Articles

ไร้ร่าง ‘ไมเคิล เบรกเกอร์’ รับรางวัล ‘แกรมมี่’ ครั้งที่ 49

michaelbreacker9

เรื่อง : ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ

งานประกาศผลรางวัล ‘แกรมมี่’ เกี่ยวกับดนตรีหลายประเภท ซึ่งจัดขึ้นปีละครั้ง หลังสุดครั้งที่ 49 ณ ‘สเตเพิลเซ็นเตอร์’ ในเมืองแอลเอ สหรัฐอเมริกา เมื่อกลางเดือนที่แล้ว ปรากฏว่า ไร้ร่างของ ไมเคิล เบรกเกอร์ ขึ้นไปรับรางวัลการบรรเลงเดี่ยวแจ๊สยอดเยี่ยม (Jazz Instrumental Solo)
ทั้งนี้เนื่องจากไมเคิล เบรกเกอร์เสียชีวิตไปด้วยโรคมะเร็งในเม็ดเลือด เมื่อวันที่ 13 มกราคม ที่โรงพยาบาลในนครนิวยอร์ก ก่อนการประกาศผล ประมาณหนึ่งเดือน
ไมเคิล เบรกเกอร์ได้รับรางวัล ‘การบรรเลงเดี่ยวแจ๊ส’ จากเพลง Some Skunk Funk ในแผ่นชุด Some Skunk Funk ของแรนดี้ เบรกเกอร์พี่ชาย
แผ่นชุดนี้ยังได้รับรางวัล Large Jazz Ensemble Albumn นักดนตรีประกอบด้วย แรนดี้ เบรกเกอร์ เป็นหัวหน้าวง และเป่าทรัมเป็ต ไมเคิล เบรกเกอร์ เป่าเทเนอร์แซ็กโซโฟน และเพื่อนๆ นักดนตรี จิม เบียร์ด, วิลล์ ลี, ปีเตอร์ เอิร์สกิน, มาร์ซิโอ

Some Skunk Funk ไม่ใช่เพลงใหม่ แรนดี้แต่งไว้ตั้งแต่ปี 1975 บรรเลงอัดแผ่นเสียงครั้งแรกในปีเดียวกันชื่อชุด The Brecker Bros. แผ่นตรา ‘อริสตา’ สองพี่น้องแสดงบทบาทการเล่นเต็มที่ เครื่องเป่ามี เดวิด แซนบอร์น ช่วยเป่าอัลโตแซ็กโซโฟน กลุ่มริธึ่มแน่นปึ๊ก ดอน โกรลนิค เล่นคีย์บอร์ด วิลล์ ลี ดีดเบส ฮาร์วี เมสัน (กลอง) ราล์ฟ แม็คโดนัลด์ (เพอร์คัสชั่น) เฉพาะเพลง Some Skunk Funk ฮาร์วีอัดเต็มที่ ‘ฟั้งกี้’ เป็นแนวที่เขาถนัดอยู่แล้ว ฮาร์วีโด่งดังจากดนตรีแนวนี้ตั้งแต่ครั้งเล่นกับ เฮอร์บี แฮนค็อค และวง ‘เฮดฮันเตอร์ส’

Some Skunk Funk เป็นเพลงที่ท้าทายฝีมือการเล่นของนักดนตรี ตอนเริ่มท่อนแรก ค่อนข้างเข้าใจยาก เป็นรูปแบบของเพลงที่แนวทางคอร์ดส่อไปในทาง ‘เอโทนัล’ (Atonal) ซ้ำยังแทรกด้วย ‘ออดไทม์’ (Odd time) เป็นเพลง ‘ฟั้งค์’ ที่ไม่ธรรมดา บางช่วงแรนดี้วางแนวการบรรเลงเหมือนจงใจจะพิสูจน์คนเล่นว่ามีฝีมือแค่ไหน…ความเด่นหลายประการของ Some Skunk Funk ทำให้แรนดี้ตัดสินใจนำเพลงนี้มาบรรเลงใหม่ โดยใช้ชื่ออัลบั้มว่า Some Skunk Funk
ก่อนหน้านี้ไมเคิล เบรกเกอร์ นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนยิ่งใหญ่แห่งวงการดนตรีแจ๊ส ได้รับรางวัล ‘แกรมมี่’ มาหลายครั้ง

ปี 1995 ไมเคิลได้รับรางวัล ‘แกรมมี่’ จากแผ่นชุด Out Of The Loop ถึง 2 รางวัล รางวัลแรก African Skies เพลงที่เขาแต่งเป็น ‘เพลงบรรเลงยอดเยี่ยม’ รางวัลที่สองเป็น ‘ผู้บรรเลงแจ๊สร่วมสมัยยอดเยี่ยม’
ปีถัดมา ไมเคิลได้รับรางวัลผู้โซโลแจ๊สยอดเยี่ยมเพลง Impressions จากแผ่นชุด Infinity ที่เขาร่วมเล่นกับ แม็คคอย ไทเนอร์ อดีตนักเปียโนวง จอห์น โคลเทรน อันลือชื่อ และยังทำให้ Infinity ได้รับรางวัล ‘วงแจ๊สยอดเยี่ยม’ อีกหนึ่งรางวัล
ไมเคิล โปรดปรานแนวการเล่นของ จอห์น โคลเทรน เขาไม่เคยเล่นกับแม็คคอยมาก่อน ตราบจนกระทั่งช่วงมกราคมปี 1995 ทั้งสองโคจรมาเจอกันที่ ‘โยชิ’ แจ๊สคลับชื่อดังแห่งเมืองโอคแลนด์ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ ซานฟรานซิสโก ได้ว่าจ้างให้ทั้งคู่เล่นรวม 6 คืน

บนเวที ‘โยชิ’ ไมเคิลเล่นเฉพาะเทเนอร์แซ็กโซโฟนเท่านั้น ไม่ใช้เครื่องเป่าไฟฟ้าที่มีชื่อย่อว่า EWI เพื่อต้องการให้เป็นวงแจ๊สเสียงธรรมชาติ แม็คคอย นั่งเล่นเปียโน ‘สไตน์เวย์’ พร้อมกับนักดนตรีประจำวงอีกสองคนคือ แอเวอรี ชาร์ป (เบส) และแอรอน สกอตต์ (กลอง) สไตล์การบรรเลงเน้น ‘ฮาร์ดบ็อพ’ ทุกคนเล่นเข้ากันเหมือนเคยเล่นด้วยกันมาเป็นเวลาแรมปี กองเชียร์ข้างเวทีนอกจากผู้นิยมแจ๊สแล้ว ยังมีนักเทเนอร์แซ็กโซโฟนดาวรุ่งในช่วงนั้น โจชัว เรดแมน, แดนนี แครอน นักกีตาร์วงชาร์ลส์ บราวน์ และ รูธ เดวิส นักเบสรวมอยู่ด้วย…ผลจากการเล่นด้วยกันทำให้แม็คคอย ไทเนอร์ เกิดความคิดออกแผ่นชุด Infinity
แทบไม่น่าเชื่อว่ากว่าไมเคิลจะได้ออกแผ่นในนามของเขาเอง ชุดแรก Tour De Force กับบริษัทแผ่นเสียง ‘อิมพัลส์’ ในปี 1987 เขาใช้เวลาคลุกคลีอยู่กับวงการดนตรีนานเกือบ 20 ปี เล่นอัดแผ่นให้ใครต่อใครมาทั้งหมดมากกว่า 400 ชุด

ไมเคิลผูกพันกับดนตรีมาตั้งแต่เด็ก เขาเกิดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 1949 ที่เมืองฟิลาเดลเฟีย ในครอบครัวดนตรี พ่อเป็นนักเปียโนแจ๊สกึ่งอาชีพ แรนดี้พี่ชายซึ่งอายุมากกว่าเขา 3 ปี เป่าทรัมเป็ต สองพี่น้องเรียนในโรงเรียนแถวชานเมือง เครื่องดนตรีที่พอจะมีให้หัดมีเพียงทรัมเป็ตกับคลาริเน็ต ไมเคิลไม่อยากเล่นทรัมเป็ตไปเรียนเป่าคลาริเน็ต ทั้งๆ ที่ไม่ชอบ
เขาเรียนดนตรีกับ วินซ์ ทรอมเบตตา และ โจ อัลลาร์ด เริ่มแรกเขาสนใจดนตรีร็อค ฟังวง ‘ครีม’ ที่มีเอริก แคลปตัน เป็นนักดนตรีหลัก ชอบคิง เคอร์ทิส นักแซ็กโซโฟนบลูส์ และจิมี เฮนดริกซ์ เหมือนวัยรุ่นทั่วไป จากนั้นจึงหันมาสนใจดนตรี “บีบ็อพ” ชอบแจ๊สเหมือนพ่อแม่ ไมเคิลเปลี่ยนไปหัดอัลโต แซ็กโซโฟน คงจะเป็นเพราะได้ฟังแผ่นของแคนนอนบอล แอดเดอร์ลี ที่แรนดี้ทิ้งไว้ให้ฟัง
หลังจบมัธยมไมเคิลเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยอินเดียนา ในบลูมมิงตัน เขาเปลี่ยนจาก อัลโตแซ็กซ์ไปเล่นเทเนอร์แซ็กโซโฟน เมื่อได้ฟังแผ่นชุด Live At Birdland ของ จอห์น โคลเทรน ชอบแนวความคิดการใช้ ‘โหมด’ ที่ไม่เคยฟังจากที่ใดมาก่อน เขาตามเก็บแผ่นของ จอห์น โคลเทรน

