Articles

อาลัย โจ ซาวินุล (1932-2007)

news_joe_zawinul_resize

โจ ซาวินุล (Joe Zawinul) มือคีย์บอร์ดแจ๊สและนักประพันธ์ดนตรีคนสำคัญชาวออสเตรีย อดีตสมาชิกวงของ ไมล์ส เดวิส ผู้ก่อตั้งวงดนตรี ‘เวเธอร์ รีพอร์ท’ และ ‘เดอะ ซาวินุล ซินดิเคท’ อันโด่งดังแห่งยุคฟิวชั่น เสียชีวิตแล้วจากโรคมะเร็ง ด้วยวัย 75 ปี ณ โรงพยาบาลเวียนนีส เมื่อวันอังคารที่ 11 กันยายน 2007 ที่ผ่านมา

โจ ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิกการใช้เปียโนไฟฟ้าและซินธิไซเซอร์เป็นคนแรกๆ เขายังได้รับการโหวตจากโพลล์นักวิจารณ์ของนิตยสารดาวน์บีทให้เป็นมือคีย์บอร์ดยอดเยี่ยมมากกว่า 30 ครั้ง
ล่าสุด เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โจ กับวงดนตรีของเขา ได้แสดงดนตรีเบื้องหน้าผู้คนเรือนหมื่นในเทศกาลดนตรีแจ๊สนอร์ธซี ณ เมืองรอตเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ ซึ่งคอนเสิร์ตในครั้งนั้นประสบความสำเร็จอย่างสูง และไม่มีทีท่าว่าจะจากโลกไปในเวลาอันสั้น



ดนตรีข้ามสายพันธุ์ของ ‘เดวิด การ์เรตต์’ และ ‘เอลวิส คอสเทลโล’

dusit1_resize

เรื่อง : ดุสิต จรูญพงษ์ศักดิ์

รอย ชุเกอร์ ให้ความหมายคำว่า ครอสโอเวอร์ (Crossover) ในหนังสือ Key Concepts in Popular Music ของเขาว่า “การเคลื่อนย้ายของนักดนตรีจากแนวดนตรีหนึ่งที่ประสบความสำเร็จไปสู่แนวดนตรีอื่น ซึ่งโดยปกติจะทำให้มีผู้ฟังดนตรีกระแสหลักนั้นๆ เพิ่มมากขึ้น”

คงมีเหตุผลหลายอย่างในการที่ผู้ฟังดนตรีท่านใดท่านหนึ่งจะตัดสินใจซื้อหาแผ่นซีดีดนตรีมาฟัง กรณีของผู้เขียนหลังจากพิจารณาชั่งใจอยู่ไม่นานก็จ่ายเงิน คว้าแผ่นซีดี 2 ชุดมาฟังที่บ้าน
อัลบั้มแรก Il Sogno อัลบั้มสังกัดดอยซ์ แกรมโมโฟน ค่ายเพลงใหญ่ดนตรีคลาสสิกที่หลายคนคุ้นเคย เป็นผลงานเพลงของ เอลวิส คอสเทลโล (Elvis Costello) บรรเลงโดยวงลอนดอน ซิมโฟนี ออร์เคสตรา อำนวยเพลงโดย ไมเคิล ทิลซัน โธมัส อัลบั้มที่สอง Free เดี่ยวไวโอลินโดย เดวิด การ์เรตต์ (David Garrett)

ทั้งสองอัลบั้มเป็นอัลบั้มแนว ‘ครอสโอเวอร์’ คอสเทลโล ข้ามแนวดนตรีจากป๊อป/ร็อค อันเป็นรากเหง้าดนตรีเดิมของเขา สู่การแต่งเพลงคลาสสิกผสมผสานกลิ่นอายดนตรีแจ๊ส ขณะที่การ์เรตต์ เปลี่ยนจากเล่นไวโอลินแนวคลาสสิก สู่การเดี่ยวไวโอลินสีสันแดนซ์ มิวสิค
การฟังดนตรีแนวครอสโอเวอร์ ในสายตาคอเพลงพันธุ์แท้ อาจถูกดูแคลนว่าไม่ใช่คอเพลงแนวใดแนวหนึ่ง ที่เป็น ‘ตัวจริง’ เช่นเดียวกับการฟังเพลงแบบ ‘รวมเพลง’ หรือ ‘รวมฮิต’ ทั้งหลายแหล่
แต่ก็มีหลายครั้งที่ผู้เขียนอยากฟังดนตรีข้ามสายพันธุ์บ้าง อาจด้วยต้องการสัมผัสสีสันดนตรีใหม่ๆ ความง่ายๆ ในการเข้าถึง หรือแม้กระทั่งติดตามพัฒนาการทางดนตรีของดนตรีข้ามสายพันธุ์และนักดนตรีแนวนี้

ค่ายเพลงดอยซ์ แกรมโมโฟน แต่ดั้งเดิมมุ่งผลิตสื่อทำซ้ำดนตรีคลาสสิกที่จริงจัง จนกลายเป็น จุดเด่น จุดขาย เป็นแบรนด์ ที่มี ‘โพซิชันนิ่ง’ เด่นชัด มั่นคง และแน่นอน แต่ระยะหลังๆ เริ่มผลิตอัลบั้มครอสโอเวอร์ออกมาพอสมควร ตั้งแต่จับนักกีตาร์คลาสสิกมาเล่นเพลงของ เดอะ บีเทิลส์, นำนักร้องเสียงแมสโซ โซปราโนมาร้องเพลงของคณะแอ๊บบ้า
อัลบั้ม Il Sogno เป็นผลงานเพลงคลาสสิกของ เอลวิส คอสเทลโล นักร้องนักแต่งเพลงแนวป๊อป/ร็อค ซึ่งที่ไม่ทราบว่าเป็นการ ‘รีโพซิชันนิ่ง’ หรือต้องการหารายได้เข้าบริษัท ลักษณะคล้ายๆ กับการที่ค่ายเพลงทั้งหลายออกเพลง ‘รวมฮิต’ ขึ้นมาเมื่อไร ก็แสดงว่ากำลัง ‘ยอบแยบ’ เต็มที

dusit2_resize

เพลงบรรเลงรวม 24 ตอนในอัลบั้ม Il Sogno ของคอสเทลโล แต่งขึ้นมาเพื่อเป็นดนตรีประกอบการเต้นบัลเล่ย์ แต่จริงๆ แล้วสามารถนั่งฟังสบายๆ แบบเพลงไลท์ มิวสิคก็ได้ เพราะสีสันออกไปในแบบดนตรีประกอบภาพยนตร์เสียมากกว่า
สุ้มเสียงดนตรีที่บรรเลงด้วยวงออร์เคสตราขนาดใหญ่ นอกจากจะออกเป็นดนตรีคลาสสิกแล้ว ยังผสมผสานสอดแทรกเข้ามาด้วยสำเนียงดนตรีแจ๊ส เสริมด้วยการ ‘ด้นสด’ จากโซปราโน แซ็กโซโฟน ที่เดี่ยวโดย John Harle แหวกออกไปจากเพลงคลาสสิกเดิมๆ
ความประทับใจแรกของอัลบั้มนี้อยู่ที่การบันทึกเสียงที่จัดทำได้ดีมาก เสียงดนตรีคมชัดเจนทุกช่วงเสียง กลุ่มเครื่องเป่าของวงลอนดอน ซิมโฟนี ออร์เคสตราบรรเลงได้น่าฟังมาก เมื่อเทียบกับกลุ่มเครื่องสาย อาจด้วยการเรียบเรียงดนตรีที่ไม่สามารถทำให้เครื่องสายเด่นชัดออกมาได้

