Articles

โพลล์นักวิจารณ์ดาวน์บีท โลกของแจ๊สยังกว้างและรื่นรมย์

kurt_elling

เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์  / anant@nationgroup.com

นิตยสาร ดาวน์บีท (Downbeat) ฉบับเดือนสิงหาคม 2007 ส่งตรงถึงบ้านเมื่อหลายวันก่อน ภาพปกคือนักร้องหนุ่มใหญ่ที่มีหน้าคุ้นตา เขามีนามว่า เคิร์ท อีลลิง (Kurt Elling) ซึ่งในปีนี้เขาได้รับการโหวตให้เป็น ‘นักร้องชายแห่งปี’ จากโพลล์ความเห็นของนักวิจารณ์ สำรวจโดยนิตยสารฉบับเดียวกัน ซึ่งยืนยงคงกระพันมานานถึง 7 ทศวรรษ พร้อมกับการทำหน้าที่สื่อที่มีความน่าเชื่อถือกว่านิตยสารแจ๊สหลายๆ ฉบับในวันนี้
ก่อนหน้านี้ ผมเคยสอบถามไปยัง ‘ยูนิเวอร์ซัล มิวสิค กรุ๊ป’ บ้านเราว่า ตัดสินใจจะผลิตงานใหม่ของ เคิร์ท ออกขายหรือไม่ เพราะดูเป็นอัลบั้มที่น่าสนใจมากชุดหนึ่ง แต่น่าเสียดายว่า ค่ายเพลงซึ่งดูแลสังกัด ‘คองคอร์ด’ แห่งนี้ ตัดสินใจไม่นำอัลบั้มใหม่ของ เคิร์ท อีลลิง มาขาย !

ตามความเห็นของ อ.ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ และอาจารย์ดนตรีหลายท่านในบ้านเรา ต่างลงความเห็นว่า โพลล์ของนิตยสารดาวน์บีท ทั้งโพลล์นักวิจารณ์ (Critics Poll) และโพลล์ผู้อ่าน (Readers Poll) ล้วนแต่มีความน่าเชื่อถือในระดับสูง โดยเฉพาะโพลล์นักวิจารณ์ที่นักดนตรีแต่ละคนกว่าจะผ่านด่านขึ้นมาในระดับหัวแถวได้นั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก เพราะต้องผ่านการพิสูจน์ตัวเองมาไม่น้อย ทั้งจากผลงานบันทึกเสียงและฝีไม้ลายมือบนเวทีแสดงสด

เป็นที่สังเกตว่า ลักษณะของการจัดทำโพลล์ของนิตยสารดาวน์บีทค่อนข้างเปิดกว้าง คือมี ‘ตำแหน่ง’ ในสาขาต่างๆ แล้วให้ผู้ลงคะแนน (ทั้งนักวิจารณ์และคนอ่าน) ใส่ชื่อนักดนตรีหรือวงดนตรีที่ตนเห็นว่า เหมาะสมลงไป ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้มาจากการรวบรวมคะแนนของผู้ลงเสียงโหวตทั้งหมด เช่น ในกรณีของโพลล์นักวิจารณ์ ทางนิตยสารจะมีข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในปีนี้มีนักวิจารณ์กี่คน ประกอบด้วยใครบ้าง เป็นต้น
สำหรับปีนี้เป็นโพลล์นักวิจารณ์ประจำปี ครั้งที่ 55 มีนักวิจารณ์จากทั่วโลกรวมทั้งสิ้น 111 คน แต่ละคนจะมีคะแนนคนละ 10 คะแนน โดยให้เลือกได้ 3 ชื่อ ระหว่าง 2 กลุ่มใหญ่ คือ นักดนตรีรุ่นใหญ่ (Established Talent) และนักดนตรีดาวรุ่ง (Rising Star)

นักวิจารณ์ชื่อดังในกลุ่มนี้ อาทิเช่น ไอรา กิทเลอร์ (Ira Gitler) ซึ่งเขียนให้นิตยสารหลายฉบับ รวมถึงดาวน์บีท, ฮาวเวิร์ด แมนเดล (Howard Mandel) ซึ่งเป็นทั้งนักวิจารณ์ นักเขียน และผู้ดำเนินรายการวิทยุ, บิลล์ มิลโควสกี (Bill Milkovski) แห่ง แจ๊ส ไทม์ส, แดน มอร์เกนสเติร์น (Dan Morgenstern) ชาวอเมริกันเชื้อสายออสเตรียน นักการศึกษาแจ๊สคนสำคัญ ผู้มีบทบาทสำคัญในสาขาวิชา ‘แจ๊สศึกษา’ ของมหาวิทยาลัย รัทเจอร์ส มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1976, สจ๊วร์ท นิโคลสัน (Stuart Nocholson) ผู้เขียนประวัติศิลปินแจ๊สไว้หลายเล่ม หนึ่งในจำนวนนั้นคือ ประวัติของ เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์, สก็อตต์ ยาโนว (Scott Yanow) แห่งออล มิวสิค ดอท คอม ฯลฯ เป็นต้น

ผมขออนุญาตนำการประกาศผลครั้งล่าสุด 55th Annual Critics Poll มานำเสนอบนพื้นที่นี้ ด้วยเชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่สาธารณะ และเป็นใบนำทางให้แก่ผู้สนใจความเคลื่อนไหวของวงการดนตรีแจ๊สร่วมสมัยได้ตระหนักรับรู้ว่า โลกของดนตรีแจ๊สนั้นเปิดกว้างและรื่นรมย์เพียงใด
และคงเป็นเรื่องน่ายินดีไม่น้อย หากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับดนตรีแจ๊สบ้านเราจะศึกษาเพิ่มเติมเพื่อแนะนำศิลปินที่มีศักยภาพเหล่านี้ ไม่ว่าจะในรูปของการแสดงสดบนเวที หรือในรูปของการนำเสนอผลงานเพลงผ่านสื่อวิทยุและโทรทัศน์ เพื่อให้คนไทยได้มีโอกาสติดตามและฟังกัน

กลุ่ม Established Talent
Jazz Artist  : Ornette Coleman / Jazz Album : Ornette Coleman ‘Sound Grammar’ / Hall of Fame : Andrew Hill  / Historical Album : Miles Davis ‘The Legendary Prestige Sessions /  Jazz Group : Dave Holland Quintet / Big Band : Maria Schneider
Trumpet : Dave Douglas / Trombone : Steve Turre
Soprano Saxophone : Wayne Shorter / Alto Saxophone : Ornette Coleman / Tenor Saxophone : Sonny Rollins / Baritone Saxophone : Gary Smulyan / Clarinet : Don Byron / Flute : James Moody
Acoustic Piano : Keith Jarrett / Organ : Joey DeFrancesco / Electric Keyboard/Synthesizer : Joe Zawinul / Guitar : Bill Frisell / Bass (Acoustic & Electric) : Dave Holland / Drums : Roy Haynes / Percussionist : Poncho Sanchez
Vibes : Bobby Hutcherson /  Violin : Regina Carter / Miscellaneous Instrument : Toots Thielemans (harmonica)
Male Vocalist : Kurt Elling /  Female Vocalist : Dianne Reeves
Composer : Maria Schneider / Arranger : Maria Schneider / Producer : Michael Cuscuna

กลุ่ม Rising Star
Jazz Artist : Vijay Lyver / Jazz Group : Jason Moran’s Bandwagon / Big Band : John Hollenback Large Ensemble
Trumpet : Jeremy Pelt / Trombone : Gialuca Petrella
Soprano Saxophone : Steve Wilson / Alto Saxophone : David Binney / Tenor Saxophone : Chris Potter / Baritone Saxophone : Claire Daly / Clarinet : Anat Cohen / Flute : Nicole Mitchell
Acoustic Piano : Robert Glasper /  Organ : Sam Yahel / Electric Keyboard/Synthesizer : Craig Taborn / Guitar : Lionel Loueke / Bass (Acoustic & Electric) : Ben Allison / Drums : Matt Wilson / Percussionist : Susie Ibarra
Vibes : Stefon Harris / Violin : Jenny Scheinman / Miscellaneous Instrument : Dino Saluzzi (bandoneon)
Male Vocalist : Jamie Cullum / Female Vocalist : Roberta Gambarini
Composer : Vijay Lyver / Arranger : John Hollenback / Producer : Brandford Marsalis