ไมเคิลตามไปฟังการบรรเลงของ จอห์น โคลเทรน ที่มหาวิทยาลัย ‘เทมเพิล’ ในช่วงปลายที่โคลเทรนเล่นกับ ฟาโรห์ แซนเดอร์ส…
ไมเคิลเรียนที่อินเดียนาแค่ปีเดียวก็ตัดสินใจไปนิวยอร์ก ซึ่งแรนดี้ปักหลักอยู่ที่นั่น 4 ปีแล้ว ไมเคิลเล่นดนตรีเป็นอาชีพครั้งแรก ในวงที่เล่นเพลงประเภท ‘ริธึ่ม แอนด์บลูส์’ หรือ ‘อาร์ แอนด์บี’… ที่นิวยอร์ก ไมเคิลเล่นกับนักกีตาร์ จอห์น แอเบอร์ครอมบี แรนดี้ เบรกเกอร์ และ บิลลี ค็อบแฮม มือกลองทรงพลัง แล้วร่วมกันก่อตั้งวง ‘ฟิวชั่น’ ชื่อวง ‘ดรีมส์’ รวมกันแค่ช่วงสั้นๆ
ระหว่างปี 1973-74 ไมเคิลเข้าไปเล่นในวงฮอเรซ ซิลเวอร์ ที่มีแรนดี้เล่นอยู่ก่อนแล้ว

ผลงานชุด Michael Brecker ที่อัดกับ “เอ็มซีเอ/อิมพัลส์” ได้เพื่อนนักดนตรีชั้นแนวหน้าช่วยเล่นให้ เบสฝีมือเยี่ยม ชาร์ลี เฮเดน นักกีตาร์มือดีอย่างแพ็ต เมธีนี กลองโดยแจ็ค ดีจอห์นเนตต์ และนักเปียโนที่กำลังมาแรงในช่วงนั้น เคนนี เคิร์คแลนด์ ทำให้ชื่อเสียงของไมเคิลเป็นที่รู้จักของนักฟังแจ๊สกว้างขวางขึ้น
ถัดมาเพียงปีเดียวไมเคิลออกชุด Don’t Try This At Home มีนักดนตรีรุ่นใหม่ไฟแรงเข้ามาเสริมหลายคน ไมค์ สเติร์น (กีตาร์) โจอี้ คัลเดอรัซโซ (เปียโน) เจฟฟ์ แอนดรูส์ (เบส) อดัม นัสบอม (กลอง) ได้รับคำชมจากบรรดานักวิจารณ์ แต่แผ่นขายไม่ดีเท่าที่ควร

อีกสองปีต่อมา เขาออกแผ่น Now You See It…Now You Don’t ทิ้งช่วงไปหลายปี ไมเคิลสร้างความฮือฮาด้วยชุด Tales From The Hudson
ปี 1999 แผ่นชุด Time Is Of The Essence ที่จัดว่าเป็นชุดที่ดีของไมเคิลชุดหนึ่งมีนักดนตรีรุ่นเก่าฝีมือเยี่ยม เอลวิน โจนส์ อดีตมือกลองของ จอห์น โคลเทรน ร่วมเล่นด้วย
แผ่นชุด Nearest Of You:The Ballad Book ที่ไมเคิลได้รับอิทธิพลจากชุด Ballad ของ จอห์น โคลเทรนที่ออกในปี 2002 จัดเป็นแผ่นชุดที่น่าฟังอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่เลือกสรรเพลงไพเราะและมีความหมายเท่านั้น เขายังเลือกนักดนตรีฝีมือเยี่ยมที่เคยร่วมงานกันมาช้านาน เขานำเอาเพลงดังของเจมส์ เทย์เลอร์ Don’t Let Me Be Lonely Tonight มารวมอยู่ในแผ่นชุดนี้และยังเชิญเจมส์ เทย์เลอร์มาร้องให้เป็นพิเศษอีกด้วย

ผลงานสุดท้ายชุด Wide Angles ที่ออกในปี 2003 บรรเลงโดยวงขนาด 15 เครื่อง ทำให้ไมเคิล เบรกเกอร์ได้รับรางวัล ‘แกรมมี่’
จากนั้นไมเคิลช่วยทำให้ชุด Direction In Music ของเฮอร์บี แฮนค็อค แสดงสดที่ ‘แมสซ์ฮอล’ ได้ชิงรางวัล ‘แกรมมี่’
ไมเคิล เบรกเกอร์ร่วมกับนักเทเนอร์แซ็กโซโฟนอีกสองคนคือ เดฟ ลีบแมน และ โจ โลวาโน บันทึกแผ่นชุด Gathering Of Spirits แผ่นตรา ‘เทลาร์ค’ ในปี 2004 เป็นผลงานสุดท้ายที่สมบูรณ์แบบ ส่วน Pilgrimage ที่จะออกเผยแพร่เร็วๆ นี้ดูเหมือนยังไม่แล้วเสร็จดี

หมายเหตุ : ข้อมูลจากคุณต้น ยูนิเวอร์ซัล มิวสิค กรุ๊ป (ประเทศไทย) แจ้งมาว่า อัลบั้มชุด Pilgrimage กำลังจะออกวางขายเร็วๆ นี้ รายละเอียดความคืบหน้า ติดตามได้ที่เว็บไซต์แห่งนี้ / JazzLife Editor



เชอร์ลีย์ ฮอร์น เปียโน-เสียงร้องที่ผสานเป็นหนึ่ง

264

เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์

เมื่อเอ่ยถึง เชอร์ลีย์ ฮอร์น มีบางแง่มุมเกี่ยวกับตัวเธอที่ควรแก่การพูดถึงอยู่เช่นกัน อย่างน้อยที่สุด เธอไม่ใช่นักร้องในแบบฉบับที่นักฟังแจ๊สกระแสหลักรู้สึกคุ้นเคย ฮอร์น มีแบบฉบับอันเฉพาะตัวกว่านั้น และนั่นอาจจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักฟังบางกลุ่มไม่นิยมชมชอบเธอเท่าที่ควร

แต่อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่า ยังมีนักฟังบางกลุ่มสามารถเข้าถึง และสัมผัสแง่มุมเชิงสุนทรียะจากการร้องและการเล่นเปียโนของเธอได้บ้างกระมัง
ผมเคยเขียนถึง เชอร์ลีย์ ฮอร์น มาแล้วครั้งหนึ่ง คราวนั้น ผมหยิบอัลบั้ม I Love You, Paris เมื่อปี ค.ศ.1994 มาแนะนำ โดยฮอร์นเคยร้างราวงการเพลงไปนานนับสิบๆ ปี เพื่อทำหน้าที่แม่ กระทั่งลูกสาวของเธอแต่งงานมีครอบครัวไปในที่สุด เธอจึงกลับคืนวงการอีกครั้ง
การกลับมาของเธอได้รับความสนใจจากประชาคมแจ๊สล้มหลาม และเมื่อโคจรมาพบกับนักแต่งเพลงอย่าง จอห์นนี แมนเดล ซึ่งคลี่คลายมาเป็นอัลบั้ม Here’s To Life เมื่อปี ค.ศ.1992 ความสำเร็จทำให้ ฮอร์น สถาปนาตนเองกลายเป็นนักดนตรีแจ๊สระดับแนวหน้าไปโดยปริยาย

แม้ผลงานส่วนมากของเธอ หากฟังอย่างผิวเผินอาจจะยากแก่การเข้าถึงอยู่บ้าง เพราะไม่มีสัมผัสของความเป็นป๊อปเพียงพอ แต่ด้วยเสน่ห์จากฝีมือการร้อง และการเล่นเปียโนของเธอนั้น ก็มีความหอมหวานไม่น้อยสำหรับคอเพลงตัวจริงที่อยากจะรู้จักเธออย่างลึกซึ้งจริงจัง
หลังจาก I Love You, Paris ผมยังติดตามศิลปินคนโปรดคนนี้มาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นอัลบั้ม The Main Ingredient, Loving You จนถึง I Remember Miles ซึ่งเป็นอัลบั้มที่บ่งบอกถึงมิตรภาพระหว่างนักดนตรี 2 คน คือ ฮอร์น และ ไมล์ส เดวิส
เพราะ Embers and Ashes อัลบั้มแรกของ เชอร์ลีย์ ฮอร์น ที่ออกกับสังกัดเล็กๆ แห่งหนึ่ง ในปี ค.ศ.1960 ที่มี Softly as a Morning Sunrise เป็นเพลงเด่นนั่นแท้เชียว เป็นเหตุให้เธอได้รู้จักกับ ไมล์ส เดวิส ในเวลาต่อมา

เริ่มจาก เดวิส สนใจผลงานของนักเปียโนโนเนมคนนี้ จึงเชื้อเชิญให้เธอมาเล่นเป็นวงเปิดให้แก่เขาในการแสดงดนตรีที่ “วิลเลจ แวนการ์ด” คลับแจ๊สชื่อดังในนครนิวยอร์ก โดยเดวิสบอกแก่เจ้าของคลับว่า เขาจะไม่เล่นดนตรีงานนั้นเป็นอันขาด หากทางคลับไม่เปิดโอกาสให้นักดนตรีไร้ชื่อเสียงอย่างเธอเปิดการแสดงก่อนหน้าเขา
หลังจากการแสดงสดที่ วิลเลจ แวนการ์ด แล้ว ฮอร์นได้อัดแผ่น 2 ชุดกับ ควินซี โจนส์ ภายใต้สังกัดเมอร์คิวรี ชุดหนึ่งกับวงใหญ่ของ ควินซี โจนส์ อีกชุดเป็นวงสวิงผสมบ็อพ ประกอบด้วยนักดนตรีชั้นนำอย่าง แฮงก์ โจนส์, เคนนี เบอร์เรล, โจ นิวแมน และ แฟรงค์ เวสส์

