Articles

บัด แชงค์ ร่วมบุกเบิกดนตรี West Coast Jazz

BudShank3
          West Coast Jazz เป็นรูปแบบดนตรี ซึ่งพัฒนาจากกลุ่มนักดนตรีที่ตั้งรกรากอยู่ในนครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ช่วงทศวรรษ 1950 เป็นกระแสแจ๊สอันชวนรื่นรมย์แห่งยุค “คูล” (Cool)
         “เวสต์ โคสต์แจ๊ส” หรือดนตรี “แจ๊สแบบชายฝั่งตะวันตก” ของสหรัฐ ส่วนใหญ่บรรเลงโดยนักดนตรีอาชีพที่มีงานประจำในห้องบันทึกเสียง แบ่งเวลาส่วนหนึ่งออกแสดงฝีมือต่อสาธารณชน ณ จุดศูนย์รวมที่ “ไลท์เฮ้าส์” คลับ แถวชายหาดเฮร์โมซา และ “เฮก” (Haig) ในนครลอสแอนเจลิส โดยมากงานของพวกเขาเป็นงานในห้องบันทึกเสียง งานอัดเสียง แสวงหาแหล่งข้อมูลใหม่เกี่ยวกับแจ๊ส บริหารด้วยทักษะอันสูงส่ง
         แจ๊สแบบ “เวสต์โคสต์” เกิดขึ้นคล้ายกับดนตรี “บีบ็อพ” ผิดกันตรงที่นักดนตรีนัดรวมตัวกันเพื่อจะแสดงฝีไม้ลายมือหลังงานประจำ แต่เป็นพวกนักดนตรีอาชีพที่เลิกจากงานแสดงตามบาร์หรือคลับและเป็นนักดนตรีผิวสี (more…)



จังโก ไรน์ฮาดต์ อัตลักษณ์นักกีตาร์ยิปซี

django
จังโก ไรน์ฮาดต์ นักกีตาร์ผู้สร้างอัตลักษณ์ “ยิปซีแจ๊ส” ซึ่งต่อมาเป็นแบบอย่างของนักกีตาร์ทั่วทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา
                    นักกีตาร์จำนวนนับไม่ถ้วนพากันยกย่อง เกิดแรงบันดาลใจและรับเอาอิทธิพลแนวการเล่นของจังโก ไรน์ฮาดต์ ในสายแจ๊ส บิเรลี ลาร์แกรน นักกีตาร์ยิปซีเผ่า “สินติ” เกิดในฝรั่งเศส ผู้ได้รับสมญา “จังโกน้อย” (Infant Djargo) บิเรลีมีหลายสิ่งหลายอย่างเหมือนจังโก คือเล่นกีตาร์โดยไม่อ่านโน้ต พูดภาษาโรมานี ใช้กีตาร์ “มักกาแฟร์รี” นำเอาเพลง “สแตนดาร์ด” เก่าๆ อเมริกันมาบรรเลงเช่น เพลง My Melancholy Baby; I’ve Found A New Baby; All Of Me…ดังปรากฏในแผ่นชุดแรกของบิเรลี Routes To Django อัดปี 1980 ขณะอายุ 14 ปี
               สี่ปีต่อมาบิเรลีอัดชุด A Tribute To Django Reinhardt บันทึกจากการแสดงสดที่คาร์เนกีฮอล ในมหานครนิวยอร์ก โดยร่วมกับนักกีตาร์อีกสองคนคือ ดิซ ดิซลีย์ นักกีตาร์ชาวเวลส์ กับวิก จูริส นักกีตาร์อเมริกัน นำเพลงดังของจังโกมาบรรเลงหลายเพลง อาทิ Minor Swing; Djangology; Daphne และ September Song ของเคิร์ท ไวล์ เพลงที่จังโกชอบนำมาบรรเลงบ่อย เท่าที่ฟังจากแผ่นหลายชุดของบิเรลี รู้สึกเล่นได้ใกล้เคียงกับจังโกมากที่สุด บาบิค ไรต์ฮาดต์ลูกชายที่เกิดจากภรรยาคนที่สองของจังโก เล่นกีตาร์เหมือนพ่อ เคยฟังจากแผ่นซีดี แม้ฝีมือจัดว่าดี แต่หากเทียบกับบิราลี ลาแกรน ยังคล่องสู้ไม่ได้ อารมณ์การเล่นและจิตวิญญาณความเป็นยิปซียังถือว่าเป็นรอง
               หลังบิเรลีประสบความสำเร็จเป็นนักกีตาร์ที่มีชื่อเสียง แฟนแจ๊สรู้จักกันทั่วโลก ได้อัดแผ่นกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง “บลูโน้ต” จึงอยากลองของ เปลี่ยนแนวการบรรเลงเป็น “ฟิวชั่น”ในชุด Inferno ผลปรากฏว่าไปไม่รอด ต้องกลับไปเล่นตามแนวที่ถนัด ดังเช่นแผ่นชุด My Favorite Django และ Gypsy Project กับแผ่นตรา “เดรย์ฟัส”
นักกีตาร์เชื้อสายยิปซีที่มีฝีมือ เข้าถึงแนวการเล่นแบบจังโกอย่างถึงแก่น น่าจะเป็นพี่น้องตระกูล แฟร์เร คือบูลู กับ เอเลียต สองพี่น้องมักเล่น “ดูเอ็ต” กันเช่นชุด Pour Django

