![piano[1] piano[1]](http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/04/piano1-250x300.gif)
สุดยอด 15 อัลบั้มเดี่ยวเปียโนแจ๊ส
- ว่าด้วยเปียโนแจ๊สกับการบรรเลงเดี่ยว-
แม้จะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวงโยธวาทิต (Marching Band) ในยุคสมัยแห่งการก่อเกิดของแจ๊สยุคแรก (Early Jazz) ที่นครนิวออร์ลีนส์ ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เหมือนเครื่องลมทองเหลือง แต่จัดได้ว่า “เปียโน” เป็นเครื่องดนตรีที่มีบทบาทอย่างต่อเนื่องในพัฒนาการแต่ละช่วงของดนตรีแขนงนี้
ก่อนการเกิดของแจ๊ส ในสหรัฐอเมริกา มีดนตรียอดนิยมอยู่ 2 ประเภท (นอกเหนือจากดนตรีคลาสสิก) คือ ดนตรีบลูส์ ซึ่งเป็นโฟล์คของคนผิวสี กับดนตรีแร็กไทม์ ซึ่งเป็นส่วนผสมแรกเริ่มของดนตรีคลาสสิกกับจังหวะจะโคนอันพิสดารของดนตรีแอฟริกัน
เปียโนเป็นเครื่องดนตรีหลักในการถ่ายทอดดนตรีแร็กไทม์ จากย่าน “มิดเวสต์” ให้แพร่หลายไปทั่วทวีปอเมริกา บทประพันฑ์แร็กไทม์ ยังทำให้เปียโนกลายเป็นเครื่องดนตรีที่เชื่อมโยงไปหาแจ๊สได้อย่างแนบเนียน ดังเห็นได้จากแนวทางการบรรเลงเปียโนในแนวสไตรด์ (Stride Piano) ซึ่งส่งอิทธิพลต่อยุคสวิงในเวลาต่อมา
นับจาก เจลลี โรลล์ มอร์ตัน แห่ง นิวออร์ลีนส์ กล่าวได้ว่า เจมส์ พี. จอห์นสัน และ ไลออน ดับเบิลยู สมิธ คือนักสไตรด์เปียโนแจ๊สแรก ๆ ที่ส่งอิทธิพลต่อนักเปียโนในยุคสวิง ไม่ว่าจะเป็น ดุ๊ก เอลลิงตัน หรือ เคาน์ เบซี
อิทธิพลของมือสไตรด์เปียโน ยังส่งอิทธิพลต่อนักดนตรียุคบ็อพ อย่าง ธีโลเนียส มังค์ ซึ่งหลังจากยุคบีบ็อพเป็นต้นมา โลกทัศน์ของคนเล่นเปียโนแจ๊สเปิดกว้างอย่างต่อเนื่อง ด้วยพัฒนาการของการบรรเลง ตลอดจนไอเดียแปลกใหม่ที่ปลดปล่อยมือซ้ายและมือขวาให้เป็นอิสระจากกัน เราจึงมีนักเปียโนอภิมหาอมตะนิรันดร์กาลเป็นจำนวนมหาศาล แต่ละคนต่างสำแดงอัตลักษณ์ของตนเองอย่างโดดเด่น
ตั้งแต่ แนท คิง โคล , ออสการ์ ปีเตอร์สัน, เดฟ บรูเบ็ค เรื่อยมาจนถึง บิลล์ อีแวนส์ และเหล่าศิลปินระดับตำนานที่สืบสานแนวทางของ ไมล์ส เดวิส อย่าง เฮอร์บี แฮนค็อก , ชิค คอเรีย, คีธ จาร์เรทท์ จนกระทั่งถึงนักเปียโนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน
แต่น่าแปลกตรงที่ หลังจากยุคสไตรด์เปียโนที่นักดนตรีเน้นการบรรเลงเดี่ยวเป็นต้นมา ผลงานเด่นๆ ของนักเปียโนแจ๊ส มักเกิดจากการบรรเลงในลักษณะของการประสมวงเสียมากกว่า โดยเฉพาะวงทริโอ และไม่ปรากฏงานเดี่ยวเปียโนให้ได้ฟังมากนัก
15 อัลบั้มเบื้องล่างนี้ คือผลผลิตของนักเปียโนที่เลือกบรรเลงเดี่ยว เพราะต้องการนำเสนอ “สาร” (Message) ที่แตกต่างออกไปจากฟอร์แมทที่พวกเขาคุ้นเคย กระนั้น ก็นับเป็นการบรรเลงเดี่ยวที่ต้องอาศัย “ขนาดของหัวใจ” ไม่น้อยเลย ผลลัพธ์ที่ได้ เห็นที่ต้องอาศัย “ขนาดของหัวใจ” ของนักฟังในการเข้าถึงแง่มุมอันลุ่มลึกและเป็นปัจเจกภาพของพวกเขาเหล่านั้น ซึ่งผมเชื่อคุ้มค่าแก่การฟังอย่างแน่นอน.