264-2

ฮอร์น ทำวงทริโออีกครั้ง กับ บิลลี ฮาร์ท และ บัสเตอร์ วิลเลียมส์ โดยมีงานบันทึกเสียงออกกับสังกัด “สตีพเปิลเชส” หลังจากนั้นเธอกลับไปอยู่บ้านที่วอชิงตัน แต่ยังไม่ละทิ้งดนตรีเสียทีเดียว เธอเจียดเวลาเล่นดนตรีในคลับท้องถิ่น โดยมี ชาร์ลส์ เอเบิลส์ เล่นเบสและ สตีฟ วิลเลียมส์ ตีกลองให้ ซึ่งทั้งคู่ได้กลายมาเป็นแบ็คอัพคู่ใจมาตราบจนทุกวันนี้
อย่างไรก็ตาม การห่างไกลจากศูนย์กลางอุตสาหกรรมบันทึกเสียง ทำให้เธอหาโอกาสทำอัลบั้มได้ยาก จนกระทั่งในปี ค.ศ.1986 ภายใต้การแนะนำของ ริชาร์ด ซีเกล สังกัด เวิร์ฟ จึงได้เซ็นสัญญากับฮอร์น พร้อมวงทริโอของเธอ ออกอัลบั้ม I Thought About you (1987) ซึ่งเป็นบันทึกการแสดงสดที่ ไวน์ สตรีท บาร์ แอนด์ กริลล์ ในฮอลลีวูด

ฮอร์นกลับคืนสู่ห้องบันทึกเสียงอีกครั้ง โดยมีอัลบั้มยอดนิยมชุด You Won’t Forget Me ซึ่งมี ไมลส์ เดวิส และ ทู้ท ธีเลมานส์ มาร่วมงาน มีอัลบั้มคลาสสิกอย่าง Here’s to Life ซึ่งติดอันดับ 1 ของ ชาร์ทบิลบอร์ดแจ๊สนานถึง 17 สัปดาห์ และแน่นอนอัลบั้มที่แฟนเพลงแนวโซลแจ๊สพลาดไม่ได้ Light Out of Darkness ซึ่ง ฮอร์น สร้างสรรค์ขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่ เรย์ ชาร์ลส์ ในปี ค.ศ.1993

“ฉันต้องการเล่นดนตรีด้วยแรงสิเน่หา มันคือเลือดเนื้อของฉัน มันคือชีวิตของฉัน”
นักเปียโนวัย 71 ปีคนนี้ เกิดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1934 ที่เมืองวอชิงตัน เริ่มเล่นเปียโนเมื่ออายุ 4 ขวบ เธอเคยได้โอกาสเรียนที่สถาบันจูลลิอาร์ด แต่ไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอ กระทั่งต่อมาจึงเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาวเวิร์ด ในส่วนของ “จูเนียร์ สกูล ออฟ มิวสิค” ซึ่งเปิดสอนสำหรับเด็กเล็ก เธอเรียนวิชาดนตรีคลาสสิก ก่อนจะให้ความสนใจดนตรีแจ๊สในเวลาต่อมา
ฮอร์น เริ่มต้นทำวงทริโอของเธอ นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1954 จนเริ่มเป็นที่รู้จักช่วงต้นทศวรรษ 1960

264-3

เช่นเดียวกับนักเปียโนหลายคน เชอร์ลี ฮอร์น เริ่มให้ความสนใจการร้องเพลงเมื่อค้นพบว่าความเป็นนักร้องช่วยให้เธอหาเงินจากการแสดงดนตรีได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แตกต่างจากศิลปินคนอื่นๆ อยู่ตรงที่เธอผสานความสามารถทั้งสองให้เป็นเนื้อเดียวกันจนไม่อาจแยกแยะออกจากกันได้ เหมือนดังที่ โจเอล ซีเกล กล่าวว่า “(ฮอร์น) ผสมเสียงร้องและเปียโนให้เป็นการแสดงออกที่เป็นหนึ่งเดียว”

ที่น่าสนใจ ก็คือ ฮอร์น มีความสามารถในการเข้าถึงเนื้อหาของบทเพลงได้อย่างลึกซึ้ง เธอถ่ายทอดได้อย่างแม่นยำ และยังแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเองไปพร้อมๆ กันด้วย ซึ่งตรงจุดนี้ นักฟังอาจจะต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคยกับแนวทางเฉพาะตัวของเธอให้ได้เสียก่อน

ผลงานในระยะหลังของ ฮอร์น ประกอบด้วยอัลบั้ม You’re My Thrill (2001) ซึ่งเป็นการโคจรมาพบกันอีกครั้งระหว่างผู้อาวุโสทั้งสอง ฮอร์น กับ จอห์นนี แมนเดล หลังจากฝากอัลบั้มระดับคลาสสิกอย่าง Here’s To Life ไปเมื่อหลายปีก่อน และ อัลบั้ม May Music Never End (2003) บรรจุเพลงป๊อป และ เพลงสแตนดาร์ด รวมถึงผลงานของ เดอะ บีเทิลส์ และ มิเชล เลอกรองด์
เชอร์ลีย์ ฮอร์น เสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ค.ศ.2005



Madeleine Peyroux ปัดฝุ่นเพลงเก่าสู่โลกใหม่

255

เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์

ถ้าการฟังเพลงจากอัลบั้มเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นเวลายาวนานหลายชั่วโมงอย่างต่อเนื่อง เป็นเสมือนบทสนทนาออกรสออกชาติกับเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอะเจอกันเสียนาน อัลบั้ม Careless Love ของ มาดเดอลีน เปย์รูซ์ (Madeleine Peyroux) ให้ประสบการณ์เทียบเคียงความรู้สึกเช่นนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย
เหนืออื่นใด ผมไม่มีประสบการณ์การฟังดนตรีแบบนี้มานานแล้ว และนั่นพลอยทำให้ค้นพบความจริงข้อหนึ่งว่า ตัวเองกำลังหลงใหล หรือไม่ก็หิวกระหายอย่างล้นเหลือ กับสุ้มเสียงดนตรีที่มีลักษณะเฉพาะบางอย่างของนักร้องสาวชาวอเมริกันเชื้อสายฝรั่งเศสคนนี้ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา กลับหลงลืม ไม่รู้ตัว เพราะมัวพะวงอยู่กับความสนใจด้านอื่น
พลันที่แผ่นซีดีชุด Careless Love เดินทางมาถึงมือ ความทรงจำเก่าๆ ก็ผุดพรายขึ้น ผมนึกถึงอัลบั้ม Dreamland (1996) ของสาวน้อยคนนี้ ซึ่งออกกับสังกัด “แอตแลนติค” ตอนที่เธออายุอานามราว 22 ปี เมื่อ 8 ปีก่อนได้ชัดเจน
โน้ตจากเสียงร้องไม่กี่ตัวแรกของเพลงเปิดอัลบั้ม Walkin’ After Midnight เพลงเก่าที่เคยขับขานโดย “พาสซี ไคลน์” เชื่อมโยงโลกแห่งอดีตกาลกับโลกดนตรีร่วมสมัยได้อย่างน่าทึ่ง ใครจะคาดคิดว่านักร้องสาวหน้าใสในคราวนั้น จะร้องเพลงรุ่นคุณปู่คุณย่าได้เนียนนุ่ม แต่รักษาน้ำหนักอย่างพอเหมาะ เสียงร้องของเธอเข้มได้ที่ ไม่เบาหวิวดุจปุยนุ่นเหมือนนักร้องรุ่นราวคราวเดียวกัน
ผมเชื่อว่ามีคนหลงรักเธอมากยิ่งขึ้น จากเสียงร้องที่ถ่ายทอดไว้ใน La Vie en Rose เพลงเก่าของ “เอดิธ เพียฟ” ซึ่งลีลาอันจะแจ้งราวกับสาวมั่น ทำให้เพลงที่เดิมเคยเป็นสมบัติของนักร้องคนก่อน เปลี่ยนมาเป็นเพลงควบคุมในน้ำมือ(เสียง)ของเธอได้อย่างง่ายดาย

255-2

อันที่จริง มาดเดลีน เปย์รูซ์ ประสบความสำเร็จอย่างงดงามจากอัลบั้มในครั้งนั้น ยอดขาย 200,000 แผ่น อาจจะไม่ใช่สเกลใหญ่โตสำหรับตลาดเพลงป๊อป แต่สำหรับตลาดเพลงเฉพาะกลุ่ม มาดเดลีน ได้สถาปนาตัวตนของเธอขึ้นมาให้แฟนเพลงได้รู้จักแล้ว
อย่างไรก็ตาม นักร้องสาวเว้นช่องว่างอยู่นานถึง 8-9 ปี กว่าจะออกอัลบั้มชุดที่ 2 ในชีวิตของเธอ กระแสข่าวระบุว่าเธอหลบไปพักหายใจระยะหนึ่ง หลังจากกรำงานหนักนับปี มีงานแสดงในเทศกาลดนตรีต่างๆ รวมถึง ลิลิธ แฟร์ เวทีสำแดงพลังของศิลปินหญิงที่จัดโดย ซาราห์ แมคลาคแลน

มาดเดลีน กลับไปหาเวทีแสดงออกแบบเก่าที่คุ้นชิน นั่นคือการเล่นดนตรีข้างถนนในกรุงปารีสที่เธอรักและหลงใหลมานาน ก่อนจะหวนคืนสู่วงการเพลงอีกครั้ง ด้วยการเซ็นต์สัญญาออกแผ่นกับสังกัด “ราวน์เดอร์” หลังความสำเร็จอย่างถล่มทลายของ นอราห์ โจนส์ เมื่อ ปี ค.ศ. 2002 ซึ่งจุดพลุให้ผู้คนทั่วโลกหันมาสนใจดนตรีแนวนี้กันมากขึ้น