การเรียบเรียงเสียงประสานและเครื่องดนตรี ไม่มีอะไรแปลกใหม่ในแบบดนตรีร่วมสมัย อาจเป็นความตั้งใจของคอสเทลโลเองที่ต้องการให้สีสันดนตรียังยึดติดกับสุ้มเสียงลักษณะจารีตที่หนักไปทางดนตรียุคโรแมนติกก็เป็นได้
คอสเทลโล มีความเป็นตัวของตัวเองทางดนตรีสูงพอสมควร แม้สีสันไม่จัดจ้าน แต่ดนตรีบางสำเนียงที่แต่งแต้มเข้ามาเป็นระยะนั้น สำแดง ‘กึ๋น’ ของผู้แต่งได้พอสมควร โดยเฉพาะการผสมดนตรีหลากกระแสเข้าไปในดนตรีคลาสสิก
เทียบกับผลงานของ พอล แมคคาร์นีย์ ที่ครอสโอเวอร์มาแต่งเพลงคลาสสิก เน้นเพลงร้องประสานเสียงเป็นหลักนั้น (อัลบั้ม Standing Stone และ Liverpool Oratorio) ส่วนตัวผู้เขียนแล้ว ชอบความลึก และความมีอะไรใหม่ๆ ในดนตรีของคอสเทลโลมากกว่า

ถ้าวงการหนังสือจะมี ‘Ghost Writer’ ในวงการเพลงคลาสสิกก็น่าจะมี ‘Ghost Arranger’ ช่วยเรียบเรียงเสียงประสานและแนวเครื่องดนตรีให้กับทั้งแมคคาร์นีย์และคอสเทลโล
โดยรวมๆ แล้ว อัลบั้ม Il Sogno เพลงออกไปในแนวฟังง่าย ฟังสบาย สไตล์ ไลท์ มิวสิค การใช้ไดนามิคหรือความดัง-เบาของเสียงไม่แตกต่างกันมากมาย อีกทั้งฟังดู ไม่พยายามรุกเร้าอารมณ์การฟังผ่านกระสวนจังหวะที่หนักแน่นทางดนตรี

dusit3_resize

ไม่ใช่ ‘ราบเรียบ’ เกินไป จนฟัง ‘จืดชืด’ แต่มีอะไรน่าสนใจ (อยู่บ้างพอสมควร) มากกว่าที่ผู้เขียนคาดเดาไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะการบันทึกเสียงและการอำนวยเพลงของไมเคิล ทิลสัน โทมัส
ส่วนอัลบั้ม Free ของ เดวิด การ์เรตต์ ผู้เขียนตัดสินใจซื้อมาฟังเพราะตกใจกับหน้าปกซีดีชุดนี้ เพราะเมื่อตอนรู้จักกับการ์เรตต์ครั้งแรก เขาเป็นเด็กหนุ่มวัยเพียง 14 ปี หน้าใส ไว้ผมสั้นเรียบร้อย จากอัลบั้มเปิดตัวครั้งแรก สังกัดดอยซ์ แกรมโมโฟน ออกเมื่อ ค.ศ.1995 บรรเลงเพลง อาทิเช่น ไวโอลินโซนาตา หมายเลข 5 ในบันไดเสียงเอฟ เมเจอร์ หรือสปริง โซนาตา, ท่อนช้า จากไวโอลิน โซนาตา ในบันไดเสียงอี เมเจอร์ เค.261 ของโมสาร์ท, พาร์ติตา หมายเลข 2 ในบันไดเสียงดี ไมเนอร์ ของบาค อัลบั้มชุดนี้คลอเปียโนโดย อเล็กซานเดอร์ มาร์โควิช

พบกับเขาอีกครั้งในอัลบั้ม ‘ฟรี’ ซีดีสังกัดเด็กก้า ด้วยลุคใหม่ ไว้ผมยาว สลัดภาพของเด็กน้อยอัจฉริยะทางดนตรีในวัยเยาว์ไปจนหมดสิ้น
คำถามที่เกิดขึ้นในใจผู้เขียนคือ ทำไมเขาต้องข้ามจากดนตรีคลาสสิก มาเล่นดนตรีแนวครอสโอเวอร์ หรือหมด ‘กึ๋น’ ไร้น้ำยา หรือเป็นความต้องการของค่ายเพลง ท่ามกลางยุคสมัยแห่งความถดถอยด้านยอดขายสื่อทำซ้ำดนตรีคลาสสิก
เดวิด การ์เรตต์ จัดเป็นเด็กอัจฉริยะทางดนตรีอีกคนหนึ่ง เรียนไวโอลินตั้งแต่ 5 ขวบ อายุสิบขวบกว่าๆ ก็เล่นเพลงเดี่ยวไวโอลินมาตรฐานยากๆ ได้เกือบทั้งหมดแล้ว
เขาสร้างความประทับใจให้กับ อิด้า แฮนเดล (Ida Haendel) นักไวโอลินหญิงชื่อดังชาวโปแลนด์ ซึ่งแต่ไหนแต่ไรไม่เคยรับใครเป็นลูกศิษย์ ต้องรับเขาเรียนไวโอลินด้วย นักวิจารณ์ดนตรีบางคนกล่าวขานถึงการ์เรตต์ว่า “ลืมไนเจล เคนเนดี้ไปได้เลย ขอต้อนรับเดวิด การ์เรตต์”

จริงๆ แล้ว เส้นทางสายดนตรีคลาสสิกของเด็กเก่งทางดนตรีในยุคนี้ พิจารณาไปก็ดูน่าสงสาร มีนักไวโอลินฝีมือดีเกิดใหม่มากมายเกือบทุกวัน ต้องแข่งขันกันทั้งการแสดงสดและการจัดทำสื่อทำซ้ำทางดนตรี ผิดไปจากนักไวโอลินนามอุโฆษในอดีต อันเนื่องมาจากบริบทแวดล้อมต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปมาก
ใครจะมานึกว่า เดวิด การ์เรตต์ จะต้องมาออกอัลบั้มครอสโอเวอร์ ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ผลงานของเขาล้วนเป็นอัลบั้มเพลงคลาสสิก
อัลบั้ม Free นำทำนองเพลงคลาสสิก อาทิเช่น เพลง Carmen Fantasy, เพลง The Flight of the Bumble Bee, เพลง Caprice หมายเลข 24 มาบรรเลงท่ามกลางแบ็คกราวด์ริทึ่มแนวแดนซ์ มิวสิค สีสันประเภทเดียวกับการบรรเลงของ ‘บอนด์’ วงเครื่องสาย 4 ชิ้น และอัลบั้มการเดี่ยวเปียโนของ ‘มาคซิม’

dusit4_resize

เพลง Duelling Banjos ที่ฟังแปลกหูของการ์เรตต์ เป็นการเดี่ยวไวโอลินประชันกับกีตาร์ นำมาจากเพลงประกอบหนังเดิม ที่เป็นการประชันกันของแบนโจ 2 ตัว
เพลง Somewhere จากละครเพลง เวส์ไซด์ สตอรี่ ของเบิร์นสไตน์ น่าฟังน้อยกว่าการบรรเลงของ โจชัว เบลล์ ที่เดี่ยวไวโอลินบทเพลงเดียวกัน
เสียงไวโอลินของการ์เรตต์ถูกบดบังไปหลายครั้งด้วยเสียงจากเครื่องดนตรีอื่นๆ ที่เล่นคลอ โดยเฉพาะเครื่องเปอร์คัสชั่นที่เน้นเสียง ‘ดัง’ และ ‘มัน’ ความสามารถในการเล่นไวโอลิน ถูกกลบด้วยเสียงดังโครมครามของเครื่องดนตรีที่เล่นคลอ ทำให้ไม่สามารถรับฟังความละเอียดลึกซึ้งของเสียงไวโอลินได้เต็มที่

เส้นทางถนนสายดนตรีของนักดนตรีคลาสสิก ที่ต้องการเป็นผู้เล่นเดี่ยว ‘ยุคนี้’ กับ ‘ยุคอดีต’ ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ความเป็น เดวิด การ์เรตต์ นักไวโอลินคลาสสิก ลูกศิษย์คนโปรดของ อิด้า แฮนเดล มลายหายไปสิ้นในอัลบั้ม Free
เส้นทางดนตรีสายคลาสสิกของการ์เรตต์ จะก้าวต่อไปลักษณะใด … ยากจะคาดเดา หรือชีวิตถูกลิขิตด้วย ‘ค่ายเพลง’ และ ‘ยอดขาย’.