ส่วนค่ายเพลงแห่งปี ปีนี้บรรดานักวิจารณ์โหวตให้แก่ สังกัด บลูโน้ต ด้วยคะแนนสูงถึง 180 คะแนน (ตามมาด้วย อีซีเอ็ม 129 คะแนน, ปาล์มเมตโต 59 คะแนน นอกจากนั้น มีแต่ค่ายอินดี้เกือบทั้งหมด โดย คองคอร์ด (ปัจจุบันอยู่ใต้ร่มเงาของ ยูนิเวอร์ซัล) ได้ 39 คะแนน มากกว่าค่ายซันนีไซด์ 28 คะแนน และค่ายเอนจา 24 คะแนน ส่วนค่ายภายใต้สังกัดยักษ์ อย่าง เวิร์ฟ, วอร์เนอร์ และโซนี/บีเอ็มจี ไม่มีชื่อติดฝุ่นให้เห็นแต่อย่างใด



จอห์น สโกฟิลด์ กับวงในฝันขย่มเวที ‘คองโก’

picture-701_resize

เรื่อง : ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ

คนฟังแจ๊สถ้าชอบเสียงกีตาร์ เมื่อเอ่ยถึงชื่อ จอห์น สโกฟิลด์ ต้องร้องอ๋อ! ทันที เพราะเขาเป็นนักกีตาร์แจ๊สอันดับต้นๆ ที่ยืนหยัดอยู่แถวหน้ามาตลอด 3 ทศวรรษ
ช่วงที่อยู่บอสตัน ผมเคยชมการแสดงของจอห์นตามคลับ และเคยเข้าร่วม workshop ที่ห้อง ‘รีไซเทิล’ ในเบิร์กลีคอลเลจออฟมิวสิค ที่เขาเป็นศิษย์เก่า ยังจำได้ว่าจอห์นเอาอดัม นัสส์บอม นักกลองที่เล่นกับเขาในชุด Shinola มาร่วมเป็นวิทยากรด้วย จอห์นได้หยิบเอาเพลงสแตนดาร์ด Like Someone in Love มาเป็นตัวอย่างในการอธิบายเทคนิคการเล่น ‘อิมโพรไวส์’ จากนั้นจึงปฏิบัติการจริงโดยร่วมเล่นกับนักศึกษา

นั่นเป็นช่วงก่อนที่ จอห์น สโกฟิลด์ จะเข้าไปเล่นในวงไมล์ส เดวิส เพียงไม่กี่เดือนในปี 1982
จากวันนั้นกว่า 20 ปี ผมมีโอกาสชมการบรรเลงของ จอห์น สโกฟิลด์ ที่ ‘นอร์ธซีแจ๊ส’ ในเนเธอร์แลนด์ ณ ห้อง ‘ฮัดสัน’ เมื่อปีที่แล้วกับ Trio Beyond วงเฉพาะกิจที่ประกอบด้วย แจ็ค ดีจอห์นเนตต์ (กลอง) แลร์รี โกลดิงส์ (ออร์แกน) และจอห์น สโกฟิลด์ เพื่อออกแผ่นชุด Saudodes และยังเป็นการอุทิศแก่ โทนี วิลเลียมส์ อดีตนักกลองยิ่งใหญ่แห่งวงการดนตรีแจ๊ส โดยจัดวงแบบโทนี วิลเลียมส์ สมัยที่มีแลร์รี ยัง เล่นออร์แกน จอห์น แม็คลัฟลิน นักกีตาร์ฝีมือเฉียบจากอังกฤษ เล่นกีตาร์ ที่ถูก ไมล์ส เดวิส ฉกตัวไปในเวลาต่อมา

‘นอร์ธซีแจ๊ส’ ปีนี้ผมได้ชมการแสดงฝีมือกีตาร์ของ จอห์น สโกฟิลด์ อีกครั้งหนึ่งเมื่อคืนวันที่ 13 กรกฎาคม อันเป็นวันแรกของ ‘นอร์ธซีแจ๊สเฟสต์’ ในอาคาร ‘อะฮอย’ เมืองร็อตเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์
เนื่องจาก จอห์น สโกฟิลด์ เล่นเป็นรายการที่สามที่ห้อง ‘คองโก’ กว่าจะเริ่มประมาณสี่ทุ่ม จึงแวะไปดูวง โย ซาวินูล ‘ซินดิเคต’ ที่ห้อง ‘ไนล์’ แล้วแวบไปดูวง แม็คคอย ไทเนอร์ สักสองสามเพลง ต้องรีบไปที่ห้องคองโกกว่าจะฝ่าฝูงชนตรงทางเข้าห้อง ‘ไนล์’ กับ ‘มาส’ ไปได้ ใช้เวลานับสิบนาที บริเวณนี้มีคนแน่น อาจเป็นเพราะปีนี้มีร้านอาหารเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น
ห้อง ‘คองโก’ เป็นห้องกึ่งกลางแจ้ง มีหลังคาและรั้วชั่วคราวด้านหน้าสองข้างเวที ทั้งๆ ที่ไปก่อนเวลาแสดงประมาณครึ่งชั่วโมง ที่นั่งถูกจองเต็มหมด เลยต้องยืนอยู่ห่างจากเวทีราว 5 เมตร ใช้เวลาซาวนด์เช็คนานพอสมควร การแสดงของ จอห์น สโกฟิลด์ กับวงเมเดสกี, มาร์ติน แอนด์ วูด จึงเริ่มขึ้น

จอห์น เมเดสกี ผู้เล่นคีย์บอร์ดหัวหน้าวงเดินนำหน้ามาตรงเครื่องคีย์บอร์ดไฟฟ้าที่มักใช้ออร์แกน ‘แฮมมอนด์’ รุ่น B3 และเปียโนไฟฟ้า ‘วูร์ลิเซอร์’ คริส วูด เดินตามมาติดๆ ดับเบิลเบส ‘ฮอฟเนอร์’ และเบสไฟฟ้า ‘เฟนเดอร์’ วางไว้พร้อมที่จะจับมาเล่นได้ทันที บิลลี มาร์ติน นั่งลงพร้อมที่จะตีกลองชุด จอห์น สโกฟิลด์ เดินออกมาหน้าเวทีเป็นคนสุดท้าย วงบรรเลงสวนเสียงปรบมือเกรียวกราว ด้วยเพลงส่วนใหญ่ในชุด Out Louder ที่ เมเดสกี มาร์ติน แอนด์ วูด ออกร่วมกับ จอห์น สโกฟิลด์ เมื่อปีที่แล้ว อาทิเช่น Little Walter Rides Again เป็นเพลงลีลา ‘โซล’ ที่เน้นสำเนียง ‘บลูส์’ ผลงานของ จอห์น สโกฟิลด์ ที่เคยหลงใหลดนตรี ‘บลูส์’ สมัยยังเป็นวัยรุ่น ช่วงกลางทศวรรษ ‘60 ติดตามงานของวงพอล บัตเตอร์ฟิลด์ บลูส์แบนด์ ที่มีนักกีตาร์บลูส์ฝีมือเยี่ยม ไมค์ บลูมฟิลด์ เป็นนักดนตรีเด่นของวง อันนำไปสู่การติดตามผลงานของนักกีตาร์ นักร้องบลูส์ผิวสีอย่าง บี.บี.คิง, โอทิส รัช, มัดดี้ วอเทอร์, ฮาวลิน วูล์ฟ เพลงนัยว่าจอห์นดัดแปลงมาจาก ‘ลูกเล่น’ ของนักเป่า ‘บลูส์ฮาร์ป’ ลิตเทิล วอลเทอร์ที่เขายกย่องว่าเป็นยอดนักดนตรีบลูส์
Tootie Ma Is A Big Fine Thing เป็นเพลงที่ทางวงพยายามย้อนยุคกลับไปบรรเลงให้ได้เสียงและอารมณ์แบบนิวออร์ลีนส์ โดยเฉพาะการตั้งจังหวะกลองของบิลลี มาร์ติน ทำได้ดีอย่างน่าอัศจรรย์ เข้ากับแนวเบสของ คริส วูด เป็นอย่างดี จอห์น สโกฟิลด์ จึงปล่อยให้ทั้งสองคนแสดงบทบาทเต็มที่ กลองกับเบสโซโลเป็นช่วง โดยมีออร์แกนคอยสอดแทรกเสียงประสานและโซโลเป็นห้วงๆ ซึ่งสอดรับสไตล์การเล่นของจอห์นได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ ต้องยอมรับว่าเมเดสกี, มาร์ติน แอนด์ วูด ตีโจทย์แตก