255-3

ที่ผ่านมา มีบทวิเคราะห์การก้าวขึ้นมาของนักร้องหญิงรุ่นใหม่หลายต่อหลายคนว่า อิงอยู่กับกระแสความนิยมที่มีต่อ นอราห์ โจนส์ ในจำนวนนี้รวมนักร้อง รีเบ็คกา มาร์ติน (Rebecca Martin) แห่งวง วันซ์ บลู (Once Blue) และ มาดเดลีน เปย์รูซ์ เอาไว้ด้วย
แต่โดยเนื้อแท้แล้ว นักร้องทั้ง 2 คนหลังที่ผมหยิบมากล่าวถึงนั้น พวกเธอมีผลงานเป็นทางเลือกในแวดวงดนตรีก่อนหน้าการปรากฏตัวของ นอราห์ โจนส์ ราว 7-8 ปีด้วยซ้ำไป และเป็นที่สังเกตว่า รีเบ็คกา เคยทำงานร่วมกับ เจสซี แฮร์ริส ในฐานะศิลปินดูโอ “วันซ์ บลู” เช่นเดียวกับที่ มาดเดลีน ก็รู้จักกับ เจสซี มาก่อนหน้านี้แล้วเช่นกัน อีกทั้งในอัลบั้มใหม่ เธอยังแต่งเพลง Don’t Wait Too Long ร่วมกับเขาอีกด้วย
พิจารณาจากความเป็นไปของวงการ เราอาจจะสรุปอย่างหยาบๆ ถึงความเปลี่ยนแปลงหลัก 2 ประการ แรกสุด-ความสำเร็จของ นอราห์ โจนส์ เปรียบเสมือนประตูที่เปิดกว้างให้นักร้องหญิงแนวทางเลือกทั้งหลายได้มีโอกาสแสดงออกมากขึ้น ต้นสังกัดต่างๆ เริ่มเปิดใจยอมรับนักร้องเหล่านี้มากขึ้น

ประการหลัง-แนวทางของ นอราห์ โจนส์ และนักร้องหญิงคนอื่นๆ ที่มีพื้นเพทางดนตรีที่แตกต่างกันไป มีผลให้ภาพลักษณ์นักร้องแจ๊สหญิงปรับเปลี่ยนไปจากความเข้าใจเดิมพอสมควร อย่างน้อยที่สุด ก็แตกต่างไปจากยุคสมัยของ บิลลี ฮอลิเดย์, เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์, ซาราห์ วอห์น มาสู่ยุคสมัยที่มีการผสมผสานและปรุงแต่งเพลงร้องจากกลิ่นอายและอิทธิพลดนตรีประเภทอื่นมากขึ้น
ตัวอย่างปรากฏหราในอัลบั้ม Careless Love ของ มาดเดลีน เปย์รูซ์ เริ่มกันตั้งแต่เพลงแรก Dance Me to the End of Love เธอได้รับแรงบันดาลใจมาจากเพลงเก่าของกวีและนักร้องชาวแคนาดา เลียวนาร์ด โคเฮน ซึ่งเป็นเพลงแรกในอัลบั้ม Various Positions ของเขาเมื่อปี ค.ศ.1985
พลังของถ้อยคำ ความหมายของเพลงรักที่ไม่ธรรมดา ท่วงทำนองอันพริ้วไหว ผ่านเสียงร้องของ มาดเดลีน ที่มีจริตจก้านละม้ายม้ายคล้ายคลึงกับ บิลลี ฮอลิเดย์ ขับเคลื่อนไปบนบีทอันโยกโยนของภาคริธึ่มเซคชั่น นำคุณเข้าสู่โลกแห่งเสียงเพลงของเธอได้อย่างง่ายดาย

Don’t Cry Baby และ Careless Love เป็นเพลงที่เธอได้รับอิทธิพลมาจากการร้องของ เบสซี สมิธ ราชินีเพลงบลูส์ ที่นักฟังรุ่นใหม่หาโอกาสฟังได้ยาก เพราะเป็นเพลงเก่าย้อนกลับไปสู่ยุคทศวรรษ 1920-30s โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Careless Love ได้รับการยกย่องให้เป็น “คลาสสิก บลูส์” ที่ประพันธ์โดย วิลเลียม คริสโตเฟอร์ แฮนดี (W.C.Handy) เจ้าของเพลงอมตะอย่าง Memphis Blues และ St. Louis Blues
เสียงออร์แกนในเพลง Careless Love คลอเคลียไปกับเสียงร้องของ มาดเดลีน ได้อย่างน่าฟัง ทุกอย่างเคลื่อนตัวออกมาพอเหมาะพอดี ไม่ฟูมฟายจนเกินไป เช่นเดียวกับการบรรเลงในภาคริธึ่มเซคชั่นของนักดนตรี ทำได้เรียบง่าย หมดจด แต่มีพลังขับเคลื่อนที่มีชีวิตชีวา

ในอัลบั้มยังมีเพลงบัลลาดเก่าๆ หวานซึ้งและขื่นขม อย่าง No More ที่ บิลลี ฮอลิเดย์ เคยร้องไว้ (อย่าลืมฟังโซโลทรัมเป็ตบาดลึกฝีมือของ ลี ธอร์นเบิร์ก ในเพลงนี้) และเพลง Between the Bars ร้องโดย เอลเลียต สมิธ ในห้วงอารมณ์ที่ใกล้เคียงกัน
ถัดจากยุคบลูส์ คลาสสิก มาดเดลีน คัดสรรเพลงจากยุคสงครามมาให้ฟังกัน ประกอบด้วย Lonesome Road และ J’Ai Deux Amours โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเพลงหลัง จัดเป็นเพชรเม็ดงามในอัลบั้มนี้
เพลงคำร้องฝรั่งเศสของ J’Ai Deux Amours หมายถึง “ฉันมีสองรัก” (I have two loves) ร้องขับขานเป็นครั้งแรกโดย โจเซฟิน เบเกอร์ เมื่อปี ค.ศ.1933 จากนั้นได้กลายเป็นเพลงฮิตในอีกเกือบ 10 ปีต่อมา เมื่อเธอนำไปร้องให้แก่ทหารในกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรที่ฝรั่งเศสช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกลายเป็นเพลงรักระหว่างรบในยามนั้น
ทำนองของเพลงเป็นโฟล์คพื้นบ้านฝรั่งเศสที่มีความโรแมนติคในตัวเอง ด้วยคุณภาพของการบรรเลงและการบันทึกเสียงยุคใหม่ มาดเดลีน ทำให้ภาพความทรงจำสีขาวดำที่ผู้คนมีต่อเพลงนี้ แปรเปลี่ยนเป็นภาพถ่ายสีสดคมชัดขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์

ในอัลบั้มมีเพลงสะท้อนถึงความสนใจที่ มาดเดลีน มีต่อดนตรีคันทรี และโฟล์ค เช่น Weary Blues เพลงเก่าของ แฮงก์ วิลเลียมส์ ที่เธอซึมซับมาตั้งแต่เด็ก ส่วน You’re Gonna Make Me Lonesome When You Go เป็นเพลงของ บ๊อบ ดีแล่น หนึ่งในศิลปินเพลงที่เธอชื่นชอบ

255-4

โดยภาพรวมของ Careless Love คืออัลบั้มเพลงร้องคัพเวอร์ของนักร้องสาวรุ่นกลางๆ ที่ผาดโผนอยู่ในยุทธจักรดนตรีมานานปี แม้เธอเพิ่งมีอัลบั้มออกมาเพียง 2 ชุดก็ตาม แต่ด้วยประสบการณ์ภาคสนามอันโชกโชน มาดเดลีน เปย์รูซ์ เป็นนักร้องที่เติบโตทางวุฒิภาวะ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่เธอเลือกสรรและถ่ายทอดบทเพลงเก่าๆ เหล่านี้ได้อย่างมีเอกภาพ และไม่มีช่องว่างทางความรู้สึกแม้แต่น้อย
ในภาคดนตรี มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม นักดนตรีที่รับงานในครั้งนี้ผ่านการเล่นดนตรีมาหลากแนวทางพอสมควร ไม่ได้จำกัดเฉพาะแนวแจ๊สเหมือนอัลบั้มก่อน ดีน พาร์ค เป็นมือกีตาร์ที่มีความรู้รอบตัวดี, แลร์รี โกลดิ้ง มีฐานความเข้าใจต่อดนตรีบลูส์และอิมโพรไวเซชั่น ขณะที่ เดวิด พิลช์ และ เจย์ เบลโรส ทำหน้าที่ในส่วนของเบสและกลองได้อย่างไร้ที่ติ โปรดิวซ์โดย แลร์รี ไคลน์ ซึ่งเคยร่วมงานกับศิลปินอย่าง โจนี มิทเชล และ ฌอว์น โคลวิน

จุดเด่นของอัลบั้มยังอยู่ที่งานทำมาสเตอริ่งฝีมือของ เบอร์นี กรุนด์แมน แม้ว่าในหลายๆ เพลงของอัลบั้ม จะบันทึกเสียงต่างสถานที่กัน (ฮอลลีวูด และเวนิซ) แต่บรรยากาศโดยรวม ความต่อเนื่องจากแทร็คหนึ่งไปยังอีกแทร็คหนึ่ง ทำได้อย่างแนบเนียน ซึ่งหากไม่ฟังอย่างสังเกตสังกาหรือจับผิดจริงๆ คงบอกไม่ได้ว่ามีการใช้งานสตูดิโอมากกว่า 1 แห่งในอัลบั้มนี้
ที่ผ่านมา เคยมีน้ำเสียงดูหมิ่นดูแคลนการนำเพลงเก่ามาร้องใหม่ หรือที่เรียกว่า คัพเวอร์ เวอร์ชั่น ว่าไม่ได้ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ แต่ในมุมมองของผมนั้น กลับเข้าใจเรื่องนี้ไปอีกแบบหนึ่ง ในด้านหนึ่ง หากเป็น คัพเวอร์ เวอร์ชั่น เพลงที่กำลังฮิต เราอาจจะสรุปได้ว่างานของศิลปินคนนั้นๆ คงไม่มีคุณค่าอะไรมากนัก