นัดญา สตอลเลอร์ ทริโอ มนต์เพลงสแตนดาร์ดจากสวิส

anant1_resize

เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์

“เพลงสแตนดาร์ด คือรากเหง้าทางดนตรีของผม (musical root) ผมฟังงานบันทึกเสียงเพลงเหล่านี้ ตั้งแต่หลุยส์ อาร์มสตรอง เรื่อยไปจนถึง คีธ จาร์เรทท์ ซึ่งล้วนแต่มีเพลงสแตนดาร์ดเป็นแก่นกลาง แน่นอน ผมอาจจะสนใจงานประพันธ์ดนตรีใหม่ด้วย ตัวผมเองก็แต่งเพลงใหม่ แต่ในคอนเสิร์ต ผมจะนำเพลงสแตนดาร์ดมารวมไว้ด้วย บางครั้งสแตนดาร์ดมากหน่อย บางครั้งงานแต่งใหม่ (original composition) มากหน่อย…ขึ้นอยู่กับกลุ่มของผู้ชม”
นักเปียโน คาสเปอร์ วิลญอม กล่าวถึงเพลงสแตนดาร์ด (Standard Tunes) ในวันหนึ่งระหว่างทริปเดินทางมาเมืองไทยครั้งแรกของเขา
ในเวลาเดียวกันนั้น ยาค็อบ ดิเนอเสน นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนดาวรุ่งจากโคเปนเฮเกนซึ่งนั่งฟังการสนทนาอยู่ด้วยเสริมต่อว่า
“มันเหมือนกับ…ถ้าคุณชอบการละคร ยังไงคุณก็ต้องเรียนเชคสเปียร์ บางครั้งคุณก็อยากจะเห็นอะไรใหม่ๆ บ้าง แต่ไม่ควรไปเข้าใจผิดว่า สแตนดาร์ด น่าเบื่อ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง คุณลองกลับไปฟังงานของ เลสเตอร์ ยัง หรือ บิลลี ฮอลิเดย์ แล้ว เรียนรู้มันด้วยหัวใจของคุณสิ แล้วคุณจะค้นพบสิ่งเหล่านั้น จริงๆ ภาวะนี้ก็เกิดในเดนมาร์กเช่นเดียวกัน นักดนตรีที่สนใจแต่เรื่องของเทคนิคอาจจะมองไม่เห็นค่าเพลงเหล่านี้ ทั้งที่ยังมีสิ่งที่น่าเรียนรู้จากนักดนตรีระดับมาสเตอร์มากมายนัก โดยเฉพาะการนำเสนอความเป็นออริจินัลของตนเองให้ปรากฏบนบทเพลง”

เหตุผลที่หยิบเอาความเห็นเรื่องเพลงสแตนดาร์ดมาฉายซ้ำอีกครั้งบนพื้นที่นี้ เพื่อชวนคุณมาฟังการตีความบทเพลงสแตนดาร์ดของศิลปินกลุ่มหนึ่งจากสวิตเซอร์แลนด์ที่รวมตัวกันในนาม นัดญา สตอลเลอร์ ทริโอ (Nadja Stoller Trio) ในอัลบั้ม Once Upon A Summer Time ซึ่งอัดที่เมืองซูริกเมื่อปี ค.ศ.2002 โดยอัลบั้มนี้เพิ่งนำออกวางตลาดสดๆ ร้อนๆ ในบ้านเรา
ทริโอวงนี้มีการประสมวงค่อนข้างแปลก จริงๆ น่าจะเป็นวงดูโอ พ่วงด้วยเสียงร้องมากกว่า เพราะนักดนตรีมีเพียง 2 คนคือ โคลิน วอลลอน ในตำแหน่งเปียโน และ โธมัส เดิร์สท์ ในตำแหน่งเบส ส่วน นัดญา ทำหน้าที่เป็นนักร้องนำ เธอเป็นดาวรุ่งของวงการเพลงสวิส จบการศึกษาทางด้านดนตรีโดยตรงจาก Swiss Jazz Scholl ณ University of Arts แห่งเมืองเบิร์น โดยมีพื้นฐานเดิมทางด้านดนตรีจากการเรียนเปียโนคลาสสิกมาตั้งแต่เยาว์วัย จากนั้นเมื่อเติบโตขึ้นได้รับอิทธิพลจากศิลปินหญิงคนสำคัญ อย่าง โจนี มิทเชลล์ และ ริคกี ลี โจนส์

ด้วยลักษณะของการประสมวงดังกล่าว ส่งผลต่อแนวทางการทำงานและสุ้มเสียงในอัลบั้มไม่น้อยทีเดียว เปียโนทำหน้าที่เล่นฮาร์มอนี พร้อมกับโซโลไปด้วย ขณะที่เบสควบคุมจังหวะและเล่นโน้ตที่เป็นรู้ทของคอร์ด ซึ่งดูเหมือนจะค่อนข้างมีโทนการแสดงออกที่จำกัด แต่ด้วยน้ำเสียงการร้องของ นัดญา ทำให้สีสันของดนตรีในอัลบั้มน่าติดตามไม่น้อย
อัลบั้มนี้บรรจุ 13 เพลง เริ่มต้นด้วย You Go To My Head เพลงเก่าเมื่อปี ค.ศ.1938 ซึ่งเธอถ่ายทอดเสียงร้องได้อย่างเป็นธรรมชาติ มวลเสียงไม่ใสกระจ่างเสียทีเดียว แต่ให้โทนอบอุ่นในน้ำเสียง การทอดน้ำเสียงในแบบ Scating ช่วงท้ายเพลงถือเป็นการอุ่นเครื่องที่น่าประทับใจสำหรับแทร็คแรก

นัดญา เริ่มจับเพลงยากขึ้นแทร็คที่ 2 Little Niles ผลงานจากปลายปากกาของ แรนดี เวสตัน และ จอน เฮนดริกซ์ ซึ่งถือเป็นงานระดับมาสเตอร์ที่ นัดญา นำเสนอได้อย่างละเมียดละไม โดย โคลิน ทำหน้าที่แอคคอมพานีเพื่อพานักร้องไต่ระดับความสูงของทำนองขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างสง่างามทีเดียว ต่อด้วยเพลงนิ่งๆ เนียนๆ ของ โฮกกี คาร์ไมเคิล อย่าง Skylark เพลงนี้ดูเหมือนจะมีทำนองง่ายๆ แต่ฝีมือของการถ่ายทอดอารมณ์ผ่านคำร้องของ นัดญา ทำให้เรารู้สึกไปตามนั้น ขณะที่แนวการร้องของเธอมีการปรับวรรคตอนทำนองเสียใหม่ ดูเหมือนจะไม่ลงตัว – แต่ลงตัว


