All entries by this author

จุดประกายคอนเสิร์ต ครั้งที่ 39

swing



ธีโลเนียส มังค์ อัจฉริยะที่โลก (เกือบ) ลืม

Monk[1]

ธีโลเนียส มังค์ (Thelonious Monk) เป็นนักดนตรีแจ๊สที่เรื่องราวของเขามีสีสันมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของดนตรีแขนงนี้

            ภาพยนตร์สารคดี Thelonious Monk Straight, No Chaser กำกับโดย ชาร์ล็อตต์ เซริน (Charlotte Zwerin) ที่นำเสนอชีวิตของเขาย่อมยืนยันข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ได้ดี

            ด้วยนิสัยส่วนตัวแปลกๆ วิธีการเล่นเปียโนที่มีการเกร็งนิ้วเหมือนคนเล่นไม่เป็น บทเพลงที่ประกอบขึ้นจากโมทิฟ แพทเทิร์นของจังหวะ และทำนองขรุขระอันน่าประหลาด  ตลอดจนการสวมหมวกทรงแปลกตา บ้างลุกขึ้นมาเต้นรำคั่นการแสดงของตนเอง เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้คนเข้าใจผิด บ้างคิดว่าเขาบ้า เขาเพี้ยน เขาดูชอบกล  และ ฯลฯ

            ครั้งหนึ่ง มังค์ เคยกล่าวว่า

            “ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมเล่นล้วนแตกต่าง … ทำนองต่าง, ฮาร์มอนีต่าง, โครงสร้างต่าง แต่ละชิ้นงานแตกต่างจากชิ้นอื่นๆ … เมื่อเพลงบอกเล่าเรื่องราว เมื่อมันมีซาวด์ที่แน่นอน  จากนั้นมันจะเปลี่ยนผ่านไปอย่างสมบูรณ์”

            มังค์ เปรียบเสมือน “อัจฉริยะที่โลกลืม” อย่างน้อยก็ชั่วระยะเวลาหนึ่งที่หลุดหายไปจากความสนใจของสาธารณะ ทั้งที่เขามีส่วนร่วมในความเคลื่อนไหวของบีบ็อพมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1940 ในฐานะมือเปียโนประจำของ “มินตัน’ส เพลย์ เฮาส์” แหล่งแจมเซสชั่นของนักดนตรีหัวก้าวหน้าหลังเลิกงาน จนได้รับฉายานามว่า “เจ้าคณะแห่งบีบ็อพ” (High Priest of Bebop) แต่ผู้คนวงกว้างกลับไม่ใคร่สนใจใยดีต่อผลงานของเขาเท่าใดนัก (more…)



ลูกสาว ‘เฮนรี แมนซินี’ ครวญเพลงจากหนัง

8-monica

นักร้องอย่าง โมนิกา แมนซินี เคยใช้ชีวิตในวัยเด็กที่เหมือนกับเด็กอเมริกันชนทั่วไป โดยเธอเติบโตขึ้นมากับเสียงดนตรีของ เดอะ บีเทิลส์ และ เดอะ โรลลิง สโตนส์ แต่รวมไปถึงดนตรีรุ่นเก่าของ แมทท์ มอนโร
โมนิกา แมนซินี เป็นลูกสาวของ เฮนรี แมนซินี นักประพันธ์ดนตรีที่เคยได้รับรางวัลออสการ์ ตั้งแต่วัยเยาว์ เธอจำได้ว่าที่บ้านของเธอเคยมีโอกาสต้อนรับศิลปินดังมาแล้วหลายคน ซึ่งรวมถึง เมล ทอร์เม, ควินซี โจนส์ และ จอห์นนี เมอร์เซอร์ ดังนั้นการที่โมนิกาเลือกทำงานด้านดนตรีจึงไม่ใช่สิ่งที่น่าประหลาดใจ
อย่างไรก็ดี ถึงแม้โมนิกา ระบุว่า จินนี ซึ่งเป็นคุณแม่ของเธอ และมีงานเป็นนักร้องตามสตูดิโอ จะเป็นผู้ช่วยเหลือเธอในการทำงานด้านดนตรี แต่บุคคลที่มีอิทธิพลต่อเธออย่างมากในช่วงเริ่มแรก คือ แมทท์ มอนโร (more…)