แต่ถ้าเป็นการนำงานที่ซุกอยู่ตามเงื่อนเวลาเมื่อครั้งอดีต หยิบมาปัดฝุ่นแล้วถ่ายทอดใหม่ ด้วยความรู้สึกรักและศรัทธา ดังกรณีของ มาดเดลีน เปย์รูซ์ หรือนักร้องคนใดก็ตามในลักษณะนี้ ผมกลับเห็นว่าเป็นการทำงานที่มีคุณค่าไม่น้อย อย่างน้อยที่สุด นี่คือการเชื่อมโยงทางดนตรีระหว่างโลกเก่าและโลกใหม่ได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
อย่าลืมนะครับว่า การสร้างสรรค์ผลงานในวงการดนตรีนั้น มีอยู่ 2 ส่วนหลักๆ ส่วนแรกคืองานของนักแต่งเพลง (Composers) อีกงานหนึ่งคืองานของนักร้องและนักบรรเลง (Performers) แค่ทำได้ดีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้คนก็แซ่ซ้องสรรเสริญแล้ว แต่ถ้าทำได้ดีทั้ง 2 ด้าน ก็นับว่าไม่ธรรมดาทีเดียว

ด้วยวัตถุดิบที่มีอยู่มหาศาลในโลกใบเก่า ผมคิดว่า มาดเดลีน เปย์รูซ์ ยังมีอะไรดีๆ ให้เราติดตามฟังในอัลบั้มต่อๆ ไป นอกเหนือจากความพยายามส่วนตัวของเธอที่จะแต่งเพลงออริจินัลแต่งใหม่ให้ฟัง
แค่เพียง Don’t Wait To Long เพลงใหม่ของเธอในอัลบั้มนี้ ก็นับว่าน่าทึ่งจริงๆ มี “ฟอร์มเข้ม” เชื่อมต่อกับเพลงรุ่นครูทั้งหลายได้อย่างไร้รอยตะเข็บเสียด้วย.

Madeleine Peyroux / Careless Love / Rounder Records
Track : 1. Dance Me to the End of Love, 2. Don’t Wait Too Long, 3. Don’t Cry Baby, 4. You’re Gonna Make Me Lonesome When You Go, 5. Between the Bars, 6. No More, 7. Lonesome Road, 8. J’Ai Deux Amours, 9. Weary Blues, 10. I’ll Look Around, 11. Careless Love, 12. This Is Heaven to Me
Personnel : Madeleine Peyroux , vocals, acoustic guitar ; Dean Parks , guitars ; Larry Goldings , piano , wurlitzer , estey , hammond organ , celeste ; David Piltch , bass ; Jay Bellerose , drums ; Lee Thornburg , trumpet #6 , # 12 ; Scott Amendola , brushes # 10
Recording Date : N/A



เดฟ ดักลาส ไปเหนือพรมแดนทรัมเป็ต

245

เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์

เดฟ ดักลาส เริ่มต้นเป็นที่สนใจในแวดวงดนตรีเมื่อ 10 ปีก่อน ราว ค.ศ.1994 จากอัลบั้มเดี่ยวชุดแรก Parallel Worlds ที่สร้างสรรค์ขึ้นหลังจากผ่านประสบการณ์ทัวร์คอนเสิร์ตกับมือเปียโนฮาร์ดบ็อพ ฮอเรซ ซิลเวอร์ รวมถึงการผ่านงานกับศิลปินสายอวอง-การ์ด อย่าง ทิม เบิร์น และ ดอน ไบรอน มาก่อนหน้านั้น
หากเปรียบเทียบกับนักดนตรีแจ๊สสายอนุรักษ์นิยมอย่าง วินตัน มาร์แซลลิส ซึ่งเป็นนักทรัมเป็ตเหมือนกัน วินตัน เกิดก่อนหน้าเขาเพียง 2-3 ปี แต่แจ้งเกิดในวงการอย่างรวดเร็ว ในทางตรงกันข้าม การเดินทางบนถนนสายดนตรีของ เดฟ อาจไม่รวดเร็วปานนั้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยการหล่อหลอมผ่านประสบการณ์การเรียนรู้อย่างมั่นคง ต่อเนื่องและยาวนาน ก็ได้ให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ ล่าสุด ผลสำรวจความนิยมของนักวิจารณ์ดนตรี โดยนิตยสารดาวน์บีท (Down Beat Critic’s Poll 2004) เลือกให้ เดฟ ดักลาส ได้คะแนนนำโด่ง ทั้งในฐานะนักประพันธ์ดนตรีแห่งปี และนักทรัมเป็ตแห่งปี
ส่วนอัลบั้ม Strange Liberation ของเขา ที่ทำร่วมกับนักดนตรีหัวแถวอย่าง บิลล์ ฟริเซลล์ ติดอันดับสองของอัลบั้มแจ๊สแห่งปี 2004 โดยเป็นรอง Extended Play อัลบั้มบันทึกการแสดงสดที่เบิร์ดแลนด์ของมือเบสมหากาฬ เดฟ ฮอลแลนด์ เท่านั้น

ตลอด 1 ทศวรรษที่ผ่านมา เรื่องราวของ เดฟ ดักลาส ยังไม่มีการบรรจุอย่างเป็นทางการเท่าใดนัก แม้กระทั่งการพิมพ์ซ้ำของ The New Grove Dictionary of Jazz เมื่อปี ค.ศ.1996 ก็ยังไม่ได้บรรจุไว้ ดังนั้น ข้อมูลส่วนตัวพื้นฐานของเขา เท่าที่นักฟังพอจะค้นหาได้ จึงมาจากเว็บไซต์ของเขาเอง รวมถึงเว็บไซต์ของสถาบันดนตรีหลายแห่ง และรายละเอียดที่ปรากฏในอัลบั้มต่างๆ ซึ่งออกมาเกือบ 20 ชุด
เดฟ ดักลาส เกิดเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ค.ศ.1963 ที่เมืองมอนต์แชร์ ในนิวเจอร์ซี แต่มาเติบโตที่มหานครนิวยอร์ก เขาเริ่มต้นเล่นเปียโนเมื่ออายุ 5 ขวบ จากนั้นตามด้วยทรอมโบน ตอนอายุ 7 ขวบ หลังจากนั้น 2 ปี เดฟ ค้นพบว่าเขาเหมาะสมกับทรัมเป็ตมากกว่า

245-2

วัยเยาว์ เดฟ เริ่มต้นเรียนรู้ดนตรีแจ๊สและคลาสสิกในชั้นเรียนมัธยม อันที่จริง เขาฟังตั้งแต่ผลงานของศิลปินร็อคหัวก้าวหน้า อย่าง แฟรงค์ แซปปา ดื่มด่ำกับกระแสธารของแจ๊สร็อคฟิวชั่น จากผลงานของวงมหาวิษณุ ออร์เคสตรา และ ไมล์ส เดวิส โดยมี บิลลี ฮอลิเดย์, จอห์น โคลเทรน, นักแต่งเพลงคลาสสิก อิกอร์ สตราวินสกี และศิลปินโซล สตีวี วันเดอร์ เป็นอิทธิพลทางดนตรีในช่วงเริ่มแรก
เดฟ สนใจการเล่นดนตรีแบบด้นสด (Improvise) มาตั้งแต่สมัยนั้น เขามีปัญหากับการเรียนดนตรีคลาสสิก เพราะไม่พึงใจที่จะบรรเลงชุดตัวโน้ตซ้ำๆ ให้เหมือนเดิม ดังนั้น ประสบการณ์ที่มีค่าในชีวิตของเขา คือการเดินทางไปในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยนที่นครบาร์เซโลนา ประเทศสเปน เมื่อมีอายุ 15 ปี

ระหว่างปี ค.ศ.1981-83 เดฟ เข้าเรียนที่สถาบัน “เบิร์กลี คอลเลจ ออฟ มิวสิค” และ “นิว อิงแลนด์ คอนเซอเวทอรี” ในเมืองบอสตัน ทั้ง 2 แห่ง ศึกษาอยู่เพียงแห่งละ 1 ปี จากนั้นย้ายมาเรียนที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก โดยศึกษาทรัมเป็ตกับ คาร์ไมน์ คารูโซ และออกแสวงหาประสบการณ์เล่นดนตรีแนวแจ๊ส, ฟังก์ และดนตรีทดลองกลุ่มต่างๆ
นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1987 เป็นต้นมา เดฟ ดักลาส เริ่มเติบโตทางดนตรี เขามีโอกาสได้เล่นกับวงดนตรีที่มีชื่อเสียง รวมทั้งมีงานบันทึกเสียงในฐานะไซด์แมนอย่างต่อเนื่อง อาทิ ไมรา เมลฟอร์ด, แอนโธนี แบร็กซ์ตัน, โจ โลวาโน, ยูริ เคน, เฟร็ด เฮิร์ช, แพทริเซีย บาร์เบอร์ รวมทั้งศิลปินในแนวดนตรีอื่นๆ อย่าง ซิโบ แมตโต และ ฌอน เลนนอน

