<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>BangkokJazzLife.com &#187; Articles</title>
	<atom:link href="http://www.bangkokjazzlife.com/archives/category/articles/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.bangkokjazzlife.com</link>
	<description>The Best Companion for Thai Jazz Society</description>
	<lastBuildDate>Fri, 30 Jul 2010 03:45:07 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>บัด แชงค์ ร่วมบุกเบิกดนตรี West Coast Jazz</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1599</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1599#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Jul 2010 03:36:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=1599</guid>
		<description><![CDATA[
          West Coast Jazz เป็นรูปแบบดนตรี ซึ่งพัฒนาจากกลุ่มนักดนตรีที่ตั้งรกรากอยู่ในนครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ช่วงทศวรรษ 1950 เป็นกระแสแจ๊สอันชวนรื่นรมย์แห่งยุค “คูล” (Cool)
         “เวสต์ โคสต์แจ๊ส” หรือดนตรี “แจ๊สแบบชายฝั่งตะวันตก” ของสหรัฐ ส่วนใหญ่บรรเลงโดยนักดนตรีอาชีพที่มีงานประจำในห้องบันทึกเสียง แบ่งเวลาส่วนหนึ่งออกแสดงฝีมือต่อสาธารณชน ณ จุดศูนย์รวมที่ “ไลท์เฮ้าส์” คลับ แถวชายหาดเฮร์โมซา และ “เฮก” (Haig) ในนครลอสแอนเจลิส โดยมากงานของพวกเขาเป็นงานในห้องบันทึกเสียง งานอัดเสียง แสวงหาแหล่งข้อมูลใหม่เกี่ยวกับแจ๊ส บริหารด้วยทักษะอันสูงส่ง
         แจ๊สแบบ “เวสต์โคสต์” เกิดขึ้นคล้ายกับดนตรี “บีบ็อพ” ผิดกันตรงที่นักดนตรีนัดรวมตัวกันเพื่อจะแสดงฝีไม้ลายมือหลังงานประจำ แต่เป็นพวกนักดนตรีอาชีพที่เลิกจากงานแสดงตามบาร์หรือคลับและเป็นนักดนตรีผิวสี
          ความแตกต่างกับ “บีบ็อพ”ที่ชัดเจนคือดนตรีแจ๊สแบบ “เวสต์โคสต์” มักอิงหลักการประสานเสียงแบบดนตรียุโรปและใช้เทคนิคบางอย่างเช่นการสร้างทำนองสัมพันธ์ (counterpoint) ใช้เครื่องดนตรีที่ใช้ในวงออร์เคสตรา ที่น่าสังเกตส่วนมากเป็นนักดนตรีผิวขาว
          นักดนตรีและนักแต่งเพลงที่โดดเด่นในกลุ่มดนตรี “เวสต์โคสต์” อาทิ ชอร์ที รอเจอร์ส เจอร์รี มัลลิแกน อาร์ต เพพเพอร์ จิมมี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1602" title="BudShank3" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/BudShank3.jpg" alt="BudShank3" width="235" height="305" /><br />
          West Coast Jazz เป็นรูปแบบดนตรี ซึ่งพัฒนาจากกลุ่มนักดนตรีที่ตั้งรกรากอยู่ในนครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ช่วงทศวรรษ 1950 เป็นกระแสแจ๊สอันชวนรื่นรมย์แห่งยุค “คูล” (Cool)<br />
         “เวสต์ โคสต์แจ๊ส” หรือดนตรี “แจ๊สแบบชายฝั่งตะวันตก” ของสหรัฐ ส่วนใหญ่บรรเลงโดยนักดนตรีอาชีพที่มีงานประจำในห้องบันทึกเสียง แบ่งเวลาส่วนหนึ่งออกแสดงฝีมือต่อสาธารณชน ณ จุดศูนย์รวมที่ “ไลท์เฮ้าส์” คลับ แถวชายหาดเฮร์โมซา และ “เฮก” (Haig) ในนครลอสแอนเจลิส โดยมากงานของพวกเขาเป็นงานในห้องบันทึกเสียง งานอัดเสียง แสวงหาแหล่งข้อมูลใหม่เกี่ยวกับแจ๊ส บริหารด้วยทักษะอันสูงส่ง<br />
         แจ๊สแบบ “เวสต์โคสต์” เกิดขึ้นคล้ายกับดนตรี “บีบ็อพ” ผิดกันตรงที่นักดนตรีนัดรวมตัวกันเพื่อจะแสดงฝีไม้ลายมือหลังงานประจำ แต่เป็นพวกนักดนตรีอาชีพที่เลิกจากงานแสดงตามบาร์หรือคลับและเป็นนักดนตรีผิวสี<span id="more-1599"></span><br />
          ความแตกต่างกับ “บีบ็อพ”ที่ชัดเจนคือดนตรีแจ๊สแบบ “เวสต์โคสต์” มักอิงหลักการประสานเสียงแบบดนตรียุโรปและใช้เทคนิคบางอย่างเช่นการสร้างทำนองสัมพันธ์ (counterpoint) ใช้เครื่องดนตรีที่ใช้ในวงออร์เคสตรา ที่น่าสังเกตส่วนมากเป็นนักดนตรีผิวขาว<br />
          นักดนตรีและนักแต่งเพลงที่โดดเด่นในกลุ่มดนตรี “เวสต์โคสต์” อาทิ ชอร์ที รอเจอร์ส เจอร์รี มัลลิแกน อาร์ต เพพเพอร์ จิมมี จิฟฟรี เชลลี แมนน์ คาร์ล เพอร์กินส์ บัด แชงค์&#8230; นักดนตรีบางคนจากวง สแตน เคนตัน และ วง วูดี้ เฮอร์แมน<br />
          ความจริงบัด แชงค์ ไม่ใช่ชาวแคลิฟอร์เนีย พื้นเพเดิมเป็นชาวโอไฮโอ เกิดที่เดย์ตัน เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 1926 ชื่อจริงคือ คลิฟฟอร์ด เอเวอเรตต์ แชงค์ มีชื่อเล่นตั้งแต่วัยเด็กว่า “บัด” ต่อมาจึงใช้ชื่อว่า บัด แชงค์ บัดเคยเปรยกับลินดาภรรยาว่า เขาเกลียดชื่อ “คลิฟฟอร์ด”<br />
          บัด แชงค์ เติบโตในฟาร์มชนบทไม่มีไฟฟ้าและประปาใช้ เรียนคลาริเน็ต เมื่ออายุ 10 ปี ผ่านไปเพียง 4 สัปดาห์ ได้ร่วมกิจกรรมดนตรีของโรงเรียน ออกแสดงต่อหน้าสาธารณชน เมื่อได้ยินเสียงคลาริเน็ตของเบนนี กู๊ดแมน และ อาร์ที ชอว์ ทำให้เขาอยากเป็นนักดนตรีอาชีพ จากนั้นสองปีหันไปเล่นเทเนอร์แซ็กโซโฟน<br />
          บัดเข้าเรียนวิชาเอกดนตรีและธุรกิจที่มหาวิทยาลัยนอร์ทเคโรไลนา เรียนแค่สองปีลาออกในปี 1946 บัดยืมเงินพ่อเพื่อซื้อฟลูตมาเป่า เขาอาศัยเพื่อนนักเปียโนที่ขับรถจากนิวยอร์กไปยังแคลิฟอร์เนีย เช่าห้องอยู่กับทหารเกณฑ์ที่ได้รับทุนมาเรียนเป่าฟลูตในเมือง แอล.เอ. เมื่อเพื่อนร่วมห้องกลับมาถึงห้องพักก็จะบอกทุกอย่างที่ครูสอนแก่บัด ทั้งสองคนซ้อมด้วยกัน นี่แหละเป็นบทเรียนฟลูตบทแรกของบัด จนในที่สุดกลายเป็นนักฟลูต ทั้งคลาสสิกและแจ๊สชั้นยอด<br />
          ปลายปีเดียวกันนี้บัดกลับไปนครนิวยอร์ก ได้งานเล่นกับวงชาร์ลี บาร์เนต อยู่กับชาร์ลี บาร์เนต จนถึงปี 1948 ปีถัดมากลับไปอยู่แอล.เอ.เล่นกับวงขนาดเล็กที่มี อัล วิโอลา นักกีตาร์เป็นหัวหน้าวง ต่อจากนั้นเข้าไปเล่นในวงสแตน เคนตัน เป็นวงขนาด 40 เครื่อง เป็นครั้งแรกที่บัดต้องผ่านการทดสอบฝีมือ ในวงต้องการนักแซ็กโซโฟนที่เป่าฟลูตได้ด้วย บัดเล่นในตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มอัลโตแซ็กโซโฟน ไม่ใช่โซโลอิสต์ ซึ่งมีอาร์ต เพพเพอร์เป็นโซโลอิสต์ของวงอยู่แล้ว ช่วงนี้เองบัดเลิกเป่าเทเนอร์แซ็กโซโฟน<br />
          สำหรับผลงานของวง สแตน เคนตัน บัด แชงค์ ชอบฟังงานเรียบเรียงดนตรีที่มีแนวคิดร่วมสมัยของบิลล์ โฮลแมน เป็นผลงานบิ๊กแบนด์ดีที่สุดเท่าที่เคยฟังมา ทั้งเขียน ทั้งบรรเลงได้ดีเยี่ยม ดีกว่าผลงานอื่นเท่าที่วงสแตน เคนตัน เคยมีมา<br />
          บัดออกจากวงสแตน เคนตัน เนื่องจากได้รับหมายให้เข้าประจำการในนาวิกโยธิน อยู่แค่ 6 สัปดาห์ก็ถูกปลดออก เพราะตาเข หรือตาเหล่ตั้งแต่เกิด ทางกองทัพไม่ต้องการคนตาเดียวอย่างเขา แม้ภายหลังจะมีการผ่าตัด แต่ก็ไม่ช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น เวลาโซโลต้องก้มมองดูพื้น แทนที่จะมองคนดู ปัญหาเรื่องสายตาทำให้บัดต้องปรับปรุงวิธีการเล่นดนตรี<br />