DJ1

            นักกีตาร์ยิปซีรุ่นปัจจุบันที่เล่นสไตล์จังโกได้ดีได้แก่ จิมมี และ จอห์นนี โรเซนเบิร์ก เป็นยิปซีที่เกิดในเนเธอร์แลนด์ ก่อนที่จะได้ฟังแผ่นชุด Sinti ของจิมมี โรเซนเบิร์ก ผมเคยเห็นฝีมือของเด็กน้อยวัย 11 คนนี้ในภาพยนตร์สารคดี Django Legacy กำกับโดยจอห์น เจอเรมี ผู้กำกับชาวอังกฤษ รู้สึกทึ่งในความสามารถทางกีตาร์ของเด็กน้อยคนนี้ เล่นได้ดีเยี่ยมอย่างเหลือเชื่อ
              ดูเหมือนยิปซีส่วนใหญ่จะมีดนตรีอยู่ในสายเลือด เล่ากันว่าเมื่อประมาณ 2000 ปีที่แล้ว ยิปซีเผ่า”สันติ” (Sinti) ตามชื่ออัลบั้มของ จิมมี โรเซนเบอร์ก ซึ่งน่าจะเรียกว่าเผ่า “สินธุ” เพราะอพยพมาจากฝั่งแม่น้ำสินธุ ประเทศอินเดีย ตามเอกสารอ้างอิงเขียนว่า “Sinti” เช่นเดียวกับชื่อเผ่า ชนเผ่านี้ได้อพยพไปยังราชสำนักแห่งเปอร์เซีย เพื่อเข้าทำหน้าที่คนธรรพ์ ขับร้องเล่นดนตรีในราชสำนัก จากเปอร์เซียได้กระจายย้ายถิ่นฐานเข้าไปทั่วยุโรปและแอฟริกาเหนือ พร้อมกันนี้ได้เผยแพร่ดนตรียิปซีไปด้วย เท่าที่เคยท่องเที่ยวไปตามประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป จะเห็นพวกยิปซีเล่นดนตรีอยู่ข้างถนนในเมืองใหญ่อย่างเช่น กรุงมอสโก เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก กรุงบูดาเปสต์ กรุงปราก…
           ครั้งหนึ่งระหว่างที่ท่องเที่ยวอยู่ในกรุงบูดาเปสต์ ออกตระเวนฟังการบรรเลงและการแสดงของพวกยิปซี ทั้งในโรงแรมระดับ 5 ดาว หรือร้านอาหารที่บริการนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ซึ่งจะต้องเสียค่าชมการแสดงเป็นพิเศษ ได้เห็นฝีมือการแสดงดนตรีของพวกยิปซี ต้องยอมรับว่าเยี่ยม “โชว์พีซ” (Show piece) ที่นิยมกันส่วนมากวงจะเล่นได้ ขอเพลงอะไร เล่นได้เกือบหมด เช่น Hungarian Dance เบอร์ต่างๆของ บรามส์ โดยเฉพาะ Hangarian Dance No.1,5,6  เพลงของนักประพันธ์เพลงอื่นเช่น เวเนียฟสกี, โคไดล์ รวมถึงเพลงพื้นเมืองรัสเซีย และเพลงพื้นเมืองของพวก “แม็กญา” หรือฮังแกเรียน เพลงอเมริกันในยุค “สวิง” ก็เล่นได้มาก เพลงเอกจากภาพยนตร์  Schindler’s List  ผลงานของ จอห์น วิลเลียมส์ เป็นที่นิยมบรรเลงในหมู่นักดนตรียิปซี ขอเพลงของ จังโก ไรน์ฮาดต์ เพลงดังทุกเพลงเล่นได้หมด
            จริงอยู่ดนตรีของยิปซี ไวโอลินจัดเป็นเครื่องดนตรีเอก ใครที่เคยฟังฝีมือไวโอลินของ โรดี้ แห่งวง “ลากาตอส” ที่เต็มไปด้วยความร้อนแรง เร้าใจ เหมือนอย่างเพลง Zigeunerweisen หรือ Gypsy Air ของ ซารา ซาเต เครื่องดนตรีโบราณคือ “ซิมบาลอม” เยอรมันเรียก “คิมบารอน” เป็นเครื่องดนตรีสำคัญของพวกยิปซี วิธีเล่นคล้าย “ขิม” แต่เสียงแพรวพราวคล้ายพวกเครื่องดนตรีคีย์บอร์ด หากไม่มี “ซิมบาลอม” ก็จะใช้เปียโนหรือกีตาร์แทน เท่าที่สังเกตกีตาร์มักเล่นสไตล์จังโก ไรน์ฮาดต์
ดนตรียิปซีมีทุกรส มีทั้งความเศร้า ความรัก หวานซึ้ง ความคึกคะนอง โลดโผน ความตื่นเต้น เร้าอารมณ์…ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะวิถีชีวิตของพวกยิปซี ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นรากหญ้า ต้องเผชิญกับอุปสรรคนานัปการในการดำรงชีวิต จังโก ไรน์ฮาดต์ ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนักดนตรียิปซีที่ต้องต่อสู้กับความลำบากยากแค้น
            ฌอง “จังโก” ไรน์ฮาดต์ เกิดที่เมืองลิแบร์ชีส์ บางแห่งเรียก ลิแวร์ชีส์ ประเทศเบลเยี่ยม วันที่ 23 มกราคม 1910 ในชุมชนยิปซี แถวชานเมือง โดยมีชื่อเล่นว่า จังโก (Django) มีความหมายว่า “ฉันตื่นตัว” ชื่อนี้ใช้ในวงการดนตรี
            จังโกเติบโตในชุมชนที่อยู่ใกล้กับกรุงปารีส เริ่มแรกเล่นไวโอลิน จากนั้นจึงเปลี่ยนไปเล่นแบนโจและกีตาร์ เล่นอาชีพตั้งแต่อายุยังน้อยที่ห้องลีลาศ “บัลมูเซตต์” ที่นี่เล่นเพลงประเภท “แทงโก้”, “ฟลาเมงโก”, “ฟาโด” ในย่านนั้นบางแห่งเล่นเพลง แจ๊สแบบนิวออร์ลีนส์
จังโกเริ่มมีชื่อเสียงหลังจากได้รางวัลชนะเลิศ ในการแข่งขันแบนโจ ทำให้ได้เล่นกับนักแอ็คคอเดียน ฌอง แวส์สาด เล่นประจำที่รีสอร์ตใกล้เลอตูเกต์ แต่เกิดเบื่อกับงานจำเจที่เก่า คนเที่ยวหน้าเก่า จึงมักส่งคนไปเล่นแทน 

