Articles

กาบอร์ ซาโบ ตอนที่ 1

gb

กาบอร์ ซาโบ ตอนที่ 1
สร้างกระแสแจ๊สแนวใหม่จากฮังการี
บายไลน์ ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ

เดือนกรกฎาคม 1956 ผลจากการกล่าวสุนทรพจน์อันยาวเหยียดของครุสชอฟ ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสหภาพโซเวียต ประณามระบอบสตาลิน ได้สร้างความสั่นสะเทือนแก่พรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลก…ยังผลให้เกิดการต่อต้านผู้นำประเทศฮังการีในเวลาต่อมา

บรรดานักศึกษาฮังกาเรียนได้เคลื่อนขบวนไปยังรัฐสภาที่ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำดานูบ เพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ขณะนั้น ในที่สุดประชาชนชาวฮังการีได้รุกฮือขึ้นอันเป็นเหตุนำไปสู่การปฏิวัติ
กาบอร์ ซาโบ ได้อาศัยช่วงที่บ้านเมืองกำลังวุ่นวายเล็ดลอดหนีออกนอกประเทศ มีเพียงกีตาร์คู่ชีพติดตัวมุ่งสู่เมืองลุงแซม เป้าหมายเพื่อเป็นนักกีตาร์แจ๊สในสหรัฐอเมริกา
ความฝันของกาบอร์เริ่มเป็นจริง เมื่อเขาได้รับคะแนนนิยมจากผู้อ่านนิตยสาร “ดาวน์บีท” ในฐานะนักกีตาร์หน้าใหม่ ปี 1964 เป็นนักกีตาร์ที่โดดเด่นในวงการดนตรีแจ๊สสหรัฐ
เขาออกจากวงชิโก แฮมิลตันในปีถัดมา เข้าไปเป็นนักดนตรีเด่นในวง ‘ป๊อป-แจ๊ส’ ของ แกรี แม็คฟาร์แลนด์ ควินเททที่มี ชาร์ลส์ ลอยด์ เป็นนักดนตรีสำคัญในวง ขณะเดียวกัน กาบอร์ ซาโบ ได้ออกแผ่นเสียงชุดแรกในฐานะหัวหน้าวงชุด Gypsy ‘66 แผ่นตรา ‘อิมพัลส์’ ได้รับความสำเร็จอย่างงดงาม สร้างความประหลาดใจแก่วงการดนตรี แผ่นชุดนี้มีเพลงฮิตของ เดอะ ‘บีเทิลส์’ เพลง Yesterday และ If I Fell เพลง Walk On By ของ เบิร์ต บาคารัค ปรับแนวให้เข้ากับแจ๊ส มีเพลงที่กาบอร์แต่งเองสองเพลง และเพลงที่เขาแต่งร่วมกับแกรี แม็คฟาร์แลนด์ กาบอร์ใช้กีตาร์สองสามตัวเล่นเสียงที่มีลักษณะเฉพาะตัว โดยให้ซาดาโอะ วาตานาเบเป่าฟลู้ต แกรี แม็คฟาร์แลนด์ ตี ‘มาริมบา’ เครื่องดนตรีจำพวกระนาด
จริงอยู่เนื่องจากเขาหัดกีตาร์เอง วิธีการเล่นบางอย่างไม่ถูกต้องตามหลักการเล่นกีตาร์ ประกอบกับเขาพยายามเอาเทคนิคและแนวดนตรีพื้นเมืองฮังการี โดยเฉพาะดนตรีของพวกยิปซีและอินเดียเข้ามาผสมผสานกับการเล่นแบบมาตรฐานทั่วไป จึงทำให้เสียงกีตาร์ของเขาไม่เหมือนใคร มีเอกลักษณ์ ฟังปั๊บรู้ทันทีว่านั่นคือเสียงกีตาร์ของกาบอร์ ซาโบ ยิ่งเสียงสะท้อนลากยาว (feed back) เขาทำได้เยี่ยมมาก ซึ่งเป็นเทคนิคเดียวกับ คาลอส ซานทานา นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่คาลอสนำเอาเพลง Gypsy Queen ที่กาบอร์แต่งไปบรรเลงจนเป็นที่ถูกอกถูกใจนักฟังเพลง

