<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>BangkokJazzLife.com &#187; Articles</title>
	<atom:link href="http://www.bangkokjazzlife.com/archives/category/articles/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.bangkokjazzlife.com</link>
	<description>The Best Companion for Thai Jazz Society</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Feb 2012 06:03:47 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>แจ๊ส มหิดล TIJC 2012 เชิดชูเกียรติ วิชัย อึ้งอัมพร</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2149</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2149#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Feb 2012 03:19:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=2149</guid>
		<description><![CDATA[
คณะกรรมการจัดงาน เทศกาลดนตรีแจ๊สนานาชาติเพื่อการเรียนรู้ ประจำปี 2555 (Thailand International Jazz Conference 2012) ประกาศมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ Lifetime Achievement Awards แด่ วิชัย อึ้งอัมพร ในฐานะเป็นผู้ที่มีคุณูปการกับวงการดนตรีแจ๊สของประเทศไทย
                นพดล ถิรธราดล อาจารย์ประจำวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และผู้จัดการโครงการเทศกาลดนตรีแจ๊สนานาชาติเพื่อการเรียนรู้ เปิดเผยว่า ในปีนี้ คณะกรรมการจัดงานฯ มีมติมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ Lifetime Achievement Awards ให้แก่ วิชัย อึ้งอัมพร เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีผลงานและความสามารถอันเป็นที่ประจักษ์ นอกจากนี้ยังเป็นผู้ที่รักในการศึกษาดนตรีอย่างต่อเนื่องนับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นแบบอย่างที่ดียิ่งในด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ให้กับนักดนตรีไทยรุ่นหลังได้ตระหนักถึงการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกและสร้างสรรค์งานดนตรีที่มีคุณค่า อันจะทำให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้และเป็นสังคมแห่งความสุข

               วิชัย อึ้งอัมพร เกิดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เริ่มต้นเข้าสู่เส้นทางอาชีพดนตรีตั้งแต่อายุ15 ปี โดยเป็นนักร้องนำและนักแซกโซโฟนของวง”ยุวศิลป์” เขาเป็นนักดนตรีไทยคนสำคัญที่บุกเบิกการเล่นดนตรีแจ๊ส และพัฒนามาตรฐานการบรรเลงของนักดนตรีไทยให้เป็นที่ยอมรับในยุคที่วงการดนตรีแจ๊สของไทยถูกครอบครองพื้นที่ในการประกอบอาชีพโดยนักดนตรีแจ๊สชาวฟิลิปปินส์ เป็นผู้ก่อตั้งวงแจ๊สบิ๊กแบนด์ “วิชัย อึ้งอัมพร” และร่วมงานกับปราจีน ทรงเผ่า ก่อตั้งวง “เดอะฮอตเปปเปอร์ซิงเกอร์ส”
              นอกจากนี้ยังเป็นนักแต่งเพลง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2150" title="IMG_1066 (Medium)" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_1066-Medium-300x200.jpg" alt="IMG_1066 (Medium)" width="300" height="200" /></p>
<p>คณะกรรมการจัดงาน เทศกาลดนตรีแจ๊สนานาชาติเพื่อการเรียนรู้ ประจำปี 2555 (Thailand International Jazz Conference 2012) ประกาศมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ Lifetime Achievement Awards แด่ วิชัย อึ้งอัมพร ในฐานะเป็นผู้ที่มีคุณูปการกับวงการดนตรีแจ๊สของประเทศไทย<br />
                นพดล ถิรธราดล อาจารย์ประจำวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และผู้จัดการโครงการเทศกาลดนตรีแจ๊สนานาชาติเพื่อการเรียนรู้ เปิดเผยว่า ในปีนี้ คณะกรรมการจัดงานฯ มีมติมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ Lifetime Achievement Awards ให้แก่ วิชัย อึ้งอัมพร เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีผลงานและความสามารถอันเป็นที่ประจักษ์ นอกจากนี้ยังเป็นผู้ที่รักในการศึกษาดนตรีอย่างต่อเนื่องนับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นแบบอย่างที่ดียิ่งในด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ให้กับนักดนตรีไทยรุ่นหลังได้ตระหนักถึงการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกและสร้างสรรค์งานดนตรีที่มีคุณค่า อันจะทำให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้และเป็นสังคมแห่งความสุข<br />
<img class="aligncenter size-medium wp-image-2151" title="IMG_1102 (Medium)" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_1102-Medium-300x200.jpg" alt="IMG_1102 (Medium)" width="300" height="200" /></p>
<p>               วิชัย อึ้งอัมพร เกิดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เริ่มต้นเข้าสู่เส้นทางอาชีพดนตรีตั้งแต่อายุ15 ปี โดยเป็นนักร้องนำและนักแซกโซโฟนของวง”ยุวศิลป์” เขาเป็นนักดนตรีไทยคนสำคัญที่บุกเบิกการเล่นดนตรีแจ๊ส และพัฒนามาตรฐานการบรรเลงของนักดนตรีไทยให้เป็นที่ยอมรับในยุคที่วงการดนตรีแจ๊สของไทยถูกครอบครองพื้นที่ในการประกอบอาชีพโดยนักดนตรีแจ๊สชาวฟิลิปปินส์ เป็นผู้ก่อตั้งวงแจ๊สบิ๊กแบนด์ “วิชัย อึ้งอัมพร” และร่วมงานกับปราจีน ทรงเผ่า ก่อตั้งวง “เดอะฮอตเปปเปอร์ซิงเกอร์ส”<br />
              นอกจากนี้ยังเป็นนักแต่งเพลง เรียบเรียงดนตรี และอำนวยการผลิตคนสำคัญรุ่นบุกเบิกของค่ายเพลงจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของศิลปินที่มีชื่อเสียงหลายคน อาทิ เต๋อ(เรวัต พุทธินันทน์) เบิร์ด(ธงไชย แมคอินไตย์) ตู่(นันทิดา แก้วบัวสาย) แหวน(ฐิติมา สุตสุนทร) วงเฉลียง วงไมโคร ฯลฯ<br />
              ทั้งนี้ การมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ Lifetime Achievement Awards ถือเป็นส่วนหนึ่งของ เทศกาลดนตรีแจ๊สนานาชาติเพื่อการเรียนรู้ ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยถือเป็นวาระที่ต้องการให้สังคมไทยได้ตระหนักถึงและระลึกถึงบุคคลที่มีคุณูปการต่อวงการแจ๊สไทย ทั้งนี้ ผู้เคยได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติจากเวทีนี้มาก่อนหน้า ประกอบด้วย แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ และ ศรายุทธ สุปัญโญ</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2152" title="IMG_1593 (Medium)" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_1593-Medium-300x200.jpg" alt="IMG_1593 (Medium)" width="300" height="200" /><br />