1. Keith Jarrett / The Koln Concert / ECM
อัลบั้ม “เดอะ โคโลญน์ คอนเสิร์ต” เมื่อปี ค.ศ.1975 ได้รับการยอมรับว่า เป็นบันทึกการแสดงสดที่ดีที่สุด เท่าที่นักเปียโนคนหนึ่งจะกระทำได้ ในลักษณะของการบรรเลงเดี่ยว (recital) ที่เปิดกว้างให้แก่ความคิดสร้างสรรค์และการด้นสด (creativity & improvisation) ด้วยความยาวที่คลี่คลายไปอย่างไม่ตายตัว และยากแก่การคาดเดาล่วงหน้า (แม้กระทั่งตัวศิลปินเอง) คีธ จาร์เรทท์ เป็นหนึ่งในนักดนตรีแจ๊สรุ่นใหม่ที่พยายาม “แหวกกระแส” พัฒนาการของดนตรีแจ๊สออกไปจากกรอบเดิมๆ โดยเขามาถึงเวทีการแสดงอย่างไม่คิดเจาะจงตายตัวว่า จะเล่นเพลงอะไร หากปล่อยให้เทคนิคการด้นสดคลี่คลายสิ่งที่เขาคิดในหัวสมองให้ปรากฏออกมาผ่านปลายนิ้ว ผลลัพธ์นั้น-บอกได้คำเดียวว่า “สุดยอด”

2. Bill Evans : Alone / Verve
บิลล์ อีแวนส์ มีชื่อเสียงในฐานะผู้สร้างฟอร์แมท “เปียโน ทริโอ” อันสะท้านยุทธภพ จากการเปิดทางให้เบสและกลองมีอิสระในความเคลื่อนไหวสูงกว่าที่ใครเคยทำมาก่อนหน้านั้น แต่เมื่อถึงคราวบรรเลงเดี่ยว บิลล์ ก็สามารถพาผู้ฟังดิ่งลึกลงไปในโลกของเปียโนได้อย่างน่าประทับใจ อัลบั้มนี้ บันทึกเสียงในปี 1968 บิลล์ โชว์ลีลาความเป็นอิสระของการบรรเลง ที่ก้าวหน้าและมีลักษณะเฉพาะตัวในยุคสมัยนั้น กับบทเพลงสแตนดาร์ดที่เขาตีความได้ซ้ำ อย่างไม่รู้เบื่อ เช่น Here’s That Rainy Day, Never Let Me Go และ A Time For Love เป็นต้น นอกจากรางวัลแกรมมี่อวอร์ดที่บิลล์ ได้รับจากงานชุดนี้แล้ว อาจจะถือได้ว่านี่คืออัลบั้มเดี่ยวแท้ชุดแรกๆ ของเขา หลังจากที่เคยทำงานแบบ “โอเวอร์ดั๊บ” (อัดเสียงซ้ำ) กับอัลบั้มอย่าง Conversation with Myself มาแล้ว