เพลง Gypsy Queen กาบอร์บรรเลงอัดแผ่นชุด Spellbinder อันลือชื่อในแผ่นเสียงชุดนี้ มีเพลงที่น่าฟังหลายเพลง เช่น My Foolish Heart; It Was A Very Good Year; Spellbinder; Shot Me Down; Bang Bang…ชิโก แฮมิลตัน ผู้สนับสนุนให้กาบอร์ได้เกิดในวงการดนตรีแจ๊สสหรัฐเป็นผู้รับหน้าที่ตีกลองให้ รอน คาร์เตอร์ ดีดเบส ทั้ง วิคเตอร์ ปันโตฮา และวิลลี โบโบ เล่นเพอร์คัสชั่น
ช่วงนั้นกาบอร์กำลังมาแรง “อิมพัลส์” เจ้าสังกัดรีบตักตวงเต็มที่ ห่างจากชุด Spellbinder สามสี่เดือน กาบอร์ออกชุด Jazz Raga เขารับเอาอิทธิพลของดนตรีอินเดียมาเต็มๆ ผสมเข้ากับร็อคและป๊อป ที่เด่นชัดคือ เพลง Krishana; Ravi; Mizrab; Search For Nirvana เพลง Paint It Black ของวงเดอะโรลิ่งสโตน และ Caravan ที่เราคุ้นกันดีมาบรรเลง

ปี 1967 แผ่นชุด The Sorcerer ทำชื่อให้กาบอร์ ซาโบ อีกครั้งหนึ่ง แผ่นชุดนี้บันทึกจากการแสดงสด เนื่องในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการดนตรีแจ๊สที่เมืองบอสตัน คืนวันที่ 14, 15 เมษายน เป็นควินเททที่เยี่ยมมาก โดยเฉพาะจิมมี สจวร์ต นักกีตาร์ที่บรรเลงประกอบเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้สนใจกีตาร์ ด้วยความสนิทกับเวส มอนท์กัมเมอรี เขาจึงเขียนตำรากีตาร์ที่เล่นสไตล์เวสเป็นคนแรกในปีที่เวสเสียชีวิตปี 1968 ชื่อหนังสือ Wes Montgomery: Jazz Guitar Method เนื้อหาในหนังสือนอกจากอธิบายเทคนิคการเล่นกีตาร์ของเวสอย่างละเอียดแล้ว ยังมีแบบฝึกหัด ตัวอย่างเพลงและลูกเล่นแกะจากแผ่นเสียงบรรจุไว้หลายเพลง เป็นตำรากีตาร์แจ๊สที่ดีมีมาตรฐาน จิมมีเป็นนักกีตาร์ฝีมือดีมีงานล้นมือในแคลิฟอร์เนีย งานหลักเป็นนักดนตรีในห้องอัด เล่น เขียน และเรียบเรียงเพลงประกอบภาพยนตร์ เล่นในรายการทีวีของเบิร์ต บาคารัค, แซมมี เดวิด จูเนียร์, ไดอานา รอสส์…มีผลงานเขียนเชิงวิชาการเกี่ยวกับกีตาร์ เช่น หน้า Work Shop ในนิตยสาร Guitar Player

gb1

นักดนตรีที่กาบอร์เลือกมาร่วมงานอัดแผ่นชุด The Sorcerer ล้วนรับแนวคิดทางดนตรีของกาบอร์ได้เป็นอย่างดี นักเบส หลุยส์ คาบอค เป็นฮังกาเรียนรู้จักกับกาบอร์มาก่อนที่กรุงบูดาเปสต์หลบมาอยู่สหรัฐช่วงเดียวกับกาบอร์ ปักหลักอยู่ทางฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา งานหลักเป็นนักดนตรีคลาสสิก มาร์ที มอร์เรลล์ เคยร่วมงานกับสตีฟ คืน นักเปียโนนิวยอร์กเกอร์เชื้อสายเยอรมัน ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยฮาวาร์ด มาร์ทีเป็นนักกลองหนุ่มหัวไว รับลูกกาบอร์ได้ฉับไว จิมมี สจวร์ต เล่นทั้งกีตาร์คลาสสิก แบนโจ และแมนโดลิน ส่วน ฮัล กอร์ดอน เล่นเพอร์คัสชั่นได้หลากหลาย แม้กระทั่งกลอง ‘ตับลา’