             ภายในงานเดียวกันนี้ นอกจากพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแล้ว ไฮไลท์ที่น่าสนใจประกอบด้วย การประชันดนตรีของเหล่าศิลปินแจ๊สทั้งไทยและต่างประเทศ ในลักษณะคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบ นอกจากนี้นักดนตรีหลายท่านที่มาร่วมงานในครั้งนี้ ยังร่วมทำเวิร์คช็อปกับนักเรียน นักศึกษาและผู้ที่สนใจ รวมทั้งเปิดเวทีให้นักดนตรีแจ๊สมือสมัครเล่นจากทั่วโลก ทั้งรุ่นใหญ่ รุ่นเล็ก ขึ้นแสดงความสามารถและทักษะอันจัดเจน ประชันชิงชัยรางวัลกันอย่างคึกคัก นับว่าเป็นเทศกาลดนตรีแจ๊สประจำปีที่สมบูรณ์แบบที่สุดในประเทศไทยซึ่งมีคุณภาพการจัดงานเทียบเท่าในระดับสากล</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2153" title="IMG_1136 (Medium)" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_1136-Medium-300x200.jpg" alt="IMG_1136 (Medium)" width="300" height="200" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2149/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>West End Blues</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2100</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2100#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 19 Sep 2011 07:02:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=2100</guid>
		<description><![CDATA[
            ในยุคต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 นิวออร์ลีนส์ ได้ชื่อว่าเป็น The Cradle of Jazz หรือแหล่งฟูมฟักให้ดนตรีแขนงนี้เกิดและเติบโต ก่อนที่จะแพร่กระจายไปทั่วทั้งประเทศสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกในเวลาต่อมา
            นิวออร์ลีนส์ เป็นเมืองท่าสำคัญทางตอนใต้ ตั้งอยู่ใกล้ปากแม่น้ำมิสซิสซิปปี เคยเป็นเมืองในความดูแลของทั้งสเปน และฝรั่งเศส ก่อนจะกลับมาอยู่ในความดูแลของรัฐบาลอเมริกา ด้วยลักษณะของสังคมเมืองที่มีการผสมผสานทางวัฒนธรรมหลายสาย จากยุโรป ทั้งสเปน ฝรั่งเศส  ไอริช ทางด้านแอฟริกันตะวันตก ไปจนถึงเอเชีย ทำให้สถานที่แห่งนี้เหมือน melting pot หรือหม้อที่หลอมรวมทุกอย่างไว้เข้าด้วยกัน ทั้งในด้าน ดนตรี อาหาร และศิลปวัฒนธรรม
            เป็นที่สังเกตว่าศิลปินแจ๊สยุคแรกๆ ส่วนมากเป็นชาวเมืองนิวออร์ลีนส์ ตั้งแต่ บัดดี โบลเดน, เฟรดดี เคพพาร์ด, โจ คิง โอลิเวอร์, คิด โอรี จนถึง หลุยส์ อาร์มสตรอง แม้กระทั่งศิลปินแจ๊สรุ่นใหม่หลายคน อย่าง วินตัน มาร์แซลลิส และแฮร์รี คอนนิค จูเนียร์ ก็เป็นชาวนิวออร์ลีนส์เช่นกัน
            [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2101" title="lake-pontchartrain" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/09/lake-pontchartrain-300x225.jpg" alt="lake-pontchartrain" width="300" height="225" /></p>
<p>            ในยุคต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 นิวออร์ลีนส์ ได้ชื่อว่าเป็น The Cradle of Jazz หรือแหล่งฟูมฟักให้ดนตรีแขนงนี้เกิดและเติบโต ก่อนที่จะแพร่กระจายไปทั่วทั้งประเทศสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกในเวลาต่อมา</p>
<p>            นิวออร์ลีนส์ เป็นเมืองท่าสำคัญทางตอนใต้ ตั้งอยู่ใกล้ปากแม่น้ำมิสซิสซิปปี เคยเป็นเมืองในความดูแลของทั้งสเปน และฝรั่งเศส ก่อนจะกลับมาอยู่ในความดูแลของรัฐบาลอเมริกา ด้วยลักษณะของสังคมเมืองที่มีการผสมผสานทางวัฒนธรรมหลายสาย จากยุโรป ทั้งสเปน ฝรั่งเศส  ไอริช ทางด้านแอฟริกันตะวันตก ไปจนถึงเอเชีย ทำให้สถานที่แห่งนี้เหมือน melting pot หรือหม้อที่หลอมรวมทุกอย่างไว้เข้าด้วยกัน ทั้งในด้าน ดนตรี อาหาร และศิลปวัฒนธรรม<span id="more-2100"></span></p>
<p>            เป็นที่สังเกตว่าศิลปินแจ๊สยุคแรกๆ ส่วนมากเป็นชาวเมืองนิวออร์ลีนส์ ตั้งแต่ บัดดี โบลเดน, เฟรดดี เคพพาร์ด, โจ คิง โอลิเวอร์, คิด โอรี จนถึง หลุยส์ อาร์มสตรอง แม้กระทั่งศิลปินแจ๊สรุ่นใหม่หลายคน อย่าง วินตัน มาร์แซลลิส และแฮร์รี คอนนิค จูเนียร์ ก็เป็นชาวนิวออร์ลีนส์เช่นกัน</p>
<p>            โดยปกติ เมื่อกล่าวถึงเพลงในสไตล์ &#8216;นิวออร์ลีนส์&#8217; หลายคนนึกถึงขบวนพาเหรดในงานมาดิกราส์ หรือขบวนแห่ศพ บรรเลงเพลงฮิตอย่าง When The Saints Go Marching In หรือ Do You Know What It Means to Miss New Orleans สัญลักษณ์ของนิวออร์ลีนส์ที่สะท้อนผ่านเสียงเพลง จึงมีให้เลือกสรรไว้ฟังเป็นจำนวนมาก</p>
<p>            ทว่า น้อยคนนักที่จะรู้ว่าเพลงเด่นจากนิวออร์ลีนส์ อย่าง West End Blues นั้น ประพันธ์ขึ้นจากฝีมือของ คิง โอลิเวอร์ และใส่คำร้องโดย แคลเรนซ์ วิลเลียมส์ ทว่าโดยส่วนมากนิยมนำมาบรรเลงเป็นหลัก</p>
<p>            ที่มาของชื่อเพลงมาจากสถานที่แห่งหนึ่งเรียกว่า &#8216;เวสต์ เอนด์&#8217; ในบริเวณริมทะเลสาบ Lake Pontchartrain สถานที่ตากอากาศที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากตัวเมืองเท่าใดนัก สถานที่แห่งนี้มีภัตตาคารทะเล ร้านรวงต่างๆ ในยุคต้นของแจ๊ส พื้นที่แห่งนี้ มีทั้งฟลอร์เต้นรำ และจุดเล่นน้ำ จึงเป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่มีการแสดงดนตรีสดในทุกๆ วันหยุดสุดสัปดาห์ ชื่อของ West End หมายถึงจุดสิ้นสุดทางทิศตะวันตกของทะเลสาบ ในพื้นที่ ออร์ลีนส์ แพริช ซึ่งติดกับพรมแดน เจฟเฟอร์สัน แพริช รัฐหลุยเซียนา</p>
<p>            West End จึงมิได้หมายถึง เวสต์ เอนด์ (ทางสุดตะวันตกของลอนดอน ซึ่งปัจจุบันตัวเมืองได้ขยายออกไปจากเดิมอีกมาก จนไม่ใช่ West End ในความหมายทางภูมิศาสตร์อีกต่อไปแล้ว) ย่านละครเพลงของอังกฤษอย่างที่หลายคนเข้าใจ</p>
<p>            นอกจาก โจ โอลิเวอร์ ผู้แต่งและผู้บันทึกเสียงรายแรกแล้ว มีผู้นำเพลง West End Blues มาบรรเลงอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็น อีเธล วอเตอร์, เอิร์ล ไฮน์ส, เจลลี โรลล์ มอร์ตัน, ชาร์ลี บาร์เนทท์ จนถึงศิลปินในยุคหลัง อย่าง จอน แฟดดิส เป็นต้น</p>
<p>            แต่เวอร์ชั่นที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักมักคุ้นที่สุด หนีไม่พ้นเวอร์ชั่นของ หลุยส์ อาร์มสตรอง มือทรัมเป็ตอดีตลูกวงของ คิง โอลิเวอร์ นั่นเอง ซึ่งบันทึกเสียงเพลงนี้ไว้ กับวง ฮอต ไฟว์ ของเขา ความยาว 3 นาทีเศษ บนแผ่นครั่งสปีด 78 รอบต่อนาที (78 rpm) ในปี ค.ศ.1928 ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซของแจ๊สในยุคต้น</p>
