นสัดส่วนจังหวะของลาตินที่เข้มข้นและซับซ้อนขึ้น</p>
<p>            ตามด้วยส่วนที่ 2 เผยให้เห็นรากฐานของดนตรีแจ๊สที่ได้รับมา คือเพลงอย่าง Nefertiti เพลงของ เวย์น ชอร์เตอร์, Nardis เพลงของ ไมล์ส เดวิส , Trilogy และ Giant Steps เพลงของ จอห์น โคลเทรน</p>
<p>            Nefertiti และ Nardis เป็นแจ๊สที่มีการจัดวรรคตอนและสัดส่วนจังหวะใหม่ พร้อมกลิ่นอายสแปนิช ขณะที่ Giant Steps ไปไกลกว่าเวอร์ชั่นดั้งเดิมของ โครเทรน ตั้งแต่การดีไซน์บีทแบบฟังกี และไลน์เปียโนที่หมุนวน ด้วยแนวทางเดินคอร์ดที่ซับซ้อนหากท้าทายการฟังเป็นอย่างยิ่ง</p>
<p>            ส่วนสุดท้าย เป็นตัวแทนของการสังเคราะห์วัตถุดิบต่างๆ ขึ้นใหม่ หรือการมองไปเบื้องหน้านั่นเอง โดยเลี่ยงลักษณะการทำงานอย่างมีแบบแผน แต่เน้นน้ำหนักไปยังปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใดมากกว่า ทั้งในเพลง A Place in Time, Hurry Up and Wait , Liquid Crystal และ Solar (Explorations) ซึ่งเพลงหลังเป็นบทประพันธ์ของ ไมล์ส เดวิส</p>
<p>            ใน A Place in Time มิเชล เปลี่ยนบทบาทจากมือเปียโน “มากพลัง” มาสู่การ “พูดน้อยต่อยหนัก” ถือเป็นงานเพลงที่ “ความเงียบ” กลายเป็นส่วนหนึ่งของดนตรีอย่างไม่ต้องสงสัย ตรงข้ามกับบีทลาตินผสมแจ๊สใน Hurry Up and Wait ที่มีชีวิตชีวา ส่วน Liquid Crystal เคลื่อนไหวน้อยลง ด้วยคอร์ดน้อยๆ ปล่อยให้ทำนองเลื่อนไหลไปตามแบบฉบับของ โมดัล แจ๊ส ซึ่งให้ความรู้สึกขรึมขลังดี</p>
<p>            พวกเขาจบการสนทนาลงในเพลง Solar (Explorations) ที่นำมาตีความอย่างใหม่สด ด้วยบริบทของแจ๊สสมัยใหม่และชีพจรลาติน</p>
<p>            “ผมยังคงเพลิดเพลินกับกระบวนการค้นหาตัวเอง”มิเชล กามิโล ยืนยันไว้เช่นนั้นในตอนท้ายของ ไลเนอร์ โน้ต บนปกซีดี และผมเชื่อว่าในฟากฝั่งของนักฟัง ผลงานชุดนี้ของนักเปียโนโดมินิกันคนนี้ก็ยังมีแง่มุมให้ค้นหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน&#8230;&#8230;เรื่องโดย อนันต์ ลืกประดิษฐ์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1594/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พอล เดสมอนด์</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1578</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1578#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 19 Jul 2010 04:35:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bio]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=1578</guid>
		<description><![CDATA[            นักอัลโต แซ็กโซโฟน ผู้ใช้ชีวิตอย่างสันโดษและไม่นิยมเปิดเผยเรื่องราวความเป็นไปของชีวิตส่วนตัวและครอบครัว เป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน และมีอารมณ์ขัน แต่ลึกๆแล้วกลับโดดเดี่ยวและเปลี่ยวเหงา โดดเด่นในฐานะโซโลอิสต์ ที่มีสำเนียงการเป่าอัลโต แซ็กโซโฟนนุ่มหวานอันป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่เรียกกันว่า “ดราย มาร์ตินี” (Dry Martini) เขาคือ  พอล เดสมอนด์ (Paul Desmond) นักอัลโตแซ็กโซโฟนผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของงานเพลง “Take Five” ซึ่งโด่งดังไปทั่วโลก   
            พอล เดสมอนด์ มีชื่อเดิมว่า พอล เอมิล ไบรเทนเฟลด์ (Paul Emil Britenfeld) เกิดเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ปีค.ศ.1924 ที่เมืองซานฟรานซิสโก แคลิฟอร์เนีย เป็นลูกชายคนเดียวของนักเรียบเรียงดนตรีชาวเยอรมัน และแม่ชาวไอริชผู้ชื่นชอบงานทางด้านวรรณคดี แต่มีปัญหาทางด้านสุขภาพจิต
            แม่ของ พอล กลัวที่จะจับต้องสิ่งของและผู้คนซึ่งรวมไปถึงการสัมผัส พอล ลูกชายของเธอเอง และนี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ พอล เป็นคนโดดเดี่ยว ไม่มีเพื่อนสนิทมากนัก และไม่เคยพูดคุยเรื่องราวของครอบครัวและชีวิตในวัยเด็กกับผู้ใด