“Oh skylark / Have you seen a valley green with spring? / Where my heart can go a journeying / Over the shadows and the rain / To a blossom covered lane”

I’m Beginning to See the Light เริ่มต้นเสียงร้อง สแคท ของ นัดญา ประชันกับการไล่เรียงนิ้วไปบนคีย์บอร์ดของมือเปียโน เป็นตัวอย่างหนึ่งของการร้องที่เจือฟิลลิงสวิงอ่อนๆ แต่ไม่ชัดเจนนัก ขณะที่ลีลาการโซโลเปียโนของ โคลิน ในเพลงนี้ค่อนข้างจัดจ้านเป็นพิเศษ ก่อนจะผ่อนลงสู่เพลงบัลลาดอย่าง When I Look Your Eyes ที่ให้ความรู้สึกหมองเศร้าลึกๆ ส่วน Bye Bye Blackbird นัดญา โชว์การร้องสแคทอีกครั้ง โดยที่มีภาคดนตรีสนับสนุนอย่างลงตัว ลีลาการพรมนิ้วของ โคลิน ในเพลงนี้นำเสนออย่างพอเหมาะพอดี มากกว่าการโชว์ความจัดจ้านเหมือนในบางเพลง
นับว่าเป็นเรื่องท้าทายไม่น้อยที่ทางวงหยิบเอาเพลง Goodbye Pork Pie Hat เพลงเก่าของ ชาร์ลส์ มิงกัส ที่แต่งเมื่อปี ค.ศ.1959 เพื่ออาลัยต่อข่าวการจากไปของ เลสเตอร์ ยัง มานำเสนอ แนวการร้องบนทำนองอันซับซ้อนมีความแม่นยำชัดเจน แม้กระทั่งการเคลื่อนไปบันไดเสียงแบบโครเมติค ถือเป็นโชว์เคสของเธอก็ว่าได้ เช่นเดียวกับบทบาทของเปียโนในภาคโซโลที่มีบุคลิกภาพแตกต่างออกไป ส่วนคำร้องในเพลงนี้ มาจากบทประพันธ์ของ โจนี มิทเชลล์ ซึ่งถือว่ามีความไพเราะลึกซึ้งและเปี่ยมด้วยความหมาย

แล้วอัลบั้มก็เดินทางมาถึง Once Upon A Summer Time เพลงที่มีกลิ่นอายฝรั่งเศสจากฝีมือการแต่งของ มิเชล เลอกรังด์ ก่อนจะขยับผู้ฟังให้ลุกตื่นจากภวังค์ด้วย Old Devil Moon ที่เลื่อนไหลอย่างมีชีวิตชีวา
ในช่วงท้ายอัลบั้ม นัดญา มาพร้อมกับเพลงช้าๆ อย่าง Bird Alone เพลงเก่าของ แอบบีย์ ลินคอล์น นักร้องที่โด่งดังมาจากยุคฟรีแจ๊ส โดยเฉพาะอัลบั้มที่เธอทำร่วมกับ แม็กซ์ โรช โดยการเลือกสรรเพลงแบบนี้มาถ่ายทอดไว้ พอจะสะท้อนได้ถึงความรู้ความเข้าใจถึงดนตรีแขนงนี้ในเชิงลึกทีเดียว ตามด้วย Day Dream เพลงที่สะท้อนถึงห้วงฝันสมชื่อ จากฝีมือการแต่งของ ดุ๊ก เอลลิงตัน และอะเรนเจอร์คู่ใจ บิลลี สเตรย์ฮอร์น

นอกจาก Skylark ในอัลบั้มยังมีเพลงของ โฮกกี คาร์ไมเคิล ซึ่งไม่ค่อยมีคนนำมาร้องอีก 1 เพลง คือ Baltimore Oriole ซึ่งหลายคนอาจจะคุ้นเคยในเวอร์ชั่นของ จอร์จ แฮร์ริสัน ฝีมือการบรรเลงเปียโนเพลงนี้ของ โคลิน วอลลอน ถือว่าเฉียบคม เต็มไปด้วยพลังดุดันสมกับวัยหนุ่ม สอดรับกับการที่เขามีโอกาสได้ออกอัลบั้มของตัวเองกับค่าย Hatology ขณะที่มือเบสโซโล่ได้อย่างเต็มอิ่มในอารมณ์ดนตรีโดยแท้
นัดญา ทริโอ ปิดท้ายอัลบั้มด้วยเพลงที่มีทำนองไพเราะเพราะพริ้ง ผลงานจากยุคเธอร์ตีส์ของ ร็อดเจอร์ส แอนด์ ฮาร์ท ซึ่งลักษณะของคู่เสียงที่กระโดดขึ้นมาหลายๆ ขั้นย่อมเป็นงานท้าทายสำหรับ นัดญา สตอลเลอร์ อยู่ไม่น้อย แต่ดูเหมือนเธอจะสอบผ่านเทคนิคเหล่านั้นมาได้ด้วยดี

อัลบั้ม Once Upon A Summer Time เป็นก้าวแรกๆ ที่บ่งบอกถึงภาวะความพร้อมของนักร้องนักดนตรีรุ่นใหม่จากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งหลงใหลในเสน่ห์ของแจ๊ส พวกเขาไม่ได้ตั้งใจทำเพลงให้เหมือนอเมริกันชน แต่เลือกหยิบเอาฟอร์มของดนตรีเหล่านี้มาตีความใหม่ แล้วถ่ายทอดสุ้มเสียงที่มีลักษณะเฉพาะของตัวเองออกมา
สำหรับผมแล้ว อัลบั้มนี้ให้ความรื่นรมย์ในระหว่างการฟังราวกับพวกเขาและเธอทั้ง 3 บรรเลงอยู่ในห้องนั่งเล่นที่บ้านเลยทีเดียว



จับเข่าคุยกับ 2 ขุนพลแจ๊สเดนิช

entalk13091-small_resize

โดย อนันต์ ลือประดิษฐ์

นอกจาก มาลีน มอร์เตนเสน นักร้องจากเดนมาร์กที่เรียกความสนใจจากมิตรรักแฟนเพลงในบ้านเราแล้ว ไซด์แมนที่แบ็คอัพในคอนเสิร์ตของเธอยังเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดคอเพลงแจ๊สเข้มๆ ให้ตัดสินใจมาชมงานนี้ได้ไม่ยาก ทันทีที่มีชื่อของ คาสเปอร์ วิลญอม (Kasper Villaume) นักเปียโน และ ยาค็อบ ดิเนอเสน (Jakob Dinesen) นักแซ็กโซโฟน ซึ่งทั้ง 2 มีตำแหน่งแห่งที่บนเวทีแจ๊สสแกนดิเนเวียอย่างค่อนข้างโดดเด่น
‘จุดประกาย’ ถือโอกาสจับเข่าคุยกับศิลปินทั้ง 2 ณ โรงแรมดรีมเธียเตอร์ สุขุมวิท 15 หลังจากที่พวกเขาเสร็จสิ้นจากคอนเสิร์ตที่ศูนย์วัฒนธรรมฯ และ บันดารา รีสอร์ท แอนด์ สปา เกาะสมุย แล้วตัดสินใจแวะพักในกรุงเทพฯ หลายคืน
และนี่คือบางเสี้ยวส่วนของการสนทนาอันยาวนานนั้น…