<p>            West End Blues มีโครงสร้างเป็นบลูส์ 12 ห้อง โดยในเวอร์ชั่นของ หลุยส์ เขาทั้งเล่นทรัมเป็ตและร้องด้วยเทคนิคสแกท (Scat vocal) แบ็คอัพโดยนักเปียโนระดับยอดฝีมืออย่าง เอิร์ล ไฮน์ส นอกจากนั้นมือกลอง ซัตติ ซิงเกิลตัน ยังใช้กรับไม้เคาะเพื่อสร้างโทนคัลเลอร์ให้กับเพลงได้อย่างน่าฟัง</p>
<p>            แม้จะเป็นงานบันทึกเสียงเมื่อเกือบ 80 ปีก่อน แต่ด้วยความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีด้านเสียง ในช่วงปี ค.ศ.2000 ทีมงานซาวนด์เอนจิเนียร์ของโคลัมเบีย เร็คคอร์ด ได้ &#8216;รีมาสเตอริง&#8217; ผลงานในกลุ่ม ฮอต ไฟว์ แอนด์ ฮอต เซเว่น ของ หลุยส์ อาร์มสตรอง ใหม่ (The Complete Hot Five and Hot Seven Recordings 1925-1929) ซึ่งให้ความกระจ่างชัดและความเพลิดเพลินในการฟังได้อย่างอัศจรรย์ ผลลัพธ์ในท้ายที่สุด ทำให้อัลบั้มชุดนี้ได้รับรางวัลแกรมมี่ทางสาขา &#8216;มาสเตอริง เอนจิเนียร์&#8217; ในปี ค.ศ.2001 ไปโดยปริยาย</p>
<p>            การทำงานในอัลบั้มนั้น มีซาวนด์เอนจิเนียร์ชาวไทยนาม วู้ดดี้ หรือ สราวุธ พรพิทักษ์สุข ร่วมด้วย เขาจึงเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลแกรมมี่ ซึ่งสมควรบันทึกไว้บนพื้นที่นี้.</p>
<p> &#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2104" title="715981" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/09/715981.jpg" alt="715981" width="280" height="275" /></p>
<p>Place : Lake Pontchartrain</p>
<p>City :  New Orleans , Louisiana USA</p>
<p>Population (City) : 454,863 (2005)</p>
<p>Time Zone : CST (UTC &#8211; 6) Summer CDT (UTC &#8211; 5 )</p>
<p>Song : West End Blues (1928)</p>
<p>Artist : Louis Armstrong</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2100/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Somewhere Out There ใต้ฟ้าปารีส</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2095</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2095#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 19 Sep 2011 06:55:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=2095</guid>
		<description><![CDATA[
         ครั้งหนึ่ง วิตอร์ ฮูโก (Victor Hugo) นักประพันธ์นามอุโฆษชาวฝรั่งเศส เจ้าของผลงาน Notre Dame de Paris เคยกล่าวถึง ปารีส เมืองแสนโรแมนติก ไว้ว่า &#8220;Breathing in Paris preserves the Soul&#8221; การได้สูดหายใจอากาศเมืองปารีส คือการถนอมรักษ์จิตวิญญาณดีๆ นี่เอง
         ปารีส เป็นนครที่มีสีสัน เปี่ยมแง่มุมให้ค้นหา รื่นรมย์ทางความรู้สึก และจุดประกายในแง่สติปัญญา ทั้งจากเรื่องราวประวัติศาสตร์ และความเคลื่อนไหวอันล้ำสมัย
ตั้งแต่ มหาวิหารนอเตรอดาม, หอไอเฟล, พิพิธภัณฑ์ ลูฟว์ ไปจนถึงถนน ฌอง เอลิเซ่ และแม่น้ำเซนส์ ซึ่งเคยเป็นแรงบันดาลใจให้แก่หลากหลายศิลปินมาแล้ว
ปารีส มีหลายสิ่งให้ชมให้ฟัง ทั้งคลับแจ๊ส โอเปร่าเฮ้าส์ และคาบาเร่ต์ โชว์ เปิดให้สัมผัสด้วยโสตประสาททุกส่วน แม้กระทั่งในเรื่องของกลิ่น เพราะนอกจากน้ำหอมนานาชนิดกว่า 20,000 กลิ่นแล้ว หลายคนยังติดใจกรุ่นกลิ่นกาแฟจากคาเฟ่ริมทาง
          ร้านกาแฟอย่าง Cafe des [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2096" title="eiffel-tower" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/09/eiffel-tower-225x300.jpg" alt="eiffel-tower" width="225" height="300" /></p>
<p>         ครั้งหนึ่ง วิตอร์ ฮูโก (Victor Hugo) นักประพันธ์นามอุโฆษชาวฝรั่งเศส เจ้าของผลงาน Notre Dame de Paris เคยกล่าวถึง ปารีส เมืองแสนโรแมนติก ไว้ว่า &#8220;Breathing in Paris preserves the Soul&#8221; การได้สูดหายใจอากาศเมืองปารีส คือการถนอมรักษ์จิตวิญญาณดีๆ นี่เอง<br />
         ปารีส เป็นนครที่มีสีสัน เปี่ยมแง่มุมให้ค้นหา รื่นรมย์ทางความรู้สึก และจุดประกายในแง่สติปัญญา ทั้งจากเรื่องราวประวัติศาสตร์ และความเคลื่อนไหวอันล้ำสมัย<br />
ตั้งแต่ มหาวิหารนอเตรอดาม, หอไอเฟล, พิพิธภัณฑ์ ลูฟว์ ไปจนถึงถนน ฌอง เอลิเซ่ และแม่น้ำเซนส์ ซึ่งเคยเป็นแรงบันดาลใจให้แก่หลากหลายศิลปินมาแล้ว<br />
ปารีส มีหลายสิ่งให้ชมให้ฟัง ทั้งคลับแจ๊ส โอเปร่าเฮ้าส์ และคาบาเร่ต์ โชว์ เปิดให้สัมผัสด้วยโสตประสาททุกส่วน แม้กระทั่งในเรื่องของกลิ่น เพราะนอกจากน้ำหอมนานาชนิดกว่า 20,000 กลิ่นแล้ว หลายคนยังติดใจกรุ่นกลิ่นกาแฟจากคาเฟ่ริมทาง<span id="more-2095"></span><br />
          ร้านกาแฟอย่าง Cafe des Phares เป็นที่ชุมนุมของบรรดานักคิดและปัญญาชนเพื่อถกเถียงเรื่องปรัชญาอย่างเข้มข้นมานานแล้ว สมกับที่นี่เป็นเมืองของนักคิดอย่างแท้จริง ตั้งแต่ เรอเน เดส์คาร์ตส์, ฌอง จ็าค รุสโซ เรื่อยมาจนถึง ฌอง ปอล ซาร์ตร์ เจ้าสำนัก เอ็กซิสตองเชียลลิสม์ กับงานเขียน Being and Nothingness ซึ่งเกิด เติบโต และตายที่นี่<br />
ที่ผ่านมา มีบทกวี บทเพลง นวนิยาย และภาพเขียนที่อิงฉากของเมืองปารีสไว้มากมาย ชนิดที่สามารถหยิบจับมาเขียนเป็นหนังสือได้เล่มหนา<br />
         ศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์เกิดขึ้นที่นี่ หากยังจำกันได้ ชื่อของศิลปะสกุลนี้มาจากผลงานของ โคลด โมเนต์ (Claude Monet) ภาพเขียน Impression : Soeil Levant (Impression : Sunrise) ซึ่งออกแสดงเมื่อปี ค.ศ.1874 ที่ได้ส่งอิทธิพลต่อทั้งวงการจิตรกรรมและดนตรีในระนาบกว้าง<br />
         ศิลปิน ดัตช์ วินเซนต์ แวน โก๊ะห์ เดินทางมาสร้างสรรค์งานศิลปะส่วนใหญ่ในฝรั่งเศส และใช้ชีวิตวาระสุดท้ายที่ Auver-sur-oise ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของปารีสราว 35 กิโลเมตร<br />
           ในส่วนของนักร้องเพลงยอดนิยมเมื่อครั้งอดีต เอดิธ เพียฟ (Edith Piaf) เคยถ่ายทอดเสียงร้องไว้ใน Amants de Paris นักประพันธ์เพลงอย่าง เวอร์นอน ดุก (Vernon Duke) และ ยิบ ฮาร์เบิร์ก (Yip Harburg) ก็เคยพรรณนาฉากในฤดูใบไม้ผลิไว้ในเพลงสแตนดาร์ด April in Paris ซึ่งยังคงความอมตะมาตราบจนทุกวันนี้<br />
           ในบรรดาเพลงร้องทั้งหลายที่เกี่ยวกับปารีส มีเพลง Under Paris Skies หรือในชื่อภาษาฝรั่งเศสว่า Sous Le Ciel De Paris เป็นหนึ่งในบทเพลงที่สะท้อนถึงความสง่างามและอ่อนไหว อันเป็นบุคลิกภาพของเมืองนี้ได้เป็นอย่างดี<br />