Miles Behind เป็นลีลา ‘ฟรีฟั้งค์’ ที่แฟนเพลงหน้าเวทีทนไม่ไหว ต้องดิ้นกันสุดเหวี่ยง ใครจะไปหักห้ามใจได้ ความมันของจังหวะเพลงพาไป ดนตรีสไตล์นี้สำหรับจอห์น สบายมาก เขาเคยมีบทบาทสำคัญในวงไมล์ส เดวิส สามปีกว่าสี่ปี ส่วนสามสหายที่เล่นด้วยติดตามผลงานของไมล์สอย่างกระชั้นชิด รับลูกจอห์นได้ทัน ไม่มีตกหล่น
Down the Tube เป็น ‘ฟั้งค์’ แบบไม่ดุเดือด รุนแรง ฟังสบาย แม้ว่าคีย์บอร์ดจะใช้เสียงค่อนข้าง ‘อวองค์การ์ด’ ก็ตาม จอห์นใช้ทั้งเสียง ‘ฟีดแบ็ค’ และเสียง ‘effects’ อย่างอิสระ แต่ฟังไม่เครียด สนุก คึกคัก เบสเล่นลูก ‘ออสตินาโต’ คอร์ดเดียวเป็นหลัก

Telegraph เป็นอีกเพลงหนึ่งที่ทั้งกีตาร์และคีย์บอร์ด เล่นอิมโพรไวส์อย่างเสรี มีเบสยืนจังหวะรองรับไว้ตลอดทั้งเพลง
What Now เล่นในลีลา ‘ชัฟเฟิลร็อค’ ที่ค่อนข้างแรง เมเดสกีรากเสียงออร์แกนเป็น ‘เพดัล’ ตลอด ช่วงโซโลงัดเอาลูกเล่นแบบจิมมี สมิธ มาใช้ ทำให้รู้สึกตื่นเต้น เร้าใจ
Julia เพลงของจอห์น เลนนอน แห่งเดอะบีเทิลส์ ที่ไม่ค่อยมีใครนำมาเล่น จอห์นเลือกเพลงนี้มาเล่น อาจจะเป็นเพราะเขาเคยเป็นแฟนวงเดอะบีเทิลส์มาก่อน ประกอบกับเจนนีลูกสาวของเขาชอบเอาเพลงนี้ไปร้องทั่วนิวยอร์ก ตอนลูกสาวไปร้องโชว์ที่ ‘บาวเวอรีโพเอทรี’ เพื่ออุทิศแก่จอห์น เลนนอน ซูซานภรรยาของจอห์นเป็นผู้เลือกเพลง Julia ให้เขาเล่น ‘ดูเอ็ต’ กับลูกสาว จอห์น ต้องศึกษาทำนองและเนื้อร้องของเพลงนี้ พร้อมกับใส่คอร์ดใหม่เพิ่มเข้าไปในเพลง เพื่อเปิดทางให้เล่นโซโลได้สะดวกขึ้น ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ ถือว่าเป็นเพลงดีเพลงหนึ่ง เขาจึงเลือกเอาเพลงนี้มาเล่นกับเมเดสกี, มาร์ติน แอนด์ วูด
เพลงไพเราะในจังหวะที่ค่อนข้างช้าอีกเพลงหนึ่งคือ Amazing Grace ถูกใจคนฟังในที่นั้นอย่างมาก

Legalize it ของปีเตอร์ทอช ที่ทางวงมักนำไปบรรเลงในการแสดงสด ทำนองชัดเจนออกสำเนียงจาเมกา แต่แทนที่จะเล่น ‘เรกเก’ กลับเล่นลีลาเป็น ‘บราซิเลียน’ มากกว่า
จอห์น สโกฟิลด์ นำเพลง A Go Go ที่เคยอัดกับวงนี้ เมื่อปี 1998 มาบรรเลง คงเพื่อคิดถึงวันเก่าๆ ที่ร่วมงานกันครั้งแรก
ที่มาของชุด A Go Go เป็นช่วงที่วงเมเดสกี, มาร์ติน แอนด์ วูด ชื่อย่อว่า ‘เอ็มเอ็มดับเบิลยู’ ออกชุด Shack-Man จอห์นไปได้เทปแสดงสดของวงนี้จากลูกสาว พอเปิดฟังแล้วรู้สึกว่าเยี่ยม จึงอยากเล่นกับวงนี้ เมื่อได้เบอร์โทรศัพท์ของวงจากแฟนเพลงก็โทรติดต่อไปจากบ้านที่นิวยอร์ก พูดผ่านทางโทรศัพท์ว่าพยายามต่อหา เพราะอยาก ‘แจม’ ด้วย

ขณะนั้นนักดนตรีทั้งสามหนุ่มพักอยู่ในกระท่อมแถบป่าเขตร้อนไม่มีเสียงตอบรับ จอห์นได้ฝากข้อความไว้ หลังจากเสร็จธุระในเมืองพอกลับถึงที่พัก เห็นข้อความดังกล่าว พวกเขาคิดว่าคงมีเพื่อนล้อเล่นแอบอ้างชื่อของ จอห์น สโกฟิลด์ เลยไม่โทรกลับ มาร์ตินไม่เชื่อว่าจะเป็นจอห์นจริง พูดไปหัวเราะไปอาจเป็นการโทรป่วน แต่ภายหลังการพูดคุยกันหน่อย พวกเขาคิดว่าเพื่อให้แน่ใจควรโทรกลับ
ผ่านไปสามสัปดาห์ เมเดสกีลองโทรไปพร้อมกับถามว่า นั่น จอห์น สโกฟิลด์ จริงหรือเปล่า เสียงตอบยืนยันจากจอห์นว่าโทรมาจริง พร้อมกับหัวเราะไปด้วย…สองสามสัปดาห์ต่อมาทั้งหมดกลับไปนิวยอร์ก นัด ‘แจม’ กันที่คลับ ‘อะโกโก’ ในที่สุดก็ตกลงร่วมกับจอห์นอัดแผ่นชุด A Go Go

ความจริง ‘เอ็ม เอ็ม ดับเบิลยู’ ไม่ใช่วงใหม่ เกาะกลุ่มกันมาสิบกว่าปีแล้ว จอห์น เมเดสกี กับ คริส วูด เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเรียนที่นิวอิงแลนด์คอนเซอร์เวทอรี ออฟมิวสิค ในเมืองบอสตัน เมเดสกีได้เรียนกับนักดนตรีระดับปรมาจารย์ทางเปียโน แรน เบลค ส่วน คริส วูด เรียนกับ เดฟ ฮอลแลนด์ ทั้งคู่รับจ้างเล่นให้ใครต่อใครมากมายในบอสตัน แล้วค่อยๆ ขยับขึ้นไปเล่นที่นิวยอร์ก จนได้เล่นในแจ๊สคลับดังอย่าง ‘วิลเลจเกต’ ได้เจอกับ บิลลี มาร์ติน นักกลองดังในนิวยอร์กที่เล่นกับจอห์น ลูรี และจอห์น ซอน บิลลี มาร์ติน แม้ว่าจะไม่ได้เรียนในสถาบันดนตรี แต่ก็เรียนกับบ็อบ โมเสส ผู้เคยบุกเบิกสร้างสรรค์ดนตรี ‘แจ๊สร็อค’ กับ แกรี เบอร์ตัน สตีฟ สวอลโลว์ และแลร์รี คอร์เยลล์ มือกลองคนนี้แหละที่ตีกลองให้ แพ็ต เมธีนี ในชุดตำนาน Bright Size Life ปัจจุบันดูเหมือน บ็อบ โมเสส สอนที่นิวอิงแลนด์คอนเซอร์เวทอรี