คุณทั้งสองรู้จักกันมานานแค่ไหน
คาสเปอร์ : ผมรู้จัก ยาค็อบ มานานราว 10 ปีแล้วนะ แต่เราไม่ค่อยมีโอกาสเล่นดนตรีด้วยกันบ่อยครั้งนัก และครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งแรกที่เราได้เล่นด้วยกันนอกประเทศเดนมาร์ก ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีมากๆ
ยาค็อบ : จริงๆ แล้ว เราทั้งสองคนมีอะไรคล้ายๆ กันนะ เราสนใจดนตรี และมีฮีโร่ดนตรีเหมือนๆ กัน หลายๆ เพลงที่เราเล่นด้วยกันในคอนเสิร์ตครั้งนี้ก็สะท้อนถึงอิทธิพลที่เราได้รับจากฮีโร่เหล่านั้น
เช่นกรณีของเพลง You Must Believe In Spring ที่เชื่อว่าน่าจะมาจากอิทธิพลของ บิลล์ อีแวนส์
คาสเปอร์ : ถูกต้องแล้วครับ แต่เราทำเหมือนกับ เคนนี บาร์รอน (Kenny Barron – เปียโน) และ สแตน เก็ทซ์ (Stan Getz – แซ็กโซโฟน) เล่นด้วยกัน (ศิลปินที่คาสเปอร์กล่าวถึง ทั้งคู่เคยมีอัลบั้มดูเอ็ทระหว่าง เปียโน และแซ็กโซโฟน มาก่อน)
จากผลงานของ คาสเปอร์ คุณตีความผลงานของนักประพันธ์ดนตรีที่เป็นทั้งนักเปียโนด้วย อย่าง Green Chimneys ของ ธีโลเนียส มังค์, Quartet # 2 ของ ชิค คอเรีย แล้วก็….
คาสเปอร์ : คุณคงหมายถึง Prism ของ คีธ จาร์เรทท์
ครับ คำถามคือเคยนึกถึงนักเปียโนที่เป็นนักแต่งเพลงคนอื่นๆ อีกไหม เช่น ผลงานของศิลปินอย่าง เลนนี ทริสตาโน ที่มีความน่าสนใจมาก และยังไม่ค่อยมีคนนำมาเล่น
คาสเปอร์ : สำหรับ เลนนี ทริสตาโน หรือนักดนตรีในสาย (คูล) อย่างพวก ลี โคนิทซ์ ทั้งหลาย จริงๆ แล้ว ผมยังไม่พร้อมในเวลานี้ ผมอาจจะต้องใช้อีก 5 ปีสำหรับการเรียนรู้และทำความเข้าใจ กว่าจะเล่นได้ ไม่รู้สิ ยังไม่ใช่ตอนนี้ เพราะตอนนี้ผมกำลังสนใจแนวทางของ บิลล์ อี แวนส์ (นักเรียบเรียงดนตรีที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่ยุคสมัยของ ไมล์ส เดวิส) อยู่น่ะ
แล้วประสบการณ์ดนตรีของ ยาค็อบ ในสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างไร
ยาค็อบ : เริ่มต้นจากการที่ผมใช้เวลา 1 ปีในลอสแองเจลิส แคลิฟอร์เนีย จากนั้นไปบอสตัน 1 ปี เรียนที่ เบิร์กลี คอลเลจ ออฟ มิวสิค กับ จอร์จ การ์โซน (ครูแซ็กโซโฟนชื่อดัง) ซึ่งเป็นครูดนตรี และเป็นบิดาทางจิตวิญญาณของผม ในแง่ของความเป็นมนุษย์ ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก และมีอิทธิพลต่อการทำงานของผมอย่างสูง และอย่างที่คุณรู้ ผมยังเดินทางไปแอฟริกาเพื่อศึกษาดนตรีเหล่านั้นด้วย
คาสเปอร์ : ที่แอฟริกา ผมไปเรียนดนตรีที่กานา (Ghana) คุณไปเรียนที่ไหนหรือ ?
ยาค็อบ : ผมไป เซเนกัล (Senegal) และ กานา ด้วย
เท่าทราบ มาลี ก็เป็นประเทศหนึ่งที่น่าสนใจนะ ล่าสุด ผมได้ชมจาก Malian Journey ดีวีดีชุดใหม่ของ ดีดี บริดจ์วอเตอร์ ที่เดินทางไป มาลี เพื่อค้นหารากเหง้าของตนเอง
ยาค็อบ : ใช่ ดนตรีแอฟริกันมีอะไรที่น่าค้นหา
entalk13092-small_resize