          เพลงนี้ประพันธ์ดนตรีโดย Herbert Giraud เนื้อร้องภาษาฝรั่งเศสเป็นฝีมือของ Jean Drejac ส่วนเนื้อร้องอังกฤษโดย Kim Gannon ซึ่งแม้ทั้งสองสำนวนจะมีความหมายไม่ตรงกันเสียทีเดียว แต่เนื้อร้องภาษาอังกฤษก็สะท้อนถึงความโรแมนติกของวิถีชีวิตผู้คนในเมืองนี้ไม่น้อย<br />
          Stranger beware / There&#8217;s love in the air / Under Paris skies / Try to be smart / And don&#8217;t let your heart catch on fire<br />
becomes king / The moment it&#8217;s spring / Under Paris skies / Lonely hearts meet / Somewhere on the streets of desire<br />
           แอนดี วิลเลียม นักร้องเสียงดีเคยร้องเพลงนี้อย่างน่าประทับใจ เช่นเดียวกับกลุ่มนักร้องเสียงเทเนอร์ &#8216;เดอะ ธรี เทเนอร์&#8217; แต่ศิลปินที่หยิบเพลงนี้มาร้องใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ทั้งในด้านดนตรีและเสียงร้อง คือ แคร์ริน อัลลิสัน ในอัลบั้ม From Paris to Rio ซึ่งชื่อก็บอกเป็นนัยอยู่แล้วว่า มีทั้งเพลงที่อิงกลิ่นอายฝรั่งเศสและบราซิล<br />
           กิล โกลด์สไตน์ นักเปียโนและมืออะเรนจ์ชั่นครูทำหน้าที่บรรเลงแอคคอเดียน ท่อนโซโลจึงมีความอ่อนช้อยและไพเราะเพราะพริ้งมาก แม้จะเป็นเพลงที่บันทึกเสียงใหม่ แต่ด้วยรูปแบบของการเรียบเรียงและจัดวางสไตล์ Under Paris Skies เวอร์ชั่นเพลงร้องฝรั่งเศสของ แคร์ริน อัลลิสัน ก็ชวนให้ระลึกถึงบรรยากาศเดิมๆ แบบ Nostalgia อันเป็นมนต์เสน่ห์เฉพาะตัวของเพลงเก่าจากแดนน้ำหอมที่ดูท่าจะไม่มีวันเสื่อมคลาย</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2097" title="formparis" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/09/formparis-300x300.jpg" alt="formparis" width="300" height="300" /></p>
<p>Artist : Karrin Allyson<br />
Song : Sous Le Ciel De Paris from album &#8216;From Paris to Rio&#8217;<br />
Label : Concord<br />
Place : Paris / France<br />
Population : 2.147 million (Paris proper) 10.952 million (greater Paris)<br />
Time Zone : Central European Time (GMT + 1 hour)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2095/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เมื่อแจ๊สสายเลือดเอเชียผงาด</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2024</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2024#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Jun 2011 06:12:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=2024</guid>
		<description><![CDATA[
           คนศึกษาประวัติศาสตร์ดนตรีแจ๊ส ย่อมทราบดีว่า ดนตรีแขนงนี้พัฒนามาจากเบ้าหลอมทางวัฒนธรรม 2 กระแส คือ ยุโรปและแอฟริกา ณ พื้นที่ที่มีคุณลักษณะเฉพาะเจาะจงที่เอื้อต่อการก่อเกิดของดนตรีแขนงใหม่ นั่นคือเมืองนิวออร์ลีนส์ ที่อุดมด้วยความเป็น “พหุวัฒนธรรม”
           ตลอด 1 ศตวรรษที่ผ่านมา ดูเหมือนจะมีเพียง 2 ชาติพันธุ์ที่มีบทบาทหลักในการสร้างสรรค์ดนตรีแจ๊สให้เป็นที่รู้จักและเสพฟังในวงกว้าง หนึ่งนั้นคือ ชาวแอโฟร-อเมริกัน ลูกหลานของทาส (รวมถึงครีโอลหรือบรรดาลูกครึ่ง) ที่เกิดและเติบโตในทวีปใหม่ และอีกกลุ่มหนึ่งคือคนผิวขาวที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ “แจ๊ส” มาตั้งแต่แรกเริ่ม
ท่ามกลางมิติพิศวงของดนตรีแขนงนี้ ผ่านคำพูดของคนอย่าง หลุยส์ อาร์มสตรอง ที่เคยระบุทำนองว่า “เมื่อถามถึงแจ๊ส เมื่อนั้นคุณจะไม่มีวันเข้าถึงแจ๊ส” เพราะแจ๊สนั้นสัมผัสด้วยใจ โดยที่มีศิลปินแจ๊สหลายคนออกมาประกาศว่า แจ๊สคือดนตรีคลาสสิกของอเมริกัน แต่ในอีกหลายๆ เสียงก็เห็นแตกต่างว่า แจ๊สนั้นมีความเป็นสากลเพียงพอที่ใครๆ ก็ย่อมเรียนรู้กันได้
ความคิดเห็นหลังน่าจะถูกต้องกว่า เราจึงได้เห็นแจ๊สผลิบานในทวีปอื่น เช่น ในหลายๆ เมืองของยุโรป และได้เห็นการแพร่กระจายของดนตรีแขนงนี้ไปทั่วโลก ทั้งในญี่ปุ่น และแถบดาวน์อันเดอร์ อย่าง ออสเตรเลีย
            เอเชีย และชาติพันธุ์ “มองโกลอยด์” ดูจะมาช้ากว่าใครในขบวนรถไฟสายนี้ ทว่า มาช้าก็ยังดีกว่าไม่มา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2029" title="vijay" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/06/vijay-200x300.jpg" alt="vijay" width="200" height="300" /></p>
<p>           คนศึกษาประวัติศาสตร์ดนตรีแจ๊ส ย่อมทราบดีว่า ดนตรีแขนงนี้พัฒนามาจากเบ้าหลอมทางวัฒนธรรม 2 กระแส คือ ยุโรปและแอฟริกา ณ พื้นที่ที่มีคุณลักษณะเฉพาะเจาะจงที่เอื้อต่อการก่อเกิดของดนตรีแขนงใหม่ นั่นคือเมืองนิวออร์ลีนส์ ที่อุดมด้วยความเป็น “พหุวัฒนธรรม”<br />
           ตลอด 1 ศตวรรษที่ผ่านมา ดูเหมือนจะมีเพียง 2 ชาติพันธุ์ที่มีบทบาทหลักในการสร้างสรรค์ดนตรีแจ๊สให้เป็นที่รู้จักและเสพฟังในวงกว้าง หนึ่งนั้นคือ ชาวแอโฟร-อเมริกัน ลูกหลานของทาส (รวมถึงครีโอลหรือบรรดาลูกครึ่ง) ที่เกิดและเติบโตในทวีปใหม่ และอีกกลุ่มหนึ่งคือคนผิวขาวที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ “แจ๊ส” มาตั้งแต่แรกเริ่ม<br />
ท่ามกลางมิติพิศวงของดนตรีแขนงนี้ ผ่านคำพูดของคนอย่าง หลุยส์ อาร์มสตรอง ที่เคยระบุทำนองว่า “เมื่อถามถึงแจ๊ส เมื่อนั้นคุณจะไม่มีวันเข้าถึงแจ๊ส” เพราะแจ๊สนั้นสัมผัสด้วยใจ โดยที่มีศิลปินแจ๊สหลายคนออกมาประกาศว่า แจ๊สคือดนตรีคลาสสิกของอเมริกัน แต่ในอีกหลายๆ เสียงก็เห็นแตกต่างว่า แจ๊สนั้นมีความเป็นสากลเพียงพอที่ใครๆ ก็ย่อมเรียนรู้กันได้<br />
ความคิดเห็นหลังน่าจะถูกต้องกว่า เราจึงได้เห็นแจ๊สผลิบานในทวีปอื่น เช่น ในหลายๆ เมืองของยุโรป และได้เห็นการแพร่กระจายของดนตรีแขนงนี้ไปทั่วโลก ทั้งในญี่ปุ่น และแถบดาวน์อันเดอร์ อย่าง ออสเตรเลีย<span id="more-2024"></span><br />
            เอเชีย และชาติพันธุ์ “มองโกลอยด์” ดูจะมาช้ากว่าใครในขบวนรถไฟสายนี้ ทว่า มาช้าก็ยังดีกว่าไม่มา อีกทั้งยังเป็นความจริงที่พิสูจน์และยืนยันว่า “แจ๊ส” เป็นดนตรีที่มีปรัชญาในความเป็นสากลมากพอที่ใครๆ ก็ซึมซับและเรียนรู้ได้หากอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ดังเห็นได้จากศิลปินเอเชียหลายรายที่กำลังสำแดงบทบาทในเวลานี้ แม้ส่วนใหญ่ยังเป็น “อเมริกันเชื้อสายเอเชีย” ก็เถอะ<br />