ทั้งสามตกลงเอานามสกุลมารวมกันตั้งเป็นชื่อวง ‘เมเดสกี, มาร์ติน แอนด์ วูด’ เป็นวงแจ๊สร่วมสมัยที่เล่นเพลงได้หลากรูปแบบ ตอนนี้มาแรงเบียดกับวงซูเปอร์สตาร์อย่าง แพ็ต เมธีนี นอกจากอัดแผ่นของวงตนเองหลายชุดแล้ว ยังรับจ้างเล่นให้นักดนตรีฝีมือดีอีกหลายๆ คน จนบางคนเรียกวงนี้ว่า Jam Band คือเล่นกับใครก็ได้ แต่พรรคพวกก็ไม่ค่อยอยากให้เรียกอย่างนั้น ฟังดูเหมือนจะออกไปทางลบมากกว่า
หากจะให้เปรียบเทียบการเล่นของ จอห์น สโกฟิลด์ กับวง ‘ทรีโอ บียอนด์’ ที่มีนักดนตรีรุ่นใหญ่อย่าง แจ็ค ดีจอห์นเนตต์ และแลร์รี โกลดิงส์ ความเห็นส่วนตัวคิดว่าจอห์นเล่นกับ ‘เมเดสกี, มาร์ติน แอนด์ วูด’ วงในฝันของเขา มีความหลากหลาย น่าฟัง เข้ากันดีกว่ามาก



รำลึกถึง แม็กซ์ โรช (1924-2007)

mx

เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์

เป็นข่าวเล็กๆ ที่แทบจะไม่ผ่านตาเสียด้วยซ้ำ สำหรับการเสียชีวิตของมือกลองผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการดนตรี นั่นคือ แม็กซ์ โรช (Max Roach) ที่จากโลกไปด้วยวัย 83 ปี เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2007 ที่ผ่านมา
หาก ซิดนีย์ แคทเลทท์ คือมือกลองจากยุคสวิงคนสุดท้าย เคนนี คลาร์ก อยู่ตรงกลางในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของความเปลี่ยนแปลง จากแจ๊สยุคเก่ามาสู่แจ๊สยุคใหม่ในนามของ บีบ็อพ ก็เห็นทีจะต้องยกย่อง แม็กซ์ โรช ให้เป็นมือกลองแจ๊สสมัยใหม่คนแรกที่บุกเบิกแนวทางดังกล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

แม็กซ์ เกิดที่เมืองเล็กๆ ชื่อว่า นิวแลนด์ ในนอร์ธแคโรไลนา (คนละแห่งกับที่ แอฟเวอรี เคาน์ตี) พออายุ 4 ขวบครอบครัวก็ย้ายมาอยู่ในย่านบรูคลีนของนิวยอร์ก ซิตี เขาเติบโตในบ้านที่มีแต่เสียงเพลง แม่เป็นนักร้องกอสเปล ส่วนตัวเองนั้นเล่น บูเกิล (เครื่องลมทองเหลืองขนาดเล็ก ไม่มีวาว สร้างเสียงสูงต่ำด้วยการควบคุมกล้ามเนื้อบนริมฝีปากและใบหน้า) มาตั้งแต่เด็ก แล้วหันมาจับกลองตอนอายุ 10 ขวบ
ฝีมือการเล่นกลองของ แม็กซ์ น่าจะจัดอยู่ในขั้นแนวหน้า เพราะอายุเพียง 18 ก็ได้แทนที่ ซันนี เกรียร์ ในวงบิ๊กแบนด์ของ ดุ๊ก เอลลิงตัน ก่อนจะออกท่องยุทธจักรบนถนนสาย 52 ที่มีบาร์แจ๊สผุดขึ้นทั้งสองฝั่งในเวลานั้น แม้จะมี โจ โจนส์ มือกลองในวงของ เคานท์ เบซี เป็นไอดอล แต่ แม็กซ์ เป็นมือกลองคนแรกๆ ที่พัฒนาการเล่นในแบบบีบ็อพ เขาได้ร่วมงานกับนักดนตรีหัวก้าวหน้าในเวลานั้น อย่าง โคลแมน ฮอว์กินส์, ดิซซี กิลเลสปี, ชาร์ลี พาร์คเกอร์, ธีโลเนียส มังค์, บัด พาวล์ และ ไมล์ส เดวิส

งานบันทึกเสียงบีบ็อพยุคแรกๆ ของ ชาร์ลี พาร์คเกอร์ ที่มีความกระจ่างชัดในแนวคิดทางจังหวะ ก็อาศัย แม็กซ์ โรช นี่แหละที่ฝากเสียงกลองเอาไว้ ดังเช่นในเซสชั่นการบันทึกเสียงกับสังกัด ซาวอย ช่วงปี ค.ศ.1945 ที่มีเพลงอย่าง Now’s the Time และ Ko Ko เป็นต้น รวมไปจนถึงอัลบั้มบันทึกการแสดงสดครั้งประวัติศาสตร์ Jazz at Massey Hall ณ แคนาดา ในปี ค.ศ.1952 ที่ประกอบด้วยดาวเด่นของวงการ อย่าง เบิร์ด, ดิซซี, บัด พาวล์ และ ชาร์ลส์ มิงกัส

แม้จะมีโอกาสใช้ชีวิตเป็นนักดนตรีเต็มตัว แต่ แม็กซ์ โรช ยังใฝ่ใจศึกษาอยู่เสมอๆ เขาจัดเวลาว่างส่วนหนึ่งไปเรียนดนตรีที่ แมนฮัตตัน สกูล ออฟ มิวสิค จนจบมาในปี ค.ศ.1952
ช่วงปี ค.ศ.1954 แม็กซ์ จับมือร่วมกับ คลิฟฟอร์ด บราวน์ นักทรัมเป็ตรุ่นใหม่ ทำวงดนตรีในแนวฮาร์ดบ็อพ มี แฮโรลด์ แลนด์ เล่นเทเนอร์ แซ็กโซโฟน (ต่อมาแทนที่โดย ซันนี โรลลินส์) , ริชชี พาวล์ น้องชายของ บัด พาวล์ เล่นเปียโน และ จอร์จ มอร์โรว เล่นเพลง พวกเขามีอัลบั้มชั้นดีหลายชุด เช่น Study in Brown และกำลังจะกลายเป็นวงควินเททแนวหน้า แต่น่าเสียดายว่าอีก 2 ปีถัดมา คลิฟฟอร์ด และ ริชชี ต้องมาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุรถยนต์

อย่างไรก็ดี จากการวิเคราะห์ของ แกรี กิดดินส์ นักวิจารณ์ดนตรีเล็งเห็นว่า ชีวิตของ แม็กซ์ โรช นับจากปี ค.ศ.1956 เป็นต้นมา ภายหลังการเสียชีวิตของ คลิฟฟอร์ด บราวน์ น่าจะให้บทเรียนแก่ แม็กซ์ ไม่น้อย โดยเฉพาะความมุ่งมั่นในการทำงาน เพราะในเวลาเพียง 6 ปีนับจากนั้น เขามีงานบันทึกเสียงมากกว่า 15 อัลบั้มด้วยกัน
แกรี เปรียบเปรยว่า หาก โจ โจนส์ เป็นเสมือนสายลม แม็ก โรช ก็คือพายุไต้ฝุ่นดีๆ นี่เอง
และแน่นอนทีเดียวว่า ผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่ แม็กซ์ โรช ฝากไว้ให้แก่โลกคืออัลบั้ม We Insist ! : Freedon Now Suite บันทึกเสียงในปี ค.ศ.1960 แม็กซ์ แต่งเพลงเหล่านี้ โดยมี ออสการ์ บราวน์ จูเนียร์ ร่วมเขียนคำร้อง โดยได้รับแรงบันดาลใจอันสืบเนื่องจากบรรยากาศทางสังคมการเมืองยุคนั้นที่เต็มไปด้วยความกดดัน และจากงานรำลึกครบรอบ 100 ปีของการประกาศปลดปล่อยทาสเป็นอิสระของ ประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น ที่กำลังจะจัดขึ้นในปี ค.ศ.1963

mx2

แม็กซ์ เป็นนักดนตรีคนหนึ่งซึ่งยืนหยัดมาโดยตลอดว่า ดนตรีไม่อาจตัดขาดจากแรงกดดันทางสังคมหรือปัญหาทางการเมือง และ We Insist ! คือการป่าวร้องถึงความยุติธรรมทางสีผิว เขาเป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวของคนดำต่อสู้เพื่อสิทธิ จนยุคหนึ่งเคยติดบัญชีดำของทางการและดำรงอยู่อย่างยากลำบากมาแล้ว
ในอัลบั้ม We Insist ! เป็นความพยายามในการประสมประสานรากเหง้าดนตรีแอฟริกันกับการทดลองใหม่ๆ ทางดนตรีที่ค่อนไปทาง ฟรีแจ๊ส และ อวอง-การ์ด บางส่วนสะท้อนถึงอิทธิพลที่รับจาก ดุ๊ก เอลลิงตัน ในผลงานก่อนหน้านั้น เขาได้ แอบบีย์ ลินคอล์น (ต่อมา กลายเป็นมาภรรยาคนหนึ่งของเขา) เป็นนักร้องนำ ซึ่งจัดเป็นอัลบั้มที่ แอบบีย์ ได้ทุ่มเทให้แก่อารมณ์ความรู้สึกในการร้องอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเพลง Triptych ซึ่งเป็นแก่นหลักของอัลบั้ม