บัดกลับไปเล่นกับวง ชาร์ลี บาร์เนต สองสามเดือน เหตุที่อยากอยู่แถวแอล.เอ. บัดไปเล่นกับวงอาร์แอนด์บี เล่นเพลงประเภท “จิพเทอร์บัก” (Jitterbug) เป็นสิ่งดีที่สุดสำหรับบัด อยากเป็น “โซโลอิสต์” ในวงสแตน เคนตัน จนแล้วจนรอดไม่มีโอกาสได้เป็นสักที เป็นได้แค่อัลโตหนึ่งคือ เป่านำเท่านั้น บัดหันกลับไปเป่าเทเนอร์แซ็กโซโฟน<br />
         บัดวัย 26 เล่นในวง จอร์จ เรดแมน เป็นวงบรรเลงเพลงเต้นรำจำพวก “จิทเทอร์บัก” ในวงมีนักดนตรีฝีมือดีอย่าง เมย์นาร์ด เฟอร์กูสัน บิลล์ เพอร์กิน เล่นสัปดาห์ละ 5 วัน ตอนนี้บัดได้เล่นโซโลสมใจอยากที่ “ไลท์เฮ้าส์” บัดเล่นกับวง เฮาเวอร์ด รัมซีย์ เป็นแหล่งรวมนักดนตรีหัวสมัยใหม่ในแอล.เอ.เขาร่วมกับ ชอร์ที รอเจอร์ นักทรัมเป็ต นักเรียบเรียงดนตรีฝีมือดีตั้งวง “ชอร์ที รอเจอร์สไจแอนต์ส” ได้งานเล่นกับ เชลลี แมนน์ เจอร์รี มัลลิแกน เชต เบเกอร์ และนักร้อง จูน คริสตี</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1600" title="budshank1" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/budshank1.jpg" alt="budshank1" width="314" height="225" /><br />
         ปี 1954 บัด แชงค์ เล่นบันทึกแผ่นเสียงให้กับ “แปซิฟิกแจ๊ส” เช่นแผ่นชุด Bud Shank with Shorty Rogers; Bud Shank and Bill Perkins ช่วงเดียวกันบัดร่วมทำวงกับนักแซ็กโซโฟนอีกสองคนคือ บ็อบ คูเพอร์ บิลล์ เพอร์กินส์ และนักร้อง จูน คริสตี ภรรยาของ บ็อบ คูเพอร์ ออกตระเวนแสดงทั้งยุโรปและแอฟริกา ทำให้บัด แชงค์ เป็นที่รู้จักของแฟนแจ๊สกว้างขวางขึ้น<br />
         ปี 1953 บัด แชงค์ กับเลารินโด อัลเมดา นักกีตาร์ชาวบราซิล ผู้นำเอากีตาร์คลาสสิกมาเล่นในวง สแตน เคนตัน เป็นครั้งแรก ในสหรัฐ พร้อมแฮร์รี บาบาซิน และ รอย ฮาร์ต นำเอาเพลงพื้นเมืองของบราซิลมาบรรเลงแบบแจ๊ส หลังจากนั้น 5 – 6 ปี อัดเพลงแบบเดียวกันอีก 2 ชุด แนวดนตรีมีลักษณะเดียวกับดนตรีที่ต่อมาเรียกว่า “บอสซา โนวา” ก่อนที่ สแตน เกซ และ ชาร์ลี เบิร์ด จะนำเสนอจนฮิตสุดๆ ในสหรัฐและแพร่หลายไปทั่วโลก<br />
 <img class="aligncenter size-full wp-image-1601" title="budshank2" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/budshank2.jpg" alt="budshank2" width="220" height="293" /></p>
<p>        ปี 1974 บัด แชงค์กับเลารินโด อัลเมดา มาจับมือกันอีกครั้ง ร่วมก่อตั้งวง L.A.Four โดยดึงเอาเรย์ บราวท์นักเบสฝีมือเยี่ยมและชัค ฟลอเรสนักกลองที่เคยร่วมงานกับบัดมาก่อน เริ่มเซ็นสัญญาอัดแผ่นกับ“คองคอร์ด”ประเดิมชุดแรก The L.A. Four Scores! บัด แชงค์ เป่าทั้ง<br />
อัลโตแซ็กโซโฟนและฟลูต ส่วนเลารินโด เล่นกีตาร์คลาสสิก เรย์ บราวน์เล่นดับเบิลเบส แนวดนตรีมี บอสซา โนวา, แซมบ้า ลีลาบราซิเลียน สำหรับ คูล “บ็อพ”และเพลง “บัลลาด”&#8230;ไพเราะ น่าฟัง<br />
        อัลบั้มที่ได้รับความนิยมมากคือชุด Concierto de Aranjuez; Watch What Happens; The Live at Montreux; Montage… แผ่นชุดสุดท้าย Executive Suite ที่อัดเมื่อกลางปี 1982 วง “แอล.เอ.4” อัดแผ่นกับ “คองคอร์ด” ประมาณ 10 ชุด<br />
        ตลอดระยะเวลา 10 ปี L.A. Four เปลี่ยนนักกลองจากชัค ฟลอเรส เป็น เชลลี แมนน์ และคนสุดท้ายที่อยู่กับวงนานที่สุด คือ เจฟฟ์ แฮมิตัน<br />
บัด แชงค์ นอกจากมีผลงานร่วมบรรเลงกับวงประเภทต่างๆ ตั้งแต่วงป๊อป ไปจนถึงวงซิมโฟนี เคยอัดแผ่นกับราวี ชังการ์ นักซีตาร์ชาวอินเดีย ชุด Improvisation โซโลฟลูตเพลง California Dreamin’ กับวงมามาส์แอนด์ปาปาส์&#8230;<br />
        ระยะหลังบัด แชงค์ เลิกเป่าฟลูต เล่นอัลโตแซ็กโซโฟนเพียงเครื่องเดียว เหตุผลคือต้องการแสดงศักยภาพทางดนตรีได้เต็มที่ บัด แชงค์ สิ้นลมที่บ้านในทูซ์สัน รัฐแอริโซนา วันที่ 2 เมษายน 2009&#8230;&#8230;&#8230;.บทความโดย ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ</p>
<p> </p>
<p><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="480" height="385" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/oKVvbVjpPKo&amp;hl=en_US&amp;fs=1" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="480" height="385" src="http://www.youtube.com/v/oKVvbVjpPKo&amp;hl=en_US&amp;fs=1" allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always"></embed></object></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1599/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จังโก ไรน์ฮาดต์ อัตลักษณ์นักกีตาร์ยิปซี</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1568</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1568#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 16 Jul 2010 00:13:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=1568</guid>
		<description><![CDATA[
จังโก ไรน์ฮาดต์ นักกีตาร์ผู้สร้างอัตลักษณ์ “ยิปซีแจ๊ส” ซึ่งต่อมาเป็นแบบอย่างของนักกีตาร์ทั่วทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา
                    นักกีตาร์จำนวนนับไม่ถ้วนพากันยกย่อง เกิดแรงบันดาลใจและรับเอาอิทธิพลแนวการเล่นของจังโก ไรน์ฮาดต์ ในสายแจ๊ส บิเรลี ลาร์แกรน นักกีตาร์ยิปซีเผ่า “สินติ” เกิดในฝรั่งเศส ผู้ได้รับสมญา “จังโกน้อย” (Infant Djargo) บิเรลีมีหลายสิ่งหลายอย่างเหมือนจังโก คือเล่นกีตาร์โดยไม่อ่านโน้ต พูดภาษาโรมานี ใช้กีตาร์ “มักกาแฟร์รี” นำเอาเพลง “สแตนดาร์ด” เก่าๆ อเมริกันมาบรรเลงเช่น เพลง My Melancholy Baby; I’ve Found A New Baby; All Of Me…ดังปรากฏในแผ่นชุดแรกของบิเรลี Routes To Django อัดปี 1980 ขณะอายุ 14 ปี
               สี่ปีต่อมาบิเรลีอัดชุด A Tribute To Django Reinhardt บันทึกจากการแสดงสดที่คาร์เนกีฮอล ในมหานครนิวยอร์ก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1569" title="django" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/django.jpg" alt="django" width="235" height="303" /><br />
จังโก ไรน์ฮาดต์ นักกีตาร์ผู้สร้างอัตลักษณ์ “ยิปซีแจ๊ส” ซึ่งต่อมาเป็นแบบอย่างของนักกีตาร์ทั่วทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา<br />