กลับมาที่ จอร์จ การ์โซน สักหน่อย คุณเรียนรู้อะไรจากเขาบ้าง
ยาค็อบ : ผมเรียนวิธีการเล่นดนตรีจากหัวใจ เรียนเรื่องเกี่ยวกับการจัดระบบทางดนตรี ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่จริงจังมาก จอร์จ สามารถเล่นเพลงในแบบ โคลแมน ฮอว์กินส์ ได้ เขาเล่นในแบบเพลง Body and Soul ขณะเดียวกัน ถ้าจะเล่นในแบบดนตรี อวอง-การ์ด เขาก็ทำได้ ซึ่งถึงที่สุดแล้วเรื่องนี้ไม่ได้ใช้เทคนิคมากนัก
แล้วเจอกับ เคิร์ท โรเซนวิงเกิล ได้อย่างไร
ยาค็อบ : เคิร์ท เรียนที่เบิร์กลีช่วงเวลาเดียวกันกับผมพอดี เป็นคนเล่นกีตาร์ที่เก่งมาก ถือเป็นฮีโร่คนหนึ่ง เขาเคยมาเดนมาร์กและเล่นดนตรีกับผม และเรามีโอกาสได้บันทึกเสียงทำอัลบั้มกัน 2 ครั้ง…
อย่างที่คุณรู้ วงการเพลงสากลในไทย มีค่ายเมเจอร์นำเสนอผลงานเป็นหลัก งานของเคิร์ทออกวางขายกับสังกัดเวิร์ฟ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ยูนิเวอร์ซัล ดังนั้น เราจึงรู้จักรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวของ เคิร์ท ค่อนข้างดี
ยาค็อบ : นับเป็นเรื่องที่ดี และผมเห็นว่าคนไทยมีรสนิยมดีมากในเรื่องนี้ ผมกำลังจะไปออสเตรเลียในอีก 1 เดือนข้างหน้า และเคิร์ทจะไปที่นั่นด้วย ผมหวังว่าเราจะได้เล่นดนตรีด้วยกันอีกครั้ง
ที่ผ่านมา คุณทำงานกับนักกีตาร์มากน้อยแค่ไหน
ยาค็อบ : จริงๆ แล้วผมไม่ค่อยได้เล่นกับมือเปียโนนะ ผมเล่นกับมือกีตาร์เป็นจำนวนมาก ในสไตล์ที่แตกต่างกันไป เช่น บลูส์ แจ๊ส ร็อค ทุกๆ แนว
กลับมาที่ คาสเปอร์ บ้าง รู้มั้ย คุณทั้งสองมีอะไรเหมือนกันอีกอย่าง อย่างแรก ยาค็อบ เคยไปเรียนดนตรีที่คิวบา ส่วน คาสเปอร์ แต่งเพลงชื่อ Cuba
ยาค็อบ : (ทำหน้าที่เหรอหรา) อะไรกัน ?
คาสเปอร์ : (ช่วยเฉลย) ผมเคยแต่งเพลงชื่อ Cuba น่ะ แต่ผมไม่เคย ไปคิวบาหรอกนะ
ยาค็อบ : ผมไปคิวบามา 6 ครั้งเพื่อเรียนดนตรีที่นั่น เรียนเรื่องการตีกลองในแนวจิตวิญญาณ (Spiritual drumming) ผมซ้อมมันแหละ แต่ผมไม่รู้เหมือนกันว่าผมเล่นดีแค่ไหน นอกจากแซ็กและกลองแล้ว ผมยังเล่นเปียโนเวลาแต่งเพลง แต่เคยเล่นบนเวทีแต่น้อยมาก นอกจากนี้ก็ร้องเพลงบ้าง
ขอชวนคุยเรื่องเพลงสแตนดาร์ด ในเมืองไทย นักดนตรีแจ๊สรุ่นใหม่บางส่วนอาจจะมีทัศนคติต่อเพลงสแตนดาร์ดไปอีกแบบหนึ่ง พวกเขาอาจจะรู้สึกว่ามันน่าเบื่อ ไม่มีแรงบันดาลใจนัก คุณคิดอย่างไร เห็นด้วยไหม
คาสเปอร์ : สำหรับผม ในฐานะที่เป็นนักดนตรีแจ๊ส เพลงสแตนดาร์ด ก็คือรากเหง้าทางดนตรีของผม (musical root) ผมฟังงานบันทึกเสียงเพลงเหล่านี้ ตั้งแต่หลุยส์ อาร์มสตรอง เรื่อยไปจนถึง คีธ จาร์เรทท์ ซึ่งล้วนแต่มีเพลงสแตนดาร์ดเป็นแก่นกลาง แน่นอน ผมอาจจะสนใจงานประพันธ์ดนตรีใหม่ด้วย อย่างตัวผมเองก็แต่งเพลงใหม่ แต่ในคอนเสิร์ต ผมจะนำเพลงสแตนดาร์ดมารวมไว้ด้วย บางครั้ง สแตนดาร์ดมากหน่อย บางครั้งงานแต่งใหม่ (original composition) มากหน่อย
ขึ้นอยู่กับกลุ่มของผู้ชม ?
คาสเปอร์ : ใช่เลย ขึ้นอยู่กับกลุ่มของผู้ชม
ยาค็อบ : มันก็เหมือบกับว่า ถ้าคุณชอบการละคร ยังไงคุณก็ต้องเรียนเชคสเปียร์นั่นแหละ บางครั้งคุณก็อยากจะเห็นอะไรใหม่ๆ บ้าง แต่ไม่ควรไปเข้าใจผิดว่า สแตนดาร์ด น่าเบื่อ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง คุณลองกลับไปฟังงานของ เลสเตอร์ ยัง หรือ บิลลี ฮอลิเดย์ แล้ว เรียนรู้มันด้วยหัวใจของคุณสิ แล้วคุณจะค้นพบสิ่งเหล่านั้น จริงๆ ภาวะนี้ก็เกิดในเดนมาร์กเช่นเดียวกัน นักดนตรีที่สนใจแต่เรื่องของเทคนิคอาจจะมองไม่เห็นค่าเพลงเหล่านี้ ทั้งที่ยังมีสิ่งที่น่าเรียนรู้ จากนักดนตรีระดับมาสเตอร์มากมายนัก โดยเฉพาะการนำเสนอความเป็นออริจินัลของตนเองให้ปรากฏบนบทเพลง
คาสเปอร์ : บางทีนะ ในเมืองไทย อาจจะมีความเข้าใจผิดว่า สแตนดาร์ด คือเพลงที่คุณเรียนจากหนังสือ ทำนองว่าคุณดูจากหนังสือว่าเล่นอย่างไร จากนั้นก็เล่นไปตามนั้น ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่ผิด ที่ถูกต้องก็คือถ้าคุณต้องการเรียนรู้เพลงสแตนดาร์ด และต้องการเรียนรู้แจ๊ส คุณต้องเรียนรู้จากงานบันทึกเสียง ฟังจากเรคคอร์ดสเป็นเวลานานหลายปี (ย้ำ)
จากนั้น ทดลองแกะเพลงเหล่านั้น ?
คาสเปอร์ : (พยักหน้า) ถูกต้อง แน่นอน เพราะการเรียนรู้ตรงนี้ มันไม่สำคัญว่าคุณเห็นอะไร แต่มันสำคัญว่าคุณได้ยินอะไร
ยาค็อบ : วิธีการนี้ ทำให้มันเข้าใกล้หัวใจคุณมากยิ่งขึ้น
ด้วยวิธีการนี้ ย่อมทำให้เราค้นพบสิ่งใหม่ๆ จากเพลงสแตนดาร์ดได้ ดังที่คุณสาธิตไว้ในวันเวิร์คชอป เช่นการปรับจังหวะใหม่ หรือคีย์ใหม่ๆ
คาสเปอร์ : ใช่ ในเพลง All The Things You Are
ยาค็อบ : แต่ผมอยากเตือนว่า บางทีสิ่งใหม่ๆ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีก็ได้ ถึงที่สุดแล้วอยู่ตรงที่ว่าคุณชอบมันรึเปล่า
คาสเปอร์ : บางที การที่คุณบอกว่าคุณไม่ชอบ สแตนดาร์ด อาจจะมีบางเหตุผลด้วยกัน อย่างแรก ถ้ามันยากสำหรับคุณ คุณก็จำเป็นต้องฝึกซ้อมแล้วล่ะ

entalk13093-small_resize
บางทีนักดนตรีแจ๊สอาจจะต้องการเล่นเพลงของตัวเองก็เป็นได้
คาสเปอร์ : ใช่ นั่นเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย แต่ถึงที่สุดแล้วคุณก็ต้องเรียนประวัติศาสตร์แจ๊ส คุณต้องเรียนรู้ว่าแจ๊สคืออะไร นั่นคือสแตนดาร์ดที่แท้จริง
ยาค็อบ : ถึงยังไงคุณก็ต้องกลับไปฟังศิลปินแจ๊สผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้น หลุยส์ อาร์มสตรอง โคลแมน ฮอว์กินส์ เลสเตอร์ ยัง บิลลี ฮอลิเดย์ ซึ่งมีความไพเราะงดงามอย่างมาก
เหมือนอย่างที่คุณเล่นเพลง Stardust ในศูนย์วัฒนธรรมฯ คุณมีสุ้มเสียงของตัวเอง แต่ในเวลาเดียวกัน ผมก็ได้ยิน เบน เว็บสเตอร์ อยู่ในหางเสียงนั้นด้วย
ยาค็อบ : ใช่แล้ว นั่นคืออิทธิพลแรกของผมเลย พ่อของผม รวมถึงนักดนตรีเดนิชหลายคนเคยเล่นดนตรีกับ เบน เว็บสเตอร์ คุณรู้ใช่มั้ยว่าเขาเคยใช้ชีวิตอยู่ในโคเปนฮาเกน
ผมพอจะทราบถึงเรื่องราวของเขา รวมถึงรางวัล เบน เว็บสเตอร์ ไพรซ์ ในเดนมาร์ก และการเสียชีวิตของเขาในอัมสเตอร์ดัม
ยาค็อบ : ใช่แล้ว ในเดนมาร์ก นอกจาก เบน แล้ว เด็กเตอร์ กอร์ดอน ก็อยู่ที่นั่นด้วย ถ้าคุณเล่นกับนักดนตรีอาวุโส คุณจะได้ยินเรื่องเล่าขานเหล่านั้น
ขอถามหน่อยว่าปกตินักดนตรีอย่างคุณเล่นแบ็คอัพให้นักร้องบ่อยแค่ไหน เพราะในอีกด้านหนึ่ง เงื่อนไขการทำงานกับนักร้องก็มีข้อจำกัดในการแสดงออกมากเหมือนกัน
คาสเปอร์ : ผมเห็นด้วย แต่การทำงานกับนักร้องก็เป็นช่องทางหนึ่งที่นักดนตรีแจ๊สอย่างเราจะได้กลุ่มผู้ฟังมากขึ้น และการทำงานร่วมกับนักร้องที่มีคุณภาพสูง อย่างกรณีของ มาลีน มอร์เตนเสน ก็เป็นความเพลิดเพลินเช่นกัน
การเป็นนักดนตรีแจ๊สในยุโรปลำบากในการดำรงชีพเพียงใด
คาสเปอร์ : ก็พออยู่ได้ บางครั้งเราอาจจะต้องเล่นดนตรีอย่างอื่นบ้าง เพราะนี่คือชีวิตจริง เราต้องเล่นอาร์แอนด์บีบ้าง บางครั้งเป็นป๊อป บางคราวผมก็ยังเล่นดนตรีคลาสสิก แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ ประเด็นอยู่ตรงที่ว่าผมเลือกจะเป็นนักดนตรีแจ๊ส เพราะผมรักที่จะเล่นดนตรีแบบนี้ และผมไม่ได้ต้องการที่จะร่ำรวย และผมโชคดีไม่น้อยที่สามารถเล่นแจ๊สแล้วยังเลี้ยงชีพตัวเองไว้ได้
ยาค็อบ : สำหรับผม การเล่นแจ๊สทำให้ผมได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่มีในดนตรีชนิดอื่น และผมค้นพบสิ่งใหม่ๆ เหล่านี้ได้ทุกวัน