The Beat Goes On กาบอร์เล่นทำนองและโซโลในจังหวะร็อคที่ใช้คอร์ดเดียวเกือบตลอดทั้งเพลง เบสเล่น ‘ออสตินาโต’ เปิดทางให้กาบอร์โชว์ฝีมือกีตาร์เต็มที่ สะกดคนฟังให้ตรึงอยู่กับเสียงมิติใหม่ตลอดเวลา โดยจิมมียันริธึ่มไว้แน่นปึ้ก
Little Boat ชื่อภาษาโปรตุเกส O Barquino ผลงานของโรแบร์โต เมเนสกัล นักแต่งเพลงชาวบราซิล เพลง ‘บอสซา โนวา’ ที่ค่อนข้างเร็ว กาบอร์เล่นได้น่าฟังยิ่ง พร้อมกันนี้ได้เปิดว่างให้ มาร์ที มอร์เรลล์กับฮัล กอร์ดอนได้โซโลกลองและเพอร์คัสชั่นยาวเหยียด คั่นเสียงกีตาร์อันโรแมนติกของกาบอร์

Lou-ise เพลงจิมมี สจวร์ตแต่งทำนองเรียบง่าย ไพเราะ ในลีลาบอสซาโนวา กาบอร์ขึ้น ‘อินโทร’ ด้วยการโชว์ฝีมือในการเล่น ‘อาทิฟิเชียลฮาร์มอนิก’ ช่วงบรรเลงทำนองเล่นเสียง ‘สเลอร์’ สำเนียงดนตรีแบบยุโรปกลาง จิมมีเล่นกีตาร์ประกอบได้ดีมาก
What Is This Thing Called Love? ผลงานของนักแต่งเพลงเอกบรอดเวย์ โคล พอร์เตอร์ กาบอร์ ซาโบ กับ จิมมี สจวร์ต เล่นทำนอง ‘ดูเอ็ต’ กันมาในลีลา ‘สวิง’ ในแบบ ‘เคาน์เตอร์เมโลดี้’ ช่วง ‘อิมโพรไวส์’ กาบอร์โซโลกับกลอง ‘กองก้า’ ตัวต่อตัว ฟังสบาย จากนั้นกีตาร์ทั้งสองตัว ‘ดูเอ็ต’ กันอีกครั้งหนึ่ง จิมมีใช้ ‘อีเฟกต์’ เพื่อให้เสียงกีตาร์แตกต่างจากกาบอร์อย่างชัดเจน เป็นเวอร์ชั่นที่ไม่เหมือนใคร
Space เพลงแต่งเองของกาบอร์ ขึ้นต้นด้วยเสียงค้างเสมือนเสียงอยู่ในอวกาศ แล้วปล่อยให้จิมมีโซโลกีตาร์คลาสสิก พร้อมกับกาบอร์เล่น ‘อิมโพรไวส์’ สวนกับเสียงกีตาร์ของจิมมี บางครั้งกาบอร์ใช้เทคนิคการเอานิ้วเกี่ยว ‘วอลลุม’ ทำเสียงเหมือนการสีเครื่องสาย ซึ่งเป็นเทคนิคที่เขาถนัด

Strong Than Us เป็นผลงานที่ไม่คุ้นหูของนักแต่งเพลงชื่อก้องชาวฝรั่งเศส ฟรานซิส ลาย เจ้าของเพลง A Man And A Woman กาบอร์ บรรเลงในจังหวะ ‘โบเลโร’ ฟังเพลินดี จิมมีเล่น arpeggio คลอทำนองเกือบตลอด ช่วงหลังทั้งกาบอร์และจิมมีผลัดกันโซโล แล้วเสียงค่อยๆ จางหายไป
Mizarb กาบอร์แต่งได้ดี ทำนองกระเดียดแบบยุโรปตะวันออก ออกเป็นแขกนิดๆ จิมมีเล่น ‘เสียงยืน’ คล้ายเสียง ‘ตัมปุระ’ ในดนตรีอินเดีย กลองและเพอร์คัสชั่นเล่นในจังหวะละติน
Come Back ในลีลาร็อคที่แปลกในสีสันที่ฉูดฉาดตามแบบของกาบอร์
สำหรับแผ่นซีดีมีเพลงแถมอีก 3 เพลงคือ Los Marodoros; People; Corcovado