นอกจากนี้ ยังมี โคลแมน ฮอว์กิน์ บรรเลงเทเนอร์แซ็กโซโฟน และใช้มือเพอร์คัสชั่นถึง 3 คน หนึ่งในจำนวนนั้นคือ ไมเคิล โอลาทุนจิ มือคองกาที่มีสไตล์การเล่นเฉพาะตัว
อัลบั้มระดับมาสเตอร์พีซอีกชุดหนึ่ง คือ Money Jungle เป็นการร่วมงานกับ ดุ๊ก เอลลิงตัน ในตำแหน่งเปียโน และ ชาร์ลส์ มิงกัส ตำแหน่งเบส ในปี ค.ศ.1962 จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดอัลบั้มทริโอเลยทีเดียว

ช่วงทศวรรษ 1970s แม็กซ์ โรช ก่อตั้งองค์กร เอ็ม บูม (M Boom) ในลักษณะของออร์เคสตราที่ประกอบด้วยเพอร์คัสชั่นแบบต่างๆ ส่วนอีก 2 ทศวรรษถัดมา เขามุ่งมั่นอยู่กับการค้นหาวิธีใหม่ๆ ในการแสดงออกทางดนตรี ผลงานในระยะหลังจึงคลี่คลายไปในทาง อวอง-การ์ด และ ฟรี-อิมโพรไวเซชั่น ดังเห็นได้จากการร่วมงานกับศิลปินอย่าง ซีซิล เทย์เลอร์, แอนโธนี แบร็กซ์ตัน, อาร์ชี เช็พพ์ เป็นต้น
ในด้านชีวิตส่วนตัว แม็กซ์ มีลูกชาย แดริล และ ลูกสาว แม็กซีน ที่เกิดจากภรรยาคนแรก มิลเดร็ด โรช ต่อมาช่วงปี ค.ศ.1954 เขาได้รู้จักนักร้อง บาร์บารา ไจ จอห์นสัน และมีลูกชายกับเธอชื่อ ราอูล จอร์ดู ช่วงปี ค.ศ.1962-1970 แม็กซ์ แต่งงานกับ แอบบีย์ ลินคอล์น ไม่เพียงเท่านั้น แม็กซ์ยังมีลูกสาวอีก 2 คน คือ อะโยเดล และ ดารา ราชีดา กับภรรยาคนที่สาม ชื่อ เจนัส อดัมส์ โรช.



ลีโอเนล ลูเอเก นักกีตาร์แอฟริกันแจ้งเกิดในดงแจ๊ส

leo-1

เรื่อง : ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ

นักกีตาร์โดยเฉพาะแจ๊สต่างถิ่นจะเข้าไปสร้างชื่อในสหรัฐอเมริกาถือเป็นเรื่องยาก ยิ่งจะแจ้งเกิดในเมืองบอสตันยิ่งยากสุดๆ
แกรี เบอร์ตัน เคยเขียนไว้ในหลังปกแผ่นเสียงชุดแรกของ แพ็ต เมธีนี Brigh Size Life

“…แพ็ตย้ายมาอยู่บอสตัน…เป็นสวรรค์ของกีตาร์ หรือตรงกันข้ามขึ้นอยู่กับมุมมองของคุณ มี
นักกีตาร์ในบอสตันมากกว่าที่ใดๆ ในโลก…”

ลีโอเนล ลูเอเก หลังจากชิงทุนจากโรงเรียนดนตรีสมัยใหม่อเมริกัน (American School of Modern Music) ในกรุงปารีส ไปเรียนต่อที่เบิร์กลี คอลเลจ ออฟมิวสิก ในเมืองบอสตัน ปี 1999เรียนจบในปี 2001 วิชาเอก “แจ๊ส เพอร์ฟอร์มแมนซ์” ลีโอเนลได้เรียนกับครูกีตาร์ที่ศิษย์เก่าเบิร์กลีรู้จักกันดี แย่งกันลงทะเบียนจองเรียน Private ด้วย คือ มิค กูดริค ผู้เขียนตำรา The Advancing Guitarist : Applying Guitar Concepts & Techniques และสร้างนักกีตาร์แจ๊สระดับโลกไว้หลายคน เช่น จอห์น สโกฟิลส์ , ไมล์ สเติน

มิคเป็นลูกหม้อของเบิร์กลี เคยย้ายไปสอนที่นิวอิงแลนด์คอนเซอร์เวทอรี ดูเหมือนจะกลับมาสอนที่เบิร์กลีอีก นอกจากมีผลงานอัดแผ่นของตนเองแล้ว ยังเล่นอัดแผ่นกับ แกรี เบอร์ตัน, ชาร์ลี เฮเดน…เป็นบุคลากรสำคัญด้านการศึกษาดนตรีแจ๊ส ซึ่งเป็นที่ยกย่องยอมรับกันในวงการดนตรีแจ๊สสหรัฐ แม้จะมีโอกาสไปอยู่ที่ไหนก็ได้ แต่มิคก็เลือกปักหลักอยู่ที่บอสตัน ไม่ยอมย้ายถิ่นฐานไปไหน คงใช้ชีวิตอย่างพอเพียงในเมืองนี้ มีจักรยานเป็นพาหนะคู่ชีพ มิคอยู่อย่างเรียบง่าย พูดน้อย มีคุณสมบัติความเป็นครูครบถ้วน พร้อมที่จะให้ความรู้และคำแนะนำแก่ผู้ถามไถ่เสมอ

จอห์น ดาเมียน เป็นครูที่ประสิทธิ์ประสาทความรู้ด้านกีตาร์ให้แก่ลีโอเนลที่เบิร์กลี จอห์นเป็นที่รู้จักกันดีในวงการดนตรีเมืองบอสตัน เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเบิร์กลีเช่นเดียวกับมิค กูดริก เขาเขียนตำรา Composing & Improvising : Guitar ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการเล่นกีตาร์ล้ำลึกสมกับที่คร่ำหวอดอยู่กับงานสอนมายาวนาน

นอกจากงานด้านดนตรีศึกษา จอห์น ดาเมียนยังเล่นกับบอสตันซิมโฟนีออร์เคสตรายุค เซจิ โอซาวะ เป็นผู้อำนวยเพลง และวงบอสตันพ็อพที่ควบคุมโดย จอห์น วิลเลียมส์ นักประพันธ์เพลงภาพยนตร์ที่ครองความยิ่งใหญ่ตลอดมา เขาเคยร่วมงานกับอดีตวาทยกรชื่อก้องอย่าง เลนาร์ด เบิร์นสไตน์ เล่นกับนักดนตรีที่มีชื่อเสียงมากมายเช่น รอน ไบรอน, บ็อบบี้ วัตสัน, จิมมี จิฟฟรี…นักร้องดังอย่าง ชีลลา จอร์แดน, โรสแมรี คลูนี, ลินดา รอนด์สตัดต์ ลูกศิษย์ของจอห์นที่โด่งดังเช่น บิลล์ ฟรีเซลล์, เคิร์ต โรเซนวิงเคิล, มาร์ค วิตฟิลด์, เลนนี สเติร์น…