hotclub

           อายุ 17 จังโกแต่งงานกับสาวแบลลา โบมการ์เนร์ สาวยิปซีเผ่าพันธุ์เดียวกัน ปีถัดมาจังโกได้เล่นอัดแผ่นเสียงครั้งแรกกับวงฌอง แวส์สาด ปรากฎชื่อในแผ่นเสียง
ฌียองโก เรอนาร์ด (Jiango Renard) เพราะจังโก ไรน์ฮาดต์ สกดชื่อนามสกุลตัวเองไม่ถูก อย่างไรก็ตามในปีเดียวกันนี้ จังโกได้เล่นอัดแผ่นเสียงถึง 4 ครั้ง กับ ฌอง แวส์สาด 2 ครั้ง และกับ มาร์โก นักแอ็คคอเดียน อีกคนหนึ่ง 2 ครั้ง นอกจากนี้ได้อัดแผ่นกับนักร้อง โช เมล หนึ่งครั้ง
           ความจนทำให้ภรรยาของจังโกต้องช่วยหาเงินด้วยการทำดอกไม้เทียมขาย ตอนหัวค่ำเธอทำงานปกติ จังโกออกไปเล่นดนตรี พอกลับมายังคาราวานที่พักอาศัยก็ต้องเดินผ่านกองกระดาษสูงและเซลลูลอยด์ คืนวันที่ 2 พฤศจิกายน 1928 หลังเสร็จจากงานจังโกกลับมายังที่พัก ทางเดินไปยังที่นอนต้องเดินผ่านกองดอกไม้ ขณะนั้นเขาได้ยินเสียงเหมือนหนูกำลังตะกุย จึงหยิบเทียนเพื่อส่องหา พลันเทียนหลุดมือหล่นลงบนกองดอกไม้ เพลิงลุกไหม้ทันที จังโกฉวยผ้าห่มเพื่อ
           พยายามดับไฟ แต่ใช้ไม่ได้ เพื่อนบ้านต้องช่วยกันดึงตัวเขาจากคาราวานที่กำลังตกอยู่ในเปลวเพลิง แล้วรีบส่งตัวไปยังโรงพยาบาลสงเคราะห์ “ลาริบัวสิแอร์” ปรากฏว่าไฟลวกไหม้เท้าขวาบาดแผลฉกรรจ์ มือซ้ายไม่รู้สึกเกือบทุกส่วน หมอแนะนำให้ตัดเท้าขวา แต่จังโกทัดทานไว้ เขากลัวทางเจ้าหน้าที่จะไม่ตอบสนองตามที่ขอร้อง ญาติได้นำตัวออกจากโรงพยาบาลกลับไปที่คาราวานของพ่อตา ในที่สุดเพื่อนบ้านช่วยกันลงขันหาเงินไปรักษากับสถานที่รักษาเอกชน ผ่านไป 18 เดือน การเยียวยาช่วยให้เท้าขยับได้ ใช้ไม้เท้าช่วยพยุงตัวเวลาเดินจนหายเป็นปกติ นิ้วนางกับนิ้วก้อยมือซ้ายถูกไฟลวกใช้การไม่ได้ เป็นอันสูญเสียสองนิ้วสำคัญในการเล่นเครื่องสาย บางคนบอกหมอแนะนำให้ใช้วิธีบำบัด อาจจะช่วยให้หาย บางคนขอให้รักษาด้วยวิธีไสยศาสตร์ตามความเชื่อ พลังอันศักดิ์สิทธิ์ของยิปซี
       จังโก ไรน์ฮาดต์ตัดสินใจที่จะเอาชนะกับความบกพร่องทางร่างกาย ไม่ย่อท้อ แม้พิการ เขาปฏิเสธทำตามคำแนะนำ มุ่งมั่นคิดค้นวิธีการเล่นกีตาร์ที่ใช้เพียงหัวแม่มือหรือนิ้วโป้งกับนิ้วชี้และนิ้วกลางที่ยังดีอยู่ ฝึกฝนหาเทคนิคการเล่นใหม่ๆ ค่อยๆ พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนมีสมรรถนะทัดเทียมนักกีตาร์ฝีมือดีคนอื่นๆ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น จังโกกลับเข้าในแวดวงดนตรีกรุงปารีสอีกครั้งได้เล่นกับสเตฟาน มูแชง นักเปียโนแจ๊สชาวฝรั่งเศสที่ “เลส์ กากาเซียส์”ได้ค่าจ้างคืนละ 100 ฟรัง
django