3. Thelonious Monk / Solo Monk / Columbia
หลังจากผ่านค่ายเพลงอย่าง บลูโน้ต และ เพรสทิจ แล้ว โธลีเนียส มังค์ เข้าสู่ยุคหลังกับค่าย “โคลัมเบีย” (ต่อมาคือ โซนี มิวสิค) โดยมังค์อัดอัลบั้มนี้ในบรรยากาศแบบดิบๆ ช่วงปี ค.ศ.1964-65 ด้วยเพลงสแตนดาร์ดเป็นส่วนใหญ่ และมีเพลงที่ตัวเองแต่งขึ้นประปราย การบรรเลงของมังค์ในอัลบั้มนี้ สะท้อนถึงพื้นฐานของแจ๊สที่แข็งแกร่ง แม้จะเป็นนักเปียโนในยุคสมัยของบีบ็อพ แต่มังค์พร้อมในการนำเสนองานเพลงที่อิงกลิ่นอายเทรดิชั่นนอล หรือ “พื้นฐาน” ที่ควรผ่าน เขาปลดปล่อยให้เปียโนเป็นทั้ง กลอง, เครื่องลม และวงออร์เคสตราในตัวเองได้อย่างอัศจรรย์ เช่นในเพลงเก่าอย่าง Dinah เทคนิคมือซ้ายของเขาเดินลู้ปให้ความรู้สึกเหมือนการบรรเลงของทูบา สอดรับกับทางนิ้วมือขวาที่กำลังเริงระบำ ค่ายเพลงหยิบอัลบั้มนี้ไปรีอิสชูว์ใหม่ กับงานบันทึกเสียงต่างกรรมต่างวาระอื่นๆ จนกลายเป็นอัลบั้มแผ่นคู่ Monk Alone : The Complete Columbia Solo Studio Recordings ในเวลาต่อมา

4. Art Tatum / The Standard Transcriptions 1935-45 / Storyville
อาร์ต เททัม ได้ชื่อว่าเป็นนักกายกรรมเปียโน ระหว่างฟังการบรรเลงอันพร่างพรูของเขา คุณจะรู้สึกราวกับไอเดียของเขาไม่มีวันเหือดแห้ง อาร์ต แสดงให้เห็นว่า หากเขาสามารถหมุนเปียโนทั้งหลังด้วยนิ้วชี้อันเดียว อาร์ตคงทำไปนานแล้ว อัลบั้มคู่ชุดนี้ บันทึกเสียงต่างกรรมต่างวาระกัน ในช่วง 1 ทศวรรษตั้งแต่ยุคเฟื่องฟูของสวิง (Swing Era) ที่แจ๊สผลิบานในแบบ “บิ๊กแบนด์” จนกระทั่งถึงช่วงสิ้นสุดลงของสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยบทเพลงถึง 60 เพลงที่รวบรวมให้เห็นภาพอันชัดเจนของนักเปียโนนัยน์ตาพิการผู้นี้ ซึ่งมีทั้งเพลงเก่าแก่ เพลงสแตนดาร์ด และเพลงร่วมสมัยในเวลานั้นที่กำลังดังอย่าง Begin the Beguine

5. Dave Brubeck / Just You , Just Me / Telarc
แฟนเพลง เดฟ บรูเบ็ค คงเคืองผมแย่ หากไม่มีงานของ เดฟ สักชุด ซึ่งเจ้าตัวนั้นโด่งดังเป็นที่รู้จักในวงกว้าง จากอัลบั้ม Time Out ที่มีเพลง Take Five กับการประสมวงแบบควอร์เทท เกือบ 40 ปีที่ เดฟ ไม่ได้บันทึกอัลบั้มเดี่ยวเปียโนเลย จนในปี ค.ศ.1994 เขาเดินเข้าห้องอัดคนเดียวกับผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นงานชุดนี้ ซึ่งมี 7 เพลงสแตนดาร์ด 4 เพลงแต่งใหม่ และอีกหนึ่งเพลงอุทิศให้แก่ สตีเฟน ฟอสเตอร์ นักแต่งเพลงที่ได้ชื่อว่าเป็น บิดาของเพลงอเมริกัน (คนแต่งเพลง Oh Susanna นั่นแหละ) เช่นเคยเพียงไม่กี่ห้องแรก สำหรับนักฟังที่มีประสบการณ์สามารถบอกถึงอัตลักษณ์ของศิลปินอาวุโสคนนี้ได้ดี ทั้งการบรรเลงทำนองสอดผสานไปกับเสียงคอร์ดที่มีความลึกซึ้งและไพเราะงดงามในเวลาเดียวกัน