ลูซีอาโน ปาวารอตตี นักร้องเพลงอุปรากรร่วมสมัย

pavarotti1

บายไลน์ ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ

ร่างไร้วิญญาณของ ลูชีอาโน ปาวารอตตี นักร้องเพลงอุปรากรเสียงเทเนอร์ชาวอิตาลี ที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในตับอ่อน เมื่อวันที่ 6 กันยายนนี้ ทางรัฐบาลอิตาลีได้จัดพิธีศพอย่างสมเกียรติ ณ โบสถ์เมืองโมเดนา บ้านเกิดปาวารอตตี

ผู้คนนับแสนหลั่งไหลจากทั่วสารทิศอิตาลี พากันแสดงคารวะร่างอันแน่นิ่งของปาวารอตตี นักร้องเสียงเทเนอร์ยิ่งใหญ่ ยากที่จะมีใครเทียบเทียม ด้วยความอาลัยอาวรณ์ ในหมู่คนจำนวนมหาศาลที่ไปร่วมงาน มีโบโน นักร้องนักแต่งเพลงชาวไอริชแห่งวง ‘ยู ทู’ ผู้เคยร้องคู่กับปาวารอตตี ในคอนเสิร์ตหารายได้ช่วยเหลือชาวบอสเนียผู้ยากไร้ โบโนได้กล่าวสรรเสริญ ปาวารอตตีว่า
“ผู้เปรียบเสมือนภูเขาไฟอันยิ่งใหญ่ ร้องเพลงอันร้อนแรง…ใครก็ร้องเพลงอุปรากรได้แต่ ลูชีอาโน ปาวารอตตี คือนักร้องเพลงอุปรากรตัวจริง”

อันเดรอา โบเชลลี เป็นนักร้องเสียงเทเนอร์ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ร้องเพลงสดุดีผู้วายชนม์ครั้งนี้ โบเชลลีนักร้องอุปรากรตาพิการ ผู้เจริญรอยตาม ปาวารอตตี บางคนให้สมญานามเขาว่าเป็น ‘นักร้องเสียงเทเนอร์คนที่สี่’ เนื่องจากที่ผ่านมานักร้องเทเนอร์ที่อยู่ในดวงใจของผู้นิยมเพลงอุปรากรทั้งโลกในนาม ‘Three Tenors’ ประกอบด้วย ลูชีอาโน ปาวารอตตี และนักร้องเสียงเทเนอร์ชาวสเปนอีกสองคน ปลาซีโด โดมิงโก, โฮเซ่ การ์เรรัส

โบเชลลี นอกจากเคยร่วมร้อง ‘ดูเอ็ต’ อัดแผ่นกับปาวารอตตีในเพลง Miserere ที่เขาแต่งร่วมกับโบโน นักร้องวงร็อคชื่อก้อง ‘ยู ทู’ โบเชลลีได้รับเชิญไปร่วมร้องเพลงในเทศกาลดนตรี Pavarotti International ที่จัดขึ้น ณ เมืองโมเดนา ในเดือนกันยายน 1994 ปีถัดมาเขาร้องกับนักร้องป๊อปและแจ๊ส เซลีน ดิออน, ซาราห์ ไบรท์แมน, อัล จาร์โร…โบเชลลี กล่าวว่า “เขารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมร้องเพลงกับนักร้องเสียงแสนโสภาในโลก”

ก่อนหน้านี้ปาวารอตตีเคยร่วมแสดงคอนเสิร์ตกับนักร้องร็อคและป๊อปอย่าง เอลตัน จอห์น, สตริง, โบโน, สไปซ์เกิลส์…ในสวนไฮพาร์คกลางกรุงลอนดอน เมื่อปี 1991 เพื่อหาทุนช่วยเด็กบอสเนียผู้น่าสงสาร ในยูโกสลาเวีย มีผู้เข้าชมประมาณหนึ่งแสนห้าหมื่นคน ไดอานาเจ้าหญิงแห่งเวลส์ได้เสด็จไปร่วมงานคอนเสิร์ตด้วย เหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความตกตะลึงแก่วงการดนตรีคลาสสิก ขณะที่ผู้เข้าชมการแสดงและชมคอนเสิร์ตจากการบันทึกสด ส่วนใหญ่พากันชื่นชม แต่นักวิจารณ์บางคนยังยึดมั่นในกรอบของการร้องเพลงอุปรากรแบบขนบ บอกยอมรับไม่ได้พร้อมกับวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบ คนพวกนี้ยังยึดติดอยู่กับความคิดเดิม ประสบการณ์เดิม เหมือนพยายามจะบังคับให้โลกนี้หยุดอยู่กับที่ ไม่อยากให้มันหมุนไปตามธรรมชาติ บ่อยครั้งศิลปินที่พยายามเสนอแนวคิดใหม่ๆ ต้องประสบกับแรงต้านกับพวกสุดขั้วทางความคิด ไม่ยอมรับรู้การเปลี่ยนแปลงของสังคม

ความจริงไม่ใช่เรื่องใหม่ มารีโอ ลันซา หรือมีชื่อจริงว่า ‘อัลเฟรโด อาร์โนลด์ โกกอซซา’ นักร้องเสียงเทเนอร์อเมริกันเชื้อสายอิตาลี ผู้ที่วาทยกรเอก ตอสกานินี ยกย่องให้เป็นผู้มี ‘เสียงร้องเยี่ยมที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20′ เคยทำมาแล้ว นอกเหนือจากร้องเพลงอุปรากร มารีโอ ลันซา ยังเล่นละคร แสดงภาพยนตร์และร้องเพลงป๊อป นักร้องผู้นี้แหละที่ปาวารอตตีถือเป็นแบบอย่าง ช่วงที่ฝึกร้องบ่อยครั้ง ปาวารอตตี ยืนอยู่หน้ากระจกเลียนแบบการร้องและท่าทางของ มารีโอ ลันซา