       จังโกฟังการเล่นของนักดนตรีแจ๊สชั้นนำอเมริกันที่มีความโดดเด่นในศิลปะดนตรีแนวใหม่อย่าง เอ็ดดี้ แลง, โจ เวนูที, ดุ๊ก เอลลิงตัน โดยเฉพาะนักทรัมเป็ตหนุ่ม หลุยส์ อาร์มสตรอง แนวดนตรีงดงามยิ่ง
         ปี 1934 จังโก ไรน์ฮาดต์ร่วมกับสเตฟาน กรัปเปลลี นักไวโอลินชาวปารีส ตั้งวง Quintte du Hot Club de France ซึ่งมี โฌเซฟ ไรน์ฮาดต์ น้องชายและ โรเชอร์ ชาปูต์ เล่นกีตาร์ ลุยส์ โวลา เล่นเบส อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นักฟังแจ๊สทั่วโลกชื่นชมจังโก ไรน์ฮาดต์
          จังโก ไรน์ฮาดต์ สิ้นชีพเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 1953 เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี จังโก ไรน์ฮาดต์ นักกีตาร์ทั้งแจ๊ส ร็อก บลูส์ คลาสสิก ต่างรำลึกถึงนักกีตาร์ยิปซีแจ๊สผู้ยิ่งใหญ่………….เรื่องโดย ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ



Blue Moon of Kentucky

BlueMoon

จันทร์สีฟ้าแห่งเคนตัคกี

          คนไทยเรารู้จัก “เคนตัคกี” จากไก่ทอดชื่อดังของเมืองนี้ ซึ่งสูตรต้นตำรับปรุงโดยผู้พัน ฮาร์แลนด์ แซนเดอร์ส ที่มีหุ่นจำลองตั้งอยู่ในร้าน เด็กๆ บ้านเราที่ชอบกินไก่ทอดที่มาพร้อมกับสารเร่งโตมักเรียกแกว่า “ลุงแว่น” เมื่อ 20 ปีก่อน ตอนแฟรนไชส์ฟาสฟูดจากหลุยส์วิลล์รายนี้เข้ามาในเมืองไทยใหม่ๆ ใช้ชื่อเต็มยาวๆ ว่า “เคนตัคกี ฟรายด์ ชิคเกน” ก่อนจะเปลี่ยนไปใช้ชื่อตัวย่อ “เคเอฟซี” ในภายเวลาต่อมา แต่สำหรับคนไทยรุ่นก่อนหน้านั้นขึ้นไป “เคนตัคกี” อาจจะชวนให้ระลึกถึงเพลง Blue Moon of Kentucky ที่ราชาร็อคแอนด์โรลล์ เอลวิส เพรสลีย์ เคยถ่ายทอดเสียงร้องไว้ แม้จะไม่ใช่เพลงดังที่สุดของเขา แต่อย่างน้อยๆ เพลงนี้ก็เป็นเพลงที่ 2 ในชีวิตการบันทึกเสียงของ เอลวิส และไต่ขึ้นถึงอันดับ 1 ชาร์ทเพลงคันทรีในปี ค.ศ.1954 (more…)