            ในเวทีรางวัลแกรมมี่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา วิเจย์ ไอเยอร์ (Vijay Iyer) เจ้าของอัลบั้ม Historicitty ได้เข้าชิงแกรมมี่กับเขาด้วย วิเจย์ เป็นนักเปียโนดาวรุ่งที่กำลังผาดโผนอยู่ในยุทธจักรดนตรีในนิวยอร์กซิตี เขาเป็นอเมริกันเชื้อสายอินเดีย ที่พ่อแม่เพิ่งย้ายจากอินเดียมาลงหลักปักฐานในดินแดนแห่งเสรีภาพนี้<br />
วิเจย์คนนี้ไม่เพียงเล่นเปียโนเก่ง ทั้งที่เรียนจบปริญญาตรีด้านคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ และกำลังทำปริญญาเอกด้านศิลปะกับเทคโนโลยี แต่เขายังโยนระเบิดให้แก่วงการแจ๊สอเมริกัน ด้วยการเขียนบทความที่ปลุกให้ทุกคนหันมามองความจริงว่า กำลังเกิดอะไรขึ้นกับวงการ ขณะที่นักดนตรีแจ๊สไม่มีงานทำ แต่ธุรกิจการศึกษาดนตรีกลับฟูเฟื่อง</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2028" title="rudresh" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/06/rudresh-200x300.jpg" alt="rudresh" width="200" height="300" />          </p>
<p>        นอกจาก วิเจย์ ไอเยอร์ เรายังมี “อเมริกันเชื้อสายอินเดีย” อีกรายที่กำลังได้รับการกล่าวขวัญถึงเสมอๆ ในฐานนักแซ็กโซโฟนที่มีสำเนียงการบรรเลงเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร เขามีชื่อว่า รูเดรช มหันธัพพา (Rudresh Mahanthappa) ซึ่งในอัลบั้ม Providencia ของ แดนิโล เปเรซ ที่ได้ชิงแกรมมี่อวอร์ด ก็มี รูเดรช คนนี้ฝากเสียงแซ็กไว้<br />
รูเดรช ไม่เพียงบรรเลงแจ๊สตามแบบฉบับของจารีตหลัก แต่เขากลับไปหารากเหง้าทางดนตรีอันรุ่มรวย แล้วหยิบเอามรดกดนตรีที่ได้รับและมีอยู่ใน “ดีเอ็นเอ” ของเขามาฉายให้ทุกคนได้สัมผัส เช่นการนำกลองแขกทาบลามาใช้ในการบรรเลง เป็นต้น</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2026" title="helen" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/06/helen-300x251.jpg" alt="helen" width="300" height="251" /><br />
          ถัดจากรูเดรช เรามี เฮเลน ซัง (Helen Sung) สาวอเมริกันเชื้อสายจีนที่เล่นเปียโนได้ไม่แพ้ผู้ชาย เธอเติบโตจากดนตรีคลาสสิก แต่แล้ววันหนึ่งชีวิตเปลี่ยนเมื่อได้ฟังไลน์โซโลของ ทอมมี ฟลานาแกน จึงหันเหความสนใจมาสู่ดนตรีแขนงนี้ ผ่านรั้วสถาบันธีโลเนียส มังค์ และได้เล่นกับศิลปินระดับตำนานอย่าง รอน คาร์เตอร์, เวย์น ชอร์เตอร์ , คลาร์ค เทอร์รี ตอนนี้มีอัลบั้ม Going Express เป็นผลงานล่าสุด</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2025" title="grace" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/06/grace-200x300.jpg" alt="grace" width="200" height="300" /><br />
         หาก เฮเลน เริ่มมีชื่อเสียงหลังออกจากรั้วมหาวิทยาลัย สาววัยรุ่นอเมริกันเชื้อสายเกาหลี อย่าง เกรซ เคลลี (Grace Kelly) ก็สร้างความตื่นตะลึงให้แก่วงการยิ่งกว่า เธอเป็นนักแซ็กโซโฟนที่ดังตั้งแต่อายุ 14-15 ฝีมือเล่นแซ็กนั้น ถึงขั้น ฟิล วูดส์ นักแซ็กอาวุโส ยังต้องยกหมวกใบงามให้เธอ เกรซ มีผลงานเดี่ยวแล้ว ชุดหลังๆ เธอทำร่วมกับ ลี โคนิตซ์ เจ้าของแนวทางแจ๊สในสาย “คูล” นอกจากนี้ เกรซ ยังเคยได้รางวัลการแต่งเพลงยอดเยี่ยมจากเวทีระดับประเทศมาแล้ว</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2027" title="linda" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/06/linda-300x230.jpg" alt="linda" width="300" height="230" /><br />
         สาวเอเชียอีกคนที่ไม่ใช่ “อเมริกัน” คือ ลินดา โอห์ (Linda Oh) เธอมาจากมาเลเซีย ไปเรียนดนตรีที่ออสเตรเลีย ด้วยเหตุที่มีเครื่องดนตรีหลักเป็นดับเบิลเบส ตอนเรียนดนตรีที่ดาวน์อันเดอร์ เธอจึงทำสาระนิพนธ์ที่มีหัวข้อท้าทายมาก “ศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบแพทเทิร์นเบสของ เดฟ ฮอลแลนด์ กับแพทเทิร์นจังหวะแอฟริกัน”<br />
ผละจากออสเตรเลีย มาเลย์หน้าหมวยคนนี้สานต่อความฝันของเธอ ด้วยการบินไปนครนิวยอร์ก ณ ที่นั่นเธอทำหน้าที่เป็นผู้นำวง ทรัมเป็ต ทริโอ และมีอัลบั้มออกมา 1 ชุดแล้ว<br />
ดูจากศิลปินชาติพันธุ์เอเชียที่กำลังมีบทบาทในแวดวงแจ๊สเวลานี้ ก็นับว่าพวกเขาและเธอกำลังเดินหน้าสร้างสรรค์ผลงานอย่างมีความหวัง ซึ่งโดยส่วนตัวผมเชื่อว่า ในอนาคต เราคงจะได้เห็นคนเอเชียก้าวออกมาแสดงศักยภาพมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนที่ปรากฏในแวดวงดนตรีคลาสสิก<br />
          เหลือแต่ศิลปินไทยที่ปัจจุบันกำลังฟูมฟักตัวเองเพื่อก้าวออกสู่โลกกว้าง&#8230;. หวังว่าเมื่อถึงเวลานั้น คงยังไม่สายเกินไป.<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;<br />
หมายเหตุ : ก่อนหน้านี้เรามีศิลปินจากแดนอาทิตย์อุทัย อย่าง โตชิโกะ อาคิโยชิ, ซาดาโอะ วาตานาเบะ หรือ มาโคโตะ โอโซเนะ หรือนักกีตาร์เวียดนาม เหงียนเล และนักทรัมเป็ตเวียดนาม กวง วู ที่เป็นสมาชิกในวงของ แพท เมธินี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2024/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>15 Best Jazz Solo Piano Albums</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1954</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1954#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 17 Apr 2011 05:28:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=1954</guid>
		<description><![CDATA[
สุดยอด 15 อัลบั้มเดี่ยวเปียโนแจ๊ส
- ว่าด้วยเปียโนแจ๊สกับการบรรเลงเดี่ยว-
             แม้จะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวงโยธวาทิต (Marching Band) ในยุคสมัยแห่งการก่อเกิดของแจ๊สยุคแรก (Early Jazz) ที่นครนิวออร์ลีนส์ ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เหมือนเครื่องลมทองเหลือง แต่จัดได้ว่า “เปียโน” เป็นเครื่องดนตรีที่มีบทบาทอย่างต่อเนื่องในพัฒนาการแต่ละช่วงของดนตรีแขนงนี้
ก่อนการเกิดของแจ๊ส ในสหรัฐอเมริกา มีดนตรียอดนิยมอยู่ 2 ประเภท (นอกเหนือจากดนตรีคลาสสิก) คือ ดนตรีบลูส์ ซึ่งเป็นโฟล์คของคนผิวสี กับดนตรีแร็กไทม์ ซึ่งเป็นส่วนผสมแรกเริ่มของดนตรีคลาสสิกกับจังหวะจะโคนอันพิสดารของดนตรีแอฟริกัน
            เปียโนเป็นเครื่องดนตรีหลักในการถ่ายทอดดนตรีแร็กไทม์ จากย่าน “มิดเวสต์” ให้แพร่หลายไปทั่วทวีปอเมริกา บทประพันฑ์แร็กไทม์ ยังทำให้เปียโนกลายเป็นเครื่องดนตรีที่เชื่อมโยงไปหาแจ๊สได้อย่างแนบเนียน ดังเห็นได้จากแนวทางการบรรเลงเปียโนในแนวสไตรด์ (Stride Piano) ซึ่งส่งอิทธิพลต่อยุคสวิงในเวลาต่อมา
