จินตนาการกันสักหน่อย หากคุณนำแนวทางดนตรีลาตินตามแบบฉบับของ ติโต ปูเอนเต (Tito Puente) มาผสมผสานกับทางอวอง-การ์ด ร็อค ของ แฟรงค์ แซปปา (Frank Zappa) จะเกิดสุ้มเสียงดนตรีแบบใดขึ้นมา ?
หากวงดนตริบิ๊กแบนด์ของคุณ เป็นแหล่งรวมของนักดนตรียอดฝีมือหลากวัย ตั้งแต่อายุ 18 จนถึงอายุ 80 แถมยังมีการตั้งคอนเซ็พท์ในการทำงานให้เป็น Urban Folktales ที่แค่ชื่อก็ฟังดูขัดแย้งกันชอบกลแล้ว ผลลัพธ์นั้นจะคลี่คลายออกมาแบบไหน ?
บ๊อบบี ซานาเบรีย หรือในชื่อเต็มว่า โรเบิร์ต เดนนิส ไมเคิล ซานาเบรีย กับอัลบั้ม Big Band Urban Folktales ที่ออกโดยค่ายอิสระ “แจ๊สเฮดส์” คือคำตอบของเงื่อนไขที่กล่าวมาข้างต้น
ความน่าสนใจของอัลบั้มนี้ มิใช่แค่เพียงการได้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่ในสาขา “อัลบั้มลาตินแจ๊สยอดเยี่ยม” ของปีนี้เท่านั้น แต่ผลงานของบ๊อบบีชุดนี้พาผู้ฟังเดินทางไปในโลกจินตนาการของเสียงไกลเกินกว่าที่เราคาดหมาย
ชื่อเสียงของมือกลองและนักเพอร์คัสชั่นคนนี้อาจจะไม่เป็นที่รู้จักมักคุ้นในหมู่นักฟังบ้านเรานัก แต่หากสังเกตบทบาทของเขาในฐานะไซด์แมน เราจะพบว่าเขาผ่านการฝึกฝนวิทยายุทธทางด้านดนตรีมาอย่างโชกโชน
บ๊อบบี เคยเล่นกับศิลปินหลากหลาย ตั้งแต่ ดิซซี กิลเลสปี, ติโต ปูเอนเต, ปากิโต ดี ริเวอรา, ชาร์ลส์ แมคเฟอร์สัน, มองโก ซานตามาเรีย, เรย์ บาร์เรตโต, อาร์ตูโร ซานโดวัล, มาริโอ บัวซา จนถึงมือคอมโพสเซอร์แนวล้ำยุคอย่าง เฮนรี ธรีดกิลล์
เขาเป็นอเมริกันเชื้อสายเปอร์โตริกัน เกิดและเติบโตมาในย่าน เซาธ์ บรองซ์ ของนิวยอร์ก ซิตี ด้วยความเป็นคนบรองซ์ท้องถิ่นที่มีบทบาทอย่างสูงทางด้านดนตรีนี่เอง ทำให้เขาได้รับการจดจารชื่อไว้ใน “บรองซ์ วอล์ค ออฟ เฟม” ในฐานะบุคคลที่สร้างชื่อเสียง (ทางที่ดี) ให้แก่ บรองซ์ ซึ่งโดยปกติ บรองซ์ เป็นพื้นที่ที่คนภายนอกไม่ปรารถนาจะแวะผ่านไปเท่าใดนัก จากคำร่ำลือในเรื่องของความไม่ปลอดภัย
แต่ดูเหมือน บ๊อบบี ซานาเบรีย จะภาคภูมิใจในความเป็นบรองซ์ไม่น้อย
0 0 0 0 0
อิทธิพลทางดนตรีแรกสุดที่นักเพอร์คัสชั่นมือทองคนนี้ได้รับมาจากคุณพ่อของเขาเอง พ่อของบ๊อบบีเป็นคนรักเสียงเพลงตัวยง อย่างที่เขาเล่าให้ฟังว่า เมื่อตอนเป็นเด็ก เขาโตมากับเสียงเพลงที่พ่อเปิดฟังหลังกลับจากทำงาน เป็นดนตรีที่มีความแตกต่างกันอย่างมาก