กาบอร์ ซาโบ เกิดที่กรุงบูดาเปสต์ ฮังการี วันที่ 8 มีนาคม 1936 สิ้นชีวิตที่บ้านเกิดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 1982 แม้เขาจะเดินทางไปแสดงในเทศกาลดนตรีแจ๊ส ในไนต์คลับและคอนเสิร์ตในยุโรปหลายๆ ครั้ง แต่ไม่เคยได้กลับไปที่บ้านเกิดเลย จนกระทั่งปี 1974 จึงได้กลับไปที่กรุงบูดาเปสต์ เพื่อเผยแพร่ดนตรีแจ๊สที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นในสหรัฐอเมริกา



แคทรีน แมดเสน ดิวาจากสแกนดิเนเวีย

297

ประสบความสำเร็จด้วยดีสำหรับคอนเสิร์ตเบอร์แรก แคทรีน แมดเสน ฟิเจอริง เยสเปอร์ โบดิลเสน ทริโอ (Katrine Madsen featuring Jesper Bodilsen Trio) ภายใต้คอนเซปต์ Colour Your Life : European Jazz Concert Series ที่ทาง ‘เนชั่นกรุ๊ป’ ร่วมกับพันธมิตร ค่ายเพลง ‘ฮิตแมน’ จัดขึ้น โดยการสนับสนุนจากหน่วยงานหลายฝ่ายที่เล็งเห็นคุณค่าของการนำเสนอเสียงดนตรีดีๆ เพื่อสร้างสีสันและความมีชีวิตชีวาขึ้นในสังคมไทย

ก่อนจะถึงคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบในค่ำคืนวันเสาร์ (30 มิ.ย.) แคทรีนและวงดนตรีของเธอ อุ่นเครื่องกันแต่เนิ่นๆ ด้วยการพบปะกับแฟนเพลงแจ๊สชาวไทยและเหล่านักดนตรีรุ่นใหม่ ด้วยกิจกรรม ‘เวิร์คช็อพ’ ภายในงาน Bangkok Audio Video Show 2007 ณ โรงแรม ดิเอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก เพื่อสะท้อนความจริงว่า แจ๊สเป็นดนตรีที่มีทั้งศาสตร์และศิลป์ในตัวเอง งานนี้เธอกับสมาชิกในวงช่วยกันแนะนำวิธีการตีความบทเพลงสแตนดาร์ด แล้วเรียบเรียงขึ้นใหม่ในสไตล์ของตนเอง สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชมที่มาสังเกตการณ์กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

จากนั้น ในวันรุ่งขึ้น นักร้องสาวและนักดนตรีจากโคเปนเฮเกนอีก 3 ชีวิต ประกอบด้วย เยสเปอร์ โบดิลเสน มือเบสและสามีของเธอ, เฮนริค กุนเด มือเปียโน และ โยนาส โยฮานเสน มือกลอง ก็ก้าวขึ้นเวทีหอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย แคทรีน เริ่มต้นด้วยการนำเพลงฮิตเมื่อครั้งอดีตมาปรุงใหม่ เพลงแรก Can’t Buy Me Love ที่ทุกคนรู้จักคุ้นเคยกันดี ตามด้วย Love For Sale เพลงสแตนดาร์ดของ โคล พอร์เทอร์ ก่อนจะต่อด้วย And I Love Her ผลงานร็อคอมตะของเดอะ บีเทิลส์ อีกครั้ง

ตลอดการแสดงในช่วงแรก แคทรีน ปูทางสร้างอารมณ์ให้แก่คนฟังที่เดินทางมาชมกันเต็มฮอลล์ ด้วยเพลงฮิตไล่เรียงมาเป็นลำดับ ตั้งแต่ Autumn Leaves เพลงป๊อปกลิ่นอายฝรั่งเศสที่ศิลปินแจ๊สชื่นชอบนักในการนำมาตีความใหม่ , Close to You บทประพันธ์ของ เบิร์ค บาคารัค ซึ่งแวดวงคนฟังเพลง