                    นักกีตาร์จำนวนนับไม่ถ้วนพากันยกย่อง เกิดแรงบันดาลใจและรับเอาอิทธิพลแนวการเล่นของจังโก ไรน์ฮาดต์ ในสายแจ๊ส บิเรลี ลาร์แกรน นักกีตาร์ยิปซีเผ่า “สินติ” เกิดในฝรั่งเศส ผู้ได้รับสมญา “จังโกน้อย” (Infant Djargo) บิเรลีมีหลายสิ่งหลายอย่างเหมือนจังโก คือเล่นกีตาร์โดยไม่อ่านโน้ต พูดภาษาโรมานี ใช้กีตาร์ “มักกาแฟร์รี” นำเอาเพลง “สแตนดาร์ด” เก่าๆ อเมริกันมาบรรเลงเช่น เพลง My Melancholy Baby; I’ve Found A New Baby; All Of Me…ดังปรากฏในแผ่นชุดแรกของบิเรลี Routes To Django อัดปี 1980 ขณะอายุ 14 ปี<br />
               สี่ปีต่อมาบิเรลีอัดชุด A Tribute To Django Reinhardt บันทึกจากการแสดงสดที่คาร์เนกีฮอล ในมหานครนิวยอร์ก โดยร่วมกับนักกีตาร์อีกสองคนคือ ดิซ ดิซลีย์ นักกีตาร์ชาวเวลส์ กับวิก จูริส นักกีตาร์อเมริกัน นำเพลงดังของจังโกมาบรรเลงหลายเพลง อาทิ Minor Swing; Djangology; Daphne และ September Song ของเคิร์ท ไวล์ เพลงที่จังโกชอบนำมาบรรเลงบ่อย เท่าที่ฟังจากแผ่นหลายชุดของบิเรลี รู้สึกเล่นได้ใกล้เคียงกับจังโกมากที่สุด บาบิค ไรต์ฮาดต์ลูกชายที่เกิดจากภรรยาคนที่สองของจังโก เล่นกีตาร์เหมือนพ่อ เคยฟังจากแผ่นซีดี แม้ฝีมือจัดว่าดี แต่หากเทียบกับบิราลี ลาแกรน ยังคล่องสู้ไม่ได้ อารมณ์การเล่นและจิตวิญญาณความเป็นยิปซียังถือว่าเป็นรอง<br />
               หลังบิเรลีประสบความสำเร็จเป็นนักกีตาร์ที่มีชื่อเสียง แฟนแจ๊สรู้จักกันทั่วโลก ได้อัดแผ่นกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง “บลูโน้ต” จึงอยากลองของ เปลี่ยนแนวการบรรเลงเป็น “ฟิวชั่น”ในชุด Inferno ผลปรากฏว่าไปไม่รอด ต้องกลับไปเล่นตามแนวที่ถนัด ดังเช่นแผ่นชุด My Favorite Django และ Gypsy Project กับแผ่นตรา “เดรย์ฟัส”<br />
นักกีตาร์เชื้อสายยิปซีที่มีฝีมือ เข้าถึงแนวการเล่นแบบจังโกอย่างถึงแก่น น่าจะเป็นพี่น้องตระกูล แฟร์เร คือบูลู กับ เอเลียต สองพี่น้องมักเล่น “ดูเอ็ต” กันเช่นชุด Pour Django</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1572" title="DJ1" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/DJ1.jpg" alt="DJ1" width="235" height="235" /></p>
<p>            นักกีตาร์ยิปซีรุ่นปัจจุบันที่เล่นสไตล์จังโกได้ดีได้แก่ จิมมี และ จอห์นนี โรเซนเบิร์ก เป็นยิปซีที่เกิดในเนเธอร์แลนด์ ก่อนที่จะได้ฟังแผ่นชุด Sinti ของจิมมี โรเซนเบิร์ก ผมเคยเห็นฝีมือของเด็กน้อยวัย 11 คนนี้ในภาพยนตร์สารคดี Django Legacy กำกับโดยจอห์น เจอเรมี ผู้กำกับชาวอังกฤษ รู้สึกทึ่งในความสามารถทางกีตาร์ของเด็กน้อยคนนี้ เล่นได้ดีเยี่ยมอย่างเหลือเชื่อ<br />
              ดูเหมือนยิปซีส่วนใหญ่จะมีดนตรีอยู่ในสายเลือด เล่ากันว่าเมื่อประมาณ 2000 ปีที่แล้ว ยิปซีเผ่า”สันติ” (Sinti) ตามชื่ออัลบั้มของ จิมมี โรเซนเบอร์ก ซึ่งน่าจะเรียกว่าเผ่า “สินธุ” เพราะอพยพมาจากฝั่งแม่น้ำสินธุ ประเทศอินเดีย ตามเอกสารอ้างอิงเขียนว่า “Sinti” เช่นเดียวกับชื่อเผ่า ชนเผ่านี้ได้อพยพไปยังราชสำนักแห่งเปอร์เซีย เพื่อเข้าทำหน้าที่คนธรรพ์ ขับร้องเล่นดนตรีในราชสำนัก จากเปอร์เซียได้กระจายย้ายถิ่นฐานเข้าไปทั่วยุโรปและแอฟริกาเหนือ พร้อมกันนี้ได้เผยแพร่ดนตรียิปซีไปด้วย เท่าที่เคยท่องเที่ยวไปตามประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป จะเห็นพวกยิปซีเล่นดนตรีอยู่ข้างถนนในเมืองใหญ่อย่างเช่น กรุงมอสโก เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก กรุงบูดาเปสต์ กรุงปราก&#8230;<br />
           ครั้งหนึ่งระหว่างที่ท่องเที่ยวอยู่ในกรุงบูดาเปสต์ ออกตระเวนฟังการบรรเลงและการแสดงของพวกยิปซี ทั้งในโรงแรมระดับ 5 ดาว หรือร้านอาหารที่บริการนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ซึ่งจะต้องเสียค่าชมการแสดงเป็นพิเศษ ได้เห็นฝีมือการแสดงดนตรีของพวกยิปซี ต้องยอมรับว่าเยี่ยม “โชว์พีซ” (Show piece) ที่นิยมกันส่วนมากวงจะเล่นได้ ขอเพลงอะไร เล่นได้เกือบหมด เช่น Hungarian Dance เบอร์ต่างๆของ บรามส์ โดยเฉพาะ Hangarian Dance No.1,5,6  เพลงของนักประพันธ์เพลงอื่นเช่น เวเนียฟสกี, โคไดล์ รวมถึงเพลงพื้นเมืองรัสเซีย และเพลงพื้นเมืองของพวก “แม็กญา” หรือฮังแกเรียน เพลงอเมริกันในยุค “สวิง” ก็เล่นได้มาก เพลงเอกจากภาพยนตร์  Schindler’s List  ผลงานของ จอห์น วิลเลียมส์ เป็นที่นิยมบรรเลงในหมู่นักดนตรียิปซี ขอเพลงของ จังโก ไรน์ฮาดต์ เพลงดังทุกเพลงเล่นได้หมด<br />
            จริงอยู่ดนตรีของยิปซี ไวโอลินจัดเป็นเครื่องดนตรีเอก ใครที่เคยฟังฝีมือไวโอลินของ โรดี้ แห่งวง “ลากาตอส” ที่เต็มไปด้วยความร้อนแรง เร้าใจ เหมือนอย่างเพลง Zigeunerweisen หรือ Gypsy Air ของ ซารา ซาเต เครื่องดนตรีโบราณคือ “ซิมบาลอม” เยอรมันเรียก “คิมบารอน” เป็นเครื่องดนตรีสำคัญของพวกยิปซี วิธีเล่นคล้าย “ขิม” แต่เสียงแพรวพราวคล้ายพวกเครื่องดนตรีคีย์บอร์ด หากไม่มี “ซิมบาลอม” ก็จะใช้เปียโนหรือกีตาร์แทน เท่าที่สังเกตกีตาร์มักเล่นสไตล์จังโก ไรน์ฮาดต์<br />
ดนตรียิปซีมีทุกรส มีทั้งความเศร้า ความรัก หวานซึ้ง ความคึกคะนอง โลดโผน ความตื่นเต้น เร้าอารมณ์&#8230;ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะวิถีชีวิตของพวกยิปซี ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นรากหญ้า ต้องเผชิญกับอุปสรรคนานัปการในการดำรงชีวิต จังโก ไรน์ฮาดต์ ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนักดนตรียิปซีที่ต้องต่อสู้กับความลำบากยากแค้น<br />
            ฌอง “จังโก” ไรน์ฮาดต์ เกิดที่เมืองลิแบร์ชีส์ บางแห่งเรียก ลิแวร์ชีส์ ประเทศเบลเยี่ยม วันที่ 23 มกราคม 1910 ในชุมชนยิปซี แถวชานเมือง โดยมีชื่อเล่นว่า จังโก (Django) มีความหมายว่า “ฉันตื่นตัว” ชื่อนี้ใช้ในวงการดนตรี<br />
            จังโกเติบโตในชุมชนที่อยู่ใกล้กับกรุงปารีส เริ่มแรกเล่นไวโอลิน จากนั้นจึงเปลี่ยนไปเล่นแบนโจและกีตาร์ เล่นอาชีพตั้งแต่อายุยังน้อยที่ห้องลีลาศ “บัลมูเซตต์” ที่นี่เล่นเพลงประเภท “แทงโก้”, “ฟลาเมงโก”, “ฟาโด” ในย่านนั้นบางแห่งเล่นเพลง แจ๊สแบบนิวออร์ลีนส์<br />
จังโกเริ่มมีชื่อเสียงหลังจากได้รางวัลชนะเลิศ ในการแข่งขันแบนโจ ทำให้ได้เล่นกับนักแอ็คคอเดียน ฌอง แวส์สาด เล่นประจำที่รีสอร์ตใกล้เลอตูเกต์ แต่เกิดเบื่อกับงานจำเจที่เก่า คนเที่ยวหน้าเก่า จึงมักส่งคนไปเล่นแทน </p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1571" title="hotclub" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/hotclub.jpg" alt="hotclub" width="314" height="205" /></p>
<p>           อายุ 17 จังโกแต่งงานกับสาวแบลลา โบมการ์เนร์ สาวยิปซีเผ่าพันธุ์เดียวกัน ปีถัดมาจังโกได้เล่นอัดแผ่นเสียงครั้งแรกกับวงฌอง แวส์สาด ปรากฎชื่อในแผ่นเสียง<br />