พอเป็นวัยรุ่น บ๊อบบี แอบนอนดึกเพื่อฟังรายการเพลงทางวิทยุของดีเจ ซิมโฟนี ซิด รวมไปถึงดีเจที่เล่นเพลงลาตินออกอากาศอย่าง โจ เกนส์, ดิ๊ก ริคาร์โด ชูการ์ หรือแม้กระทั่งดีเจสายร็อคอย่าง อัลลิสัน สตีล และ โจนาธาน ชวาร์ทซ์ แต่คนที่ส่งอิทธิพลแก่เขาอย่างมาก คือ ฟิลิเป ลูเชียโน ซึ่งลงลึกถึงรากเหง้าของดนตรีลาติน
“ฟิลิเป ปฏิบัติต่อดนตรีราวกับศิลปะขั้นสูง และเขาเล่นทั้งเพลงระดับขึ้นหิ้งพร้อมๆ ไปกับผลงานใหม่ๆ ของศิลปินหัวก้าวหน้า” บ๊อบบี ย้อนความจำเก่าๆ
เมื่อโตขึ้น บ๊อบบี ใฝ่ฝันถึง “เบิร์กลี คอลเลจ ออฟ มิวสิค” สำนักตักศิลาทางดนตรีแห่งเมืองบอสตัน สถานที่โด่งดังที่ ควินซี โจนส์ (และศิลปินอีกนับไม่ถ้วน) เป็นศิษย์เก่า แต่นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย เบิร์กลีเป็นสถาบันการศึกษาเอกชนที่มีค่าหน่วยกิตไม่น้อย
ด้วยการสนับสนุนด้านทุนและเงินกู้ยืม ในที่สุดเขามีโอกาสเรียนที่นั่นช่วงปี 1975-1979 ก่อนจะก้าวออกไปทำงานในแนวทางที่ตนสนใจ นั่นคือ การทำเพลงผสมผสานกันระหว่าง แจ๊ส กับแนวทาง แอโฟร-คิวบัน
นอกจากงานเล่นดนตรีกับเพื่อนศิลปิน และการทำงานอัลบั้มเดี่ยวของตนเอง ซึ่งบ๊อบบีทำออกมาแล้วหลายชุด บางชุดอย่าง Afro-Cuban Dream… Live & In Clave! ได้รับการเสนอชื่อรางวัลแกรมมี่ในสาขาอัลบั้มลาตินแจ๊สยอดเยี่ยม ปี ค.ศ.2001 แล้ว ตัวเขาเองยังเจียดเวลาส่วนหนึ่งไปสอนหนังสือโดยเป็นอาจารย์ประจำของ “แมนฮัตตัน สกูล ออฟ มิวสิค” สถาบันดนตรีชื่อดังแห่งหนึ่งของนิวยอร์ก รวมไปจนถึงการช่วยผลิตสารคดีโทรทัศน์ให้แก่สถานีพีบีเอส (PBS) จำนวนหลายเรื่องด้วยกัน
งานสอนหนังสือเป็นผลพวงที่ทำให้เกิดอัลบั้ม Big Band Urban Folktales ซึ่งด้านหนึ่งมาจากนักเรียนดนตรีปัจจุบัน และศิษย์เก่าที่มาเสริมทัพให้ความฝันของศิลปินคนนี้เป็นจริงขึ้นมา
0 0 0 0 0
อัลบั้มใหม่ของ บ๊อบบี มี 12 เพลงด้วยกัน นอกจากตัวเขาในฐานะผู้นำแล้ว ยังมี โจ ฟิลเดอร์ ช่วยดูแลด้านการเรียบเรียงเสียงประสาน กับการจัดวงบิ๊กแบนด์ที่อลังการถึง 20 ชิ้น
เพลงเด่นอย่าง Since I Fell For You เป็นการนำบทประพันธ์ บัดดี จอห์นสัน เมื่อปี ค.ศ.1948 มาเรียบเรียงใหม่ ด้วยการเปลี่ยนฟิลดนตรีจาก โบเรโร มายัง สวิง และไปยัง ชา-ชา อย่างไร้รอยตะเข็บ โดยมีอดีตศิษย์เก่า ชารีน เวด ถ่ายทอดเสียงร้อง และจัดช่วงให้สำหรับแพทเทิร์น call & response ที่นิยมใช้ในเพลงร้องแอฟริกันโบราณ