6. McCoy Tyner/ Jazz Roots / Telarc
หลายคนคงจดจำ แมคคอย ไทเนอร์ เมื่อครั้งมาแสดงในงาน Jazz Royale Festival เมื่อหลายปีก่อนได้ อดีตสมาชิกวง “คลาสสิก ควอร์เทท” ของ จอห์น โคลเทรน คนนี้ เคยมีอัลบั้มเดี่ยวเปียโนชุด Jazz Roots เมื่อปี ค.ศ.2000 ความน่าสนใจของอัลบั้มนี้ คือการที่นักเปียโนที่มีสไตล์ของตนเองเด่นชัด อย่าง ไทเนอร์ หวนรำลึกถึงนักเปียโนที่มีชื่อเสียงคนอื่นๆ ในอดีต กับบทเพลงที่คัดสรรมาเพื่อแสดงความคารวะแก่นักเปียโนระดับตำนานโดยเฉพาะ เช่น อาร์ต เททัม, บัด พาวล์, ธีโลเนียส มังค์, ชิค คอเรีย, คีธ จาร์เรทท์ ฯ รวมทั้งหมด 14 เพลงด้วยกัน

7. Mary Lou Williams / Zoning / Smithsonian Folkways
โลกนี้มีสุภาพสตรีอยู่ครึ่งหนึ่ง (หรืออาจจะมากกว่า) เหตุนี้ หากไม่มีนักเปียโนหญิงเลย ท่านเฟมินิสต์ทั้งหลายอาจจะรู้สึกขัดเคืองขึ้นได้ และเมื่อนึกถึงนักเปียโนแจ๊สหญิง อันดับต้นๆ ต้องมี แมรี ลู วิลเลียมส์ อยู่ในรายชื่อด้วย อัลบั้มนี้อัดเมื่อปี ค.ศ.1974 ตอนเธออายุ 64 ปี ภายใต้สังกัดของเธอเอง แต่ต่อมารีอิสชูว์อีกครั้งโดยสถาบันสมิธโซเนียน เป็นช่วงที่เธอกลับจากการใช้ชีวิตอย่างยาวนานในฝรั่งเศส เพลงส่วนใหญ่เป็นเพลงที่เธอแต่งเอง มีเพลง Olinga ของ ดิซซี กิลเลสปี รวมอยู่ด้วย สุ้มเสียงการบรรเลงบ่งบอกถึงความร่วมสมัย อิทธิพลของนักดนตรีแจ๊สรุ่นใหม่ๆ ที่ปรากฏอย่างเด่นชัด เช่น แมคคอย ไทเนอร์ และหลายเพลงมีกลิ่นอายกระเดียดไปทางฟรีแจ๊ส

8. Paul Bley / Solo / Justin Time
พอล บลีย์ เป็นนักเปียโนและนักแต่งเพลงชาวแคนาเดียนที่มีสไตล์เฉพาะตัวที่ชัดเจนที่สุดคนหนึ่ง เขาก้าวข้ามผ่านพรมแดนของดนตรีในแบบอะคูสติคและอิเล็กทริคอยู่ไปมา เคยเล่นในวงฮาร์ดบ็อพ ก่อนจะพัฒนาสุ้มเสียงแบบฟรีบ็อพ กับแนวฮาร์มอนีที่พลิกผันยากแก่การทำความเข้าใจ สำหรับอัลบั้มนี้ พอลทำเมื่อปี ค.ศ.1987 อัดกับสังกัดอินดี้ ที่บ้านเกิดในเมืองมอนทรีล ด้วยคุณภาพเสียงและซาวด์เฉพาะที่มีความลงตัวสูง เช่นเดียวกับแนวทางการบรรเลงของเขา ทั้งหมดเป็นเพลงออริจินัลที่แต่งขึ้นเอง โดยมี Boogie เป็นตัวอย่างชั้นดี

9. Dave Grusin / Now Playing : Movie Themes – Solo Piano / GRP
เปลี่ยนจากบรรยากาศของ แจ๊ส แบบเข้มๆ มาสู่นักดนตรีแจ๊สที่คาบเกี่ยวอยู่ระหว่างพรมแดนของเทรดิชั่นนอล แจ๊ส กับ ป๊อปฟิวชั่น กันบ้าง โดยการบรรเลงเปียโนของ เดฟ กรูซิน นักแต่งเพลง นักเปียโน และผู้ก่อตั้งค่าย GRP อันลือลั่น อัลบั้มนี้ เดฟ หยิบเพลงที่เขาแต่งไว้ประกอบภาพยนตร์ฮอลลีวูดหลายต่อหลายเรื่อง มาเรียบเรียงใหม่ แล้วบรรเลงด้วยเปียโนเพียงหลังเดียว มีเพลงฮิตอย่าง It Might Be You ในหนังเรื่อง Toosie หรือจะเป็น Memphis Stomp จาก The Firm ให้ความรู้สึกรื่นรมย์ไปอีกแบบ