ฌียองโก เรอนาร์ด (Jiango Renard) เพราะจังโก ไรน์ฮาดต์ สกดชื่อนามสกุลตัวเองไม่ถูก อย่างไรก็ตามในปีเดียวกันนี้ จังโกได้เล่นอัดแผ่นเสียงถึง 4 ครั้ง กับ ฌอง แวส์สาด 2 ครั้ง และกับ มาร์โก นักแอ็คคอเดียน อีกคนหนึ่ง 2 ครั้ง นอกจากนี้ได้อัดแผ่นกับนักร้อง โช เมล หนึ่งครั้ง<br />
           ความจนทำให้ภรรยาของจังโกต้องช่วยหาเงินด้วยการทำดอกไม้เทียมขาย ตอนหัวค่ำเธอทำงานปกติ จังโกออกไปเล่นดนตรี พอกลับมายังคาราวานที่พักอาศัยก็ต้องเดินผ่านกองกระดาษสูงและเซลลูลอยด์ คืนวันที่ 2 พฤศจิกายน 1928 หลังเสร็จจากงานจังโกกลับมายังที่พัก ทางเดินไปยังที่นอนต้องเดินผ่านกองดอกไม้ ขณะนั้นเขาได้ยินเสียงเหมือนหนูกำลังตะกุย จึงหยิบเทียนเพื่อส่องหา พลันเทียนหลุดมือหล่นลงบนกองดอกไม้ เพลิงลุกไหม้ทันที จังโกฉวยผ้าห่มเพื่อ<br />
           พยายามดับไฟ แต่ใช้ไม่ได้ เพื่อนบ้านต้องช่วยกันดึงตัวเขาจากคาราวานที่กำลังตกอยู่ในเปลวเพลิง แล้วรีบส่งตัวไปยังโรงพยาบาลสงเคราะห์ “ลาริบัวสิแอร์” ปรากฏว่าไฟลวกไหม้เท้าขวาบาดแผลฉกรรจ์ มือซ้ายไม่รู้สึกเกือบทุกส่วน หมอแนะนำให้ตัดเท้าขวา แต่จังโกทัดทานไว้ เขากลัวทางเจ้าหน้าที่จะไม่ตอบสนองตามที่ขอร้อง ญาติได้นำตัวออกจากโรงพยาบาลกลับไปที่คาราวานของพ่อตา ในที่สุดเพื่อนบ้านช่วยกันลงขันหาเงินไปรักษากับสถานที่รักษาเอกชน ผ่านไป 18 เดือน การเยียวยาช่วยให้เท้าขยับได้ ใช้ไม้เท้าช่วยพยุงตัวเวลาเดินจนหายเป็นปกติ นิ้วนางกับนิ้วก้อยมือซ้ายถูกไฟลวกใช้การไม่ได้ เป็นอันสูญเสียสองนิ้วสำคัญในการเล่นเครื่องสาย บางคนบอกหมอแนะนำให้ใช้วิธีบำบัด อาจจะช่วยให้หาย บางคนขอให้รักษาด้วยวิธีไสยศาสตร์ตามความเชื่อ พลังอันศักดิ์สิทธิ์ของยิปซี<br />
       จังโก ไรน์ฮาดต์ตัดสินใจที่จะเอาชนะกับความบกพร่องทางร่างกาย ไม่ย่อท้อ แม้พิการ เขาปฏิเสธทำตามคำแนะนำ มุ่งมั่นคิดค้นวิธีการเล่นกีตาร์ที่ใช้เพียงหัวแม่มือหรือนิ้วโป้งกับนิ้วชี้และนิ้วกลางที่ยังดีอยู่ ฝึกฝนหาเทคนิคการเล่นใหม่ๆ ค่อยๆ พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนมีสมรรถนะทัดเทียมนักกีตาร์ฝีมือดีคนอื่นๆ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น จังโกกลับเข้าในแวดวงดนตรีกรุงปารีสอีกครั้งได้เล่นกับสเตฟาน มูแชง นักเปียโนแจ๊สชาวฝรั่งเศสที่ “เลส์ กากาเซียส์”ได้ค่าจ้างคืนละ 100 ฟรัง<br />
<img class="aligncenter size-full wp-image-1573" title="django" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/django1.jpg" alt="django" width="235" height="303" /></p>
<p>       จังโกฟังการเล่นของนักดนตรีแจ๊สชั้นนำอเมริกันที่มีความโดดเด่นในศิลปะดนตรีแนวใหม่อย่าง เอ็ดดี้ แลง, โจ เวนูที, ดุ๊ก เอลลิงตัน โดยเฉพาะนักทรัมเป็ตหนุ่ม หลุยส์ อาร์มสตรอง แนวดนตรีงดงามยิ่ง<br />
         ปี 1934 จังโก ไรน์ฮาดต์ร่วมกับสเตฟาน กรัปเปลลี นักไวโอลินชาวปารีส ตั้งวง Quintte du Hot Club de France ซึ่งมี โฌเซฟ ไรน์ฮาดต์ น้องชายและ โรเชอร์ ชาปูต์ เล่นกีตาร์ ลุยส์ โวลา เล่นเบส อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นักฟังแจ๊สทั่วโลกชื่นชมจังโก ไรน์ฮาดต์<br />
          จังโก ไรน์ฮาดต์ สิ้นชีพเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 1953 เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี จังโก ไรน์ฮาดต์ นักกีตาร์ทั้งแจ๊ส ร็อก บลูส์ คลาสสิก ต่างรำลึกถึงนักกีตาร์ยิปซีแจ๊สผู้ยิ่งใหญ่&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.เรื่องโดย ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1568/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Blue Moon of Kentucky</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1542</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1542#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 05 Jul 2010 05:01:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=1542</guid>
		<description><![CDATA[
จันทร์สีฟ้าแห่งเคนตัคกี
          คนไทยเรารู้จัก “เคนตัคกี” จากไก่ทอดชื่อดังของเมืองนี้ ซึ่งสูตรต้นตำรับปรุงโดยผู้พัน ฮาร์แลนด์ แซนเดอร์ส ที่มีหุ่นจำลองตั้งอยู่ในร้าน เด็กๆ บ้านเราที่ชอบกินไก่ทอดที่มาพร้อมกับสารเร่งโตมักเรียกแกว่า “ลุงแว่น” เมื่อ 20 ปีก่อน ตอนแฟรนไชส์ฟาสฟูดจากหลุยส์วิลล์รายนี้เข้ามาในเมืองไทยใหม่ๆ ใช้ชื่อเต็มยาวๆ ว่า “เคนตัคกี ฟรายด์ ชิคเกน” ก่อนจะเปลี่ยนไปใช้ชื่อตัวย่อ “เคเอฟซี” ในภายเวลาต่อมา แต่สำหรับคนไทยรุ่นก่อนหน้านั้นขึ้นไป “เคนตัคกี” อาจจะชวนให้ระลึกถึงเพลง Blue Moon of Kentucky ที่ราชาร็อคแอนด์โรลล์ เอลวิส เพรสลีย์ เคยถ่ายทอดเสียงร้องไว้ แม้จะไม่ใช่เพลงดังที่สุดของเขา แต่อย่างน้อยๆ เพลงนี้ก็เป็นเพลงที่ 2 ในชีวิตการบันทึกเสียงของ เอลวิส และไต่ขึ้นถึงอันดับ 1 ชาร์ทเพลงคันทรีในปี ค.ศ.1954

            เอลวิสอัดเพลงนี้สมัยเริ่มต้นอาชีพในวงการบันเทิงใหม่ๆ กับสังกัด ซัน เร็คคอร์ดส์ ของ แซม ฟิลิปส์ โดยมี สก็อตตี มัวร์ (กีตาร์) และ บิลล์ แบล็ค [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><img class="aligncenter size-full wp-image-1543" title="BlueMoon" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/BlueMoon.jpg" alt="BlueMoon" width="270" height="235" /></strong></p>
<p><strong>จันทร์สีฟ้าแห่งเคนตัคกี</strong></p>
<p><strong>          </strong>คนไทยเรารู้จัก “เคนตัคกี” จากไก่ทอดชื่อดังของเมืองนี้ ซึ่งสูตรต้นตำรับปรุงโดยผู้พัน ฮาร์แลนด์ แซนเดอร์ส ที่มีหุ่นจำลองตั้งอยู่ในร้าน เด็กๆ บ้านเราที่ชอบกินไก่ทอดที่มาพร้อมกับสารเร่งโตมักเรียกแกว่า “ลุงแว่น” เมื่อ 20 ปีก่อน ตอนแฟรนไชส์ฟาสฟูดจากหลุยส์วิลล์รายนี้เข้ามาในเมืองไทยใหม่ๆ ใช้ชื่อเต็มยาวๆ ว่า “เคนตัคกี ฟรายด์ ชิคเกน” ก่อนจะเปลี่ยนไปใช้ชื่อตัวย่อ “เคเอฟซี” ในภายเวลาต่อมา แต่สำหรับคนไทยรุ่นก่อนหน้านั้นขึ้นไป “เคนตัคกี” อาจจะชวนให้ระลึกถึงเพลง Blue Moon of Kentucky ที่ราชาร็อคแอนด์โรลล์ เอลวิส เพรสลีย์ เคยถ่ายทอดเสียงร้องไว้ แม้จะไม่ใช่เพลงดังที่สุดของเขา แต่อย่างน้อยๆ เพลงนี้ก็เป็นเพลงที่ 2 ในชีวิตการบันทึกเสียงของ เอลวิส และไต่ขึ้นถึงอันดับ 1 ชาร์ทเพลงคันทรีในปี ค.ศ.1954<span id="more-1542"></span></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1545" title="Bluemoon2" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/Bluemoon2.jpg" alt="Bluemoon2" width="235" height="237" /></p>