เจอร์รี เบอร์กอนซี ปรมาจารย์แห่งอิมโพรไวซ์

jerrySmall
          ชื่อเสียงของ เจอร์รี เป็นที่รู้จักรับรู้ในหมู่นักการศึกษาดนตรีระดับนานาชาติมาเป็นเวลายาวนาน ในฐานะครูดนตรีที่มีงานสอนประจำอยู่ที่ นิว อิงแลนด์ คอนเซอร์วาทอรี สถาบันดนตรีชื่อดังแห่งเมืองบอสตัน และมีตำราว่าด้วยวิชาอิมโพรไวเซชั่นจำนวน 7 เล่ม อันเป็นที่เลื่องลือมาจนถึงทุกวันนี้
          นอกจากจะมีฝีมือเยี่ยมยุทธในด้านการประพันธ์ดนตรีแล้ว เจอร์รี ยังเป็นนักเทเนอร์ แซ็กโซโฟนที่หาตัวจับยาก ด้วยน้ำเสียงที่ดังผ่านฮอร์นของเขาให้มวลอบอุ่น น้ำหนักกำลังพอเหมาะพอดี ด้วยโมทิฟของโน้ตที่เคลื่อนไหวไปข้างหน้าอย่างมีชีวิต ดังที่มีนักวิจารณ์เปรียบเปรยไว้ว่า เจอร์รี มีไฟในทรวงในการบรรเลงอิมโพรไวส์ ราวกับนักดนตรีผู้หิวกระหาย (more…)