            พอล รับรู้ปัญหาเกี่ยวกับมารดาของเขาเป็นอย่างดี แต่โชคดีที่เขาได้รับความเอาใจใส่และความรักจากบิดาอย่างเต็มเปี่ยม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1579" title="paul_des1" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/paul_des1.jpg" alt="paul_des1" width="235" height="288" />            นักอัลโต แซ็กโซโฟน ผู้ใช้ชีวิตอย่างสันโดษและไม่นิยมเปิดเผยเรื่องราวความเป็นไปของชีวิตส่วนตัวและครอบครัว เป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน และมีอารมณ์ขัน แต่ลึกๆแล้วกลับโดดเดี่ยวและเปลี่ยวเหงา โดดเด่นในฐานะโซโลอิสต์ ที่มีสำเนียงการเป่าอัลโต แซ็กโซโฟนนุ่มหวานอันป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่เรียกกันว่า “ดราย มาร์ตินี” (Dry Martini) เขาคือ  พอล เดสมอนด์ (Paul Desmond) นักอัลโตแซ็กโซโฟนผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของงานเพลง “Take Five” ซึ่งโด่งดังไปทั่วโลก<span id="more-1578"></span>   </p>
<p>            พอล เดสมอนด์ มีชื่อเดิมว่า พอล เอมิล ไบรเทนเฟลด์ (Paul Emil Britenfeld) เกิดเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ปีค.ศ.1924 ที่เมืองซานฟรานซิสโก แคลิฟอร์เนีย เป็นลูกชายคนเดียวของนักเรียบเรียงดนตรีชาวเยอรมัน และแม่ชาวไอริชผู้ชื่นชอบงานทางด้านวรรณคดี แต่มีปัญหาทางด้านสุขภาพจิต</p>
<p>            แม่ของ พอล กลัวที่จะจับต้องสิ่งของและผู้คนซึ่งรวมไปถึงการสัมผัส พอล ลูกชายของเธอเอง และนี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ พอล เป็นคนโดดเดี่ยว ไม่มีเพื่อนสนิทมากนัก และไม่เคยพูดคุยเรื่องราวของครอบครัวและชีวิตในวัยเด็กกับผู้ใด</p>
<p>            พอล รับรู้ปัญหาเกี่ยวกับมารดาของเขาเป็นอย่างดี แต่โชคดีที่เขาได้รับความเอาใจใส่และความรักจากบิดาอย่างเต็มเปี่ยม พอล ได้รับการสนับสนุนจากบิดาให้เรียนไวโอลินในช่วงแรก ต่อมาเปลี่ยนมาให้ความสนใจเครื่องเป่า โดยเริ่มเรียนคลาริเนตในช่วงเรียนไฮสคูล และเปลี่ยนมาเล่นอัลโตแซ็กโซโฟนหลังจบจากไฮสคูล</p>
<p>            พอล เรียนรู้และฝึกฝนอย่างหนักจนเกิดความเชี่ยวชาญ เขาเริ่มออกแสดงร่วมกับวงดนตรีท้องถิ่นเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์  อิทธิพลทางดนตรีในช่วงแรกมาจาก Pete Brown นักอัลโตแซ็กโซโฟนจากยุคสวิง</p>
<p>            ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พอล สมัครเป็นทหารในกองทัพสหรัฐ และเข้าเป็นสมาชิกในวงดนตรีทหารของกองทัพบก พอล พบกับนักเปียโน เดฟ บรูเบ็ค ในช่วงต้นปี 1944 ผ่านการแนะนำของ Dave Van Kriedt แต่ทั้งคู่ยังไม่มีโอกาสร่วมงานกัน</p>
<p>            พอล เปลี่ยนชื่อจาก “พอล เอมิล ไบรเทนเฟลด์” เป็น “พอล เดสมอนด์” ในช่วงปี 1946 โดยเขาให้เหตุผลกับเพื่อนๆ ว่า “ไบรเทนเฟลด์” บ่งบอกถึงความเป็นไอริชมากเกินไปและไม่เหมาะกับอาชีพนักดนตรี</p>
<p>            พอล ใช้เวลาอยู่ในกองทัพประมาณ 3 ปี หลังจากปลดประจำการ พอล มีโอกาสได้ร่วมงานกับ เดฟ บรูเบ็ค และเพื่อนนักดนตรีอีกหลายคนในวง The Dave Brubeck Octet วงดนตรีของชั้นเรียนวิชาการประพันธ์เพลงที่วิทยาลัย Mills Collage ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของอาจารย์ Darius Milhaud นักแต่งชาวฝรั่งเศสชื่อดัง และนี่คือจุดเริ่มต้นของมิตรภาพของอันยาวนานของสองนักดนตรี พอล เดสมอนด์ และ เดฟ บรูเบ็ค</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1581" title="PaulDes]" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/PaulDes.jpg" alt="PaulDes]" width="200" height="298" /></p>
<p>          หลังจากทดลองทำงานร่วมกันอยู่ระยะหนึ่งทั้งหมดก็แยกย้ายกันไปทำงานดนตรีตามที่ตนถนัด ในขณะที่ เดฟ บรูเบ็ค ฟอร์มวงทริโอขึ้น พอล เดสมอนด์ รับงานเล่นดนตรีอยู่ในนิวยอร์ค ทั้งคู่กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งหลังจากที่ บรูเบ็ค มีอาการเจ็บหลังและคอจากอุบัติเหตุในการว่ายน้ำที่โฮโนลูลู เขาจึงต้องหยุดพักเป็นเวลาหลายเดือน ในระหว่างพักรักษาตัว บรูเบ็ค เขียนจดหมายถึง พอล และชักชวนกันจัดตั้งวงควอร์เททขึ้นในนาม Dave Brubeck Quartet มี Fred Dotton และ Herb barman เล่นเบส และกลอง</p>