โดยทั่วไปต่างรู้จักจากเวอร์ชั่นป๊อปของ เดอะ คาร์เพนเตอร์ส และ Angle Eyes เพลงสแตนดาร์ดจากฝีมือการแต่งของ แมทท์ เดนนิส และ เอิร์ล เบรนท์ ซึ่งแต่งไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1946 แต่เริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่นักฟังแจ๊สจากการร้องของ เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์ ที่มีอยู่หลายเวอร์ชั่นด้วยกัน ตั้งแต่เวอร์ชั่นในปี ค.ศ.1952 ที่อัดกับวงของ ไซ โอลิเวอร์ ไปจนถึงเวอร์ชั่นที่เธอร้องดูเอ็ทกับเสียงเปียโนของ พอล สมิธ
สำหรับเวอร์ชั่น Angle Eyes ในครั้งนี้ แคทรีน เรียบเรียงใหม่ให้เป็นแบบฉบับที่มีกลิ่นอายสแกนดิเนเวียน ซึ่งให้ความแตกต่างไปจากความคุ้นเคยเดิมพอสมควร

เมื่อจบเพลงที่ 6 แคทรีน กล่าวฝากวงทริโอไว้กับผู้ชม ก่อนเดินลับหายไปหลังเวที อย่างไรก็ตาม ต้องบันทึกไว้ว่าช่วงการบรรเลงโดยวงทริโอ ซึ่งมีอยู่ 2 เพลงด้วยกัน คือ Just The Way You Are เพลงเก่าของ บิลลี โจล และ Don’t Know Why เพลงฮิตของ นอราห์ โจนส์ น่าจะจัดเป็นช่วงที่สร้างความตื่นเต้นให้แก่ผู้ชมไม่น้อย เมื่อได้เห็นการสำแดงฝีมือแบบเต็มๆ ของนักดนตรีบนจังหวะอันเร่งเร้าและมีสวิงฟิลมากขึ้น หลังจากทำหน้าที่เล่นแอคคอมพานีมาโดยตลอด โดยเฉพาะแนวคิดในการเรียบเรียงเพลง Don’t Know ที่กระเดียดไปทางนิวออร์ลีนแจ๊ส

แคทรีน กลับมาสู่เวทีอีกครั้งในชุดแต่งกายสีดำ เธอร้องดูเอ็ทกับดับเบิลเบส ซึ่งเป็นสามีของเธอ ลำดับเพลงในช่วงนี้มีทั้งเพลงเก่าและเพลงที่ประพันธ์ขึ้นใหม่ (original composition) ตั้งแต่ Almost Like An Angel, Since I Fell For You, I’ll Keep You Satisfied, Be Still My Heart จนถึง Big City เป็นอันจบการแสดง
เมื่อกล่าวคำอำลา แคทรีน พร้อมกับวงดนตรีลาแฟนเพลงไปหลังเวที ก่อนจะกลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้อง อย่างที่เธอกล่าวติดตลกเช่นกันว่า “I hope so.”

เพลงอังกอร์ของคอนเสิร์ตครั้งนี้ คือ You Are So Beautiful ที่ไม่ต้องมีอินโทรให้เสียเวลา เธอถ่ายทอดเพลงเก่าของ บิลลี เพรสตัน ด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ที่เคลื่อนไหวอยู่ในย่านทุ้มต่ำ ด้วยลักษณะเฉพาะตัวที่ให้ความรู้สึกลึกซึ้งกินใจ
เป็นการฝากความประทับใจให้แก่แฟนเพลงในกรุงเทพฯ ก่อนที่ในวันรุ่งขึ้น (1 ก.ค.) แคทรีน เดินทางด้วยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส มุ่งหน้าสู่ภูเก็ต โดยมีกำหนดการแสดงริมหาดหน้าโรงแรมกะตะธานี บีช รีสอร์ท ซึ่งให้บรรยากาศอันรื่นรมย์ไปอีกแบบ ไม่ว่าจะเป็นฟองคลื่น หาดทราย สายลม และเสียงดนตรีที่ขับกล่อมแฟนเพลงที่ติดตาม Colour Your Life : On Tour ได้อย่างชื่นมื่นโดยทั่วหน้ากัน

หมายเหตุ : Colour Your Life : European Jazz Concert Series เกิดขึ้นได้จากการสนับสนุนของมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, เอไอเอ, จีเอสเอ็ม แอดวานซ์, ธนาคารกสิกรไทย, เลอ บัว แอท สเตท ทาวเวอร์, แอร์โรว์ เอ็กเซลเลนซี, สายการบินแอร์ฟรานซ์ – เคแอลเอ็ม, สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส, นิตยสารเพรสทิจ, 98.5 บรีซ เอฟเอ็ม, นิตยสารออดิโอไฟล์ และโรงแรมกะตะธานี ภูเก็ต บีช รีสอร์ท