นับจาก เจลลี โรลล์ มอร์ตัน แห่ง นิวออร์ลีนส์ กล่าวได้ว่า เจมส์ พี. จอห์นสัน และ ไลออน ดับเบิลยู สมิธ คือนักสไตรด์เปียโนแจ๊สแรก ๆ ที่ส่งอิทธิพลต่อนักเปียโนในยุคสวิง ไม่ว่าจะเป็น ดุ๊ก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-1955" title="piano[1]" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/04/piano1-250x300.gif" alt="piano[1]" width="250" height="300" /></p>
<p>สุดยอด 15 อัลบั้มเดี่ยวเปียโนแจ๊ส</p>
<p>- ว่าด้วยเปียโนแจ๊สกับการบรรเลงเดี่ยว-<br />
             แม้จะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวงโยธวาทิต (Marching Band) ในยุคสมัยแห่งการก่อเกิดของแจ๊สยุคแรก (Early Jazz) ที่นครนิวออร์ลีนส์ ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เหมือนเครื่องลมทองเหลือง แต่จัดได้ว่า “เปียโน” เป็นเครื่องดนตรีที่มีบทบาทอย่างต่อเนื่องในพัฒนาการแต่ละช่วงของดนตรีแขนงนี้<br />
ก่อนการเกิดของแจ๊ส ในสหรัฐอเมริกา มีดนตรียอดนิยมอยู่ 2 ประเภท (นอกเหนือจากดนตรีคลาสสิก) คือ ดนตรีบลูส์ ซึ่งเป็นโฟล์คของคนผิวสี กับดนตรีแร็กไทม์ ซึ่งเป็นส่วนผสมแรกเริ่มของดนตรีคลาสสิกกับจังหวะจะโคนอันพิสดารของดนตรีแอฟริกัน<br />
            เปียโนเป็นเครื่องดนตรีหลักในการถ่ายทอดดนตรีแร็กไทม์ จากย่าน “มิดเวสต์” ให้แพร่หลายไปทั่วทวีปอเมริกา บทประพันฑ์แร็กไทม์ ยังทำให้เปียโนกลายเป็นเครื่องดนตรีที่เชื่อมโยงไปหาแจ๊สได้อย่างแนบเนียน ดังเห็นได้จากแนวทางการบรรเลงเปียโนในแนวสไตรด์ (Stride Piano) ซึ่งส่งอิทธิพลต่อยุคสวิงในเวลาต่อมา<br />
นับจาก เจลลี โรลล์ มอร์ตัน แห่ง นิวออร์ลีนส์ กล่าวได้ว่า เจมส์ พี. จอห์นสัน และ ไลออน ดับเบิลยู สมิธ คือนักสไตรด์เปียโนแจ๊สแรก ๆ ที่ส่งอิทธิพลต่อนักเปียโนในยุคสวิง ไม่ว่าจะเป็น ดุ๊ก เอลลิงตัน หรือ เคาน์ เบซี<br />
           อิทธิพลของมือสไตรด์เปียโน ยังส่งอิทธิพลต่อนักดนตรียุคบ็อพ อย่าง ธีโลเนียส มังค์ ซึ่งหลังจากยุคบีบ็อพเป็นต้นมา โลกทัศน์ของคนเล่นเปียโนแจ๊สเปิดกว้างอย่างต่อเนื่อง ด้วยพัฒนาการของการบรรเลง ตลอดจนไอเดียแปลกใหม่ที่ปลดปล่อยมือซ้ายและมือขวาให้เป็นอิสระจากกัน เราจึงมีนักเปียโนอภิมหาอมตะนิรันดร์กาลเป็นจำนวนมหาศาล แต่ละคนต่างสำแดงอัตลักษณ์ของตนเองอย่างโดดเด่น<br />
           ตั้งแต่ แนท คิง โคล , ออสการ์ ปีเตอร์สัน, เดฟ บรูเบ็ค เรื่อยมาจนถึง บิลล์ อีแวนส์ และเหล่าศิลปินระดับตำนานที่สืบสานแนวทางของ ไมล์ส เดวิส อย่าง เฮอร์บี แฮนค็อก , ชิค คอเรีย, คีธ จาร์เรทท์ จนกระทั่งถึงนักเปียโนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน<br />
แต่น่าแปลกตรงที่ หลังจากยุคสไตรด์เปียโนที่นักดนตรีเน้นการบรรเลงเดี่ยวเป็นต้นมา ผลงานเด่นๆ ของนักเปียโนแจ๊ส มักเกิดจากการบรรเลงในลักษณะของการประสมวงเสียมากกว่า โดยเฉพาะวงทริโอ และไม่ปรากฏงานเดี่ยวเปียโนให้ได้ฟังมากนัก<br />
           15 อัลบั้มเบื้องล่างนี้ คือผลผลิตของนักเปียโนที่เลือกบรรเลงเดี่ยว เพราะต้องการนำเสนอ “สาร” (Message) ที่แตกต่างออกไปจากฟอร์แมทที่พวกเขาคุ้นเคย กระนั้น ก็นับเป็นการบรรเลงเดี่ยวที่ต้องอาศัย “ขนาดของหัวใจ” ไม่น้อยเลย ผลลัพธ์ที่ได้ เห็นที่ต้องอาศัย “ขนาดของหัวใจ” ของนักฟังในการเข้าถึงแง่มุมอันลุ่มลึกและเป็นปัจเจกภาพของพวกเขาเหล่านั้น ซึ่งผมเชื่อคุ้มค่าแก่การฟังอย่างแน่นอน.</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-1958" title="keith1" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/04/keith1-300x300.jpg" alt="keith1" width="300" height="300" /><br />
1. Keith Jarrett / The Koln Concert / ECM<br />
              อัลบั้ม &#8220;เดอะ โคโลญน์ คอนเสิร์ต&#8221; เมื่อปี ค.ศ.1975 ได้รับการยอมรับว่า เป็นบันทึกการแสดงสดที่ดีที่สุด เท่าที่นักเปียโนคนหนึ่งจะกระทำได้ ในลักษณะของการบรรเลงเดี่ยว (recital) ที่เปิดกว้างให้แก่ความคิดสร้างสรรค์และการด้นสด (creativity &amp; improvisation) ด้วยความยาวที่คลี่คลายไปอย่างไม่ตายตัว และยากแก่การคาดเดาล่วงหน้า (แม้กระทั่งตัวศิลปินเอง) คีธ จาร์เรทท์ เป็นหนึ่งในนักดนตรีแจ๊สรุ่นใหม่ที่พยายาม &#8220;แหวกกระแส&#8221; พัฒนาการของดนตรีแจ๊สออกไปจากกรอบเดิมๆ โดยเขามาถึงเวทีการแสดงอย่างไม่คิดเจาะจงตายตัวว่า จะเล่นเพลงอะไร หากปล่อยให้เทคนิคการด้นสดคลี่คลายสิ่งที่เขาคิดในหัวสมองให้ปรากฏออกมาผ่านปลายนิ้ว ผลลัพธ์นั้น-บอกได้คำเดียวว่า “สุดยอด”</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-1959" title="bill2" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/04/bill2-300x300.jpg" alt="bill2" width="300" height="300" /></p>
<p>2. Bill Evans : Alone / Verve<br />
               บิลล์ อีแวนส์ มีชื่อเสียงในฐานะผู้สร้างฟอร์แมท “เปียโน ทริโอ” อันสะท้านยุทธภพ จากการเปิดทางให้เบสและกลองมีอิสระในความเคลื่อนไหวสูงกว่าที่ใครเคยทำมาก่อนหน้านั้น แต่เมื่อถึงคราวบรรเลงเดี่ยว บิลล์ ก็สามารถพาผู้ฟังดิ่งลึกลงไปในโลกของเปียโนได้อย่างน่าประทับใจ อัลบั้มนี้ บันทึกเสียงในปี 1968 บิลล์ โชว์ลีลาความเป็นอิสระของการบรรเลง ที่ก้าวหน้าและมีลักษณะเฉพาะตัวในยุคสมัยนั้น กับบทเพลงสแตนดาร์ดที่เขาตีความได้ซ้ำ อย่างไม่รู้เบื่อ เช่น Here’s That Rainy Day, Never Let Me Go และ A Time For Love เป็นต้น นอกจากรางวัลแกรมมี่อวอร์ดที่บิลล์ ได้รับจากงานชุดนี้แล้ว อาจจะถือได้ว่านี่คืออัลบั้มเดี่ยวแท้ชุดแรกๆ ของเขา หลังจากที่เคยทำงานแบบ “โอเวอร์ดั๊บ” (อัดเสียงซ้ำ) กับอัลบั้มอย่าง Conversation with Myself มาแล้ว</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-1960" title="monk3" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/04/monk3-300x300.jpg" alt="monk3" width="300" height="300" /><br />
3. Thelonious Monk / Solo Monk / Columbia<br />