10. Chucho Valdes / Solo : Live in New York / EMI
ชูโช วัลเดส เป็นนักเปียโนเชื้อสายคิวบันที่สืบสายเลือดมาจากสุดยอดศิลปิน อย่าง เบโบ วัลเดส กับเรื่องราวที่มีการนำไปสร้างภาพยนตร์ถึงความสัมพันธ์ของพ่อลูกคู่นี้
อัลบั้มนี้ เป็นบันทึกการแสดงสดที่เพนเฮาส์ของ สแตนลีย์ แคปลาน ในแจ๊ส แอท ลิงคอล์นเซ็นเตอร์ ในนครนิวยอร์ก เมื่อ 16 มกราคม ค.ศ.1998 ซึ่งเป็นเสมือนคำประกาศความยิ่งใหญ่ของการเดี่ยวเปียโนแจ๊สที่ขับเคลื่อนไปบนชีพจรแอโฟร-คิวบัน หลายเพลงเป็นผลงานของนักแต่งเพลงชาวลาติน มีผลงานของวัลเดส 2 เพลง และเพลงที่รู้จักกันดี อย่าง Somewhere Over The Rainbow และ Besame Mucho ตั้งแต่โน้ตแรกกังวาน พลังดนตรีเหมือนพาคุณท่องไปในอีกโลกหนึ่งโดยไม่รู้ตัว

11. Fred Hersch / At Jordan Hall : Let Yourself Go / Nonesuch
เฟรด เฮิร์สช์ เป็นชาวโอไฮโอ แต่ไปใช้ชีวิตเรียนดนตรีที่เมืองบอสตัน และจบการศึกษาจาก “นิว อิงแลนด์ คอนเซอวาทอรี” กระทั่งมาผาดโผนอยู่ในยุทธจักรดนตรีที่นิวยอร์ก ซิตี ในปี ค.ศ.1998 (นับเป็นระยะเวลา 10 ปีที่พบว่าตนเองติดเชื้อ HIV) เฟรดกลับคืนสถาบันการศึกษาของตนเอง พร้อมเล่นดนตรีในคอนเสิร์ตฮอลล์ของสถาบัน ซึ่งกลายมาเป็นอัลบั้มชุดนี้ ทั้งที่โดยจุดเริ่มต้นไม่คิดว่าจะทำเป็นอัลบั้มออกขาย ทว่า ผลลัพธ์ในบั้นปลายจากการแสดงดนตรีในครั้งนั้นสุดยอดเหนือความคาดหมาย กับบทเพลงสแตนดาร์ดเป็นส่วนใหญ่ เฟรด เผยให้เห็นถึงอิทธิพลของ บิลล์ เอแวนส์ และการพัฒนาสุ้มเสียงดนตรีของตนเองออกไป เช่น การเลือกใช้สเกลที่ให้กลิ่นอายอาหรับแบบ “โมดัล” ดังที่ปรากฏในเพลง Blue Monk เป็นต้น

12. Brad Mehldau/ Elegiac Cycle / Warner
ในรอบ 15 ปีนี้ ไม่มีการพูดถึงนักเปียโนแจ๊สรุ่นใหม่คราวใด ที่ไม่มีชื่อของ แบรด เมห์ลดาว ปรากฏรวมอยู่ด้วย เขาเริ่มต้นอย่างโดดเด่นกับ “เปียโน ทริโอ” จนทำให้หลายๆ คน จัดเขาไว้ในแบบแผนเดียวกันกับ บิลล์ เอแวนส์ และ คีธ จาร์เรทท์ แต่ในที่สุด แบรด สร้างเซอร์ไพรส์เมื่อออกมาปฏิเสธว่า ไม่เคยได้รับอิทธิพลจาก 2 นักเปียโนแม้แต่น้อย อัลบั้มนี้ แบรด มาเดี่ยว กับกลิ่นอายดนตรีที่ก้ำกึ่งระหว่างแจ๊สกับคลาสสิก หลายเพลงมีสีสันแบบอิมเพรสชั่นนิมส์ ชวนให้ระลึกถึงงานเปียโนของ เอริค ซาตี หรือ โคลอ เดอบูซ์ซี ขึ้นมาตะหงิด ๆ ถือเป็นความกล้าหาญที่จะทดลองนำเสนอความแปลกใหม่