Invocation บนสำเนียงแตกต่าง

Invocation
ผมได้รับอีเมลคำถามจากผู้อ่านสั้นๆ ว่า “นอกจากมือกีตาร์แจ๊สตัวหลักๆ แล้ว ในวงการแจ๊สวันนี้ มีดาวรุ่งคนไหนบ้างที่น่าสนใจ ?”
ตามความเข้าใจของผม มือกีตาร์ตัวหลักๆ ในที่นี้ หมายถึงศิลปินที่แฟนเพลงบ้านเราค่อนข้างคุ้นชื่อกันดี อย่าง แพท เมธินี , จอห์น สโกฟิลด์, จิม ฮอลล์, แพท มาร์ติโน, บิลล์ ฟริเซลล์, จอห์น แมคลาฟลิน, จอห์น แอเบอร์ครอมบี รวมไปจนถึงเลือดใหม่หน่อยอย่าง เคิร์ท โรเซนวิงเกิล, รัสเซลล์ มาโลน, ปีเตอร์ เบิร์นสไตน์, แอนโธนี วิลสัน, ชาร์ลี ฮันเตอร์ เป็นต้น
หากเป็นเช่นนั้น ดาวรุ่งที่น่าสนใจของวงการแจ๊สวันนี้ ก็น่าจะเป็นมือกีตาร์ที่อยู่ไกลจากการรับรู้ของแฟนเพลงชาวไทยโดยมาก พวกเขาอาจจะกำลังมีบทบาทอยู่ในแจ๊สซีนที่อเมริกา โดยเฉพาะที่นิวยอร์กซิตี
นักกีตาร์กลุ่มนี้ประกอบด้วยคนอย่าง ไลโอเนล ลูเอเก จากเวสต์แอฟริกันที่กำลังร้อนแรงในวงการแจ๊สทั้งในอเมริกาและยุโรป รวมถึงคนรุ่นใหม่ อย่าง อดัม โรเจอร์ส, เบน มอนเดอร์, เดฟ สไตรเกอร์ และแน่นอนน่าจะมีชื่อของ พอล บอลเลนแบ็ค อยู่ในโผด้วย แม้วัยจะล่วงเลยมาไม่น้อยแล้วก็ตาม
อัลบั้มใหม่ของ พอล ที่มีชื่อว่า Invocation เพิ่งออกวางขายในสหรัฐอเมริกาเมื่อปลายปี 2007 นี่เอง ซึ่งได้เสียงตอบรับอย่างชื่นชมจากนักวิจารณ์ในหลายๆ สื่อด้วยกัน และจากการได้ติดตามลองฟังอยู่ 4-5 ชุด โดยส่วนตัวผมคิดว่า นี่คือมือกีตาร์ที่มีสุ้มเสียงเป็นเอกลักษณ์มากที่สุดคนหนึ่ง
แน่นอนว่าผลงานของ พอล ไม่มีวางขายทั่วไปในบ้านเรา แต่คุณอาจจะใช้วิธีสั่งผ่าน www.amazon.com ให้ส่งตรงถึงบ้าน (มาถึงตรงนี้ ยังไม่วายเสียดายว่าเว็บไซต์สุดโปรดของผมที่เคยแนะนำแฟนๆ ไปหลายคน นั่นคือ www.djangos.com ที่คุณสามารถสั่งแผ่นได้โดยไม่เสียค่าจัดส่ง ได้ปิดตัวลงแล้ว) ถึงกระนั้น ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มีเว็บไซต์หลายแห่งที่เปิดบริการให้ดาวน์โหลดอัลบั้มนี้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ด้วยการเสียเงินในราคาย่อมเยาเป็นทางเลือก
หนทางเข้าถึงแจ๊สไม่ใช่เรื่องยากลำบากอีกต่อไป !
0 0 0 0 0