<p>          พวกเขาเล่นดนตรีที่ Black Hawk Nightclub และเริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่นักเรียนนักศึกษาที่เข้ามาชมการแสดงของพวกเขาในคลับแห่งนี้ ในที่สุดเมื่อ George Avakian โพรดิวเซอร์ชื่อดังได้มาฟังพวกเขาเล่นดนตรีที่คลับ พอล และวง Dave Brubeck Quartet จึงได้เซ็นสัญญาเข้าสู่สังกัดใหญ่อย่าง Columbia Records ออกผลงานชิ้นแรกอัลบั้ม Jazz Goes To College ซึ่งเป็นบันทึกการแสดงสดจาก Oberlin College พอล เดสมอนด์ และ วง Dave Brubeck Quartet เริ่มกลายเป็นขวัญใจของคนหนุ่มสาวในรั้วมหาวิทยาลัย มีสถานีวิทยุเปิดเพลงของพวกเขาออกอากาศ หลังจากมีการเปลี่ยนมือกลองและมือเบสหลายครั้งในที่สุดก็ได้ Eugene Wright มือเบสและ Joe Morello มือกลองมาร่วมวง</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1583" title="timeout" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/timeout.jpg" alt="timeout" width="235" height="235" />               ปี 1959 พวกเขาออกอัลบั้ม “Time Out” และได้รับความนิยมอย่างสูง โดย 2 บทเพลงเด่นในอัลบั้ม “Take Five” และ “Blue Rondo A La Turk” สามารถกระโดดเข้าสู่อันดับความนิยมในฝั่งป๊อปชาร์ต ทำให้วงการเพลงแจ๊สกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากถูกกลบด้วยกระแสความนิยมของดนตรีแนวร๊อคแอนด์โรลล์ สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการเพลงแจ๊ส เนื่องจากอัลบั้ม “Time Out” ขายได้มากกว่า 1 ล้านแผ่นทั่วโลก<br />
               เพลง Take Five ผลงานจากการสร้างสรรค์ของ พอล เดสมอนด์ เป็นเพลงแจ๊สที่มีการใช้จังหวะพิสดารในแบบ 5/4 ( 5 จังหวะในหนึ่งห้อง) ซึ่งแตกต่างไปจากอัตราจังหวะพื้นฐาน 4/4 เป็นบทเพลงที่มีจังหวะแปลกหู ด้วยท่วงทำนองการบรรเลงที่สวยงาม บวกกับเสียงแซ็กโซโฟนของ พอล เดสมอนด์ ที่บริสุทธ์ เป็นสำเนียง “คูล ซาวน์” ที่ให้ความรู้สึกสุขสงบ และผ่อนคลาย ทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงที่โดดเด่น โดดใจผู้ฟัง และกลายเป็นเพลงฮิตที่ก้องกังวานไปทั่วโลก<br />
               พอล ใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิต ทำงานร่วมกับวง Dave Brubeck Quartet และมีผลงานเดี่ยวในฐานะโซโลอิสต์เพียงไม่กี่อัลบั้ม ซึ่งรวมไปถึงผลงานบันทึกเสียงร่วมกับ Gerry Mulligan ในปี 1957 และ 5 อัลบั้มพิเศษร่วมกับนักกีตาร์ Jim Hall ที่บันทึกเสียงร่วมกันในช่วงกลางปี 1961<br />
   <img class="aligncenter size-full wp-image-1580" title="PaulD" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/PaulD.jpg" alt="PaulD" width="240" height="240" />           </p>
<p>           วง Dave Brubeck Quartet ใช้เวลายาวนานร่วมกันบนถนนสายดนตรี พวกเขามีงานบันทึกเสียงออกมาอย่างต่อเนื่องกับสังกัดโคลัมเบีย มีงานแสดงมากถึง 300 คอนเสิร์ตใน 1 ปี ต้องออกเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และทั่วโลก ทั้งในทวีปยุโรป, เอเชีย และ สหภาพโซเวียต ในที่สุดพวกเขาตัดสินใจแยกทางกันในปี 1967 เนื่องจาก บรูเบ็ค หัวหน้าวงเบื่อหน่ายชีวิตที่ต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลา และต้องการใช้เวลาอยู่กับครอบครัวและทำงานประพันธ์ดนตรี<br />
               หลังจากแยกทางกับวง Dave Brubeck Quartet พอล เดสมอนด์ ซึ่งในขณะนั้นอายุ 43 ปี หยุดรับงานดนตรีต่อเนื่องกันถึง 3 ปี เขากลับมารับงานเล่นดนตรีเฉพาะเท่าที่จำเป็นกับเพื่อนนักดนตรีที่เขารัก และให้ความนับถือ หรือในกรณีที่ถูกขอความช่วยเหลือ เขาปรากฏตัวบ่อยครั้งกับวงของ บรูเบ็ค และลูกชาย มีโอกาสทำอัลบั้มดูเอ็ทร่วมกับ บรูเบ็ค 1 ชุด </p>