<p>            เอลวิสอัดเพลงนี้สมัยเริ่มต้นอาชีพในวงการบันเทิงใหม่ๆ กับสังกัด ซัน เร็คคอร์ดส์ ของ แซม ฟิลิปส์ โดยมี สก็อตตี มัวร์ (กีตาร์) และ บิลล์ แบล็ค (เบส) แบ็คอัพ พวกเขาบันทึกเพลง That’s Alright Mama เสร็จแล้ว จากนั้นจึงตามด้วยเพลงนี้</p>
<p>            แต่จริงๆ แล้ว เจ้าของเพลง “จันทร์สีฟ้าแห่งเคนตัคกี” ตัวจริง คือ บิลล์ มอนโร บิดาแห่งเพลงบลูกราส ซึ่งเดินเข้าสตูดิโออัดเพลงนี้ไว้เมื่อวันที่ 16 กันยายน ค.ศ.1946 (ข้อมูลใน wikipedia ระบุว่า บิลล์ แต่งไว้ในปี ค.ศ.1947 ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงแต่อย่างใด) ด้วยเสียงร้องเหน่อๆ น้ำเสียงเศร้าสร้อย กับภาคดนตรีอะคูสติคในแบบ “บลูกราส” ที่ให้ความรู้รันทดหมดหวัง ทั้งเสียงฟิดเดิลที่คลอเคล้า หรือโซโลจากแมนโดลินอันเพราะพริ้ง</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1544" title="Bluemoon1" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/Bluemoon1.jpg" alt="Bluemoon1" width="236" height="235" /></p>
<p>            เป็นที่สังเกตว่าเพลงของ บิลล์ มอนโร นั้น มักจะมีคำร้องที่เกี่ยวข้องกับบรรยากาศของท้องทุ่ง และสภาพแวดล้อมของบ้านเกิดมาปะปนอยู่เสมอ โดยเฉพาะคำว่า “เคนตัคกี”  ซึ่งนอกจาก Blue Moon of Kentucky แล้ว ก่อนหน้านั้น บิลล์ ยังแต่งเพลง Kentucky Waltz อีกด้วย</p>
<p>            ความแตกต่างอย่างหนึ่งระหว่างเวอร์ชั่นเพลงๆ นี้ โดย บิลล์ มอนโร และ เอลวิส เพรสลีย์ คือการปรับเปลี่ยนอัตราจังหวะใหม่ จากเดิมเป็น วอลท์ซ หรือ 3/4 แต่เมื่อนำมาร้องและบรรเลงในสไตล์อื่นๆ เช่น ในแบบฉบับของ  “ร็อคแอนโรลล์” เอลวิส เล่นในอัตราจังหวะ 4/4 เช่นเดียวกับเวอร์ชั่นหลังๆ  ของเดอะ บีเทิลส์ หรืออัตราจังหวะ 4/4 ในเวอร์ชั่นที่เป็น “บูกี-วูกี” โดยศิลปินรายอื่น เป็นต้น</p>
<p>            เนื้อหาของเพลง Blue Moon of Kentucky เป็นเพลงเศร้าๆ ที่พูดถึงความรักหรือคนรักที่จากไป และปล่อยให้เจ้าตัวจมอยู่กับความเศร้าต่อไป</p>
<p>            “I said blue moon of Kentucky keep on shining</p>
<p>            shine on the one that&#8217;s gone and left me blue</p>
<p>            I said blue moon of Kentucky keep on shining</p>
<p>            Shine on the one that&#8217;s gone and left me blue”</p>
<p>            เช่นเดียวกับเพลงที่มีชื่อเรียกขานท้องถิ่น อย่าง Georgia On My Mind หรือเพลงอื่นๆ Blue Moon of Kentucky ได้รับการยกย่องให้เป็นเพลงบลูกราสอย่างเป็นทางการของรัฐเคนตัคกี ที่มีฉายานามว่า Bluegrass State หรือ “รัฐเพลงบลูกราส” เพราะที่แห่งนี้เป็นบ้านเกิดของศิลปินเพลงหลายคน นอกจาก บิลล์ มอนโร แล้ว ยังประกอบด้วย ริคกี สแก็กจ์ส, บิลลี เรย์ ไซรัส หรือแม้กระทั่งศิลปินที่สืบสานแนวทางของ บิลล์ มอนโร อย่าง แซม บุช</p>
<p>            นอกจากนี้ Blue Moon of Kentucky ยังได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 365 เพลง ที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “บทเพลงแห่งศตวรรษ” หรือ &#8220;Songs of the Century&#8221;  ซึ่งเป็นโครงการด้านการศึกษาที่จัดทำร่วมกันระหว่างหน่วยงานอย่าง สมาคมอุตสาหกรรมบันทึกเสียงแห่งสหรัฐอเมริกา (Recording Industry Association of America RIAA), กองทุนเงินบริจาคแห่งชาติเพื่อศิลปะ (National Endowment for the Arts) และ Scholastic Inc.<strong></strong></p>
<p><strong>          </strong>ไม่ว่าจะมีศิลปินรุ่นหลังนำเพลงนี้มาบรรเลง ด้วยแนวคิดแปลกใหม่หรือเทคโนโลยีบันทึกเสียงล้ำสมัยเพียงใดก็ตาม เวอร์ชั่นคลาสสิกของ บิลล์ มอนโร ยังสดใหม่เสมอแม้เวลาจะล่วงเลยมานานกว่า 60 ปีแล้วก็ตาม</p>
<p> <strong>Place : Kentucky (State)</strong></p>
<p><strong>Capital : Frankfort</strong></p>
<p><strong>Largest City : Louisville </strong></p>
<p><strong>Country : USA</strong></p>
<p><strong>Song : Blue Moon of Kentucky (1946)</strong></p>
<p><strong>Artists : Bill Monroe, Pete Seeger, Elvis Presley, The Beatles, LeAnn Rimes etc.</strong></p>
<p><strong>เรื่องโดย อนันต์ ลือประดิษฐ์ / <a href="mailto:mr.anant@gmail.com">mr.anant@gmail.com</a></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1542/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เจอร์รี เบอร์กอนซี ปรมาจารย์แห่งอิมโพรไวซ์</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1448</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1448#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 11 Jun 2010 05:03:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=1448</guid>
		<description><![CDATA[
          ชื่อเสียงของ เจอร์รี เป็นที่รู้จักรับรู้ในหมู่นักการศึกษาดนตรีระดับนานาชาติมาเป็นเวลายาวนาน ในฐานะครูดนตรีที่มีงานสอนประจำอยู่ที่ นิว อิงแลนด์ คอนเซอร์วาทอรี สถาบันดนตรีชื่อดังแห่งเมืองบอสตัน และมีตำราว่าด้วยวิชาอิมโพรไวเซชั่นจำนวน 7 เล่ม อันเป็นที่เลื่องลือมาจนถึงทุกวันนี้
          นอกจากจะมีฝีมือเยี่ยมยุทธในด้านการประพันธ์ดนตรีแล้ว เจอร์รี ยังเป็นนักเทเนอร์ แซ็กโซโฟนที่หาตัวจับยาก ด้วยน้ำเสียงที่ดังผ่านฮอร์นของเขาให้มวลอบอุ่น น้ำหนักกำลังพอเหมาะพอดี ด้วยโมทิฟของโน้ตที่เคลื่อนไหวไปข้างหน้าอย่างมีชีวิต ดังที่มีนักวิจารณ์เปรียบเปรยไว้ว่า เจอร์รี มีไฟในทรวงในการบรรเลงอิมโพรไวส์ ราวกับนักดนตรีผู้หิวกระหาย
          เจอร์รี เล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็ก ผ่านชั่วโมงโลดโผนในวงการเพลงทั้งที่บอสตัน และนิวยอร์คซิตีมาอย่างโชกโชน เขาเริ่มต้นจากคลาริเน็ทตอน 8 ขวบ มีโอกาสได้ฟังศิลปินยุคสวิงอย่าง ดุ๊ก เอลลิงตัน, เคาน์ เบซี และ เลสเตอร์ ยัง มาจนปรุ ใกล้ชิดคุณลุงของเขาที่เป็นนักดนตรีแจ๊ส พออายุ 12 ปีก็เริ่มจับ อัลโต แซ็กโซโฟน พร้อมๆ กับการฟังผลงานของ ไมล์ส เดวิส, จอห์น โคลเทรน และ ซันนี โรลลินส์
           [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-1452" title="jerrySmall" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/06/jerrySmall-201x300.jpg" alt="jerrySmall" width="201" height="300" /><br />
          ชื่อเสียงของ เจอร์รี เป็นที่รู้จักรับรู้ในหมู่นักการศึกษาดนตรีระดับนานาชาติมาเป็นเวลายาวนาน ในฐานะครูดนตรีที่มีงานสอนประจำอยู่ที่ นิว อิงแลนด์ คอนเซอร์วาทอรี สถาบันดนตรีชื่อดังแห่งเมืองบอสตัน และมีตำราว่าด้วยวิชาอิมโพรไวเซชั่นจำนวน 7 เล่ม อันเป็นที่เลื่องลือมาจนถึงทุกวันนี้<br />