“ผมพูดกับเด็กๆ (ในโรงเรียน) ถึงดนตรีลาตินอเมริกัน , แจ๊ส รวมถึงประวัติศาสตร์ และการบรรเลง คุณจะต้องประหลาดใจเมื่อพบว่ามีเด็กๆ ที่กลับมาหาผมในรอบ 10 หรือ 15 ปีหลังจากนั้น นักเรียนคนใดที่ผมรู้สึกว่าพร้อมพอ จะได้เล่นในคอนเสิร์ตหรืองานบันทึกเสียง” บ๊อบบี บอกเล่าถึงลูกศิษย์ลูกหาหลายคนที่มาร่วมงานในอัลบั้มนี้
สำหรับ ชารีน เจ้าของเสียงร้องอันแสนไพเราะนั้น บ๊อบบี บอกว่า เธอเพิ่งจบปริญญาโทในสาขา Jazz Vocal Performance จากแมนฮัตตัน สกูล ออฟ มิวสิค เมื่อ 2-3 ปีก่อน ก่อนหน้านั้น เธอจบปริญญาตรีเกียรตินิยมจาก ลา การ์เดีย สกูล ฟอร์ เดอะ เพอร์ฟอมิง อาร์ตส์ ทุกวันนี้เธอมีงานร้องเพลงทั่วไป แต่ยังไม่มีโอกาสแสดงความสามารถจริงๆ จังๆ สักครั้ง
“ผมคิดว่าเธอเป็นคนที่ควรจะร้องเพลงนี้” บ๊อบบี พูดถึง Since I Fell For You ในเวอร์ชั่นที่เป็นแนว ลาติน บิ๊กแบนด์ ซึ่งหาฟังได้ยากในวันนี้ “เธอมีคุณสมบัติมากกว่านั้น สำหรับผม นักร้องแจ๊สไม่ใช่แค่ใครที่ตีความทำนองเท่านั้น แต่น่าจะเป็นใครที่สแกตและอิมโพรไวส์ได้ด้วย”
นอกจาก Since I Fell For You ในอัลบั้มมีเพลงเก่าที่คุ้นหู Besame Mucho ถ่ายทอดเสียงร้องโดย ฮิแรม เรมอน นักร้องรุ่นใหญ่วัย 76 ปี !
ขณะที่ความเป็นเปอร์โตริกันในสายเลือดปรากฏชัดผ่านเพลง El Lider ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงการพลิกผันจังหวะใหม่เข้ามารับใช้ได้อย่างลงตัว บนชีพจรดนตรีที่เร่งเร้าและมีชีวิต
“นี่คือครั้งแรกที่เราทำเพลง บอมบา (bomba) ในสไตล์กราสิมา (grasima) ซึ่ง grasima เป็นหนึ่งในสไตล์ของ บอมบา เหมือนอย่าง ซัลซา (Salsa) ที่คุณมี แบมโบ (mambo) ซอน (son) และ ชา-ชา-ชา (cha-cha-cha) ในบอมบา เรามีสไตล์จังหวะที่แตกต่าง และ กราสิมา เป็นหนึ่งในนั้น เรามีการบรรเลงแบบครบวง 5 แซ็ก 4 ทรอมโบน และ 4 ทรัมเป็ต ในภาคจังหวะเราใช้กลอง bomba barrels ที่คนเปอร์โตริกันใช้กัน เป็นกลองซึ่งทำให้เราได้เสียงที่ลึกและมีพลัง”
ในฐานะเป็นแฟนเพลงตัวยงของ แฟรงค์ แซปปา จึงไม่น่าแปลกใจหากเราจะได้ยินเพลง The Grand Wazoo ในเวอร์ชั่นใหม่ที่ บ๊อบ ยังรักษาเอกลักษณ์เจ้าของเพลงเดิมได้เด่นชัด เริ่มตั้งแต่ เฟรสซิ่งแรกๆ ในช่วงอินโทร.