<p>            พอล มีโอกาสกลับมาร่วมงานกับวงควอร์เททเดิมอีกครั้งในช่วงฤดูหนาวของปี 1976 เป็นการกลับมาร่วมกันอีกครั้งเพื่อฉลองโอกาสครบรอบ 25 ปีของวง Dave Brubeck Quartet ก่อนที่ พอล เดสมอนด์ จะเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งปอดในวันที่ 30 พฤษภาคม ปี 1977 &#8230;&#8230;&#8230;&#8230;เรียบเรียงโดย Jessica</p>
<p><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="480" height="385" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/BwNrmYRiX_o&amp;hl=en_US&amp;fs=1" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="480" height="385" src="http://www.youtube.com/v/BwNrmYRiX_o&amp;hl=en_US&amp;fs=1" allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always"></embed></object></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1578/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จังโก ไรน์ฮาดต์ อัตลักษณ์นักกีตาร์ยิปซี</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1568</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1568#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 16 Jul 2010 00:13:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=1568</guid>
		<description><![CDATA[
จังโก ไรน์ฮาดต์ นักกีตาร์ผู้สร้างอัตลักษณ์ “ยิปซีแจ๊ส” ซึ่งต่อมาเป็นแบบอย่างของนักกีตาร์ทั่วทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา
                    นักกีตาร์จำนวนนับไม่ถ้วนพากันยกย่อง เกิดแรงบันดาลใจและรับเอาอิทธิพลแนวการเล่นของจังโก ไรน์ฮาดต์ ในสายแจ๊ส บิเรลี ลาร์แกรน นักกีตาร์ยิปซีเผ่า “สินติ” เกิดในฝรั่งเศส ผู้ได้รับสมญา “จังโกน้อย” (Infant Djargo) บิเรลีมีหลายสิ่งหลายอย่างเหมือนจังโก คือเล่นกีตาร์โดยไม่อ่านโน้ต พูดภาษาโรมานี ใช้กีตาร์ “มักกาแฟร์รี” นำเอาเพลง “สแตนดาร์ด” เก่าๆ อเมริกันมาบรรเลงเช่น เพลง My Melancholy Baby; I’ve Found A New Baby; All Of Me…ดังปรากฏในแผ่นชุดแรกของบิเรลี Routes To Django อัดปี 1980 ขณะอายุ 14 ปี
               สี่ปีต่อมาบิเรลีอัดชุด A Tribute To Django Reinhardt บันทึกจากการแสดงสดที่คาร์เนกีฮอล ในมหานครนิวยอร์ก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1569" title="django" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/django.jpg" alt="django" width="235" height="303" /><br />
จังโก ไรน์ฮาดต์ นักกีตาร์ผู้สร้างอัตลักษณ์ “ยิปซีแจ๊ส” ซึ่งต่อมาเป็นแบบอย่างของนักกีตาร์ทั่วทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา<br />
                    นักกีตาร์จำนวนนับไม่ถ้วนพากันยกย่อง เกิดแรงบันดาลใจและรับเอาอิทธิพลแนวการเล่นของจังโก ไรน์ฮาดต์ ในสายแจ๊ส บิเรลี ลาร์แกรน นักกีตาร์ยิปซีเผ่า “สินติ” เกิดในฝรั่งเศส ผู้ได้รับสมญา “จังโกน้อย” (Infant Djargo) บิเรลีมีหลายสิ่งหลายอย่างเหมือนจังโก คือเล่นกีตาร์โดยไม่อ่านโน้ต พูดภาษาโรมานี ใช้กีตาร์ “มักกาแฟร์รี” นำเอาเพลง “สแตนดาร์ด” เก่าๆ อเมริกันมาบรรเลงเช่น เพลง My Melancholy Baby; I’ve Found A New Baby; All Of Me…ดังปรากฏในแผ่นชุดแรกของบิเรลี Routes To Django อัดปี 1980 ขณะอายุ 14 ปี<br />
               สี่ปีต่อมาบิเรลีอัดชุด A Tribute To Django Reinhardt บันทึกจากการแสดงสดที่คาร์เนกีฮอล ในมหานครนิวยอร์ก โดยร่วมกับนักกีตาร์อีกสองคนคือ ดิซ ดิซลีย์ นักกีตาร์ชาวเวลส์ กับวิก จูริส นักกีตาร์อเมริกัน นำเพลงดังของจังโกมาบรรเลงหลายเพลง อาทิ Minor Swing; Djangology; Daphne และ September Song ของเคิร์ท ไวล์ เพลงที่จังโกชอบนำมาบรรเลงบ่อย เท่าที่ฟังจากแผ่นหลายชุดของบิเรลี รู้สึกเล่นได้ใกล้เคียงกับจังโกมากที่สุด บาบิค ไรต์ฮาดต์ลูกชายที่เกิดจากภรรยาคนที่สองของจังโก เล่นกีตาร์เหมือนพ่อ เคยฟังจากแผ่นซีดี แม้ฝีมือจัดว่าดี แต่หากเทียบกับบิราลี ลาแกรน ยังคล่องสู้ไม่ได้ อารมณ์การเล่นและจิตวิญญาณความเป็นยิปซียังถือว่าเป็นรอง<br />