          นอกจากจะมีฝีมือเยี่ยมยุทธในด้านการประพันธ์ดนตรีแล้ว เจอร์รี ยังเป็นนักเทเนอร์ แซ็กโซโฟนที่หาตัวจับยาก ด้วยน้ำเสียงที่ดังผ่านฮอร์นของเขาให้มวลอบอุ่น น้ำหนักกำลังพอเหมาะพอดี ด้วยโมทิฟของโน้ตที่เคลื่อนไหวไปข้างหน้าอย่างมีชีวิต ดังที่มีนักวิจารณ์เปรียบเปรยไว้ว่า เจอร์รี มีไฟในทรวงในการบรรเลงอิมโพรไวส์ ราวกับนักดนตรีผู้หิวกระหาย<span id="more-1448"></span><br />
          เจอร์รี เล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็ก ผ่านชั่วโมงโลดโผนในวงการเพลงทั้งที่บอสตัน และนิวยอร์คซิตีมาอย่างโชกโชน เขาเริ่มต้นจากคลาริเน็ทตอน 8 ขวบ มีโอกาสได้ฟังศิลปินยุคสวิงอย่าง ดุ๊ก เอลลิงตัน, เคาน์ เบซี และ เลสเตอร์ ยัง มาจนปรุ ใกล้ชิดคุณลุงของเขาที่เป็นนักดนตรีแจ๊ส พออายุ 12 ปีก็เริ่มจับ อัลโต แซ็กโซโฟน พร้อมๆ กับการฟังผลงานของ ไมล์ส เดวิส, จอห์น โคลเทรน และ ซันนี โรลลินส์<br />
           อายุ 13 เจอร์รี ก็มีงานเล่นประจำในวงท้องถิ่นชื่อ “เดอะ สตาร์ดัสเทอร์ส” จากนั้นเมื่อย่างเข้าสู่ช่วงไฮสกูล นักแซ็กหนุ่มก็เปลี่ยนขนาดแซ็กมาเล่น “เทเนอร์” พร้อมๆ กับทดลองลงทะเบียนเรียนคอร์สสั้นๆ ที่เบิร์กลี คอลเลจ ออฟ มิวสิค สถาบันดนตรีชื่อดังที่อยู่ใกล้บ้าน<br />
เจอร์รี เลือกเรียนต่อดนตรีที่ Lowell University แต่แล้วก็ต้องออกกลางคันเมื่อเรียนไปได้เพียง 1 ปี เหตุเพราะเขาเล่นแจ๊ส ! (ฟังดูคล้ายตำนานของใครบางคนในเมืองไทยที่ต้องออกจากรั้วจามจุรี ไปเรียนต่อเปียโนแจ๊สในต่างประเทศ เหตุเพราะเล่นแจ๊สเช่นกัน)<br />
          เจอร์รี เผ่นไปเรียนเบิร์คลี แต่แล้วก็ต้องกลับมา Lowell University อีกครั้ง สาเหตุเพราะเงินหมด เมื่อเรียบจบช่วงนั้นยังต้องเปลี่ยนไปเล่นเบสในวงท้องถิ่น แบ็คอัพให้นักร้อง ตลก และพวก “บันเทิงหรรษา” ทั้งหลาย เพื่อเก็บเงินก้อนหนึ่ง ก่อนจะไปไล่ตามความฝันที่นิวยอร์กซิตี ในปี ค.ศ.1972</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1451" title="jerry3" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/06/jerry3.jpg" alt="jerry3" width="236" height="235" /></p>
<p>         ในยุคเซเวนตีส์ เขาเริ่มเป็นที่สนใจในหมู่นักฟังในฐานะมือแซ็กประจำวง “บรูเบ็ค 2 รุ่น” วงดนตรีอันเป็นการรวมตัวระหว่างมือเปียโน เดฟ บรูเบ็ค กับลูกๆ ของเขานั่นเอง<br />
ตลอดระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษ เจอร์รี เล่นกับนักดนตรีแจ๊สระดับตำนานมานับไม่ถ้วน โดยส่วนตัวของเขาเอง มีอัลบั้มเดี่ยวออกมากับค่ายเพลงใหญ่น้อยหลายแห่ง นอกจากค่าย “ดับเบิลไทม์” ที่มีงานบันทึกการแสดงสดออกมาแล้ว ในช่วง 2-3 ปีหลัง นับจากปี ค.ศ.2006 เป็นต้นมา เจอร์รี มีอัลบั้มออกกับค่าย Savant อย่างต่อเนื่อง ด้วยชื่ออัลบั้มคล้ายๆ กัน Tenor of the Times (2006) , Tenorist (2007) และล่าสุดในปีนี้คือ Tenor Talk (2008)</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1450" title="jerry2" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/06/jerry2.jpg" alt="jerry2" width="235" height="235" /><br />
      Tenor Talk คือการหวนคืนกลับมาทำงานร่วมกับวงควอร์เททของเขาอีกครั้ง หลังจากอัลบั้มก่อน เจ้าตัวได้เปลี่ยนบรรยากาศด้วยการอัดเสียงกับเพื่อนๆ ระดับสตาร์ในวงการ ไม่ว่าจะเป็น จอห์น แอเบอร์ครอมบี มือกีตาร์ หรือ อดัม นัสบอม มือกลองที่มีลีลาการควบกลองลื่นไหลและไม่หยุดนิ่ง<br />
ในอัลบั้มใหม่ เกือบทั้งหมดเป็น “ออริจินัล คอมโพสิชั่น” ทุกอย่างดูเคลื่อนไหวอย่างเกาะเกี่ยวราวกับอวัยวะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นทางแซ็กของ เจอร์รี ทางเบสโดย เดฟ ซานโตโร อดีตลูกศิษย์ของเดฟ ฮอลแลนด์ ปัจจุบันเป็นครูสอนเบสที่มหาวิทยาลันคอนเน็คติคัท นอกจากนี้ยังมี เรเนโต ชิคโค มือเปียโน และ แอนดรูวา มิเชลุททิ มือกลอง ที่ทำหน้าที่ทั้งรุกและรับได้อย่างน่าพอใจ<br />
<img class="aligncenter size-full wp-image-1449" title="jerry1Small" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/06/jerry1Small.jpg" alt="jerry1Small" width="235" height="235" /></p>
<p>      Who Cares ? เป็นเพลงเปิดอัลบั้ม ซึ่งแค่ไม่กี่ห้อง เจอร์รี ก็ “ปล่อยของ” กันกระจาย เดฟ โชว์ลีลาการวอล์คเบสที่หนักแน่นและมั่นคงในลีลา ส่วน เรเนโต เว้นพื้นที่หายใจระหว่างการอิมโพรไวส์ได้ดี พวกเขาผ่อนอัตราความเร็วลงใน Hank เพลงที่มีแนวประสานแปร่งหูอยู่สักหน่อย แต่ก็นุ่มนวลชวนฝันในเวลาเดียวกัน<br />
Girl Idlig มีทำนองอันงดงาม เปิดพื้นที่โล่งๆ สำหรับการแต่งแต้มระบายสี ส่วน Soul Mission เป็นเพลงที่มีวิธีการนำเสนอน่าสนใจ ทักษะอันแคล่วคล่องของเจอร์รีสร้างความประทับใจโดยทั่วหน้า เช่นเดียวกันกับไลน์เปียโนงามๆ ในตอนท้ายของเพลง โดยมี แอนดรูวา แสดงปฏิสัมพันธ์และโต้ตอบผ่านซิมบอลตลอดเวลา<br />
เดฟ เริ่มต้น Slurge ด้วยการดีดเบส จังหวะอันซับซ้อนของเพลงนี้ มีกรู้ฟภายในแฝงอยู่เพื่อให้เพลงเคลื่อนไหว โดยสอดผสานกับไลน์แซ็กของ เจอร์รี ที่ไล่เรียงอย่างเมามัน เช่นเดียวกันกับเพลง Left of Memory ที่ออกทางเปรี้ยวซ่าไม่น้อย<br />
      ส่วน Wippin’ and Waulpin’ เป็นภาพลักษณ์ของความนุ่มนวลบนพื้นฐานที่ค่อนข้างโหดหิน โดยเฉพาะแนวประสานของภาคดนตรีที่เข้มข้นจริงจัง เลื่อนไหลไปบนชีพจรบอสซาโนวาอ่อนๆ การถ่ายทอดของ เรเนโต ในเพลงนี้นับว่าสง่างามและแยบยลอย่างน่ายิ่งดี ส่วน เดฟ เองก็โซโล่เบสในช่วงท้ายเพลงได้อย่างหมดจดเช่นกัน<br />
ระหว่างฟังอัลบั้มนี้ ผมคิดถามตัวเองอยู่ในใจว่า เจอร์รี เบอร์กอนซี ค้นพบความลับใดหนอ ที่มีส่วนเพิ่นพูนพลังและทำให้เขาผลผลิตงานออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่นดียวกันกับแนวทางอันไร้ข้อจำกัดของเขาในการรังสรรค์เสียงในอุดมคติในใจให้คลี่คลายออกมาอย่างน่าพอใจยิ่งนัก.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1448/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Invocation บนสำเนียงแตกต่าง</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1391</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1391#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 17 May 2010 10:23:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=1391</guid>
		<description><![CDATA[
ผมได้รับอีเมลคำถามจากผู้อ่านสั้นๆ ว่า “นอกจากมือกีตาร์แจ๊สตัวหลักๆ แล้ว ในวงการแจ๊สวันนี้ มีดาวรุ่งคนไหนบ้างที่น่าสนใจ ?”