ในอัลบั้ม Invocation พอล มีทั้งเพลงแต่งเอง (original composition) และเพลงสแตนดาร์ด หรือเพลงเก่าที่นำมาตีความใหม่จำนวนหนึ่ง หากคุณยังไม่คุ้นกับไลน์กีตาร์ของเขาที่เริ่มต้นอย่างเผ็ดร้อนตั้งแต่เพลงแรก บททดสอบแรกสุด อาจจะเริ่มต้นจากแทร็คที่ 4 เพลง Everything Must Chance เพลงโมเดิร์นคลาสสิกที่แต่งโดย เบอร์นาร์ด อิกเนอร์ ซึ่งมีแนวทำนองที่ค่อนข้างคุ้นหู
บัลลาดแสนเหงาเพลงนี้ บรรเลงในลักษณะการประสมแบบทริโอ โดยมี วิคเตอร์ ลูว์อิส มือกลองอาวุโส ควบแปรงผ่านสแนร์อย่างนุ่มนวล และมี เอ็ด โฮเวิร์ด วอล์คเบสตามอย่างอ่อนโยน นับเป็นเพลงที่ พอล ถ่ายทอดออกมาอย่างสละสลวย วิธีการเล่นซิงเกิลโน้ตของเขารับอิทธิพลของ แพท มาร์ติโน มาอย่างเต็มๆ แต่ในเวลาเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นแนวทางที่ทั้งเข้มและเยือกเย็นอยู่ในที ก่อนจะมาถึงช่วงกลางของเพลง ที่มีไดนามิคปรับจังหวะให้กลายมาเป็น สเตรท อะเฮด เพื่อให้นักดนตรีทั้ง 3 แสดงปฏิสัมพันธ์กันอย่างมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น
หลังจากซึมซับกับไลน์กีตาร์ของเพลง Everything Must Change แล้ว มาพิจารณาบุคลิกภาพของ พอล ผ่านเสียงกีตาร์ที่ชัดเจนขึ้นในเพลง Emily บทเพลงสแตนดาร์ดที่มีทำนองอ่อนหวานจากฝีมือการประพันธ์ของ จอห์นนี แมนเดล ที่ พอล บรรเลงอย่างไม่รีบร้อน เขาค่อยๆ แต้มสีสันผ่านเสียงคอร์ดลงทีละน้อย อย่างค่อยเป็นค่อยไป
ด้วยวิธีจัดการกับเมโลดีเดิมในเพลงนี้ ก่อนผันแปรทำนองใหม่ด้วยอิมโพรไวเซชั่น อาจจะไม่หวือหวาในสายตาคอเพลงที่ชื่นชอบสไตล์การเล่นแบบดุเดือดเลือดพล่าน แต่ความหมดจดงดงาม ทิศทางการเคลื่อนย้ายตัวโน้ตอันชัดเจน รวมถึง “สาร” ที่ศิลปินต้องการ “สื่อ” ออกมา นับว่าเป็นสาระสำคัญเหนืออื่นใด ซึ่ง พอล มีองค์ประกอบเหล่านี้อย่างครบถ้วน
ครั้งหนึ่ง จอร์จ เบนสัน ศิลปินรุ่นพี่ที่สนับสนุน พอล มาโดยตลอดเคยพูดถึงเขาว่า
“ไม่มียอดฝีมือแจ๊สคนใดที่ให้คำนิยามแจ๊สผ่านถ้อยคำ แต่ทั้งหมดต่างเห็นดีเห็นงามว่า คุณรู้จักแจ๊สก็ต่อเมื่อคุณฟังแจ๊ส นั่นคือหนทางที่ พอล บอลเลนแบ็ค มันเป็นการบรรเลงอย่างซื่อตรงต่อความรู้สึก ไม่ทะเยอทะยาน แต่ล้ำหน้า และเปี่ยมด้วยพลัง”
0 0 0 0 0