               หลังบิเรลีประสบความสำเร็จเป็นนักกีตาร์ที่มีชื่อเสียง แฟนแจ๊สรู้จักกันทั่วโลก ได้อัดแผ่นกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง “บลูโน้ต” จึงอยากลองของ เปลี่ยนแนวการบรรเลงเป็น “ฟิวชั่น”ในชุด Inferno ผลปรากฏว่าไปไม่รอด ต้องกลับไปเล่นตามแนวที่ถนัด ดังเช่นแผ่นชุด My Favorite Django และ Gypsy Project กับแผ่นตรา “เดรย์ฟัส”<br />
นักกีตาร์เชื้อสายยิปซีที่มีฝีมือ เข้าถึงแนวการเล่นแบบจังโกอย่างถึงแก่น น่าจะเป็นพี่น้องตระกูล แฟร์เร คือบูลู กับ เอเลียต สองพี่น้องมักเล่น “ดูเอ็ต” กันเช่นชุด Pour Django</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1572" title="DJ1" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/DJ1.jpg" alt="DJ1" width="235" height="235" /></p>
<p>            นักกีตาร์ยิปซีรุ่นปัจจุบันที่เล่นสไตล์จังโกได้ดีได้แก่ จิมมี และ จอห์นนี โรเซนเบิร์ก เป็นยิปซีที่เกิดในเนเธอร์แลนด์ ก่อนที่จะได้ฟังแผ่นชุด Sinti ของจิมมี โรเซนเบิร์ก ผมเคยเห็นฝีมือของเด็กน้อยวัย 11 คนนี้ในภาพยนตร์สารคดี Django Legacy กำกับโดยจอห์น เจอเรมี ผู้กำกับชาวอังกฤษ รู้สึกทึ่งในความสามารถทางกีตาร์ของเด็กน้อยคนนี้ เล่นได้ดีเยี่ยมอย่างเหลือเชื่อ<br />
              ดูเหมือนยิปซีส่วนใหญ่จะมีดนตรีอยู่ในสายเลือด เล่ากันว่าเมื่อประมาณ 2000 ปีที่แล้ว ยิปซีเผ่า”สันติ” (Sinti) ตามชื่ออัลบั้มของ จิมมี โรเซนเบอร์ก ซึ่งน่าจะเรียกว่าเผ่า “สินธุ” เพราะอพยพมาจากฝั่งแม่น้ำสินธุ ประเทศอินเดีย ตามเอกสารอ้างอิงเขียนว่า “Sinti” เช่นเดียวกับชื่อเผ่า ชนเผ่านี้ได้อพยพไปยังราชสำนักแห่งเปอร์เซีย เพื่อเข้าทำหน้าที่คนธรรพ์ ขับร้องเล่นดนตรีในราชสำนัก จากเปอร์เซียได้กระจายย้ายถิ่นฐานเข้าไปทั่วยุโรปและแอฟริกาเหนือ พร้อมกันนี้ได้เผยแพร่ดนตรียิปซีไปด้วย เท่าที่เคยท่องเที่ยวไปตามประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป จะเห็นพวกยิปซีเล่นดนตรีอยู่ข้างถนนในเมืองใหญ่อย่างเช่น กรุงมอสโก เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก กรุงบูดาเปสต์ กรุงปราก&#8230;<br />
           ครั้งหนึ่งระหว่างที่ท่องเที่ยวอยู่ในกรุงบูดาเปสต์ ออกตระเวนฟังการบรรเลงและการแสดงของพวกยิปซี ทั้งในโรงแรมระดับ 5 ดาว หรือร้านอาหารที่บริการนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ซึ่งจะต้องเสียค่าชมการแสดงเป็นพิเศษ ได้เห็นฝีมือการแสดงดนตรีของพวกยิปซี ต้องยอมรับว่าเยี่ยม “โชว์พีซ” (Show piece) ที่นิยมกันส่วนมากวงจะเล่นได้ ขอเพลงอะไร เล่นได้เกือบหมด เช่น Hungarian Dance เบอร์ต่างๆของ บรามส์ โดยเฉพาะ Hangarian Dance No.1,5,6  เพลงของนักประพันธ์เพลงอื่นเช่น เวเนียฟสกี, โคไดล์ รวมถึงเพลงพื้นเมืองรัสเซีย และเพลงพื้นเมืองของพวก “แม็กญา” หรือฮังแกเรียน เพลงอเมริกันในยุค “สวิง” ก็เล่นได้มาก เพลงเอกจากภาพยนตร์  Schindler’s List  ผลงานของ จอห์น วิลเลียมส์ เป็นที่นิยมบรรเลงในหมู่นักดนตรียิปซี ขอเพลงของ จังโก ไรน์ฮาดต์ เพลงดังทุกเพลงเล่นได้หมด<br />
            จริงอยู่ดนตรีของยิปซี ไวโอลินจัดเป็นเครื่องดนตรีเอก ใครที่เคยฟังฝีมือไวโอลินของ โรดี้ แห่งวง “ลากาตอส” ที่เต็มไปด้วยความร้อนแรง เร้าใจ เหมือนอย่างเพลง Zigeunerweisen หรือ Gypsy Air ของ ซารา ซาเต เครื่องดนตรีโบราณคือ “ซิมบาลอม” เยอรมันเรียก “คิมบารอน” เป็นเครื่องดนตรีสำคัญของพวกยิปซี วิธีเล่นคล้าย “ขิม” แต่เสียงแพรวพราวคล้ายพวกเครื่องดนตรีคีย์บอร์ด หากไม่มี “ซิมบาลอม” ก็จะใช้เปียโนหรือกีตาร์แทน เท่าที่สังเกตกีตาร์มักเล่นสไตล์จังโก ไรน์ฮาดต์<br />