Invocation บนสำเนียงแตกต่าง

Invocation
ผมได้รับอีเมลคำถามจากผู้อ่านสั้นๆ ว่า “นอกจากมือกีตาร์แจ๊สตัวหลักๆ แล้ว ในวงการแจ๊สวันนี้ มีดาวรุ่งคนไหนบ้างที่น่าสนใจ ?”
ตามความเข้าใจของผม มือกีตาร์ตัวหลักๆ ในที่นี้ หมายถึงศิลปินที่แฟนเพลงบ้านเราค่อนข้างคุ้นชื่อกันดี อย่าง แพท เมธินี , จอห์น สโกฟิลด์, จิม ฮอลล์, แพท มาร์ติโน, บิลล์ ฟริเซลล์, จอห์น แมคลาฟลิน, จอห์น แอเบอร์ครอมบี รวมไปจนถึงเลือดใหม่หน่อยอย่าง เคิร์ท โรเซนวิงเกิล, รัสเซลล์ มาโลน, ปีเตอร์ เบิร์นสไตน์, แอนโธนี วิลสัน, ชาร์ลี ฮันเตอร์ เป็นต้น
หากเป็นเช่นนั้น ดาวรุ่งที่น่าสนใจของวงการแจ๊สวันนี้ ก็น่าจะเป็นมือกีตาร์ที่อยู่ไกลจากการรับรู้ของแฟนเพลงชาวไทยโดยมาก พวกเขาอาจจะกำลังมีบทบาทอยู่ในแจ๊สซีนที่อเมริกา โดยเฉพาะที่นิวยอร์กซิตี
นักกีตาร์กลุ่มนี้ประกอบด้วยคนอย่าง ไลโอเนล ลูเอเก จากเวสต์แอฟริกันที่กำลังร้อนแรงในวงการแจ๊สทั้งในอเมริกาและยุโรป รวมถึงคนรุ่นใหม่ อย่าง อดัม โรเจอร์ส, เบน มอนเดอร์, เดฟ สไตรเกอร์ และแน่นอนน่าจะมีชื่อของ พอล บอลเลนแบ็ค อยู่ในโผด้วย แม้วัยจะล่วงเลยมาไม่น้อยแล้วก็ตาม
อัลบั้มใหม่ของ พอล ที่มีชื่อว่า Invocation เพิ่งออกวางขายในสหรัฐอเมริกาเมื่อปลายปี 2007 นี่เอง ซึ่งได้เสียงตอบรับอย่างชื่นชมจากนักวิจารณ์ในหลายๆ สื่อด้วยกัน และจากการได้ติดตามลองฟังอยู่ 4-5 ชุด โดยส่วนตัวผมคิดว่า นี่คือมือกีตาร์ที่มีสุ้มเสียงเป็นเอกลักษณ์มากที่สุดคนหนึ่ง
แน่นอนว่าผลงานของ พอล ไม่มีวางขายทั่วไปในบ้านเรา แต่คุณอาจจะใช้วิธีสั่งผ่าน www.amazon.com ให้ส่งตรงถึงบ้าน (มาถึงตรงนี้ ยังไม่วายเสียดายว่าเว็บไซต์สุดโปรดของผมที่เคยแนะนำแฟนๆ ไปหลายคน นั่นคือ www.djangos.com ที่คุณสามารถสั่งแผ่นได้โดยไม่เสียค่าจัดส่ง ได้ปิดตัวลงแล้ว) ถึงกระนั้น ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มีเว็บไซต์หลายแห่งที่เปิดบริการให้ดาวน์โหลดอัลบั้มนี้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ด้วยการเสียเงินในราคาย่อมเยาเป็นทางเลือก
หนทางเข้าถึงแจ๊สไม่ใช่เรื่องยากลำบากอีกต่อไป !
0 0 0 0 0
ในอัลบั้ม Invocation พอล มีทั้งเพลงแต่งเอง (original composition) และเพลงสแตนดาร์ด หรือเพลงเก่าที่นำมาตีความใหม่จำนวนหนึ่ง หากคุณยังไม่คุ้นกับไลน์กีตาร์ของเขาที่เริ่มต้นอย่างเผ็ดร้อนตั้งแต่เพลงแรก บททดสอบแรกสุด อาจจะเริ่มต้นจากแทร็คที่ 4 เพลง Everything Must Chance เพลงโมเดิร์นคลาสสิกที่แต่งโดย เบอร์นาร์ด อิกเนอร์ ซึ่งมีแนวทำนองที่ค่อนข้างคุ้นหู
บัลลาดแสนเหงาเพลงนี้ บรรเลงในลักษณะการประสมแบบทริโอ โดยมี วิคเตอร์ ลูว์อิส มือกลองอาวุโส ควบแปรงผ่านสแนร์อย่างนุ่มนวล และมี เอ็ด โฮเวิร์ด วอล์คเบสตามอย่างอ่อนโยน นับเป็นเพลงที่ พอล ถ่ายทอดออกมาอย่างสละสลวย วิธีการเล่นซิงเกิลโน้ตของเขารับอิทธิพลของ แพท มาร์ติโน มาอย่างเต็มๆ แต่ในเวลาเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นแนวทางที่ทั้งเข้มและเยือกเย็นอยู่ในที ก่อนจะมาถึงช่วงกลางของเพลง ที่มีไดนามิคปรับจังหวะให้กลายมาเป็น สเตรท อะเฮด เพื่อให้นักดนตรีทั้ง 3 แสดงปฏิสัมพันธ์กันอย่างมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น
หลังจากซึมซับกับไลน์กีตาร์ของเพลง Everything Must Change แล้ว มาพิจารณาบุคลิกภาพของ พอล ผ่านเสียงกีตาร์ที่ชัดเจนขึ้นในเพลง Emily บทเพลงสแตนดาร์ดที่มีทำนองอ่อนหวานจากฝีมือการประพันธ์ของ จอห์นนี แมนเดล ที่ พอล บรรเลงอย่างไม่รีบร้อน เขาค่อยๆ แต้มสีสันผ่านเสียงคอร์ดลงทีละน้อย อย่างค่อยเป็นค่อยไป
ด้วยวิธีจัดการกับเมโลดีเดิมในเพลงนี้ ก่อนผันแปรทำนองใหม่ด้วยอิมโพรไวเซชั่น อาจจะไม่หวือหวาในสายตาคอเพลงที่ชื่นชอบสไตล์การเล่นแบบดุเดือดเลือดพล่าน แต่ความหมดจดงดงาม ทิศทางการเคลื่อนย้ายตัวโน้ตอันชัดเจน รวมถึง “สาร” ที่ศิลปินต้องการ “สื่อ” ออกมา นับว่าเป็นสาระสำคัญเหนืออื่นใด ซึ่ง พอล มีองค์ประกอบเหล่านี้อย่างครบถ้วน
ครั้งหนึ่ง จอร์จ เบนสัน ศิลปินรุ่นพี่ที่สนับสนุน พอล มาโดยตลอดเคยพูดถึงเขาว่า
“ไม่มียอดฝีมือแจ๊สคนใดที่ให้คำนิยามแจ๊สผ่านถ้อยคำ แต่ทั้งหมดต่างเห็นดีเห็นงามว่า คุณรู้จักแจ๊สก็ต่อเมื่อคุณฟังแจ๊ส นั่นคือหนทางที่ พอล บอลเลนแบ็ค มันเป็นการบรรเลงอย่างซื่อตรงต่อความรู้สึก ไม่ทะเยอทะยาน แต่ล้ำหน้า และเปี่ยมด้วยพลัง”
0 0 0 0 0