ถามว่าการร่วมกิจกรรมกับคนในวงการดนตรีสายอื่นผิดหรือไม่ สมควรหรือไม่ หากมองโลกในแง่ดี ไม่มีอคติ ไม่มีอัตตา คิดว่าไม่น่าจะผิด เป็นสิ่งที่ควรกระทำ อย่างน้อยก็ทำให้คนฟังที่ไม่เคยชอบเพลงอุปรากรหรือคลาสสิกหันมาชอบก็เป็นได้ บางทีอาจจะได้รูปแบบของดนตรีใหม่เหมาะกับคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นการขยายเครือข่ายคนฟังให้กว้างขวางขึ้น และเป็นการแบ่งปันความสุขแห่งเสียงเพลงเสียงดนตรีให้แก่คนในวงการอื่น ลองมองโลกอย่างสร้างสรรค์ค์บ้างน่าจะดี…หากไม่ดี ไม่เหมาะ นักร้องเสียงเทเนอร์นิติศาสตร์ดุษฏีบัณฑิตอย่างโบเชลลีคงไม่เอาเป็นแบบอย่าง
ลูชีอาโน ปาวารอตตี เกิดที่เมืองโมเดนา ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 1935 พ่อทำขนมปังเป็นอาชีพ เป็นนักร้องเสียงเทเนอร์สมัครเล่น แม่ทำงานในโรงงานผลิตซิกาสมัยเป็นนักร้องเสียงอัลโตวงประสานเสียงในโบสถ์ เมื่อโตขึ้นหน่อยสุ้มเสียงเปลี่ยนไป เขาจึงย้ายไปเป็นนักร้องในคณะนักร้องประสานเสียง เมืองโมเดนา ปาวารอตตีเรียนรู้การร้องเพลงโดยฟังเพลงอุปรากรหรือ ‘โอเปร่า’ จากแผ่นเสียงของนักร้องเสียงเทเนอร์ที่มีชื่อเสียงสมัยนั้น เบเนียมีโน จีกลี และตีโต สกีปา เลียนแบบมาริโอ ลันซา จากภาพยนตร์

เริ่มแรก ปาวารอตตียึดอาชีพเป็นครูสอนหนังสืออยู่ระยะหนึ่ง ซึ่งทำให้เขาได้เจอกับอดูอาที่ต่อมาเป็นภรรยาคนแรกของเขา จากนั้นหันไปทำงานในบริษัทประกัน ตอนนั้นกิจกรรมหลักของเขาไม่ใช่ดนตรีแต่เป็นฟุตบอล เป็นนักเตะระดับดาราท้องถิ่น อย่างไรก็ตามการมีส่วนร่วมในวงประสานเสียงที่ชนะประกวดระดับนานาชาติทำให้อยากเรียนร้องเพลง ในที่สุดได้หันเข้าหาการร้องเพลงตามปรารถนา
ปาวารอตตีเรียนการใช้เสียงกับอาร์ริโก โปโล ในเมืองโมเดนา แล้วย้ายไปเรียนกับเอตโตเร กัมโปกัลเลียนี ในเมืองมันตูอา

ปี 1961 เขาชนะการแข่งขันการร้องเพลงระดับนานาชาติที่ ‘เตอาโตร เรจโจ เอมิเลีย’ ปาวารอตตีออกแสดงอุปรากรครั้งแรก เรื่อง La Boheme ผลงานของปุชชินี ในบทบาทโรดอลโฟ สองปีต่อมาเริ่มงานแสดงอุปรากรระดับโลกครั้งแรกที่เมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศฮอลแลนด์หรือเนเธอร์แลนด์ แสดงเป็นเอดการ์โดในอุปรากรเรื่อง Lucia di Lammermoor ผลงานของ โดนี เซตตี แสดงต่อไปยังกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย และเมืองซูริก เยอรมนี ช่วงเดียวกันเขาแสดงแทน

จู เซปเป ดิ สเตฟาโน ในอุปรากร La Boheme ที่ ‘คะเวนต์ การ์เดน’ หรือ ‘รอยัลโอเปร่าเฮ้าส์’ โรงอุปรากรชื่อก้องโลก ในกรุงลอนดอน
จุดเปลี่ยนสำคัญของปาวารอตตี เมื่อเขาได้ร่วมงานกับโจน ซัทเทอร์แลนด์ นักร้องเสียงโซปราโนชื่อดังชาวออสเตรเลีย อยู่ในคณะซัทเทอร์แลนด์-วิลเลียมสัน วารอตตีกับซัทเทอร์แลนด์ร่วมแสดงในสหรัฐอเมริกาครั้งแรกที่เมืองไมอามี รัฐฟลอริดา เดือนกุมภาพันธ์ ปี 1965 อุปรากร เรื่อง Lucia di Lammermoor ผลงานอมตะของ โดนีเซตตี ปาวารอตตีรับบทเอดการ์โด ส่วนซัทเทอร์แลนด์รับบท ลูชีอา ตัวเอกของเรื่อง การแสดงได้รับเสียงแซ่ซ้องรอบทิศ ยอดเยี่ยมเป็นที่กล่าวขวัญของแฟนอุปรากรอเมริกัน เป็นความสำเร็จที่ปาวารอตตีต้องจดจำชั่วชีวิต

เพิ่งนึกได้ว่าเมื่อช่วงเดือนตุลาคม ปี 2005 ระหว่างที่ผมท่องเที่ยวอยู่นอกเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ขณะนั่งรออาหารมื้อเที่ยงในร้านอาหารหยิบหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นขึ้นมาอ่าน เห็นข่าวปาวารอตตีจะแสดง ‘คอนเสิร์ตอำลา’ (farewell tour) ค่าบัตรเท่าไหร่จำไม่ได้ แต่รู้สึกว่าแพงมาก หลังจากที่ทบทวนที่มาของคอนเสิร์ต น่าจะมาจากที่เขาเคยร่วมงานกับซัทเทอร์แลนด์
ปาวารอตตีได้สร้างปรากฏการณ์สำคัญต่อหน้าผู้ชมล้นหลาม โดยเขาเลือกบทเพลง ‘อาริยา’ Nessun Dorma จากอุปรากรเรื่อง Turandot ของปุชชินี เป็นเพลงเอกสำหรับพิธีเปิดการแข่งขัน ‘ฟุตบอลเวิลด์คัพ’ ปี 1990 ที่อิตาลีเป็นเจ้าภาพ ความไพเราะของเพลง Nessun Dorma สร้างความประทับใจแก่ผู้ชมทั้งสนามและผู้ชมหน้าจอโทรทัศน์ทั่วโลก

ปาวารอตตีร้อง Nessun Dorma ยิ่งใหญ่เป็นครั้งสุดท้ายในพิธีเปิด ‘กีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว’ (Winter Olympics) ในเมืองตูริน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2006
ปาวารอตตี นักร้องเพลงอุปรากรยิ่งใหญ่ของโลกมีผลงานอัดแผ่นไว้มากมาย การจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ทำให้คนที่รักเสียงเทเนอร์เต็มพิกัดของเขาพากันไว้อาลัย… ‘ลา สกาลา โอเปร่าเฮ้าส์’ ในเมืองมิลาน ยืนสงบเป็นการไว้อาลัย ‘เวียนนาสเตท โอเปร่าเฮ้าส์’ ที่มี เซจิ โอซาวะ เป็นผู้อำนวยการชักธงดำขึ้นเสา เพื่อเป็นการไว้ทุกข์ ลูชีอา ปาวารอตตี