นอกเหนือจากที่กล่าวไว้ข้างต้น ลีโอเนล ลูเอเก ยังเรียนกับนักกีตาร์แจ๊สชั้นยอดอย่าง
โจ ดิโอริโอ และ จอห์น สโกฟิลด์ เรียนกับ เทอเรนซ์ แบลนชาร์ด, เคนนี แบร์รอน, สตีฟ เทอเร, เดฟ ฮอลแลนด์, เฮอร์บี แฮนค็อค, เวย์น ชอร์เตอร์… จะเห็นได้ว่า ลีโอเนเป็นคนใฝ่ศึกษา แสวงหาความรู้อย่างไม่เคยหยุดยั้ง เพราะการเรียนมิได้หมายความว่าจะต้องเรียนกันในห้องหรือเพื่อได้มาซึ่งกระดาษแจ้งเกรดหรือแจ้งวุฒิเท่านั้น
ลีโอเนล พร้อมเพื่อนร่วมสถาบันเบิร์กลี มัสสิโม บีออลกาตี และ เฟเรน เนเมธ ตั้งวง
“ชิลเฟมา” (Gilfema) ขึ้นที่บอสตัน สร้างเอกภาพของวงจากความแตกต่างด้านเชื้อชาติและวัฒนธรรมทางดนตรีของแต่ละคน
ลีโอเนล นักกีตาร์ชาวแอฟริกาใต้มีชื่อกลางว่า Gilles อ่านออกเสียงตามหลักภาษาฝรั่งเศสว่า “ชิล” (Zheel) ตัดมาแค่ Gil บวกกับเฟเรนซ์ (Ference) นักกลองชาวฮังการี ตัดมาแค่ fe คนสุดท้ายลูกครึ่งสเวดิช-อิตาเลียน มัสสิโม (Massimo) ตัดมาแค่ ma เมื่อรวมกันทั้งหมดกลายเป็น Gilfema นี่แหละที่มาของชื่อวง “ชิลเฟมา”

leo-2

Lionel เขาบอกให้อ่านออกเสียงว่า ลีโอเนล (Lee-oh-nell) ลูเอเกเกิดที่เบนิน บนอ่าว
เบนิน ในอัฟริกาใต้อยู่ระหว่างโตโกกับไนจีเรีย เป็นประเทศเล็กๆ ที่เคยอยู่ในการปกครองของฝรั่งเศส เขาพูดและร้องเพลงภาษาพื้นเมืองได้สองภาษาคือ ภาษา “ฟอน” ของเบนิน และภาษา
“นิมา” ของโตโก
ทุกคนในบ้านเกิดรู้จักและเรียกเขาตามชื่อกลางว่า “ชิล” แต่ชาวยุโรปและอเมริกันรู้จักเขาที่ชื่อตัวหรือชื่อแรกว่า “ลีโอเนล”

เริ่มแรกลีโอเนลเล่นเพอร์คัสชั่นหรือเครื่องเคาะจังหวะ อเลซิสพี่ชายเล่นกีตาร์ ด้วยความชอบดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ ช่วงเขาอายุ 17 อเลซิสเห็นน้องชายมีแววที่จะเอาดีทางดนตรี จึงสอนให้เล่นกีตาร์สามสี่ปี จากนั้นลีโอเนลย้ายไปยังประเทศไอวอรีโคสต์ ดินแดนที่เคยปกครองโดยฝรั่งเศสในแอฟริกาใต้ ตั้งอยู่บนอ่าวกีนีทางใต้ของกานา เข้าเรียนกีตาร์คลาสสิกที่สถาบันศิลปะแห่งชาติ (Nation Institite of Arts)
เพื่ออนาคตที่ก้าวไกล ลีโอเนลหนุ่มวัย 23 มุ่งสู่กรุงปารีส เมืองแห่งแสงสีและศิลปะเข้าเรียนที่ (American School of Modern Music) ที่คณะมีศิษย์เก่าของ “เบิร์กลี”อยู่หลายคน จึงช่วยให้ลีโอเนลได้รับทุนไปเรียนต่อที่เบิร์กลี คอลเลจ ออฟมิวสิก ที่เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนมกราคม 1999

ลีโอเนลได้ทุนจากสถาบันดนตรีแจ๊สธีโลเนียส มังค์ เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย ปี 2001 หลังเรียนจบจากเบิร์กลี เขาได้รับเลือกให้ออกตระเวนแสดงทั่วโลกจากการคัดเลือกของกรรมการตัดสินที่เป็นนักดนตรีชั้นนำในวงการดนตรีแจ๊ส เฮอร์บี แฮนค็อค, เวย์น
ชอร์เตอร์, และ เทอเรนซ์ แบลนชาร์ด

ปีถัดมาเขาได้เล่นอัดแผ่นกับนักทรัมเป็ตเทอเรนซ์ แบลนชาร์ด 2 ชุด คือ ชุด Bounce และ Flow ซึ่งออกกับ “บลูโน้ต” บริษัทแผ่นแจ๊สที่มีชื่อเสียงและทรงอิทธิพลในแวดวงแจ๊สมานมนานเล่นอัดแผ่นซีดีและดีวีดีกับ เฮอร์บี แฮนค็อคชุด Possibilities ตระเวนแสดงในยุโรปกับควอร์เททของ เฮอร์บี แฮนค็อค 2 สัปดาห์
ลีโอเนลประสบความสำเร็จอย่างสูง ถือเป็นช่วงโดดเด่นของอาชีพนักดนตรีคือ ตอนไปแสดงในเทศกาลดนตรีแจ๊สโตเกียวที่ประเทศญี่ปุ่น กับ เวย์น ชอร์เตอร์ เดฟ ฮอลแลนด์ ไบรอัน
เบลด เขาได้เล่นและอัดแผ่นกับนักร้อง นักดนตรี ชั้นแนวหน้าอีกมาก เช่น ไดแอน รีฟส์,
คัสแซนดรา วิลสัน, รอย ฮาร์โกรฟ, ชาร์ลี เฮเดน, ริชาร์ด โบนา, มาร์คัล มิลเลอร์, จอห์น

แพททิทุชชี, อัลฟอนโซ จอห์นสัน, เจฟฟ์ วัตส์, เดนนิส เชมเบอร์ส, เทอรี ลีน คาร์ริงตัน…เล่นกับ ร็อคสตาร์อย่าง สติง และ ปีเตอร์ เกเบรียล
เขาดังพอที่จะออกแผ่นในนามตนเองชุด In A Trance และ Virgin Forest เมื่อเร็วๆ นี้เขาเซ็นสัญญากับ “บลูโน้ตเร็คคอร์ดส์” วางแผนจะออกแผ่นชุดแรกกับบริษัทยักษ์ใหญ่นี้ปีหน้า
ถึงอย่างไรเขาก็ยังเกาะกลุ่มกับเพื่อนวง “ชิลเฟมา” เอาพรรคพวกอัดแผ่นกับเขาด้วย

เฟเรนซ์ เนเมธ นักกลองและนักแต่งเพลง เกิดที่เมืองซาลาชานีทางตะวันตกเฉียงใต้ ฮังการี พ่อเป็นนักกลอง ผลไม้หล่นไม่ไกลต้น หนูน้อยวัย 3 ขวบเลียนแบบพ่อ ตีกลองได้เอง พ่อเห็นมีหน่วยก้าน จึงสอนให้ตีกลองจังหวะ “ชาร์ดัช” เพลงพื้นเมืองฮังการี ซึ่งมักจะบรรเลงกันในงานแต่งงาน พออายุ 12 เฟเรนซ์หันไปเรียนเปียโนคลาสสิก เมื่อย่างเข้าวัยรุ่น เขาโดดเข้าเล่นเพลงจำพวก “ท้อป 40 ” เล่นเพลง “บอสซาโนวาและแซมบ้า” บ้าง

เฟเรนซ์ เข้าเรียนระดับมัธยมที่โรงเรียนดนตรีคลาสสิก “ยอร์” เรียนจบภาคดนตรีแจ๊สที่สถาบันดนตรีในกรุงบูดาเปสต์ เมื่ออายุ 22 จากนั้นเดินทางไปเรียนดนตรีต่อที่เบิร์กลี คอลเลจ ออฟมิวสิก เมืองบอสตัน เรียนกลองกับครูชื่อดัง แกรี แชฟเฟ เขาได้รับแรงบันดาลใจจากยอดนักกลองแจ๊ส โทนี วิลเลียมส์,เอลวิน โจนส์…เฟเรนซ์เรียนระดับปริญญาโทต่อที่นิวอิงแลนด์คอนเซอร์
เวทอรี ออฟมิวสิก แต่ไปจบที่มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย ในแอลเอ