ฟัง Time Lines คิดถึง แอนดรูว์ ฮิลล์

resizeandrewhill2

ฟัง Time Lines
คิดถึง แอนดรูว์ ฮิลล์

ในบทความ “แอนดรูว์ ฮิลล์ ซับซ้อนแต่มีวิญญาณ” เขียนลงในนิตยสาร ออดิโอไฟล์ เมื่อช่วงปี 2549 ที่ผ่านมา ผมลงท้ายว่า
“… ในอัลบั้ม Time Lines แอนดรูว์ ฮิลล์ เผยให้เห็นมิติที่แตกต่างและการค้นพบใหม่ๆ ของเขาอย่างน่าชื่นชม ทางเปียโนที่โปร่งเบาและสละสลวยขึ้นกว่าเดิมในหลายๆ ชิ้นงาน เป็นประจักษ์พยานที่บ่งชี้ถึงเส้นทางของการทำงานดนตรีที่ยังทอดยาวออกไปเบื้องหน้า ตราบจนกว่าวันที่โน้ตตัวสุดท้ายจะมาถึง”
ไม่น่าเชื่อว่า โน้ตตัวสุดท้ายของนักเปียโนคนนี้จะเดินทางมาถึงเร็วกว่าที่คาด ! บางทีชีวิตคนเราก็ไม่มีความแน่นอนเช่นนี้เอง

แอนดรูว์ ฮิลล์ (Andrew Hill) นักดนตรีแจ๊ส มือเปียโนระดับพระกาฬ และนักประพันธ์ดนตรีฝีมือฉมัง ผู้โดดเด่นในยุคโพสต์-บ็อพ ถึงแก่กรรมเมื่อวันศุกร์ที่ 20 เมษายน 2007 ที่ผ่านมา ด้วยวัย 75 ปี
เขาป่วยเป็นโรคมะเร็งที่ปอดเป็นเวลา 3 ปี เขาเสียชีวิตที่บ้านพักในเมืองเจอร์ซีย์ซิติ ในนิวเจอร์ซีย์ โดยเมื่อปีกลาย ฮิลล์ ได้ออกผลงาน Time Lines เป็นอัลบั้มสุดท้ายเสมือนการสั่งลา ซึ่งนิตยสารดาวน์บีทยกย่องให้เป็นอัลบั้มแห่งปี
ฮิลล์ เล่นดนตรีจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต โดยเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อนหน้าการเสียชีวิต เขายังปรากฏตัวพร้อมกับวงทริโอในโบสถ์แห่งหนึ่งย่านแมนฮัตตันด้วยซ้ำ
ครั้งหนึ่ง อัลเฟร็ด ไลออน แห่งค่ายบลูโน้ต เคยเปรียบเปรยเขาว่า “เป็น ธีโลเนียส มังค์ คนต่อไป” เพราะบุคลิกภาพผ่านทางเปียโนของเขากระเดียดไปทาง มังค์ ค่อนข้างมาก โดยอิทธิพลของนักเปียโนคนอื่นๆ นอกจากนั้นคือ อาร์ต เททัม และ บัด พาวล์

ฮิลล์ เคยให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ (ตีพิมพ์ในไลเนอร์โน้ตอัลบั้ม Black Fire สังกัด บลูโน้ต ปี ค.ศ.1963) ว่า
“สำหรับผม มังค์ เหมือน ราเวล และ เดอบูซ์ซี เขานำบุคลิกภาพส่วนตัวจำนวนมากบรรจุลงในการเล่นของเขา ไม่ใช่เรื่องสำคัญว่าเขามีส่วนในด้านเทคนิคการบรรเลงอย่างไร ถึงที่สุดแล้ว มันเป็นเรื่องของบุคลิกภาพทางดนตรีต่างหาก”
“ส่วน บัด แม้จะยิ่งใหญ่กว่า แต่ดนตรีของเขาตายลงในที่สุด ผมหมายความว่า ถ้าคุณอยู่กับ บัด มากไป คุณจะเล่นออกมาเป็นเขาอยู่ตลอดเวลา แม้คุณจะทำบางอย่างที่บัดไม่เคยทำมาก่อนก็ตาม เททัม เหรอ การเล่นเปียโนสมัยใหม่ทั้งหมดคือ เททัม ทั้งนั้น”
ในทัศนะของผม แม้ ฮิลล์ จะมีบางส่วนคล้ายคลึงกับ มังค์ ทั้งแนวทางการทำงาน การเล่นเปียโน และการแต่งเพลง แต่ มังค์ หนักออกไปทางด้านอารมณ์ขัน ส่วน ฮิลล์ ค่อนข้างขึงขังกว่า โดยเฉพาะจากงานบันทึกเสียงในยุคซิกตีส์