13. Ray Bryant / Alone at Montreux / Atlantic
เรย์ ไบรแอนท์ เป็นนักแต่งเพลงและนักเปียโน ที่เคยร่วมงานกับศิลปินระดับตำนานมามากมาย เช่น ไมล์ส เดวิส, ซันนี โรลลินส์ จนถึง คาร์เมน แมคเร เขาเป็นผู้เข้าถึงสำเนียงแจ๊สแบบบีบ็อพอย่างลึกซึ้ง แต่ด้วยเงื่อนไขของการดำรงชีพ บ่อยครั้งที่เขาต้องข้ามไปเล่นดนตรีในสไตล์อื่นนอกเหนือจากแจ๊ส ไม่ว่าจะเป็นกอลเปล , บลูส์ , โซล นี่คือการแสดงสดในเทศกาลแจ๊สมงโทรซ์ สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปี ค.ศ.1972 ที่มีเพลงคลาสสิกอย่าง Greensleeves, Until Its Time For You To Go และ Rockin’ Chair เคียงคู่ไปกับบทประพันธ์ของเขา ความสำเร็จจาก Alone at Montreux ทำให้ เรย์ กลับมาเล่นเดี่ยวเปียโนในเวทีเทศกาลแจ๊สระดับโลกนี้อีกครั้ง ในปี ค.ศ.1977 จนกลายมาเป็นอัลบั้ม Montreux 77 ในที่สุด

14. Giorgio Gaslini / Ayler’s Wings / Soul Note
นักเปียโนอิตาลี จิออร์จิโอ กาสลินี หยิบเอาบทประพันธ์ของนักแซ็กโซโฟนแนวฟรีแจ๊ส นาม อัลเบิร์ต อัยเลอร์ มานำเสนอ ในลักษณะของการเดี่ยวเปียโน ความน่าสนใจอยู่ตรงแนวทางการตีความและคลี่คลายมาออกเป็นเสียงดนตรีในลักษณะใหม่ ที่แตกต่างจากเพลงฟรีแจ๊สต้นฉบับดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง กาสลินี ทำให้เพลงที่ “หลุดโลก” อย่าง Ghost , Angels มีแง่มุมที่เป็น “ยุโรป” ขึ้นมาในบัดดล กับการบรรเลงเปียโนของเขา ซึ่งบางครั้งระหว่างการฟัง คุณอาจจะพบว่าระหว่างโลกของดนตรีฟรีแจ๊สกับโลกของดนตรีคลาสสิกนั้น มีเส้นกั้นบางๆ อยู่เพียงนิดเดียว

15. Marilyn Crispell / Vignettes / ECM
นักแต่งเพลงและนักเปียโนหญิง มาริลีน คริสเปลล์ จากเมืองฟิลาเดลเฟีย สร้างชื่อเสียงมาก่อนหน้านั้นราว 1-2 ทศวรรษ กับรูปแบบการประสมวงที่หลากหลาย เธอเป็นศิษย์เก่า “นิว อิงแลนด์ คอนเซอวาทอรี” และเคยเป็นสมาชิกในวงของ แอนโธนี แบรกซ์ตันมาแล้ว
มาถึงชุดนี้ เธอตัดสินใจทำงานเดี่ยวเปียโนที่ค่อนข้างท้าทาย กับบทประพันธ์ใหม่ที่นำเสนอเพื่อสร้างสีสันให้แก่วงการ ด้วยลายเซ็นต์ของการบรรเลงเปียโนที่ปรากฏ คลี่คลายอย่างเป็นธรรมชาติ เข้มข้นในแบบอ่อนโยน แม้บ่งบอกถึงอิทธิพลที่ได้รับจากนักเปียโนอย่าง คีธ จาร์เรทท์ , ซีซิล เทย์เลอร์ และ พอล บลีย์ มาไม่น้อย แต่ คริสเปลล์ ก็มี “สาร” ในผลงานเพลงของเธออย่างชัดเจนพอสมควร.