bollenback2
จากข้อมูลเกี่ยวกับ พอล บอลเลนแบ็ค ในเว็บไซต์ของเขา พอลเป็นชาวอเมริกัน เกิดในครอบครัวที่มีพ่อเป็นนักวิทยาศาสตร์และรักในเสียงดนตรี ด้วยต้องการปลูกฝังรสนิยมทางดนตรี เขาจึงได้รับกีตาร์สายไนล่อนเป็นของขวัญจากพ่อตอน 7 ขวบ
แล้ววันหนึ่ง เมื่ออายุ 11 ขวบ ชีวิตของเขาก็เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยน เมื่อครอบครัวต้องย้ายไปพำนักที่เมืองนิวเดลี ประเทศอินเดียเป็นเวลานานราว 3 ปี
ที่นั่น เขาได้ซึมซับสุ้มเสียงแห่งตะวันออก และวิถีทางวัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ได้เห็นโลกที่ผิดแผกจากความคุ้นเคยมาก่อน จึงเป็นเรื่องปกติที่สิ่งเหล่านี้จะปรากฏอยู่ในเสียงดนตรีของเขาในเวลาต่อมา เช่นเดียวกันกับในอัลบั้ม Invocation ซึ่งตัวไตเติลแทร็คที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วน (Two-Part) ได้นำเสนอซาวด์เฉพาะนี้อย่างชัดเจน
เมื่อกลับจากอินเดีย พอล เติบโตในเมืองนิวยอร์คซิตี พ่อซื้อกีตาร์ไฟฟ้าให้เป็นของขวัญอีกครั้ง โดยคราวนี้ พอล อยู่ในวัยให้ความสนใจกับกระแสดนตรีร็อคแอนด์โรลล์ที่กำลังมาแรง แต่ผู้จุดประกายความคิดด้านดนตรีที่เด่นล้ำและเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของเขาในชั่วพริบตา คือ ไมล์ส เดวิส นักดนตรีแจ๊สที่มีบทบาทในการปฏิวัติแจ๊สมาหลายยุคหลายสมัย
ช่วงปี ค.ศ.1975 พอล ย้ายสถานที่พำนักอีกครั้ง จากเมืองนิวยอร์คซิตี ไปวอชิงตัน ดีซี แต่เขายังคงเสาะหาช่องทางในการเรียนรู้ดนตรีเช่นเคย เมื่อถึงเกณฑ์เข้ามหาวิทยาลัย นักกีตาร์หนุ่มคนนี้ตัดสินใจเรียนเอกวิชาดนตรีที่มหาวิทยาลัยแห่งไมอามี่ โดยขอฝากตัวเป็นศิษย์ของศาสตราจารย์ทางด้านทฤษฎีดนตรีและการประพันธ์ดนตรีที่มีชื่อเสียง นั่นคือ แอเชอร์ ซลอทนิค โดยร่ำเรียนอย่างจริงจังเป็นเวลาถึง 8 ปี
สนามฝึกฝนวิทยายุทธแรกๆ ของ พอล บอลเลนแบ็ค คือการเป็นสมาชิกในวง เซเวนธ์ ควอแดรนท์ ของ มือแซ็ก แกรี โธมัส และเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นเมื่อเล่นในวงของมือออร์แกนระดับพระกาฬ นาม โจอีย์ เดอฟรังเซสโก โดยเล่นอยู่ในวงนี้นานถึง 16 ปี และฝากไลน์กีตาร์ไว้ถึง 14 อัลบั้ม
“การร่วมงานกับ โจอีย์ ได้เปิดช่องทางอันล้นเหลือให้แก่อาชีพของผม” พอล พูดถึงมือออร์แกนระดับตำนานอย่างสำนึกในบุญคุณ “ตั้งแต่แรกเขาชัดเจนแล้วว่า ไม่ต้องการให้ผมอยู่เบื้องหลัง … 5 อัลบั้มที่เราทำด้วยกันตลอด 5 ปี ผมได้โซโลในทุกๆ เพลง เขายังเปิดทางให้ผมนำเสนอบทประพันธ์ของตัวเองอีกด้วย”
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากบทประพันธ์เพลง Wookies’s Revenge และ Romancin’ the Moon ซึ่งอยู่ในอัลบั้ม Reboppin’ ของ โจอีย์ เดอฟรังเซสโก จะทำให้เขาได้รับรางวัล SESAC award for original music ในปี ค.ศ.1991 ซึ่งเป็นการสร้างชื่อเสียงให้เขาในฐานะนักแต่งเพลง ก่อนที่จะได้รับรางวัล “นักดนตรีแห่งปี” ย่านวอชิงตัน (Musician of the Year at the Washington Area Music Awards) ในปี ค.ศ.1997 ด้วยซ้ำ
ที่ผ่านมา พอล มีงานเดี่ยวของตัวเองออกกับสังกัด แชลเลนจ์ เร็คคอร์ดส์ เช่นชุด Original Visions ตามมาด้วย Double Gemini ,Soul Grooves, Dreams และ Double-Vision ก่อนที่ พอล จะย้ายมาอยู่ค่าย เอเลแฟนท์ ดรีมส์ ออกอัลบั้ม Brightness of Being ในปี ค.ศ.2006 และล่าสุดคือผลงานชุดที่ 7 Invocation ที่พัฒนาอย่างสุกงอมยิ่งขึ้น