“ผมบอกกับตัวเองว่า ผมชอบเพลงนี้ สักวันผมจะบันทึกเพลงนี้อีกครั้ง แต่จะเพิ่มเติมองค์ประกอบที่ แฟรงค์ แซปปา เพียงแค่เปรยไว้ในอะเรนจ์เมนต์ ซึ่งองค์ประกอบเหล่านั้นล้วนมาจากวัฒนธรรมของผม ไม่ว่าจะเป็นแอโฟร-คิวบัน , แอโฟร-แคริบเบียน”
57th St. Mambo จากปลายปากกาของ ไมเคิล ฟิลลิป มอสส์แมน เป็นเพลงเปิดอัลบั้มที่โชว์พลังอย่างไร้ขีดจำกัด บนชีพจรลาตินที่ยั่วเย้าอยู่ในที แนวฮาร์มอนีของเพลงนี้สะท้อนถึง “กึ๋น” ของภาคดนตรีที่พยายามไปไกลกว่าเพลงเต้นรำลาตินทั่วไป ในส่วนของโซโลทรัมเป็ตโดย มอม์แมน เอง ทำได้เนียนและน่าประทับใจดีแท้
ส่วนตัวผมสนใจเพลง D Train (ชื่อมาจากซับเวย์เส้นทางหนึ่งของนิวยอร์ก) ที่เร่าร้อน ในแทร็คนี้มีการรับลูกอิมโพรไวส์กันอย่างตื่นตา เริ่มจาก ทิม เซสชันส์ มือทรอมโบน ตามมาด้วย แอดรูว์ นีสลีย์ มือทรัมเป็ต ไปถึง เจฟฟ์ ลีเดอเรอร์ มือเทเนอร์ แซ็ก ส่วน O Som Do Sol เปลี่ยนมาสู่บีทแบบบราซิลเลียน ผลงานของ เฮอร์เมโต ปาสโคล ที่หมดจดงดงาม แม้จะไม่มีการโซโลมากนัก
สำหรับนักฟังชาวไทย อยากให้สังเกตเพลง El Ache De Sanabria En Moderacion ที่มีความสลับซับซ้อน ทว่า บางบทบางตอนของวลีเพลง กลับชวนให้คิดถึงวลีเพลงท้องถิ่นของไทยที่มีความละม้ายคลายคลึงกันอย่างน่าสนใจ
0 0 0 0 0
จากการเกิดและเติบโตมาในชุมชนคนผิวสี ได้สัมผัสซึมซับเสียงดนตรีที่หลากหลาย ด้วยลักษณะของพหุทางวัฒนธรรม ทำให้ บ๊อบบี ค้นพบว่า “หัวใจคนเรานั้นไม่มีสี ส่วนเลือดของทุกๆ คนก็เป็นสีแดงทั้งนั้น”
ดนตรีของบ๊อบบีสะท้อนถึงทัศนคติดังกล่าว ความพยายามในการทำงานของเขาจึงไม่ต่างจากการเผยแพร่ดนตรีให้กระจายออกไปในวงกว้างเท่าที่จะเป็นไปได้ ด้วยหวังว่าเสียงดนตรีที่ลดทอนการเผชิญหน้า และนำพาผู้คนให้มามองเห็นความงดงามจากความแตกต่างยิ่งขึ้น
นายวงบิ๊กแบนด์คนนี้ ยังเป็นหนึ่งในนายวงไม่กี่คนนักที่พยายามผลักดันงานให้เกิดขึ้น แม้เงื่อนไขการดำรงอยู่ของ บิ๊ก แบนด์ ไม่ใช่เรื่องง่ายก็ตาม เพราะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายมหาศาล ข
ณะที่สถานการณ์โดยทั่วไปของแจ๊สในสหรัฐอเมริกากลับไม่สู้ดีนัก ไม่ว่าจะยอดขายที่ลดลง หรือการไม่มีโอกาสเปิดออกอากาศทางสถานีวิทยุและทีวี
ดูเหมือนนักดนตรีอย่างเขาจึงต้องรับบทเป็นนักการศึกษาไปในเวลาเดียวกัน และเมื่อพูดถึงเยาวชน บ๊อบบี ซานาเบรีย จะกล่าวด้วยน้ำเสียงอันเปล่งประกายด้วยความหวัง
“ผมแปลกใจที่หลังจากนำเสนอเสียงดนตรีไปในงานคอนเสิร์ตต่างๆ หรือไปบรรยายให้เด็กๆ ฟัง พวกเขามักเดินเข้ามาหา แล้วถามไถ่ว่ายังมีอัลบั้มในลักษณะฟังอีกหรือไม่ ผมเชื่อว่าดนตรีดีๆ เหล่านี้ได้สื่อสารไปยังกลุ่มผู้ฟังแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมา เราอาจจะไม่มีโอกาสเช่นนี้มากนัก”
และนั่นคงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เป็นกำลังใจให้ บ๊อบบี ซานาเบรีย ทำงานต่อไป.