               หลังจากผ่านค่ายเพลงอย่าง บลูโน้ต และ เพรสทิจ แล้ว โธลีเนียส มังค์ เข้าสู่ยุคหลังกับค่าย “โคลัมเบีย” (ต่อมาคือ โซนี มิวสิค) โดยมังค์อัดอัลบั้มนี้ในบรรยากาศแบบดิบๆ ช่วงปี ค.ศ.1964-65 ด้วยเพลงสแตนดาร์ดเป็นส่วนใหญ่ และมีเพลงที่ตัวเองแต่งขึ้นประปราย การบรรเลงของมังค์ในอัลบั้มนี้ สะท้อนถึงพื้นฐานของแจ๊สที่แข็งแกร่ง แม้จะเป็นนักเปียโนในยุคสมัยของบีบ็อพ แต่มังค์พร้อมในการนำเสนองานเพลงที่อิงกลิ่นอายเทรดิชั่นนอล หรือ “พื้นฐาน” ที่ควรผ่าน เขาปลดปล่อยให้เปียโนเป็นทั้ง กลอง, เครื่องลม และวงออร์เคสตราในตัวเองได้อย่างอัศจรรย์ เช่นในเพลงเก่าอย่าง Dinah เทคนิคมือซ้ายของเขาเดินลู้ปให้ความรู้สึกเหมือนการบรรเลงของทูบา สอดรับกับทางนิ้วมือขวาที่กำลังเริงระบำ  ค่ายเพลงหยิบอัลบั้มนี้ไปรีอิสชูว์ใหม่ กับงานบันทึกเสียงต่างกรรมต่างวาระอื่นๆ จนกลายเป็นอัลบั้มแผ่นคู่ Monk Alone : The Complete Columbia Solo Studio Recordings ในเวลาต่อมา</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-1961" title="art4" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/04/art4-300x300.jpg" alt="art4" width="300" height="300" /></p>
<p>4. Art Tatum / The Standard Transcriptions 1935-45 / Storyville<br />
              อาร์ต เททัม ได้ชื่อว่าเป็นนักกายกรรมเปียโน ระหว่างฟังการบรรเลงอันพร่างพรูของเขา คุณจะรู้สึกราวกับไอเดียของเขาไม่มีวันเหือดแห้ง อาร์ต แสดงให้เห็นว่า หากเขาสามารถหมุนเปียโนทั้งหลังด้วยนิ้วชี้อันเดียว อาร์ตคงทำไปนานแล้ว อัลบั้มคู่ชุดนี้ บันทึกเสียงต่างกรรมต่างวาระกัน ในช่วง 1 ทศวรรษตั้งแต่ยุคเฟื่องฟูของสวิง (Swing Era) ที่แจ๊สผลิบานในแบบ “บิ๊กแบนด์” จนกระทั่งถึงช่วงสิ้นสุดลงของสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยบทเพลงถึง 60 เพลงที่รวบรวมให้เห็นภาพอันชัดเจนของนักเปียโนนัยน์ตาพิการผู้นี้ ซึ่งมีทั้งเพลงเก่าแก่ เพลงสแตนดาร์ด และเพลงร่วมสมัยในเวลานั้นที่กำลังดังอย่าง Begin the Beguine</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-1962" title="dave5" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/04/dave5-300x300.jpg" alt="dave5" width="300" height="300" /><br />
5. Dave Brubeck / Just You , Just Me / Telarc<br />
               แฟนเพลง เดฟ บรูเบ็ค คงเคืองผมแย่ หากไม่มีงานของ เดฟ สักชุด ซึ่งเจ้าตัวนั้นโด่งดังเป็นที่รู้จักในวงกว้าง จากอัลบั้ม Time Out ที่มีเพลง Take Five กับการประสมวงแบบควอร์เทท เกือบ 40 ปีที่ เดฟ ไม่ได้บันทึกอัลบั้มเดี่ยวเปียโนเลย จนในปี ค.ศ.1994 เขาเดินเข้าห้องอัดคนเดียวกับผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นงานชุดนี้ ซึ่งมี 7 เพลงสแตนดาร์ด 4 เพลงแต่งใหม่ และอีกหนึ่งเพลงอุทิศให้แก่ สตีเฟน ฟอสเตอร์ นักแต่งเพลงที่ได้ชื่อว่าเป็น บิดาของเพลงอเมริกัน (คนแต่งเพลง Oh Susanna นั่นแหละ) เช่นเคยเพียงไม่กี่ห้องแรก สำหรับนักฟังที่มีประสบการณ์สามารถบอกถึงอัตลักษณ์ของศิลปินอาวุโสคนนี้ได้ดี ทั้งการบรรเลงทำนองสอดผสานไปกับเสียงคอร์ดที่มีความลึกซึ้งและไพเราะงดงามในเวลาเดียวกัน</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-1963" title="mccoy6" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/04/mccoy6-299x300.jpg" alt="mccoy6" width="299" height="300" /><br />
6. McCoy Tyner/ Jazz Roots / Telarc<br />
               หลายคนคงจดจำ แมคคอย ไทเนอร์ เมื่อครั้งมาแสดงในงาน Jazz Royale Festival เมื่อหลายปีก่อนได้ อดีตสมาชิกวง “คลาสสิก ควอร์เทท” ของ จอห์น โคลเทรน คนนี้ เคยมีอัลบั้มเดี่ยวเปียโนชุด Jazz Roots เมื่อปี ค.ศ.2000 ความน่าสนใจของอัลบั้มนี้ คือการที่นักเปียโนที่มีสไตล์ของตนเองเด่นชัด อย่าง ไทเนอร์ หวนรำลึกถึงนักเปียโนที่มีชื่อเสียงคนอื่นๆ ในอดีต กับบทเพลงที่คัดสรรมาเพื่อแสดงความคารวะแก่นักเปียโนระดับตำนานโดยเฉพาะ เช่น อาร์ต เททัม, บัด พาวล์, ธีโลเนียส มังค์, ชิค คอเรีย, คีธ จาร์เรทท์ ฯ รวมทั้งหมด 14 เพลงด้วยกัน</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-1964" title="mary7" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/04/mary7-300x298.jpg" alt="mary7" width="300" height="298" /><br />
7. Mary Lou Williams / Zoning / Smithsonian Folkways<br />
           โลกนี้มีสุภาพสตรีอยู่ครึ่งหนึ่ง (หรืออาจจะมากกว่า) เหตุนี้ หากไม่มีนักเปียโนหญิงเลย ท่านเฟมินิสต์ทั้งหลายอาจจะรู้สึกขัดเคืองขึ้นได้ และเมื่อนึกถึงนักเปียโนแจ๊สหญิง อันดับต้นๆ ต้องมี แมรี ลู วิลเลียมส์ อยู่ในรายชื่อด้วย อัลบั้มนี้อัดเมื่อปี ค.ศ.1974 ตอนเธออายุ 64 ปี ภายใต้สังกัดของเธอเอง แต่ต่อมารีอิสชูว์อีกครั้งโดยสถาบันสมิธโซเนียน เป็นช่วงที่เธอกลับจากการใช้ชีวิตอย่างยาวนานในฝรั่งเศส เพลงส่วนใหญ่เป็นเพลงที่เธอแต่งเอง มีเพลง Olinga ของ ดิซซี กิลเลสปี รวมอยู่ด้วย สุ้มเสียงการบรรเลงบ่งบอกถึงความร่วมสมัย อิทธิพลของนักดนตรีแจ๊สรุ่นใหม่ๆ ที่ปรากฏอย่างเด่นชัด เช่น แมคคอย ไทเนอร์ และหลายเพลงมีกลิ่นอายกระเดียดไปทางฟรีแจ๊ส</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-1965" title="paul8" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/04/paul8-299x300.jpg" alt="paul8" width="299" height="300" /></p>
<p>8. Paul Bley / Solo / Justin Time<br />
        พอล บลีย์ เป็นนักเปียโนและนักแต่งเพลงชาวแคนาเดียนที่มีสไตล์เฉพาะตัวที่ชัดเจนที่สุดคนหนึ่ง เขาก้าวข้ามผ่านพรมแดนของดนตรีในแบบอะคูสติคและอิเล็กทริคอยู่ไปมา เคยเล่นในวงฮาร์ดบ็อพ ก่อนจะพัฒนาสุ้มเสียงแบบฟรีบ็อพ กับแนวฮาร์มอนีที่พลิกผันยากแก่การทำความเข้าใจ สำหรับอัลบั้มนี้ พอลทำเมื่อปี ค.ศ.1987 อัดกับสังกัดอินดี้ ที่บ้านเกิดในเมืองมอนทรีล ด้วยคุณภาพเสียงและซาวด์เฉพาะที่มีความลงตัวสูง เช่นเดียวกับแนวทางการบรรเลงของเขา ทั้งหมดเป็นเพลงออริจินัลที่แต่งขึ้นเอง โดยมี Boogie เป็นตัวอย่างชั้นดี</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-1966" title="dave9" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/04/dave9-300x300.jpg" alt="dave9" width="300" height="300" /></p>
<p>9. Dave Grusin / Now Playing : Movie Themes &#8211; Solo Piano / GRP<br />
               เปลี่ยนจากบรรยากาศของ แจ๊ส แบบเข้มๆ มาสู่นักดนตรีแจ๊สที่คาบเกี่ยวอยู่ระหว่างพรมแดนของเทรดิชั่นนอล แจ๊ส กับ ป๊อปฟิวชั่น กันบ้าง โดยการบรรเลงเปียโนของ เดฟ กรูซิน นักแต่งเพลง นักเปียโน และผู้ก่อตั้งค่าย GRP อันลือลั่น อัลบั้มนี้ เดฟ หยิบเพลงที่เขาแต่งไว้ประกอบภาพยนตร์ฮอลลีวูดหลายต่อหลายเรื่อง มาเรียบเรียงใหม่ แล้วบรรเลงด้วยเปียโนเพียงหลังเดียว มีเพลงฮิตอย่าง It Might Be You ในหนังเรื่อง Toosie หรือจะเป็น Memphis Stomp จาก The Firm ให้ความรู้สึกรื่นรมย์ไปอีกแบบ</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-1967" title="chucho10" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/04/chucho10-300x300.jpg" alt="chucho10" width="300" height="300" /></p>