bollenback2
จากข้อมูลเกี่ยวกับ พอล บอลเลนแบ็ค ในเว็บไซต์ของเขา พอลเป็นชาวอเมริกัน เกิดในครอบครัวที่มีพ่อเป็นนักวิทยาศาสตร์และรักในเสียงดนตรี ด้วยต้องการปลูกฝังรสนิยมทางดนตรี เขาจึงได้รับกีตาร์สายไนล่อนเป็นของขวัญจากพ่อตอน 7 ขวบ
แล้ววันหนึ่ง เมื่ออายุ 11 ขวบ ชีวิตของเขาก็เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยน เมื่อครอบครัวต้องย้ายไปพำนักที่เมืองนิวเดลี ประเทศอินเดียเป็นเวลานานราว 3 ปี
ที่นั่น เขาได้ซึมซับสุ้มเสียงแห่งตะวันออก และวิถีทางวัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ได้เห็นโลกที่ผิดแผกจากความคุ้นเคยมาก่อน จึงเป็นเรื่องปกติที่สิ่งเหล่านี้จะปรากฏอยู่ในเสียงดนตรีของเขาในเวลาต่อมา เช่นเดียวกันกับในอัลบั้ม Invocation ซึ่งตัวไตเติลแทร็คที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วน (Two-Part) ได้นำเสนอซาวด์เฉพาะนี้อย่างชัดเจน
เมื่อกลับจากอินเดีย พอล เติบโตในเมืองนิวยอร์คซิตี พ่อซื้อกีตาร์ไฟฟ้าให้เป็นของขวัญอีกครั้ง โดยคราวนี้ พอล อยู่ในวัยให้ความสนใจกับกระแสดนตรีร็อคแอนด์โรลล์ที่กำลังมาแรง แต่ผู้จุดประกายความคิดด้านดนตรีที่เด่นล้ำและเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของเขาในชั่วพริบตา คือ ไมล์ส เดวิส นักดนตรีแจ๊สที่มีบทบาทในการปฏิวัติแจ๊สมาหลายยุคหลายสมัย
ช่วงปี ค.ศ.1975 พอล ย้ายสถานที่พำนักอีกครั้ง จากเมืองนิวยอร์คซิตี ไปวอชิงตัน ดีซี แต่เขายังคงเสาะหาช่องทางในการเรียนรู้ดนตรีเช่นเคย เมื่อถึงเกณฑ์เข้ามหาวิทยาลัย นักกีตาร์หนุ่มคนนี้ตัดสินใจเรียนเอกวิชาดนตรีที่มหาวิทยาลัยแห่งไมอามี่ โดยขอฝากตัวเป็นศิษย์ของศาสตราจารย์ทางด้านทฤษฎีดนตรีและการประพันธ์ดนตรีที่มีชื่อเสียง นั่นคือ แอเชอร์ ซลอทนิค โดยร่ำเรียนอย่างจริงจังเป็นเวลาถึง 8 ปี
สนามฝึกฝนวิทยายุทธแรกๆ ของ พอล บอลเลนแบ็ค คือการเป็นสมาชิกในวง เซเวนธ์ ควอแดรนท์ ของ มือแซ็ก แกรี โธมัส และเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นเมื่อเล่นในวงของมือออร์แกนระดับพระกาฬ นาม โจอีย์ เดอฟรังเซสโก โดยเล่นอยู่ในวงนี้นานถึง 16 ปี และฝากไลน์กีตาร์ไว้ถึง 14 อัลบั้ม
“การร่วมงานกับ โจอีย์ ได้เปิดช่องทางอันล้นเหลือให้แก่อาชีพของผม” พอล พูดถึงมือออร์แกนระดับตำนานอย่างสำนึกในบุญคุณ “ตั้งแต่แรกเขาชัดเจนแล้วว่า ไม่ต้องการให้ผมอยู่เบื้องหลัง … 5 อัลบั้มที่เราทำด้วยกันตลอด 5 ปี ผมได้โซโลในทุกๆ เพลง เขายังเปิดทางให้ผมนำเสนอบทประพันธ์ของตัวเองอีกด้วย”
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากบทประพันธ์เพลง Wookies’s Revenge และ Romancin’ the Moon ซึ่งอยู่ในอัลบั้ม Reboppin’ ของ โจอีย์ เดอฟรังเซสโก จะทำให้เขาได้รับรางวัล SESAC award for original music ในปี ค.ศ.1991 ซึ่งเป็นการสร้างชื่อเสียงให้เขาในฐานะนักแต่งเพลง ก่อนที่จะได้รับรางวัล “นักดนตรีแห่งปี” ย่านวอชิงตัน (Musician of the Year at the Washington Area Music Awards) ในปี ค.ศ.1997 ด้วยซ้ำ
ที่ผ่านมา พอล มีงานเดี่ยวของตัวเองออกกับสังกัด แชลเลนจ์ เร็คคอร์ดส์ เช่นชุด Original Visions ตามมาด้วย Double Gemini ,Soul Grooves, Dreams และ Double-Vision ก่อนที่ พอล จะย้ายมาอยู่ค่าย เอเลแฟนท์ ดรีมส์ ออกอัลบั้ม Brightness of Being ในปี ค.ศ.2006 และล่าสุดคือผลงานชุดที่ 7 Invocation ที่พัฒนาอย่างสุกงอมยิ่งขึ้น