ไม่เพียงงานเล่นทรัมเป็ตเท่านั้น นักดนตรีรุ่นใหม่คนนี้ยังมีบทบาทสำคัญในด้านการประพันธ์ดนตรี เขาได้รับทุนให้แต่งเพลงจากองค์กรหลายแห่ง ในจำนวนนี้รวมถึงกองทุนแห่งชาติเพื่องานศิลปะ ซึ่งมีศิลปินน้อยคนนักที่จะได้รับเกียรติและโอกาสอันดีเช่นนี้
ขณะเดียวกัน เดฟ ได้ผสานงานประพันธ์ดนตรีของเขา ให้สอดรับกับแนวทางการประสมวงดนตรีที่แตกต่างไปจากการจัดวงโดยทั่วไป โดยมีการนำเครื่องดนตรีจำพวกเครื่องสาย (String Instrument) มาใช้ในวงแจ๊สมากขึ้น เช่น ไวโอลินและเชลโล เป็นต้น

จุดเด่นในผลงานของ เดฟ ยังมาจากการพิจารณาความเป็นไปของชีวิต ที่เกี่ยวพันกับโลกและสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาเป็นหนึ่งในนักดนตรีแจ๊สร่วมสมัยไม่กี่คนที่สนใจเรื่องการเมือง และได้นำวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องมาสะท้อนผ่านงานดนตรีของเขาอย่างน่าติดตาม

245-3

ในอัลบั้มแรก Parallel Worlds ออกกับสังกัด “โซล โน้ต” บันทึกเสียงเมื่อปี ค.ศ.1993 ซึ่งเปิดตัวให้ เดฟ ดักลาส เป็นที่รู้จักในวงการนั้น โจทย์ข้อแรกที่ เดฟ โยนเข้าสู่การแลกเปลี่ยนของวงการดนตรีก็คือ โลกอันแตกต่างและดูเหมือนจะทอดยาวไกลเป็นเส้นขนาน ในการสร้างสรรค์งานดนตรี 2 แนวทางหลักๆ ด้วยกัน อันได้แก่ การบรรเลงด้วยความเคารพในบทประพันธ์อย่างเคร่งครัด (composition) กับการบรรเลงด้วยความคิดที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน ณ ขณะนั้น (improvisation) จะเชื่อมโยงกันได้อย่างไร ?

แนวคิดที่ว่าไม่ใช่ของใหม่สำหรับวงการดนตรี เพราะแจ๊สพยายามเชื่อมโยงกับดนตรีคลาสสิกมาตั้งแต่ยุคนิวออร์ลีนส์แล้ว จากนั้นในช่วงทศวรรษ 1950s มีคณะบุคคลที่ผลักดันให้แนวคิดนี้ชัดเจนมากขึ้น นำโดย กุนเธอร์ ชุลเลอร์ ซึ่งได้เรียกแนวทางใหม่นี้ว่า ดนตรีกระแสที่สาม (Third Stream Music)
ใน Parallel Worlds เดฟ ดักลาส ไม่เพียงสานต่อแนวทางของดนตรีกระแสที่สาม หากเขายังหยิบสำเนียงฮาร์ดบ็อพและฟรีแจ๊สมาคลุกเคล้าอย่างพอเหมาะ ภายใต้การประสมวงที่ไม่ธรรมดา ประกอบด้วย ทรัมเป็ต, ไวโอลิน, เชลโล และเบส

ในอัลบั้มถัดมา The Tiny Bell Trio เดฟ ย้ายมาออกกับสังกัด “ซองไลน์ส” ด้วยรูปแบบวงทริโอที่ไม่ธรรมดา มีทรัมเป็ต, กลอง และกีตาร์ จัดเป็นวงทริโอที่ เดฟ ทำงานด้วยค่อนข้างบ่อย โดยได้ผลิตอัลบั้มออกมาอีกหลายชุดหลังจากนั้น ทั้งนี้มีข้อสังกัดว่ารูปแบบการประสมวงชวนให้คิดถึงวงทริโอชื่อดังของ พอล โมเชียน-กลอง, โจ โลวาโน-แซ็กโซโฟน และบิลล์ ฟริเซลล์-กีตาร์ อีกทั้งเสียงกีตาร์ของ แบรด เชปิค ที่เป็นสมาชิกของ ไทนี เบลล์ ก็มีความละม้ายคล้ายคลึงกับแนวทางการเล่นของ บิลล์ ฟริเซลล์ อยู่ไม่น้อย

In Our Lifetime เป็นงานระดับมาสเตอร์พีซที่บันทึกเสียงช่วงปลายปี ค.ศ.1984 ออกกับสังกัด “นิว เวิลด์” ไม่เพียงบทประพันธ์ที่อุทิศให้แด่ บุคเกอร์ ลิตเติล มือทรัมเป็ตที่ เดฟ ได้รับอิทธิพลมาเท่านั้น หากในอัลบั้มนี้ยังมีบทประพันธ์ของ เดฟ อย่าง Bridges และ In Our Lifetime ซึ่งบรรเลงกันอย่างสุดเหวี่ยง ด้วยเครือข่ายของนักดนตรีหัวก้าวหน้า เช่น ยูริเคน-เปียโน, จอช โรสแมน-ทรอมโบน เป็นต้น
ปี ค.ศ.1985 เดฟ ผลิตงานระดับสุดยอดอีกชิ้นคือ Constellations ออกกับสังกัด “แฮท ฮัท” บรรเลงโดยวง ไทนี เบลล์ ที่แม้จะเต็มไปด้วยความสับสน ซับซ้อนแบบ อวอง-การ์ด แจ๊ส แต่มีความลงตัวกว่าชุด ไทนี เบลล์ ทริโอ (ชุดแรก) อย่างเห็นได้ชัด

กลิ่นอายที่โดดเด่นในอัลบั้มนี้คือซาวด์ของเวิลด์มิวสิค ที่แทรกซึมอยู่ในอณูโครงสร้างของดนตรีแจ๊ส โดย เดฟ เรียกการทำงานของวงในครั้งนี้ว่า เป็นวงที่เล่นอิมโพรไวส์ระหว่างแจ๊สกับบอลข่านหรือดนตรีที่กระเดียดไปทางยุโรปตะวันออก และเช่นเคย เดฟ มีผลงานที่พูดถึงบรรยากาศทางสังคมการเมืองที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ อย่าง Taking Sides (การนองเลือดในอดีตดินแดนยูโกสโวลาเกีย) และ Maquiladora (คำศัพท์สเปน ที่อ้างถึงการกดขี่มนุษย์ในโรงงานนรกของคนอเมริกันบริเวณพรมแดนที่ติดต่อกับเม็กซิโก)
Five เป็นอัลบั้มที่กลับมาออกกับสังกัด “โซล โน้ต” อีกครั้ง กับการประสมวง ทรัมเป็ต-เครื่องสาย เหมือนในอัลบั้มแรก ด้วยทิศทางแบบฟรีแจ๊ส ขณะที่ Sanctuary ออกกับสังกัด “อวองท์” ในปี ค.ศ.1996 เป็นโครงการเฉพาะกิจที่มีนักดนตรีมากหน้าหลายตามาสร้างสีสัน

อัลบั้มน่าสนใจมากที่สุดชุดหนึ่งคือ Songs For Wandering Souls ออกกับ “วินเทอร์ แอนด์ วินเทอร์” ในปี ค.ศ.1999 ที่ เดฟ กลับมาทำงานร่วมกับเพื่อนๆ วง ไทนี เบลล์ อีกครั้ง ด้วยบทประพันธ์ส่วนใหญ่ของเขา หากยังได้เลือกสรร Nicht so schnell, mit viel Ton zu Spielen บทประพันธ์ของ โรเบิร์ต ชูมานน์ มาถ่ายทอดในกลิ่นอายแบบแจ๊ส หลังจากได้ฟังการบรรเลงของ เปา คาซาลส์ และ ลีโอโปลด์ มานน์ส ที่บันทึกไว้เมื่อปี ค.ศ.1952

245-4

ช่วงกลางทศวรรษ 1990s เดฟ ดักลาส มีอัลบั้มหลากหลายออกกับสังกัดอื่นๆ อาทิ Live in Europe และ Stargazer ออกกับ “อะราเบค”, Moving Portrait ออกกับ “ดีไอดับเบิลยู” ก่อนย้ายมาอยู่กับสังกัด “อาร์ซีเอ” อย่างถาวรนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1999 เป็นต้นมา

อัลบั้ม Soul on Soul เป็นอัลบั้มเด่นอีกชุดที่แสดงการน้อมคารวะแด่ แมรี ลู วิลเลียมส์ นักเปียโนหญิงระดับตำนาน ที่ เดฟ เลือกเพลงของเธอมาบรรเลงถึง 13 เพลง ตามมาด้วย El Trilogy เป็นผลงานที่ เดอะ ทริชา บราวน์ แดนซ์ คัมปานี ได้มอบหมายให้ประพันธ์ขึ้น โดยหลายเพลงในอัลบั้มนี้ สะท้อนถึงบุคลิกภาพอันอบอุ่นของ เดฟ ดักลาส และทีมงานที่บรรเลงได้อย่างไพเราะงดงาม
At Thousand Evenings คล้ายคลึงกับอัลบั้ม Charms of the Night Sky เป็นวงเชมเบอร์แจ๊สที่บรรเลงด้วยส่วนผสมอันหลากหลายและซับซ้อนในเวลาเดียวกัน อาทิ จังหวะแทงโก, เพลงโฟล์คยุโรปตะวันออก และยิปซี เสียงแอคคอร์เดียนในอัลบั้มนี้ดึงดูดความสนใจได้ดี ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการนำเพลง Goldenfinger จากซาวด์แทร็คหนัง เจมส์ บอนด์ มาปัดฝุ่นใหม่ให้เท่ไปอีกแบบ
เดฟ ดักลาส มีอัลบั้มอีก 2 ชุด คือ Witness และ The Infinite ก่อนจะถึงอัลบั้มล่าสุด Strange Liberation ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งผลงานระดับมาสเตอร์พีซของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย

ในมุมมองของผู้คนในวงการแจ๊ส ความสำเร็จของนักทรัมเป็ตคนนี้ ไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการหยิบองค์ประกอบอันหลากหลายของดนตรีชนิดต่างๆ มาจัดวางไว้ในกรอบความคิดชุดหนึ่งได้อย่างเป็นเอกภาพเท่านั้น หากเขายังได้ต่อยอดกระบวนการสร้างสรรค์งานดนตรีให้ก้าวออกไปจากกรอบเดิมๆ ที่คนรุ่นก่อนหน้าได้สร้างสรรค์ไว้ กลายเป็นงานทดลองที่มีทั้งความสลับซ้อนซ้อนและความงดงามลงตัวในเวลาเดียวกัน

นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้วงการดนตรีแจ๊สยังอุดมไปด้วยเรื่องราวและความเคลื่อนไหวอันสดใหม่ ตราบจนถึงวันนี้.