ตามความเข้าใจของผม มือกีตาร์ตัวหลักๆ ในที่นี้ หมายถึงศิลปินที่แฟนเพลงบ้านเราค่อนข้างคุ้นชื่อกันดี อย่าง แพท เมธินี , จอห์น สโกฟิลด์, จิม ฮอลล์, แพท มาร์ติโน, บิลล์ ฟริเซลล์, จอห์น แมคลาฟลิน, จอห์น แอเบอร์ครอมบี รวมไปจนถึงเลือดใหม่หน่อยอย่าง เคิร์ท โรเซนวิงเกิล, รัสเซลล์ มาโลน, ปีเตอร์ เบิร์นสไตน์, แอนโธนี วิลสัน, ชาร์ลี ฮันเตอร์ เป็นต้น
หากเป็นเช่นนั้น ดาวรุ่งที่น่าสนใจของวงการแจ๊สวันนี้ ก็น่าจะเป็นมือกีตาร์ที่อยู่ไกลจากการรับรู้ของแฟนเพลงชาวไทยโดยมาก พวกเขาอาจจะกำลังมีบทบาทอยู่ในแจ๊สซีนที่อเมริกา โดยเฉพาะที่นิวยอร์กซิตี
นักกีตาร์กลุ่มนี้ประกอบด้วยคนอย่าง ไลโอเนล ลูเอเก จากเวสต์แอฟริกันที่กำลังร้อนแรงในวงการแจ๊สทั้งในอเมริกาและยุโรป รวมถึงคนรุ่นใหม่ อย่าง อดัม โรเจอร์ส, เบน มอนเดอร์, เดฟ สไตรเกอร์ และแน่นอนน่าจะมีชื่อของ พอล [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-1392" title="Invocation" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/05/Invocation-300x268.jpg" alt="Invocation" width="300" height="268" /><br />
ผมได้รับอีเมลคำถามจากผู้อ่านสั้นๆ ว่า “นอกจากมือกีตาร์แจ๊สตัวหลักๆ แล้ว ในวงการแจ๊สวันนี้ มีดาวรุ่งคนไหนบ้างที่น่าสนใจ ?”<br />
ตามความเข้าใจของผม มือกีตาร์ตัวหลักๆ ในที่นี้ หมายถึงศิลปินที่แฟนเพลงบ้านเราค่อนข้างคุ้นชื่อกันดี อย่าง แพท เมธินี , จอห์น สโกฟิลด์, จิม ฮอลล์, แพท มาร์ติโน, บิลล์ ฟริเซลล์, จอห์น แมคลาฟลิน, จอห์น แอเบอร์ครอมบี รวมไปจนถึงเลือดใหม่หน่อยอย่าง เคิร์ท โรเซนวิงเกิล, รัสเซลล์ มาโลน, ปีเตอร์ เบิร์นสไตน์, แอนโธนี วิลสัน, ชาร์ลี ฮันเตอร์ เป็นต้น<br />
หากเป็นเช่นนั้น ดาวรุ่งที่น่าสนใจของวงการแจ๊สวันนี้ ก็น่าจะเป็นมือกีตาร์ที่อยู่ไกลจากการรับรู้ของแฟนเพลงชาวไทยโดยมาก พวกเขาอาจจะกำลังมีบทบาทอยู่ในแจ๊สซีนที่อเมริกา โดยเฉพาะที่นิวยอร์กซิตี<br />
นักกีตาร์กลุ่มนี้ประกอบด้วยคนอย่าง ไลโอเนล ลูเอเก จากเวสต์แอฟริกันที่กำลังร้อนแรงในวงการแจ๊สทั้งในอเมริกาและยุโรป รวมถึงคนรุ่นใหม่ อย่าง อดัม โรเจอร์ส, เบน มอนเดอร์, เดฟ สไตรเกอร์ และแน่นอนน่าจะมีชื่อของ พอล บอลเลนแบ็ค อยู่ในโผด้วย แม้วัยจะล่วงเลยมาไม่น้อยแล้วก็ตาม<br />
อัลบั้มใหม่ของ พอล ที่มีชื่อว่า Invocation เพิ่งออกวางขายในสหรัฐอเมริกาเมื่อปลายปี 2007 นี่เอง ซึ่งได้เสียงตอบรับอย่างชื่นชมจากนักวิจารณ์ในหลายๆ สื่อด้วยกัน และจากการได้ติดตามลองฟังอยู่ 4-5 ชุด โดยส่วนตัวผมคิดว่า นี่คือมือกีตาร์ที่มีสุ้มเสียงเป็นเอกลักษณ์มากที่สุดคนหนึ่ง<br />
แน่นอนว่าผลงานของ พอล ไม่มีวางขายทั่วไปในบ้านเรา แต่คุณอาจจะใช้วิธีสั่งผ่าน www.amazon.com ให้ส่งตรงถึงบ้าน (มาถึงตรงนี้ ยังไม่วายเสียดายว่าเว็บไซต์สุดโปรดของผมที่เคยแนะนำแฟนๆ ไปหลายคน นั่นคือ www.djangos.com ที่คุณสามารถสั่งแผ่นได้โดยไม่เสียค่าจัดส่ง ได้ปิดตัวลงแล้ว) ถึงกระนั้น ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มีเว็บไซต์หลายแห่งที่เปิดบริการให้ดาวน์โหลดอัลบั้มนี้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ด้วยการเสียเงินในราคาย่อมเยาเป็นทางเลือก<br />
หนทางเข้าถึงแจ๊สไม่ใช่เรื่องยากลำบากอีกต่อไป !<br />
0 0 0 0 0<br />
ในอัลบั้ม Invocation พอล มีทั้งเพลงแต่งเอง (original composition) และเพลงสแตนดาร์ด หรือเพลงเก่าที่นำมาตีความใหม่จำนวนหนึ่ง หากคุณยังไม่คุ้นกับไลน์กีตาร์ของเขาที่เริ่มต้นอย่างเผ็ดร้อนตั้งแต่เพลงแรก บททดสอบแรกสุด อาจจะเริ่มต้นจากแทร็คที่ 4 เพลง Everything Must Chance เพลงโมเดิร์นคลาสสิกที่แต่งโดย เบอร์นาร์ด อิกเนอร์ ซึ่งมีแนวทำนองที่ค่อนข้างคุ้นหู<br />
บัลลาดแสนเหงาเพลงนี้ บรรเลงในลักษณะการประสมแบบทริโอ โดยมี วิคเตอร์ ลูว์อิส มือกลองอาวุโส ควบแปรงผ่านสแนร์อย่างนุ่มนวล และมี เอ็ด โฮเวิร์ด วอล์คเบสตามอย่างอ่อนโยน นับเป็นเพลงที่ พอล ถ่ายทอดออกมาอย่างสละสลวย วิธีการเล่นซิงเกิลโน้ตของเขารับอิทธิพลของ แพท มาร์ติโน มาอย่างเต็มๆ แต่ในเวลาเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นแนวทางที่ทั้งเข้มและเยือกเย็นอยู่ในที ก่อนจะมาถึงช่วงกลางของเพลง ที่มีไดนามิคปรับจังหวะให้กลายมาเป็น สเตรท อะเฮด เพื่อให้นักดนตรีทั้ง 3 แสดงปฏิสัมพันธ์กันอย่างมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น<br />
หลังจากซึมซับกับไลน์กีตาร์ของเพลง Everything Must Change แล้ว มาพิจารณาบุคลิกภาพของ พอล ผ่านเสียงกีตาร์ที่ชัดเจนขึ้นในเพลง Emily บทเพลงสแตนดาร์ดที่มีทำนองอ่อนหวานจากฝีมือการประพันธ์ของ จอห์นนี แมนเดล ที่ พอล บรรเลงอย่างไม่รีบร้อน เขาค่อยๆ แต้มสีสันผ่านเสียงคอร์ดลงทีละน้อย อย่างค่อยเป็นค่อยไป<br />
ด้วยวิธีจัดการกับเมโลดีเดิมในเพลงนี้ ก่อนผันแปรทำนองใหม่ด้วยอิมโพรไวเซชั่น อาจจะไม่หวือหวาในสายตาคอเพลงที่ชื่นชอบสไตล์การเล่นแบบดุเดือดเลือดพล่าน แต่ความหมดจดงดงาม ทิศทางการเคลื่อนย้ายตัวโน้ตอันชัดเจน รวมถึง “สาร” ที่ศิลปินต้องการ “สื่อ” ออกมา นับว่าเป็นสาระสำคัญเหนืออื่นใด ซึ่ง พอล มีองค์ประกอบเหล่านี้อย่างครบถ้วน<br />
ครั้งหนึ่ง จอร์จ เบนสัน ศิลปินรุ่นพี่ที่สนับสนุน พอล มาโดยตลอดเคยพูดถึงเขาว่า<br />
“ไม่มียอดฝีมือแจ๊สคนใดที่ให้คำนิยามแจ๊สผ่านถ้อยคำ แต่ทั้งหมดต่างเห็นดีเห็นงามว่า คุณรู้จักแจ๊สก็ต่อเมื่อคุณฟังแจ๊ส นั่นคือหนทางที่ พอล บอลเลนแบ็ค มันเป็นการบรรเลงอย่างซื่อตรงต่อความรู้สึก ไม่ทะเยอทะยาน แต่ล้ำหน้า และเปี่ยมด้วยพลัง”<br />
0 0 0 0 0</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-1393" title="bollenback2" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/05/bollenback2-194x300.jpg" alt="bollenback2" width="194" height="300" /><br />
จากข้อมูลเกี่ยวกับ พอล บอลเลนแบ็ค ในเว็บไซต์ของเขา พอลเป็นชาวอเมริกัน เกิดในครอบครัวที่มีพ่อเป็นนักวิทยาศาสตร์และรักในเสียงดนตรี ด้วยต้องการปลูกฝังรสนิยมทางดนตรี เขาจึงได้รับกีตาร์สายไนล่อนเป็นของขวัญจากพ่อตอน 7 ขวบ<br />
แล้ววันหนึ่ง เมื่ออายุ 11 ขวบ ชีวิตของเขาก็เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยน เมื่อครอบครัวต้องย้ายไปพำนักที่เมืองนิวเดลี ประเทศอินเดียเป็นเวลานานราว 3 ปี<br />