โดยสไตล์การเล่นของ พอล ค่อนข้างหลากหลาย แต่ให้ซาวด์ที่เป็นเอกภาพ นั่นมาจากกระบวนการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง แล้วค่อยๆ สังเคราะห์แนวทางของตนเองขึ้นมาทีละน้อย กระนั้น สุ้มเสียงในการบรรเลงของ พอล ยังอิงกับอิทธิพลของศิลปินรุ่นใหญ่ ตั้งแต่ คาร์โลส ซานตานา, เวส มอนต์โกเมอรี, จอห์น สโกฟิลด์, แพท เมธินี, เคนนี เบอร์เรลล์, จอร์จ เบนสัน เรื่อยไปจนถึงนักเปียโนอย่าง เฮอร์บี แฮนค็อก, บิลล์ เอแวนส์ และนักแซ็กโซโฟนอย่าง จอห์น โคลเทรน และ เวย์น ชอร์เตอร์ เป็นต้น
0 0 0 0 0
หลังจากคุ้นเคยกับสำเนียงกีตาร์ของ พอล บอลเลนแบ็ค กับเรื่องราวของเขามาพอสมควรแล้ว ผมขอพาคุณดิ่งลงสู่ตัวตนที่เด่นชัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นความโดดเด่นทั้งในฝีมือการแต่งเพลงและการบรรเลงกีตาร์ของหนุ่มใหญ่หัวเกลี้ยงคนนี้
ในไตเติลแทร็ค พาร์ทแรก พอล จัดวางทำนอง 2 ทำนองในแบบ เคาน์เตอร์ เมโลดี นำเสนอผ่านเสียงร้องของ คริส แมคนัลตี และเสียงทรัมเป็ตของ แรนดี เบรคเกอร์ บนบันไดเสียงที่ชวนให้ระลึกถึงโลกตะวันออก หรือความคิดคำนึงจากภายใน โดย พอล บรรเลงเชื่อมโยงและโต้ตอบในลักษณะปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนนักดนตรี ขณะที่ วิคเตอร์ ลูว์อิส ควบกลองอย่างอิสระ สอดรับกับทางเบสอันแกว่งไกวของ เอ็ด โฮเวิร์ด
หลังจากสำเนียงที่ค่อนข้างวุ่นวายในพาร์ทแรก เอ็ด วอล์คเบสนำเข้าสู่พาร์ทที่สอง อย่างสงบนิ่งกว่า ด้วยฟอร์มที่ชวนให้ระลึกถึงเพลง A Love Supreme ของ จอห์น โคลเทรน ขึ้นมาตะหงิดๆ ความเท่ของส่วนนี้น่าจะอยู่ตรงเมโลดีที่หมดจดและรัดกุม เสียงร้องของ คริส นั้นไม่ธรรมดา ขณะที่โซโลทรัมเป็ตของ แรนดี ยังไว้ลายชายชาติเสือได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งเข้มและผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน
การสะท้อนตัวตนและอิทธิพลจากวัฒนธรรมอินเดีย ยังปรากฏในอินโทร.ของเพลงสแตนดาร์ดอย่าง How Deep Is The Ocean ซึ่งทำให้แฟนเพลงตื่นตะลึงได้ในไอเดียที่แหวกแนวและน่าติดตามอย่างหิวกระหายของเขา
นอกจากเพลงนี้แล้ว อย่าลืมฟังเพลงปิดท้ายอัลบั้ม After The Rain งานอมตะของ จอห์น โคลเทรน แค่ไลน์กีตาร์ที่มีแพทเทิร์นจังหวะเล็กๆ จากท่อนอินโทร. สามารถผสานกับจังหวะหมอลำได้ในบัดดล ทว่า ความอลังการอย่างเรียบง่ายผ่านการบรรเลงในเพลงนี้ต่างหาก ที่ทำให้คุณจินตนการถึงสายรุ้งที่พาดผ่านขอบฟ้ายามหลังฝนได้ไม่ยากนัก
“การเล่นดนตรี การเรียบเรียงดนตรี และการประพันธ์ดนตรี ทั้งหมดนี้คือสิ่งเดียวกัน” พอล เคยตั้งแง่คิดด้านปรัชญาเอาไว้ “โดยชั้นเชิงการประพันธ์ดนตรี อันประกอบด้วย พื้นผิวของเสียง, โทนสีสัน และความเข้ม สามารถถูกนำมาใช้เพื่อสร้างอินโพรไวเซชั่น โดยปราศจากการพึ่งพิงสูตรสำเร็จทางดนตรีใดๆ “
นั่นคือแนวทางหนึ่งที่ พอล บอลเลนแบ็ค พร้อมกับเพื่อนนักดนตรีพยายามขับเคลื่อนให้แจ๊สก้าวไปข้างหน้า และมีผลผลิตที่สมบูรณ์อย่างที่ใจเขาหวัง.
Paul Bollenback / Invocation / Elefant Dreams Records (2007)
Tracks : 1. Dancing Leaf , 2. Alter Ego , 3. How Deep is the Ocean , 4. Everything Must Change , 5. Invocation, part 1 , 6. Invocation, part 2 , 7. Emily , 8. Songline , 9. After the Rain
Personnel : Paul Bollenback , guitar ; Randy Brecker , trumpet ; Ed Woward , bass ; Victor Lewis , drums ; Chris McNulty , vocals