<p>10. Chucho Valdes / Solo : Live in New York / EMI<br />
               ชูโช วัลเดส เป็นนักเปียโนเชื้อสายคิวบันที่สืบสายเลือดมาจากสุดยอดศิลปิน อย่าง เบโบ วัลเดส กับเรื่องราวที่มีการนำไปสร้างภาพยนตร์ถึงความสัมพันธ์ของพ่อลูกคู่นี้<br />
อัลบั้มนี้ เป็นบันทึกการแสดงสดที่เพนเฮาส์ของ สแตนลีย์ แคปลาน ในแจ๊ส แอท ลิงคอล์นเซ็นเตอร์ ในนครนิวยอร์ก เมื่อ 16 มกราคม ค.ศ.1998 ซึ่งเป็นเสมือนคำประกาศความยิ่งใหญ่ของการเดี่ยวเปียโนแจ๊สที่ขับเคลื่อนไปบนชีพจรแอโฟร-คิวบัน หลายเพลงเป็นผลงานของนักแต่งเพลงชาวลาติน มีผลงานของวัลเดส 2 เพลง และเพลงที่รู้จักกันดี อย่าง Somewhere Over The Rainbow และ Besame Mucho ตั้งแต่โน้ตแรกกังวาน พลังดนตรีเหมือนพาคุณท่องไปในอีกโลกหนึ่งโดยไม่รู้ตัว</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-1968" title="fred11" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/04/fred11-300x264.jpg" alt="fred11" width="300" height="264" /></p>
<p>11. Fred Hersch / At Jordan Hall : Let Yourself Go / Nonesuch<br />
                เฟรด เฮิร์สช์ เป็นชาวโอไฮโอ แต่ไปใช้ชีวิตเรียนดนตรีที่เมืองบอสตัน และจบการศึกษาจาก “นิว อิงแลนด์ คอนเซอวาทอรี” กระทั่งมาผาดโผนอยู่ในยุทธจักรดนตรีที่นิวยอร์ก ซิตี ในปี ค.ศ.1998 (นับเป็นระยะเวลา 10 ปีที่พบว่าตนเองติดเชื้อ HIV) เฟรดกลับคืนสถาบันการศึกษาของตนเอง พร้อมเล่นดนตรีในคอนเสิร์ตฮอลล์ของสถาบัน ซึ่งกลายมาเป็นอัลบั้มชุดนี้ ทั้งที่โดยจุดเริ่มต้นไม่คิดว่าจะทำเป็นอัลบั้มออกขาย ทว่า ผลลัพธ์ในบั้นปลายจากการแสดงดนตรีในครั้งนั้นสุดยอดเหนือความคาดหมาย กับบทเพลงสแตนดาร์ดเป็นส่วนใหญ่ เฟรด เผยให้เห็นถึงอิทธิพลของ บิลล์ เอแวนส์ และการพัฒนาสุ้มเสียงดนตรีของตนเองออกไป เช่น การเลือกใช้สเกลที่ให้กลิ่นอายอาหรับแบบ “โมดัล” ดังที่ปรากฏในเพลง Blue Monk เป็นต้น</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-1969" title="brad12" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/04/brad12-300x300.jpg" alt="brad12" width="300" height="300" /></p>
<p>12. Brad Mehldau/ Elegiac Cycle / Warner<br />
              ในรอบ 15 ปีนี้ ไม่มีการพูดถึงนักเปียโนแจ๊สรุ่นใหม่คราวใด ที่ไม่มีชื่อของ แบรด เมห์ลดาว ปรากฏรวมอยู่ด้วย เขาเริ่มต้นอย่างโดดเด่นกับ “เปียโน ทริโอ” จนทำให้หลายๆ คน จัดเขาไว้ในแบบแผนเดียวกันกับ บิลล์ เอแวนส์ และ คีธ จาร์เรทท์ แต่ในที่สุด แบรด สร้างเซอร์ไพรส์เมื่อออกมาปฏิเสธว่า ไม่เคยได้รับอิทธิพลจาก 2 นักเปียโนแม้แต่น้อย  อัลบั้มนี้ แบรด มาเดี่ยว กับกลิ่นอายดนตรีที่ก้ำกึ่งระหว่างแจ๊สกับคลาสสิก หลายเพลงมีสีสันแบบอิมเพรสชั่นนิมส์ ชวนให้ระลึกถึงงานเปียโนของ เอริค ซาตี หรือ โคลอ เดอบูซ์ซี ขึ้นมาตะหงิด ๆ ถือเป็นความกล้าหาญที่จะทดลองนำเสนอความแปลกใหม่</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-1970" title="ray13" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/04/ray13-300x300.jpg" alt="ray13" width="300" height="300" /></p>
<p>13. Ray Bryant / Alone at Montreux / Atlantic<br />
                เรย์ ไบรแอนท์ เป็นนักแต่งเพลงและนักเปียโน ที่เคยร่วมงานกับศิลปินระดับตำนานมามากมาย เช่น ไมล์ส เดวิส, ซันนี โรลลินส์ จนถึง คาร์เมน แมคเร เขาเป็นผู้เข้าถึงสำเนียงแจ๊สแบบบีบ็อพอย่างลึกซึ้ง แต่ด้วยเงื่อนไขของการดำรงชีพ บ่อยครั้งที่เขาต้องข้ามไปเล่นดนตรีในสไตล์อื่นนอกเหนือจากแจ๊ส ไม่ว่าจะเป็นกอลเปล , บลูส์ , โซล นี่คือการแสดงสดในเทศกาลแจ๊สมงโทรซ์ สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปี ค.ศ.1972 ที่มีเพลงคลาสสิกอย่าง Greensleeves, Until Its Time For You To Go และ Rockin&#8217; Chair เคียงคู่ไปกับบทประพันธ์ของเขา ความสำเร็จจาก Alone at Montreux ทำให้ เรย์ กลับมาเล่นเดี่ยวเปียโนในเวทีเทศกาลแจ๊สระดับโลกนี้อีกครั้ง ในปี ค.ศ.1977 จนกลายมาเป็นอัลบั้ม Montreux 77 ในที่สุด</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-1971" title="giorgio14" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/04/giorgio14-300x298.jpg" alt="giorgio14" width="300" height="298" /></p>
<p>14. Giorgio Gaslini / Ayler&#8217;s Wings / Soul Note<br />
                 นักเปียโนอิตาลี จิออร์จิโอ กาสลินี หยิบเอาบทประพันธ์ของนักแซ็กโซโฟนแนวฟรีแจ๊ส นาม อัลเบิร์ต อัยเลอร์ มานำเสนอ ในลักษณะของการเดี่ยวเปียโน ความน่าสนใจอยู่ตรงแนวทางการตีความและคลี่คลายมาออกเป็นเสียงดนตรีในลักษณะใหม่ ที่แตกต่างจากเพลงฟรีแจ๊สต้นฉบับดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง กาสลินี ทำให้เพลงที่ “หลุดโลก” อย่าง Ghost , Angels มีแง่มุมที่เป็น “ยุโรป” ขึ้นมาในบัดดล กับการบรรเลงเปียโนของเขา ซึ่งบางครั้งระหว่างการฟัง คุณอาจจะพบว่าระหว่างโลกของดนตรีฟรีแจ๊สกับโลกของดนตรีคลาสสิกนั้น มีเส้นกั้นบางๆ อยู่เพียงนิดเดียว</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-1972" title="marilyn15" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/04/marilyn15-300x300.jpg" alt="marilyn15" width="300" height="300" /></p>
<p>15. Marilyn Crispell / Vignettes / ECM<br />
                นักแต่งเพลงและนักเปียโนหญิง มาริลีน คริสเปลล์ จากเมืองฟิลาเดลเฟีย สร้างชื่อเสียงมาก่อนหน้านั้นราว 1-2 ทศวรรษ กับรูปแบบการประสมวงที่หลากหลาย เธอเป็นศิษย์เก่า “นิว อิงแลนด์ คอนเซอวาทอรี” และเคยเป็นสมาชิกในวงของ แอนโธนี แบรกซ์ตันมาแล้ว<br />
มาถึงชุดนี้ เธอตัดสินใจทำงานเดี่ยวเปียโนที่ค่อนข้างท้าทาย กับบทประพันธ์ใหม่ที่นำเสนอเพื่อสร้างสีสันให้แก่วงการ ด้วยลายเซ็นต์ของการบรรเลงเปียโนที่ปรากฏ คลี่คลายอย่างเป็นธรรมชาติ เข้มข้นในแบบอ่อนโยน แม้บ่งบอกถึงอิทธิพลที่ได้รับจากนักเปียโนอย่าง คีธ จาร์เรทท์ , ซีซิล เทย์เลอร์ และ พอล บลีย์ มาไม่น้อย แต่ คริสเปลล์ ก็มี “สาร” ในผลงานเพลงของเธออย่างชัดเจนพอสมควร.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1954/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