ที่นั่น เขาได้ซึมซับสุ้มเสียงแห่งตะวันออก และวิถีทางวัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ได้เห็นโลกที่ผิดแผกจากความคุ้นเคยมาก่อน จึงเป็นเรื่องปกติที่สิ่งเหล่านี้จะปรากฏอยู่ในเสียงดนตรีของเขาในเวลาต่อมา เช่นเดียวกันกับในอัลบั้ม Invocation ซึ่งตัวไตเติลแทร็คที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วน (Two-Part) ได้นำเสนอซาวด์เฉพาะนี้อย่างชัดเจน<br />
เมื่อกลับจากอินเดีย พอล เติบโตในเมืองนิวยอร์คซิตี พ่อซื้อกีตาร์ไฟฟ้าให้เป็นของขวัญอีกครั้ง โดยคราวนี้ พอล อยู่ในวัยให้ความสนใจกับกระแสดนตรีร็อคแอนด์โรลล์ที่กำลังมาแรง แต่ผู้จุดประกายความคิดด้านดนตรีที่เด่นล้ำและเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของเขาในชั่วพริบตา คือ ไมล์ส เดวิส นักดนตรีแจ๊สที่มีบทบาทในการปฏิวัติแจ๊สมาหลายยุคหลายสมัย<br />
ช่วงปี ค.ศ.1975 พอล ย้ายสถานที่พำนักอีกครั้ง จากเมืองนิวยอร์คซิตี ไปวอชิงตัน ดีซี แต่เขายังคงเสาะหาช่องทางในการเรียนรู้ดนตรีเช่นเคย เมื่อถึงเกณฑ์เข้ามหาวิทยาลัย นักกีตาร์หนุ่มคนนี้ตัดสินใจเรียนเอกวิชาดนตรีที่มหาวิทยาลัยแห่งไมอามี่ โดยขอฝากตัวเป็นศิษย์ของศาสตราจารย์ทางด้านทฤษฎีดนตรีและการประพันธ์ดนตรีที่มีชื่อเสียง นั่นคือ แอเชอร์ ซลอทนิค โดยร่ำเรียนอย่างจริงจังเป็นเวลาถึง 8 ปี<br />
สนามฝึกฝนวิทยายุทธแรกๆ ของ พอล บอลเลนแบ็ค คือการเป็นสมาชิกในวง เซเวนธ์ ควอแดรนท์ ของ มือแซ็ก แกรี โธมัส และเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นเมื่อเล่นในวงของมือออร์แกนระดับพระกาฬ นาม โจอีย์ เดอฟรังเซสโก โดยเล่นอยู่ในวงนี้นานถึง 16 ปี และฝากไลน์กีตาร์ไว้ถึง 14 อัลบั้ม<br />
“การร่วมงานกับ โจอีย์ ได้เปิดช่องทางอันล้นเหลือให้แก่อาชีพของผม” พอล พูดถึงมือออร์แกนระดับตำนานอย่างสำนึกในบุญคุณ “ตั้งแต่แรกเขาชัดเจนแล้วว่า ไม่ต้องการให้ผมอยู่เบื้องหลัง &#8230; 5 อัลบั้มที่เราทำด้วยกันตลอด 5 ปี ผมได้โซโลในทุกๆ เพลง เขายังเปิดทางให้ผมนำเสนอบทประพันธ์ของตัวเองอีกด้วย”<br />
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากบทประพันธ์เพลง Wookies&#8217;s Revenge และ Romancin&#8217; the Moon ซึ่งอยู่ในอัลบั้ม Reboppin&#8217; ของ โจอีย์ เดอฟรังเซสโก จะทำให้เขาได้รับรางวัล SESAC award for original music ในปี ค.ศ.1991 ซึ่งเป็นการสร้างชื่อเสียงให้เขาในฐานะนักแต่งเพลง ก่อนที่จะได้รับรางวัล “นักดนตรีแห่งปี” ย่านวอชิงตัน (Musician of the Year at the Washington Area Music Awards) ในปี ค.ศ.1997 ด้วยซ้ำ<br />
ที่ผ่านมา พอล มีงานเดี่ยวของตัวเองออกกับสังกัด แชลเลนจ์ เร็คคอร์ดส์ เช่นชุด Original Visions ตามมาด้วย Double Gemini ,Soul Grooves, Dreams และ Double-Vision ก่อนที่ พอล จะย้ายมาอยู่ค่าย เอเลแฟนท์ ดรีมส์ ออกอัลบั้ม Brightness of Being ในปี ค.ศ.2006 และล่าสุดคือผลงานชุดที่ 7 Invocation ที่พัฒนาอย่างสุกงอมยิ่งขึ้น<br />
โดยสไตล์การเล่นของ พอล ค่อนข้างหลากหลาย แต่ให้ซาวด์ที่เป็นเอกภาพ นั่นมาจากกระบวนการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง แล้วค่อยๆ สังเคราะห์แนวทางของตนเองขึ้นมาทีละน้อย กระนั้น สุ้มเสียงในการบรรเลงของ พอล ยังอิงกับอิทธิพลของศิลปินรุ่นใหญ่ ตั้งแต่ คาร์โลส ซานตานา, เวส มอนต์โกเมอรี, จอห์น สโกฟิลด์, แพท เมธินี, เคนนี เบอร์เรลล์, จอร์จ เบนสัน เรื่อยไปจนถึงนักเปียโนอย่าง เฮอร์บี แฮนค็อก, บิลล์ เอแวนส์ และนักแซ็กโซโฟนอย่าง จอห์น โคลเทรน และ เวย์น ชอร์เตอร์ เป็นต้น<br />
0 0 0 0 0<br />
หลังจากคุ้นเคยกับสำเนียงกีตาร์ของ พอล บอลเลนแบ็ค กับเรื่องราวของเขามาพอสมควรแล้ว ผมขอพาคุณดิ่งลงสู่ตัวตนที่เด่นชัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นความโดดเด่นทั้งในฝีมือการแต่งเพลงและการบรรเลงกีตาร์ของหนุ่มใหญ่หัวเกลี้ยงคนนี้<br />
ในไตเติลแทร็ค พาร์ทแรก พอล จัดวางทำนอง 2 ทำนองในแบบ เคาน์เตอร์ เมโลดี นำเสนอผ่านเสียงร้องของ คริส แมคนัลตี และเสียงทรัมเป็ตของ แรนดี เบรคเกอร์ บนบันไดเสียงที่ชวนให้ระลึกถึงโลกตะวันออก หรือความคิดคำนึงจากภายใน โดย พอล บรรเลงเชื่อมโยงและโต้ตอบในลักษณะปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนนักดนตรี ขณะที่ วิคเตอร์ ลูว์อิส ควบกลองอย่างอิสระ สอดรับกับทางเบสอันแกว่งไกวของ เอ็ด โฮเวิร์ด<br />
หลังจากสำเนียงที่ค่อนข้างวุ่นวายในพาร์ทแรก เอ็ด วอล์คเบสนำเข้าสู่พาร์ทที่สอง อย่างสงบนิ่งกว่า ด้วยฟอร์มที่ชวนให้ระลึกถึงเพลง A Love Supreme ของ จอห์น โคลเทรน ขึ้นมาตะหงิดๆ ความเท่ของส่วนนี้น่าจะอยู่ตรงเมโลดีที่หมดจดและรัดกุม เสียงร้องของ คริส นั้นไม่ธรรมดา ขณะที่โซโลทรัมเป็ตของ แรนดี ยังไว้ลายชายชาติเสือได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งเข้มและผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน<br />
การสะท้อนตัวตนและอิทธิพลจากวัฒนธรรมอินเดีย ยังปรากฏในอินโทร.ของเพลงสแตนดาร์ดอย่าง How Deep Is The Ocean ซึ่งทำให้แฟนเพลงตื่นตะลึงได้ในไอเดียที่แหวกแนวและน่าติดตามอย่างหิวกระหายของเขา<br />
นอกจากเพลงนี้แล้ว อย่าลืมฟังเพลงปิดท้ายอัลบั้ม After The Rain งานอมตะของ จอห์น โคลเทรน แค่ไลน์กีตาร์ที่มีแพทเทิร์นจังหวะเล็กๆ จากท่อนอินโทร. สามารถผสานกับจังหวะหมอลำได้ในบัดดล ทว่า ความอลังการอย่างเรียบง่ายผ่านการบรรเลงในเพลงนี้ต่างหาก ที่ทำให้คุณจินตนการถึงสายรุ้งที่พาดผ่านขอบฟ้ายามหลังฝนได้ไม่ยากนัก<br />
“การเล่นดนตรี การเรียบเรียงดนตรี และการประพันธ์ดนตรี ทั้งหมดนี้คือสิ่งเดียวกัน” พอล เคยตั้งแง่คิดด้านปรัชญาเอาไว้ “โดยชั้นเชิงการประพันธ์ดนตรี อันประกอบด้วย พื้นผิวของเสียง, โทนสีสัน และความเข้ม สามารถถูกนำมาใช้เพื่อสร้างอินโพรไวเซชั่น โดยปราศจากการพึ่งพิงสูตรสำเร็จทางดนตรีใดๆ “<br />
นั่นคือแนวทางหนึ่งที่ พอล บอลเลนแบ็ค พร้อมกับเพื่อนนักดนตรีพยายามขับเคลื่อนให้แจ๊สก้าวไปข้างหน้า และมีผลผลิตที่สมบูรณ์อย่างที่ใจเขาหวัง.<br />
Paul Bollenback / Invocation / Elefant Dreams Records (2007)<br />
Tracks : 1. Dancing Leaf , 2. Alter Ego , 3. How Deep is the Ocean , 4. Everything Must Change , 5. Invocation, part 1 , 6. Invocation, part 2 , 7. Emily , 8. Songline , 9. After the Rain<br />
Personnel : Paul Bollenback , guitar ; Randy Brecker , trumpet ; Ed Woward , bass ; Victor Lewis , drums ; Chris McNulty , vocals</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1391/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