ดนตรียิปซีมีทุกรส มีทั้งความเศร้า ความรัก หวานซึ้ง ความคึกคะนอง โลดโผน ความตื่นเต้น เร้าอารมณ์&#8230;ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะวิถีชีวิตของพวกยิปซี ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นรากหญ้า ต้องเผชิญกับอุปสรรคนานัปการในการดำรงชีวิต จังโก ไรน์ฮาดต์ ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนักดนตรียิปซีที่ต้องต่อสู้กับความลำบากยากแค้น<br />
            ฌอง “จังโก” ไรน์ฮาดต์ เกิดที่เมืองลิแบร์ชีส์ บางแห่งเรียก ลิแวร์ชีส์ ประเทศเบลเยี่ยม วันที่ 23 มกราคม 1910 ในชุมชนยิปซี แถวชานเมือง โดยมีชื่อเล่นว่า จังโก (Django) มีความหมายว่า “ฉันตื่นตัว” ชื่อนี้ใช้ในวงการดนตรี<br />
            จังโกเติบโตในชุมชนที่อยู่ใกล้กับกรุงปารีส เริ่มแรกเล่นไวโอลิน จากนั้นจึงเปลี่ยนไปเล่นแบนโจและกีตาร์ เล่นอาชีพตั้งแต่อายุยังน้อยที่ห้องลีลาศ “บัลมูเซตต์” ที่นี่เล่นเพลงประเภท “แทงโก้”, “ฟลาเมงโก”, “ฟาโด” ในย่านนั้นบางแห่งเล่นเพลง แจ๊สแบบนิวออร์ลีนส์<br />
จังโกเริ่มมีชื่อเสียงหลังจากได้รางวัลชนะเลิศ ในการแข่งขันแบนโจ ทำให้ได้เล่นกับนักแอ็คคอเดียน ฌอง แวส์สาด เล่นประจำที่รีสอร์ตใกล้เลอตูเกต์ แต่เกิดเบื่อกับงานจำเจที่เก่า คนเที่ยวหน้าเก่า จึงมักส่งคนไปเล่นแทน </p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1571" title="hotclub" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/hotclub.jpg" alt="hotclub" width="314" height="205" /></p>
<p>           อายุ 17 จังโกแต่งงานกับสาวแบลลา โบมการ์เนร์ สาวยิปซีเผ่าพันธุ์เดียวกัน ปีถัดมาจังโกได้เล่นอัดแผ่นเสียงครั้งแรกกับวงฌอง แวส์สาด ปรากฎชื่อในแผ่นเสียง<br />
ฌียองโก เรอนาร์ด (Jiango Renard) เพราะจังโก ไรน์ฮาดต์ สกดชื่อนามสกุลตัวเองไม่ถูก อย่างไรก็ตามในปีเดียวกันนี้ จังโกได้เล่นอัดแผ่นเสียงถึง 4 ครั้ง กับ ฌอง แวส์สาด 2 ครั้ง และกับ มาร์โก นักแอ็คคอเดียน อีกคนหนึ่ง 2 ครั้ง นอกจากนี้ได้อัดแผ่นกับนักร้อง โช เมล หนึ่งครั้ง<br />
           ความจนทำให้ภรรยาของจังโกต้องช่วยหาเงินด้วยการทำดอกไม้เทียมขาย ตอนหัวค่ำเธอทำงานปกติ จังโกออกไปเล่นดนตรี พอกลับมายังคาราวานที่พักอาศัยก็ต้องเดินผ่านกองกระดาษสูงและเซลลูลอยด์ คืนวันที่ 2 พฤศจิกายน 1928 หลังเสร็จจากงานจังโกกลับมายังที่พัก ทางเดินไปยังที่นอนต้องเดินผ่านกองดอกไม้ ขณะนั้นเขาได้ยินเสียงเหมือนหนูกำลังตะกุย จึงหยิบเทียนเพื่อส่องหา พลันเทียนหลุดมือหล่นลงบนกองดอกไม้ เพลิงลุกไหม้ทันที จังโกฉวยผ้าห่มเพื่อ<br />
           พยายามดับไฟ แต่ใช้ไม่ได้ เพื่อนบ้านต้องช่วยกันดึงตัวเขาจากคาราวานที่กำลังตกอยู่ในเปลวเพลิง แล้วรีบส่งตัวไปยังโรงพยาบาลสงเคราะห์ “ลาริบัวสิแอร์” ปรากฏว่าไฟลวกไหม้เท้าขวาบาดแผลฉกรรจ์ มือซ้ายไม่รู้สึกเกือบทุกส่วน หมอแนะนำให้ตัดเท้าขวา แต่จังโกทัดทานไว้ เขากลัวทางเจ้าหน้าที่จะไม่ตอบสนองตามที่ขอร้อง ญาติได้นำตัวออกจากโรงพยาบาลกลับไปที่คาราวานของพ่อตา ในที่สุดเพื่อนบ้านช่วยกันลงขันหาเงินไปรักษากับสถานที่รักษาเอกชน ผ่านไป 18 เดือน การเยียวยาช่วยให้เท้าขยับได้ ใช้ไม้เท้าช่วยพยุงตัวเวลาเดินจนหายเป็นปกติ นิ้วนางกับนิ้วก้อยมือซ้ายถูกไฟลวกใช้การไม่ได้ เป็นอันสูญเสียสองนิ้วสำคัญในการเล่นเครื่องสาย บางคนบอกหมอแนะนำให้ใช้วิธีบำบัด อาจจะช่วยให้หาย บางคนขอให้รักษาด้วยวิธีไสยศาสตร์ตามความเชื่อ พลังอันศักดิ์สิทธิ์ของยิปซี<br />
       จังโก ไรน์ฮาดต์ตัดสินใจที่จะเอาชนะกับความบกพร่องทางร่างกาย ไม่ย่อท้อ แม้พิการ เขาปฏิเสธทำตามคำแนะนำ มุ่งมั่นคิดค้นวิธีการเล่นกีตาร์ที่ใช้เพียงหัวแม่มือหรือนิ้วโป้งกับนิ้วชี้และนิ้วกลางที่ยังดีอยู่ ฝึกฝนหาเทคนิคการเล่นใหม่ๆ ค่อยๆ พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนมีสมรรถนะทัดเทียมนักกีตาร์ฝีมือดีคนอื่นๆ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น จังโกกลับเข้าในแวดวงดนตรีกรุงปารีสอีกครั้งได้เล่นกับสเตฟาน มูแชง นักเปียโนแจ๊สชาวฝรั่งเศสที่ “เลส์ กากาเซียส์”ได้ค่าจ้างคืนละ 100 ฟรัง<br />