ลี มอร์แกน สิงห์หนุ่มยุคฮาร์ดบ็อพ

leemorgan

         หนึ่งในบรรดานักทรัมเป็ตแถวหน้าของยุคฮาร์ดบ็อพ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 50 – ต้นทศวรรษ 60 หนีไม่พ้น ลี มอร์แกน (Lee Morgan) เจ้าของสุ้มเสียงจัดจ้านร้อนแรง และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
         ลี เกิดที่ฟิลาเดลเฟีย เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ.1938 เริ่มหัดทรัมเป็ตเมื่ออายุ 14 ปี  โดยเรียนส่วนตัวกับครูคนหนึ่ง แต่ระหว่างเข้าเรียนที่ มาสท์บอม ไฮ สกูล ฟอร์ ดิ อาร์ตส์ เขารับหน้าที่เล่น อัลโต ฮอร์น ในวงของโรงเรียน
         ด้วยความสนใจในดนตรีแจ๊สตั้งแต่อายุไม่มากนัก สืบเนื่องจากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสดนตรีโดยตรงในละแวกบ้านเกิด โดยเฉพาะผลงานของ จอห์น โคลเทรน, เบนนี โกลสัน และพี่น้องตระกูล ฮีธ นอกจากนี้ ลี มีนักทรัมเป็ตที่ส่งอิทธิพลให้แก่การเล่นของเขามากที่สุด คือ คลิฟฟอร์ด บราวน์ (more…)