Intuition มาสเตอร์พีซที่โลกลืม

238

เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์

ความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ในวงการเพลง คือทัศนคติที่ครอบงำวัฒนธรรมการฟังเพลงของคนรุ่นใหม่มาโดยตลอดว่า การฟังเพลงเพื่อสะท้อนให้ผู้คนได้รับรู้ถึงรสนิยมอันวิไล ทันสมัย และใหม่เฉียบนั้น จะต้องเลือกฟังจากผลงานเพลงที่เพิ่งออกใหม่เท่านั้น

บางครั้ง คุณย้อนกลับไปฟังเพลงที่เพิ่งออกวางขายเพียงไม่กี่เดือน อาจจะมีคนร้องอุทานเสียงดังอยู่ข้างๆ ว่า นั่นช่างเป็นเพลงแสนเชยเสียนี่กระไร ทำเอาคนขวัญอ่อน ไม่เชื่อมั่นในสุนทรียภาพของตัวเอง ต้องรีบถอดใจไปเลย นี่ยังไม่นับมรดกทางดนตรีที่มีอายุหลายๆ สิบปี ซึ่งในสายตาของวัยรุ่นทั่วไปอาจเห็นว่า ไม่แตกต่างจากเสียงประหลาดที่เดินทางมาจากยุคจูราสสิคเท่าใดนัก
การฟังเพลงของคนส่วนมากเกี่ยวข้องกับกระแสนิยมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในยุคนี้ ซึ่งพฤติกรรมการเสพฟังถูกกำหนดโดยนักการตลาดค่ายเพลง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ความเข้าใจดนตรี หรือแม้กระทั่งจะชื่นชม ตลอดจนถึงกลไกของสื่อสารมวลชนที่ถูกครอบด้วยธุรกิจ
ดังนั้น โอกาสที่กรอบการรับรู้ของผู้คนจะเปิดกว้างจากเดิม เพื่อแยกแยะเพลงกระแสนิยม กับเพลงที่มีคุณค่าในฐานะงานศิลปะ จึงเป็นเรื่องยากเย็นอย่างยิ่ง
แต่ท่ามกลางความเป็นไปของโลก ในตลาดสินค้าดนตรีกลุ่มก้อนใหญ่ “แมส มาร์เก็ต” (mass market) ก็ยังมีตลาดเฉพาะกลุ่ม “นีช มาร์เก็ต” (niche market) ขึ้นมาพอให้เป็นทางเลือกได้บ้าง โดยมีกระแส “เรโทร” (มาจากคำเต็มๆ ภาษาอังกฤษว่า retrospective) เป็นแนวโน้มของการหวนหาอดีต แฟชั่นย้อนยุค รวมถึงการนำบทเพลงเก่ามาปัดฝุ่นบรรเลงใหม่ ซึ่งมีให้ได้พบเห็นบ่อยครั้งขึ้นในระยะนี้
อย่างไรก็ตาม อัลบั้มที่ผมตั้งใจหยิบมาฝากคุณผู้อ่านในฉบับนี้ ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม “เรโทร” เสียทีเดียว แม้จะเป็นการบันทึกเสียงแก่เก่าที่มีอายุ 40-50 ปีแล้วก็ตาม แต่ผลงานเหล่านี้กลับไม่เชย คร่ำครึ หรือล้าสมัยตรงไหน มิหนำซ้ำ ยังให้ความรู้สึกใหม่สด ราวกับบรรดานักดนตรีเพิ่งบรรเลงให้ฟังกันเบื้องหน้า จัดเป็นทิศทางของความก้าวหน้าในวงการแจ๊สที่ยังเจิดจรัสด้วยประกายความคิดตราบจนถึงวันนี้
สิ่งที่พึงตระหนักก็คือ วงการแจ๊สกระแสหลักให้ความสำคัญแก่สถานภาพของอัลบั้มชุดนี้น้อยเกินไป ทั้งที่มันได้ส่องประกายความเป็น Cool Jazz และ Free Jazz มาแต่อ้อนแต่ออก ก่อนที่ Free Jazz จะได้รับการสถาปนาโดย ออร์เน็ต โคลแมน ในยุคซิกซ์ตีส์ด้วยซ้ำ

Intuition โดย เลนนี ทริสตาโน (1919-1978) และ วอร์น มาร์ช (1927-1987) เป็นผลผลิตที่ค่าย “แคปิตอล แจ๊ส” ปั๊มพ์เป็นซีดีออกมาขายเมื่อปี ค.ศ.1996 ก็จริง (ในบ้านเราจัดจำหน่ายโดย อีเอ็มไอ) แต่สาระสำคัญของอัลบั้มชุดนี้ แบ่งออกเป็น 2 เซสชั่น
นั่นทำให้เราต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ปี ค.ศ.1949 กับเซสชั่นงานบันทึกเสียงที่จัดให้เป็นหนึ่งในความสุดยอดของประวัติศาสตร์แจ๊ส กับส่วนที่เป็น “ออริจินัล อัลบั้ม” ของ เลนนี ทริสตาโน กับวงเซ็กซ์เททของเขา ซึ่งอยู่ในแทร็ค 13-19 ของอัลบั้ม

ส่วนอีกเซสชั่นหนึ่งที่นำมารวมไว้ คือ เซสชั่นของ วอร์น มาร์ช กับวงควินเทท เมื่อปี ค.ศ.1956 ซึ่งอยู่ในแทร็ค 1-12 ของอัลบั้มนี้ เดิมมาจากอัลบั้ม Jazz of Two cities และ Winds of Marsh ที่ออกกับสังกัด “อิมพีเรียล” ตั้งแต่ยุคฟิฟตีส์

การไล่เรียงเพลงของอัลบั้ม Intuition ให้ความรู้สึกแปลกพอสมควรเมื่อแรกฟัง เพราะหยิบเอางานระดับมาสเตอร์พีซไปอยู่ในส่วนหลังของอัลบั้ม ทว่า คนฟังน่าจะพอเข้าใจถึงเหตุผลในการรวมงานบันทึกเสียง 2 เซสชั่นนี้เข้าไว้ด้วยกัน นั่นคือความเชื่อมโยงระหว่างนักเปียโนนัยน์ตาพิการ เลนนี ทริสตาโน กับ วอร์น มาร์ช ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของเขานั่นเอง

เมื่อเอ่ยชื่อ เลนนี ทริสตาโน คอเพลงแจ๊สรุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จักมักคุ้นนัก น่าเสียดายว่าชื่อของเขามักไม่ได้รับการจดจารึกในฐานะหนึ่งในตำนานผู้สถาปนาสุ้มเสียงของดนตรีแขนงนี้ เหมือนอย่าง หลุยส์ อาร์มสตรอง, ชาร์ลี พาร์คเกอร์, ดิซซี กิลเลสปี, ไมล์ส เดวิส ขณะที่ในหนังสารคดี Jazz ของนักสร้างหนังมือรางวัลอย่าง เคน เบิร์นส์ ก็ละทิ้งเรื่องราวของเขาไปอย่างน่าเศร้าไม่น้อย

อีกทั้งในฐานะมือเปียโน ชื่อของ เลนนี ก็มักได้รับการกล่าวขวัญถึงน้อยกว่า อาร์ต เททัม, ออสการ์ ปีเตอร์สัน, บิลล์ อีแวนส์, คีธ จาร์เรทท์ ฯ ทั้งที่นอกจากฝีมือเปียโนในระดับแนวหน้าคนหนึ่งแล้ว เลนนี ยังเป็นนักคิด นักทฤษฎี และนักการศึกษาแจ๊ส เจ้าของแนวทางที่เรียกว่า Tristano School ซึ่งสมควรได้รับการยกย่องมากกว่าที่เป็นอยู่
สกุลดนตรีของ ทริสตาโน เชื่อมโยงกับพัฒนาการแจ๊สในยุคคูล แบ่งออกเป็น 2 ขบวนความเคลื่อนไหว

ขบวนแรกคือ เลนนี กับ เพื่อนร่วมงานและลูกศิษย์ของเขา อันประกอบด้วย วอร์น มาร์ช, ลี โคนิตซ์ , บิลลี บาวเออร์ ช่วงกลางทศวรรษ 1940 จนถึงต้นทศวรรษ 1950 ส่วนอีกขบวนคือกลุ่มนักดนตรียุคหลังจากนั้นที่ชื่นชอบแนวทางของเขา ประกอบด้วย บัด ฟรีแมน, อาร์ต เปปเปอร์, บ๊อบ วิลเบอร์ และ แมรี ลู วิลเลียมส์