<img class="aligncenter size-full wp-image-1573" title="django" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/django1.jpg" alt="django" width="235" height="303" /></p>
<p>       จังโกฟังการเล่นของนักดนตรีแจ๊สชั้นนำอเมริกันที่มีความโดดเด่นในศิลปะดนตรีแนวใหม่อย่าง เอ็ดดี้ แลง, โจ เวนูที, ดุ๊ก เอลลิงตัน โดยเฉพาะนักทรัมเป็ตหนุ่ม หลุยส์ อาร์มสตรอง แนวดนตรีงดงามยิ่ง<br />
         ปี 1934 จังโก ไรน์ฮาดต์ร่วมกับสเตฟาน กรัปเปลลี นักไวโอลินชาวปารีส ตั้งวง Quintte du Hot Club de France ซึ่งมี โฌเซฟ ไรน์ฮาดต์ น้องชายและ โรเชอร์ ชาปูต์ เล่นกีตาร์ ลุยส์ โวลา เล่นเบส อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นักฟังแจ๊สทั่วโลกชื่นชมจังโก ไรน์ฮาดต์<br />
          จังโก ไรน์ฮาดต์ สิ้นชีพเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 1953 เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี จังโก ไรน์ฮาดต์ นักกีตาร์ทั้งแจ๊ส ร็อก บลูส์ คลาสสิก ต่างรำลึกถึงนักกีตาร์ยิปซีแจ๊สผู้ยิ่งใหญ่&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.เรื่องโดย ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1568/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จุดประกาย คอนเสิร์ต ซีรีส์ # 40</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1565</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1565#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 Jul 2010 02:40:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Events]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=1565</guid>
		<description><![CDATA[
คนนอกคอก สุรชัย จันทิมาธร
การรับรู้ของผู้คนทั้งหลายที่มีต่อตัวตนของ สุรชัย จันทิมาธร ย่อมแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีพื้นฐานประสบการณ์เช่นใด
โดยภาพรวมคนส่วนมากยากจะแยกถึงความแตกต่างของ สุรชัย จันทิมาธร กับ “หงา คาราวาน”
บางคนถึงขนาดเข้าใจว่า สุรชัย คือ คาราวาน หรือในทางตรงกันข้าม คาราวาน คือ สุรชัย เลยด้วยซ้ำ
แต่สำหรับแฟนพันธุ์แท้ ผู้ติดตาม “กองเกวียนคนทุกข์ในยุคจักรกล” อย่าง “คาราวาน” มานานพอควร ย่อมทราบดีว่า คาราวานนั้น ยังประกอบด้วยสมาชิกคนอื่นๆ ที่มีส่วนเติมเต็มบุคลิกภาพของวงดนตรีเพื่อชีวิตระดับตำนานวงนี้ อย่างที่ควรจะเป็น 
ขณะที่หากมองเข้าไปด้านลึก ในความเป็นตัวตนของ สุรชัย จันทิมาธร ยังมีแง่มุมอื่น นอกเหนือจากความเป็น “คาราวาน” ให้เราค้นหาทำความเข้าใจอยู่ไม่น้อย
ทั้งในฐานะกวี นักเขียน นักร้องนักแต่งเพลง หรือแม้กระทั่งนักฟุตบอล (สมัครเล่น)
วันนี้ เส้นทางสายดนตรีของ อาจารย์ใหญ่แห่งเพลงเพื่อชีวิต ยังทอดยาวออกไปเบื้องหน้า
เมื่อออกนอกวงโคจรของความเป็นคาราวาน บ่อยครั้งเขาเลือกจะก้าวเดินเดี่ยวในนาม สุรชัย จันทิมาธร เพื่อบอกเล่าถึงตัวตน ความเป็นปัจเจกบุคคล ความคิดความฝัน และความรู้สึกที่มีต่อความเป็นไปรอบข้าง
สุรชัย มีวงดนตรีของตนเอง มีไอเดียที่จะทำงานร่วมกับเพื่อนศิลปินคนอื่นๆ ในวงการ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1566" title="surac[1]" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/surac1.jpg" alt="surac[1]" width="235" height="249" /></p>
<p>คนนอกคอก สุรชัย จันทิมาธร</p>
<p>การรับรู้ของผู้คนทั้งหลายที่มีต่อตัวตนของ สุรชัย จันทิมาธร ย่อมแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีพื้นฐานประสบการณ์เช่นใด</p>
<p>โดยภาพรวมคนส่วนมากยากจะแยกถึงความแตกต่างของ สุรชัย จันทิมาธร กับ “หงา คาราวาน”</p>
<p>บางคนถึงขนาดเข้าใจว่า สุรชัย คือ คาราวาน หรือในทางตรงกันข้าม คาราวาน คือ สุรชัย เลยด้วยซ้ำ</p>
<p>แต่สำหรับแฟนพันธุ์แท้ ผู้ติดตาม “กองเกวียนคนทุกข์ในยุคจักรกล” อย่าง “คาราวาน” มานานพอควร ย่อมทราบดีว่า คาราวานนั้น ยังประกอบด้วยสมาชิกคนอื่นๆ ที่มีส่วนเติมเต็มบุคลิกภาพของวงดนตรีเพื่อชีวิตระดับตำนานวงนี้ อย่างที่ควรจะเป็น <span id="more-1565"></span></p>