มัสสิโอ บิออลกาตี เกิดที่กรุงสตอกโฮล์ม สวีเดน เริ่มจากดนตรีร็อคกับป๊อป กีตาร์เป็นเครื่องดนตรีแรกที่เล่น เพื่อนนักกีตาร์แนะให้เขาฟังแจ๊ส เขาเห็นว่าเพื่อนเล่นดีกว่า จึงเปลี่ยนไป
เล่นเบสไฟฟ้าชนิดไม่มีเฟร็ต เห็นนักเบสเล่นอัพไรท์หรือ “ดับเบิลเบส” ในคอนเสิร์ตแจ๊ส เกิดสนใจกลับบ้านหัดเองอย่างขะมักเขม้น ผ่านไปแค่ 6 เดือนก็ออกแสดงได้ ตอนอายุ 16 ช่วงอยู่ที่อิตาลีเขาเรียนเล่นดับเบิลเบสคลาสสิก ขณะเดียวกันหันมาสนใจแจ๊สด้วย ฟังแผ่นของ ชาร์ลี เฮเดน และ เดฟ ฮอลแลนด์

เมื่อกลับไปเรียนดนตรีในสวีเดนสองปีกว่า มัสสิโอได้ทุนไปเรียนที่ “เบิร์กลี”สถาบันดนตรีชื่อก้อง เมืองบอสตัน ที่นี่แหละที่ได้มาเจอกับลีโอเนล ลูเอเกกับเฟเรนซ์ เนเมธ ร่วมกันเป็นวง
“ชิลเฟมา”

15 กรกฏาคมที่เพิ่งผ่านไปเดือนกว่า ที่ห้อง “โวลกา” ในนอร์ธซีแจ๊สเฟสติวัล เมืองร็อตเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ ผมได้ชมการแสดงของวง Gilfema สุดยอดจริงๆ คนดูในห้อง “โวลกา” ได้สัมผัสแนวดนตรีแจ๊สที่ใหม่อย่างสะใจ โดยไม่มีใครยอมลุกออกจากที่นั่ง



กาบอร์ ซาโบ ตอนที่ 2

gb02-3

กาบอร์ ซาโบ ตอนที่ 2
นำแจ๊สคืนถิ่นมาตุภูมิ
บายไลน์ ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ


ความกดดันจากระบอบคอมมิวนิสต์ ยังผลให้ชาวฮังการีนับแสนคนต้องหาทางหลบหนีออกจากประเทศ เพื่อไปหาแหล่งพักพิงที่มีเสรีภาพกว่า กาบอร์ ซาโบ เป็นหนึ่งในจำนวนนั้นที่อาศัยช่วงบ้านเมืองกำลังอยู่ในสภาวะโกลาหล หนีออกจากกรุงบูดาเปสต์ไปยังประเทศออสเตรีย ซึ่งมีพรมแดนติดกัน แล้วมุ่งหน้าไปตายเอาดาบหน้าที่สหรัฐอเมริกาในปี 1956
กาบอร์ อิสต์วาน ซาโบ เริ่มสนใจกีตาร์หลังชมภาพยนตร์ที่แสดงโดย รอย รอเจอร์ส ในปี 1949 ก่อนหน้านี้หนึ่งปีกาบอร์วัย 14 ปี ได้รับกีตาร์เป็นของขวัญวันคริสต์มาสจากพ่อ เป็นกีตาร์คุณภาพค่อนข้างแย่ แต่มีบริการหลังการขาย สอนฟรีให้หนึ่งบทเรียน จากนั้นเขาลงมือหัดเอง คิดระบบการวางนิ้วหัดเอง นับเป็นความยุ่งยากที่จะเล่นอย่างแม่นยำ

กาบอร์พยายามพัฒนาการเล่นกีตาร์ด้วยการฟังแจ๊สจากรายการ This Is Music U.S.A. ทางวิทยุ ‘เสียงอเมริกา’ (Voice of America) ชั่วโมงแรกเป็นเพลงยอดนิยม ชั่วโมงที่สองเป็นแจ๊ส จัดโดยวิลลิส โคโนเวอร์ รายการนี้มีส่วนทำให้นักดนตรีในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ทั้งในยุโรปและประเทศคิวบา ต้องฟังอย่างหลบๆ ซ่อนๆ เพราะผิดกฎหมาย ถูกจับได้เมื่อไรเจอคุกแน่ ใครสนใจก็ต้องซื้อแผ่นเสียงในตลาดมืด ซึ่งแพงมาก
กาบอร์ก็เหมือนกับนักดนตรีคนอื่นที่อยากฟัง อยากเล่นแจ๊ส กว่าจะเก็บเงินจากการเล่นดนตรีสองหรือสามสัปดาห์ จึงจะซื้อได้หนึ่งแผ่น เขาชอบแนวการเล่นของนักกีตาร์แจ๊สอเมริกัน จอห์นนี สมิธ และ ทัล ฟาร์โลว์ พยายามลอกเลียนลูกเล่นจากสองนักกีตาร์ในดวงใจของเขา ไม่นานนักเขาได้เล่นกับวงดนตรีท้องถิ่นตามคลับ มีจังหวะเมื่อไรเขาพยายามเล่นแจ๊ส จนกระทั่งได้เล่นอัดแผ่นกับวง “มีร์นาเบลล์” อีร์มา ฮอโซ เป็นหัวหน้าวง ก่อนจะหลบหนีจากฮังการี

gb02-2

หนุ่มวัย 20 กาบอร์ข้ามพรมแดนออสเตรียพร้อมอีวาสาวแรกรัก และเพื่อนอีกคนหนึ่ง ติบอร์ ยีเมซี ซึ่งต่อมาเป็นสถาปนิกใน แอล เอ กาบอร์ปักหลักอยู่ในเมืองซาน เบอร์นาดิโน รัฐแคลิฟอร์เนีย หลังไม่ประสบความสำเร็จในความพยายามที่จะประกอบอาชีพดนตรี วงเดอะ ‘ทรี สตริงส์’ ของเขาไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร เขาต้องหันไปหางานอย่างอื่นทำ เป็นภารโรงอยู่พักหนึ่ง พอเก็บเงินได้ก็ไปลงทะเบียนเข้าเรียนที่ ‘เบิร์กลี’ สถาบันดนตรีชื่อก้องในเมืองบอสตัน เรียนอยู่ 4 เทอม ช่วงปี 1958-60

ที่เบิร์กลีเขาเรียนวิชาการประพันธ์เพลงและเรียบเรียงดนตรี ที่นี่เปรียบเสมือนเปิดประตูให้เขาได้เข้าสู่วงการดนตรีอาชีพ กาบอร์ได้เล่นกับนักเปียโนฝีมือดีอย่างโตชิโกะ อะกิโยชิ บ็อบ เจมส์ เพื่อนร่วมสถาบัน นักแซ็กโซโฟนระดับแนวหน้าอย่าง ชาร์ลี มาเรียโน นิค บริกโนลา นักแต่งเพลงอย่าง แกรี แม็คฟาร์แลน และ ไมเคิล กิบส์ เขาได้รับเชิญให้ไปร่วมแสดงในเทศกาลดนตรีแจ๊สนิวพอร์ตในปี 1958 การบรรเลงสดกับวงนักดนตรีระดับอินเตอร์ บันทึกในแผ่นเสียง ‘โคลัมเบีย’ สองแผ่นชุด Newport 1958 จากเทศกาลเดียวกันยังได้อัดการแสดงสดของ หลุยส์ อาร์มสตรอง