เลนนี มีชื่อจริงว่า เลียวนาร์ด โจเซฟ เกิดที่ชิคาโก เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ค.ศ.1919 ในครอบครัวชาวอิตาเลียนอพยพที่มีฐานะยากจน เขาเริ่มต้นเรียนดนตรีกับแม่ ซึ่งเป็นนักเปียโนและนักร้องโอเปร่าสมัครเล่น เลนนีตาบอดตั้งแต่ยังเด็ก ในระหว่างปี ค.ศ.1928-1938 เขาเข้าเรียนโรงเรียนสอนคนตาบอด ที่นั่นทำให้ได้เรียนรู้เครื่องดนตรีหลายชิ้น อาทิ เปียโน, แคลริเน็ท, แซ็กโซโฟน, เชลโล รวมถึงความรู้ทางด้านทฤษฎีดนตรี

จากนั้น เลนนี มีโอกาสได้ศึกษาต่อที่ อเมริกัน คอนเซอร์เวทอรี ในเมืองชิคาโก จนสำเร็จการศึกษาในปี ค.ศ 1943 และใช้เวลา 3 ปีในการเล่นดนตรีกึ่งๆ อาชีพกับวงดนตรีหลากหลาย พร้อมกับเริ่มต้นอาชีพสอนดนตรีแบบ “ไพรเวท เลสซัน” ให้แก่นักดนตรีกึ่งๆ อาชีพทั่วชิคาโก
ปี ค.ศ.1945 เลนนี ได้พบกับลูกศิษย์กลุ่มสำคัญรุ่นแรก ประกอบด้วย บิลลี บาวเวอร์, ลี โคนิตซ์ และ บิลล์ รัสโซ
เลนนี จัดเป็นคนที่มีเสน่ห์มากพอที่จะทำให้มือกีตาร์อย่าง บิลลี บาวเออร์ ซึ่งขณะนั้นเป็นสมาชิกในวงบิ๊กแบนด์ชื่อดังของ วูดดี เฮอร์แมน ตัดสินใจลาออกจากวง เพื่อมาร่วมงานกับเขา นั่นทำให้โลกทัศน์ที่มีต่อดนตรีของ บิลลี เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

แม้กระทั่งมือเบสในวงของ เฮอร์แมน อย่าง ชับบี แจ๊คสัน ยังรู้สึกประทับใจในตัว เลนนี ถึงกระทั่งชักชวนเขาให้ย้ายจากชิคาโกมาอยู่มหานครนิวยอร์ก ศูนย์กลางทางดนตรีของประเทศ พร้อมจัดหางานแสดงดนตรีให้ดำรงชีพ ช่วงปลายปี ค.ศ.1945
ยุคสมัยที่ เบิร์ด ชาร์ลี พาร์คเกอร์ และ ดิซซี กิลเลสปี กำลังผลักดันให้ดนตรีแจ๊สโลดแล่นไปเบื้องหน้านั้น เลนนี ไม่เคยจัดตัวเองว่าเป็นศิลปินบีบ็อพ แม้จะได้รับอิทธิพลทางดนตรีทางด้านนี้มาไม่น้อยก็ตาม เขาพยายามค้นหาแนวทางใหม่ของตนเองไปพร้อมๆ กัน
อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ยอมรับบีบ็อพ แต่ เลนนี ถือบีบ็อพเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ ดังที่เขากำหนดให้ลูกศิษย์ต้องแกะเพลง (transcription) ผลงานของศิลปินบีบ็อพ เพื่อทำการวิเคราะห์และศึกษา อีกทั้งส่วนตัวเขาเองก็เคยเล่นดนตรีร่วมกับ เบิร์ด มาแล้ว โดยที่นักอัลโตแซ็กโซโฟนคนนี้ เคยให้สัมภาษณ์แสดงความชื่นชม เลนนี เป็นอย่างมาก

ซาวด์ในส่วนแรกของ วอร์น มาร์ช ไม่มีอะไรแตกต่างจาก “เวสต์ โคสต์ แจ๊ส” นัก แต่แนวการโซโล่ของมาร์ช “เอาท์” ไปไกลกว่าแนวทางที่ เช็ท เบเกอร์ และ เจอร์รี มัลลิแกน สร้างสรรค์ไว้ นั่นบ่งบอกถึงอิทธิพลบางอย่างที่มาร์ชได้รับจาก เลนนี ทริสตาโน
ข้อดีของแทร็ค 1-12 คือคุณภาพของการบันทึกเสียงที่ทำได้ในระดับใกล้เคียงความจริง มีทั้งเพลงประพันธ์ใหม่และเพลงสแตนดาร์ดที่บรรเลงได้รื่นรมย์ อาทิ Lover Man, I Never Knew โดยมีเทคสเตอริโอ และเทคโมโน ในบางเพลงให้นักฟังสังเกตถึงความแตกต่างของการบรรเลง

ในทัศนะของนักฟังที่มีประสบการณ์ ซาวด์ของอัลบั้ม Intuition ภาคหลัง (แทร็ค 13-19) ในส่วนของเซสชั่นปี ค.ศ.1949 แตกต่างไปจากซาวด์ของแจ๊สกระแสหลักในเวลานั้น แม้จะคลับคล้ายคลับคลากับ บีบ็อพ แต่โดยเนื้อแท้เป็นซาวด์ที่สร้างสรรค์ขึ้นท้าทายกับอิทธิพลของดนตรีบีบ็อพ
นักวิจารณ์บางสายจัดให้ดนตรีของ เลนนี ทริสตาโน เป็นส่วนหนึ่งของดนตรีแจ๊สในกลุ่ม คูล ที่นำโดย ไมล์ส เดวิส ในเวลานั้น (อัลบั้ม The Birth of the Cool ของ ไมล์ส เดวิส เริ่มต้นไอเดียในปี ค.ศ.1948 และเข้าสู่สตูดิโอหลังจากนั้น 1 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้กันกับอัลบั้ม Intuition ของ เลนนี)
เช่นเดียวกับบีบ็อพ เพลงส่วนมากในอัลบั้ม Intuition อิงทางเดินคอร์ดของเพลงสแตนดาร์ด เช่น Marionette จากเพลง September in the rain , Sax of a kind จากเพลง Fine and Dandy แต่ความแตกต่างอย่างสำคัญคือลักษณะการประสมวงแบบฟรีฟอร์ม และการเลือกใช้อะเรนจ์เมนต์ที่ซับซ้อน

ในเซสชั่นนี้ มีเพลง Yesterdays เป็นตัวอย่างของงานมาสเตอร์พีซ ตั้งแต่การบรรเลงเปียโนที่หมดจดงดงามของ เลนนี ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง กีตาร์ และเปียโน ตลอดจนถึงวงดนตรีทั้งวงในภาพรวม ขณะที่ Wow เผยให้เห็นพลังความคิดผ่านการบรรเลงของ 2 นักแซ็ก วอร์น มาร์ช และ ลี โคนิตซ์ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่ถ่ายทอดซาวด์ได้สมบูรณ์
Crosscurrent คล้ายบีบ็อพในแง่ของสำเนียง แต่ปฏิสัมพันธ์ของวงยืดหยุ่น และมีความสลับซับซ้อนกว่าพอสมควร สำเนียงโซโลกีตาร์ของ บิลลี บาวเออร์ สอดรับการแทรกเสริมทางเปียโนของ เลนนี อย่างแยบยล

2 แทร็คท้ายของอัลบั้ม ฉีกของซาวด์หลักมาสู่งานกึ่งๆ ทดลอง ซึ่งได้รับการยกย่องว่า น่าจะเป็น “ฟรีแจ๊ส” รุ่นแรกในประวัติศาสตร์
โดยเนื้อแท้ ทั้ง Intuition และ Digression ไม่ใช่งานทดลองที่เพิ่งปรากฏในห้องอัด แต่เป็นแนวคิดการเล่น “ฟรี” ที่มีมานานหลายปีแล้ว และแตกต่างจาก ฟรีแจ๊ส ในกลุ่มอวองการ์ด ที่เกิดขึ้นในระยะหลัง อย่างที่เห็นได้ชัดเจน
นั่นคือ ทั้ง 2 เพลงมีซาวด์กระด้าง (dissonant) น้อยมาก และมุ่งเน้นการสัมผัสของตัวโน้ตไปยังจิตใจ มากกว่าการระบายอารมณ์ออกมาแบบดิบๆ ขุ่นๆ การเลื่อนไหลผ่านตัวโน้ตของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น สามารถนำกลับมาฟังซ้ำเพื่อศึกษาถึงร่อยรอยของความสัมพันธ์ได้ไม่รู้เบื่อ
นี่คือเพชรเม็ดงามของวงการดนตรีแจ๊ส ที่ผู้คนทั่วโลกมองข้ามมาเป็นเวลานาน

Lennie Tristano & Warne Marsh / Intuition / Capitol
Track : 1. Smog Eyes, 2. Ear Conditioning, 3. Lover Man, 4. Quintessence, 5. Jazz of Two Cities, 6. Dixie’s Dilemma, 7. Tschaikovsky’s Opus No. 42, 8. I Never Knew, 9. Ear Conditioning [Mono Master] , 10. Lover Man [Mono Master], 11. Jazz of Two Cities [Take], 12. I Never Knew [Take], 13. Wow, 14. Cross Current, 15. Yesterdays, 16. Marionette, 17. Sax of a Kind, 18. Intuition , 19. Digression
Personnel : Tracks #1-12 Warne Marsh , Ted Brown , tenor Saxophone ; Ronnie Ball , piano ; George Tucker , bass ; Jeff Morton , drums ; Tracks # 13-19 Lennie Tristano , piano ; Lee Konitz , alto saxophone ; Warne Marsh , tenor saxophone ; Billy Bauer , guitar ; Arnold Fishkin , bass ; Tracks # 13-15 Harold Granowsky , drums ; Tracks # 16-19 Denzil Best , drums
Recording Date : Tracks #1-12 : 1956 ; Tracks # 13-19 : 1949