<p>ขณะที่หากมองเข้าไปด้านลึก ในความเป็นตัวตนของ สุรชัย จันทิมาธร ยังมีแง่มุมอื่น นอกเหนือจากความเป็น “คาราวาน” ให้เราค้นหาทำความเข้าใจอยู่ไม่น้อย</p>
<p>ทั้งในฐานะกวี นักเขียน นักร้องนักแต่งเพลง หรือแม้กระทั่งนักฟุตบอล (สมัครเล่น)</p>
<p>วันนี้ เส้นทางสายดนตรีของ อาจารย์ใหญ่แห่งเพลงเพื่อชีวิต ยังทอดยาวออกไปเบื้องหน้า</p>
<p>เมื่อออกนอกวงโคจรของความเป็นคาราวาน บ่อยครั้งเขาเลือกจะก้าวเดินเดี่ยวในนาม สุรชัย จันทิมาธร เพื่อบอกเล่าถึงตัวตน ความเป็นปัจเจกบุคคล ความคิดความฝัน และความรู้สึกที่มีต่อความเป็นไปรอบข้าง</p>
<p>สุรชัย มีวงดนตรีของตนเอง มีไอเดียที่จะทำงานร่วมกับเพื่อนศิลปินคนอื่นๆ ในวงการ พร้อมจะเปิดกว้างกับการทดลองใหม่ๆ หากเวลาพร้อมและเงื่อนไขสุกงอมพอ โดยขณะนี้เขาอยู่ระหว่างนำเสนอผลงานเพลงแต่งใหม่ในแบบฉบับ “ซองบุ๊ค” เพื่อออกเป็นซีดีแผ่นคู่กับค่ายวอร์นเนอร์ มิวสิค</p>
<p>ระหว่างการนัดหมายไปถ่ายภาพ บนความเคลื่อนไหวย่านถนนข้าวสาร บางลำพู ที่ สุรชัย คุ้นเคยมาตั้งแต่สมัยหนุ่ม เพียงระยะหลังไม่มีโอกาสแวะเยือนมานานนม เมื่อได้สัมผัสบรรยากาศอันแปลกแยก เจ้าตัวถึงขนาดอุทานต่อความเปลี่ยนแปลงไปที่เกิดขึ้น</p>
<p>บ่ายวันนั้น นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศยังคราคร่ำอยู่พอสมควร แม้บ้านเมืองเพิ่งผ่านพ้นจากเหตุการณ์ร้ายมาไม่นานนัก สุรชัย ปะทะกับคลื่นฝูงชน ทั้งบรรดานักเดินทางและคนท้องถิ่น เขาพิจารณากับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าข้างทาง ผู้คน หรือแม้กระทั่งในร้านหนังสือที่มีเรื่องราวของศิลปินคนโปรด อย่าง บ๊อบ ดีแลน วางอยู่บนชั้น</p>
<p>แล้วเมื่อมาถึงบทสนทนาเกี่ยวกับคอนเสิร์ตที่จะมีขึ้นกลางเดือนสิงหาคม ศกนี้ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างง่ายๆ</p>
<p>ไอเดียในการตั้งชื่อตอน มาจากตัวของสุรชัยเอง ที่ดูจะชื่นชอบชื่อ “คนนอกคอก สุรชัย จันทิมาธร” เป็นพิเศษ ไม่เพียงเพราะเป็นชื่อเพลงที่อยู่ในอัลบั้มเดี่ยวเท่านั้น แต่เพลงนี้ยังสะท้อนถึงตัวตนของนักร้องนักแต่งเพลงคนนี้ได้ดี</p>
<p>หลายเพลงที่เลือกสรรมานำเสนอในคอนเสิร์ตนี้ แม้จะมีเพลงที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การต่อสู้ภายนอกอยู่บ้าง แต่หลักๆ แล้ว ต้องการบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางภายในของศิลปินเป็นสำคัญ</p>
<p>สุรชัย จันทิมาธร ภูมิใจนำเสนอบทเพลงจากปลายปากกาของเขา ร่วมกับนักดนตรีรุ่นใหม่ที่มีโอกาสร่วมงานกันในระยะหลัง แขกรับเชิญในงานนี้ ไม่เพียง มงคล อุทก มือพิณคู่ใจ หรือ กันตรึม จันทิมาธร ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น สายเลือดที่หันมาเอาดีกับการเล่นกีตาร์เท่านั้น</p>
<p>หากเขายังตั้งใจชวน ตุ๊ก บราสเซอรี และ ชัย บลูส์ ซึ่งต่างเป็นมือกีตาร์แนวบลูส์ระดับพระกาฬที่จะเดินทางลงจากเชียงใหม่ เพื่อมาประชันฝีมือกันบนเวทีนี้โดยเฉพาะ</p>
<p>“เดิมที คู่นี้เขาไม่ถูกกัน เราอยากให้เขามาเจอกัน แล้วเล่นดนตรีด้วยกัน” สุรชัย บอกกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่มีเมตตา</p>
<p>เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า จากวันนี้ ถึง 15 สิงหาคม 2553 ทุกอย่างกำลังเคี่ยวกรำจนได้ที่ เพื่อให้ทุกคนได้สดับฟังสุนทรียรสจากบทเพลงของคนนอกคอกร่วมกัน</p>
<p>จนกว่าจะถึงวันนั้น.<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..<br />
หมายเหตุ : จุดประกาย คอนเสิร์ต ซีรีส์ # 40 ตอน “คนนอกคอก สุรชัย จันทิมาธร” จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม 2553 เวลา 17.00 น. (ประตูเปิด 16.30 น.) ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย บัตรราคา 500, 800 และ 1000 บาท มีจำหน่ายที่ไทยทิคเก็ทเมเจอร์ โทร.02-2623456</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1565/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