กาบอร์ ได้เล่นอัดแผ่นกับพวกเบิร์กลีในแผ่นเสียงชุด Jazz In The Classroom Volume II (1958) และ Jazz In The Classroom Volume IV (1959) ในแผ่นชุดที่สี่ กาบอร์มีบทบาทสำคัญกว่าในชุดก่อน ปีเดียวกันนี้เขาเล่นกับโตชิโกะเพื่อนร่วมสถาบันในวง ‘เมอร์ลิโน’ ทรีโอ ในเลานจ์ที่นักร้อง โจ เมอร์ลิโน ร้องประจำ เขาพบ อลิเซีย โซลารี สาวบอสตันเกิดปิ๊งกัน ทั้งคู่ตกลงแต่งงานกันในที่สุด
เงินก็ไม่ค่อยมี ทุนเรียนมีความหวังริบหรี่ รู้สึกว่าไม่อาจอยู่ที่เบิร์กลีต่อไปได้ เขาตัดสินใจหอบหิ้วเมียสาวไปลอสแองเจลิส อีกครั้งที่เขาพบว่ายากที่จะเป็นนักดนตรีทางเมืองฝั่งตะวันตกของสหรัฐ สถานการณ์บีบบังคับให้เขาจำต้องทำงานด้านการจัดการขายอสังหาริมทรัพย์

ปี 1961 โชคเข้าข้างเขาบังเอิญ จอห์น พิซาโน นักกีตาร์วงชิโก แฮมิลตัน เตรียมตัวจะออกจากวง จึงแนะนำให้กาบอร์ ซาโบ เข้าเล่นแทน กาบอร์เคยเจอชิโกมาก่อนแล้ว เมื่อครั้งแสดงที่นิวพอร์ต มีเอริก ดอลฟี เป็นนักแซ็กโซโฟนหัวก้าวหน้าที่โดดเด่นในวง เขายังประทับใจกับการบรรเลงของวงชิโก รู้สึกศรัทธา เลื่อมใสในการปฏิวัติแนวการเล่นแจ๊สของชิโก แฮมิลตัน มือกลองที่มีความคิดสร้างสรรค์ตลอดกาล
ความจริงทีแรกชิโกไม่ชอบแนวการเล่นของกาบอร์ ไล่เขาออกจากวงพร้อมกับชาร์ลส์ ลอยด์ นักแซ็กโซโฟนหนุ่มฝีมือดี ชาร์ลส์ ออกไปเล่นกับนักเปียโน เลส แม็คแคนน์ ช่วงสั้นๆ ชิโกขอให้ชาร์ลส์กลับมาเล่น โดยเสนอให้เขาเป็นผู้กำกับดนตรี ชาร์ลส์รับเงื่อนไขแต่มีข้อแม้ว่าต้องเอากาบอร์กลับมาเล่นกับวงด้วย ทางวงเพิ่มทรอมโบน จอร์จ โบฮันนอน มักสลับกับ การ์เนตต์ บราวน์ หลังบรรเลงเพลงประกอบภาพยนตร์ เรื่อง Litho ในอาทิตย์นั้นก็ได้เล่นประจำในคลับ

กาบอร์เปลี่ยนแนวการเล่นหันไปร่วมงานกับเพื่อนเก่าที่เบิร์กลี แกรี แม็คฟาร์แลน เอาแนวดนตรีร็อคมาผสมผสานกับแจ๊ส ไม่ใช่เป็นเรื่องยากสำหรับเขา เพราะก่อนหน้านี้เขาติดตามผลงานของ เอริก แคลปตัน จอร์จ แฮร์ริสัน จิมี เฮนดริกซ์ ดังนั้นแผ่นชุด Soft Samba และThe In Sound ที่เขาร่วมงานกับแกรี แม็คฟาร์แลน เป็นที่ลือลั่นในวงการดนตรีแจ๊ส ความสำเร็จจากแผ่นสองชุดนี้ทำให้กาบอร์ได้ออกแผ่นของตนเองเป็นครั้งแรก ชุด Gypsy ‘66
เว้นไม่กี่เดือนออกชุด Spellbinder ในแผ่นชุดนี้มีเพลงที่เขาแต่งเอง Gypsy Queen ได้รับความนิยมจากนักฟังเพลง ข้อสำคัญคือ เป็นเพลงที่สร้างแรงบันดาลใจให้ คาร์ลอส ซานทานา แต่งเพลง Black Magic Woman จนกลายเป็นตำนานเพลง ‘ละตินร็อค’ Bang Bang เพลงของ ซันนี แอนด์เชอร์ ทำให้กาบอร์ได้แฟนร็อคหันมาฟังแจ๊สเพิ่ม ความพิเศษของแผ่นชุดนี้ นอกจากเขาได้ชิโก แฮมิลตัน หัวหน้าวงเก่าของเขามาร่วมงานแล้วยังได้ รอน คาร์เตอร์ เบสฝีมือดีเยี่ยมมาช่วยเล่นให้อีกหนึ่งแรง

gb02-1

ปลายปี 1969 กาบอร์ร่วมงานกับลีนา ฮอร์น ออกแผ่นชุด Lena & Gabor เลือกสรรผลงานของเดอะบีเทิลส์ มิเชล เลอกรองด์ เบิร์ต บาคารัค แฮร์รี นิลส์สัน ทำให้ได้แฟนเพลงรุ่นหนุ่มสาวเพิ่มขึ้นเยอะ
นานถึง 18 ปีที่ใช้ชีวิตอยู่ในแวดวงดนตรีสหรัฐอเมริกา กาบอร์กลับบ้านเกิดครั้งแรกเมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 1974 อยู่ที่กรุงบูดาเปสต์สองเดือนครึ่งพร้อมภรรยาและลูกชาย ได้พบพวกญาติๆ และเพื่อนเก่า หลายๆ อย่างเปลี่ยนไปบ้าง ระหว่างนั้นมีการอภิปรายโต๊ะกลมร่วมกับนักเรียนที่สถาบันดนตรี ในกรุงบูดาเปสต์ เล่นกับวงหลายวงในคลับ ทางโทรทัศน์ฮังการีได้บันทึกการแสดงของกาบอร์ Jazzpodium 74: Gabor Szabo (USA) Musora นำออกเผยแพร่ทางโทรทัศน์ ถือเป็นครั้งแรกที่สถานีโทรทัศน์ฮังการีอุทิศเวลาให้กับการเสนอดนตรีแจ๊สอย่างเต็มที่

กาบอร์กลับไปสหรัฐออกแผ่นที่แสดงรากเหง้าของความเป็นฮังการี เขาบรรเลงอัดแผ่นเพลง Hungarian Rhapsody ของ ฟรานซ์ ลิสต์ นักประพันธ์เพลงชื่อก้องชาวฮังการี
ช่วงระหว่างปลายปี 1974 ถึงต้นปี 1975 แลร์รี บ็อค นักศึกษาเรียนวิชาถ่ายหนังที่มหาวิทยาลัยเซาเทิร์น แคลิฟอร์เนีย ได้ถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีชื่อว่า Rising โดยเก็บภาพภายในบ้านกาบอร์ บันทึกภาพคนในครอบครัว การซ้อมและการบรรเลงที่ ‘ไลท์เฮ้าส์’ แถวชายหาด ‘เฮอโมซา’ แคลิฟอร์เนีย ความยาว 30 นาที ในภาพยนตร์สารคดีนี้ยังถ่ายผลงานจิตรกรรมของกาบอร์ที่เป็นงานอดิเรก สัมภาษณ์ อลิเซียภรรยาของกาบอร์ และสัมภาษณ์ เลนาร์ด เฟเธอร์ นักวิจารณ์ดนตรีที่มีชื่อเสียง และริชาร์ด ทอมสันเพื่อนนักเปียโนของกาบอร์

กาบอร์ ซาโบ เดินทางกลับบ้านเกิดครั้งสุดท้ายเมื่อ กรกฎาคม 1981 พร้อมด้วยภรรยาคนใหม่ มาเรียน รวบรวมเพื่อนเก่า อัตติลา กาเรย์ (เปียโน) ปีเตอร์ ดันโด (เบส) เล่นออกรายการ Pulzus ทางโทรทัศน์ และเล่นอัดแผ่นชุดสุดท้าย Femme Fatale ต้นเดือนธันวาคม ก็ล้มป่วยต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล
ในที่สุด กาบอร์ ซาโบ นักกีตาร์แจ๊สผู้ยิ่งใหญ่แห่งบูดาเปสต์ ก็สิ้นลมที่บ้านเกิด เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 1982