โดยสไตล์การเล่นของ พอล ค่อนข้างหลากหลาย แต่ให้ซาวด์ที่เป็นเอกภาพ นั่นมาจากกระบวนการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง แล้วค่อยๆ สังเคราะห์แนวทางของตนเองขึ้นมาทีละน้อย กระนั้น สุ้มเสียงในการบรรเลงของ พอล ยังอิงกับอิทธิพลของศิลปินรุ่นใหญ่ ตั้งแต่ คาร์โลส ซานตานา, เวส มอนต์โกเมอรี, จอห์น สโกฟิลด์, แพท เมธินี, เคนนี เบอร์เรลล์, จอร์จ เบนสัน เรื่อยไปจนถึงนักเปียโนอย่าง เฮอร์บี แฮนค็อก, บิลล์ เอแวนส์ และนักแซ็กโซโฟนอย่าง จอห์น โคลเทรน และ เวย์น ชอร์เตอร์ เป็นต้น
0 0 0 0 0
หลังจากคุ้นเคยกับสำเนียงกีตาร์ของ พอล บอลเลนแบ็ค กับเรื่องราวของเขามาพอสมควรแล้ว ผมขอพาคุณดิ่งลงสู่ตัวตนที่เด่นชัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นความโดดเด่นทั้งในฝีมือการแต่งเพลงและการบรรเลงกีตาร์ของหนุ่มใหญ่หัวเกลี้ยงคนนี้
ในไตเติลแทร็ค พาร์ทแรก พอล จัดวางทำนอง 2 ทำนองในแบบ เคาน์เตอร์ เมโลดี นำเสนอผ่านเสียงร้องของ คริส แมคนัลตี และเสียงทรัมเป็ตของ แรนดี เบรคเกอร์ บนบันไดเสียงที่ชวนให้ระลึกถึงโลกตะวันออก หรือความคิดคำนึงจากภายใน โดย พอล บรรเลงเชื่อมโยงและโต้ตอบในลักษณะปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนนักดนตรี ขณะที่ วิคเตอร์ ลูว์อิส ควบกลองอย่างอิสระ สอดรับกับทางเบสอันแกว่งไกวของ เอ็ด โฮเวิร์ด
หลังจากสำเนียงที่ค่อนข้างวุ่นวายในพาร์ทแรก เอ็ด วอล์คเบสนำเข้าสู่พาร์ทที่สอง อย่างสงบนิ่งกว่า ด้วยฟอร์มที่ชวนให้ระลึกถึงเพลง A Love Supreme ของ จอห์น โคลเทรน ขึ้นมาตะหงิดๆ ความเท่ของส่วนนี้น่าจะอยู่ตรงเมโลดีที่หมดจดและรัดกุม เสียงร้องของ คริส นั้นไม่ธรรมดา ขณะที่โซโลทรัมเป็ตของ แรนดี ยังไว้ลายชายชาติเสือได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งเข้มและผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน
การสะท้อนตัวตนและอิทธิพลจากวัฒนธรรมอินเดีย ยังปรากฏในอินโทร.ของเพลงสแตนดาร์ดอย่าง How Deep Is The Ocean ซึ่งทำให้แฟนเพลงตื่นตะลึงได้ในไอเดียที่แหวกแนวและน่าติดตามอย่างหิวกระหายของเขา
นอกจากเพลงนี้แล้ว อย่าลืมฟังเพลงปิดท้ายอัลบั้ม After The Rain งานอมตะของ จอห์น โคลเทรน แค่ไลน์กีตาร์ที่มีแพทเทิร์นจังหวะเล็กๆ จากท่อนอินโทร. สามารถผสานกับจังหวะหมอลำได้ในบัดดล ทว่า ความอลังการอย่างเรียบง่ายผ่านการบรรเลงในเพลงนี้ต่างหาก ที่ทำให้คุณจินตนการถึงสายรุ้งที่พาดผ่านขอบฟ้ายามหลังฝนได้ไม่ยากนัก
“การเล่นดนตรี การเรียบเรียงดนตรี และการประพันธ์ดนตรี ทั้งหมดนี้คือสิ่งเดียวกัน” พอล เคยตั้งแง่คิดด้านปรัชญาเอาไว้ “โดยชั้นเชิงการประพันธ์ดนตรี อันประกอบด้วย พื้นผิวของเสียง, โทนสีสัน และความเข้ม สามารถถูกนำมาใช้เพื่อสร้างอินโพรไวเซชั่น โดยปราศจากการพึ่งพิงสูตรสำเร็จทางดนตรีใดๆ “
นั่นคือแนวทางหนึ่งที่ พอล บอลเลนแบ็ค พร้อมกับเพื่อนนักดนตรีพยายามขับเคลื่อนให้แจ๊สก้าวไปข้างหน้า และมีผลผลิตที่สมบูรณ์อย่างที่ใจเขาหวัง.
Paul Bollenback / Invocation / Elefant Dreams Records (2007)
Tracks : 1. Dancing Leaf , 2. Alter Ego , 3. How Deep is the Ocean , 4. Everything Must Change , 5. Invocation, part 1 , 6. Invocation, part 2 , 7. Emily , 8. Songline , 9. After the Rain
Personnel : Paul Bollenback , guitar ; Randy Brecker , trumpet ; Ed Woward , bass ; Victor Lewis , drums ; Chris McNulty , vocals