แอนดรูว์ ฮิลล์ เป็นศิลปินในกระแสธารของ ฮาร์ดบ็อพ ผู้พัฒนาทิศทางผลงานของตัวเองให้อยู่ในกลุ่ม อวอง-การ์ด แจ๊ส, โมดัล มิวสิค และ โพสต์-บ็อพ ที่ค่อนข้างเคร่งขรึมและเข้มข้นเอาการ จึงค่อนข้างอยู่นอกเหนือการรับรู้ ยกเว้นแฟนเพลงระดับ ฮาร์ด คอร์ เท่านั้น
ดังที่ เดวิด โรเซ็นธัล ระบุไว้ในหนังสือ Hard Bop (จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด) ว่า ฮิลล์ อยู่ในกลุ่มนักดนตรีแจ๊สที่ทดลองฉีกแนวแจ๊สออกไป ทั้งในเชิงโครงสร้างและเทคนิคการเล่น

โทนดนตรีส่วนใหญ่ของ ฮิลล์ ค่อนข้างหม่นเทา อุดมไปด้วยเรื่องราวของกระแสสำนึก แนวทำนองของบทประพันธ์ค่อนข้างขรุขระ ทิศทางการเลื่อนไหลของตัวโน้ตดูผิดที่ผิดทาง ราวกับไม่มีความลงตัว ทว่า นั่นกลับเป็นความงดงามอย่างประหลาด และเป็นหลักใหญ่ใจความที่แฟนเพลงของ แอนดรูว์ ฮิลล์ พอจะจินตนาการถึงได้
ผมจดจำ แอนดรูว์ ฮิลล์ ได้ดีเป็นพิเศษ จากคำให้การของเขาที่มีต่อ ลีโอนาร์ด ฟีเธอร์ ปรากฏเป็นไลเนอร์โน้ตบนอัลบั้ม Judgement ที่ออกกับค่าย บลูโน้ต ว่า เขาเติบโตขึ้นมาในเมืองชิคาโก เริ่มต้นสัมผัสกับดนตรีตั้งแต่วัยเด็ก จากการเป็นนักร้องเสียงโซปราโน จากนั้นหัดเล่นแอคคอร์เดียนและเต้นแท็ป เคยผ่านเวทีแสดงความสามารถมาเรื่อยๆ จนกระทั่งอายุ 10 ขวบ
ฮิลล์ จำได้ว่า ครั้งนั้น เขาเคยได้รางวัลจากการประกวดมา 2 ครั้ง ที่ เดอะ เรกัล เธียเตอร์ ในงานที่จัดโดย ชิคาโก ดีเฟนเดอร์ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่เขาเคยเดินเร่ขายบนท้องถนน จนกระทั่งมีโอกาสได้เรียนรู้ทางเดินคอร์ดบลูส์บนคีย์เปียโน จากนักบาริโทนแซ็กโซโฟน นาม แพท แพทริก ช่วงนั้นราวปี ค.ศ.1950 เขามีอายุราว 13 ขวบ

“3 ปีต่อมา ผมเล่นอาชีพเป็นครั้งแรก กับวงริธึ่มแอนด์บลูส์ของ พอล วิลเลียมส์ ตอนนั้น ผมเล่นบาริโทนแซ็กโซโฟน พร้อมๆ ไปกับเปียโน”
ด้วยฝีมือเข้าขั้น ต่อมา ฮิลล์ ได้งานเล่นดนตรีในละแวกเมืองชิคาโก กับศิลปินระดับหัวแถวอย่าง จีน แอมมอนส์, วอน ฟรีแมน และ จอห์นนี กริฟฟิน รวมถึงมือเบสอย่าง อิสราเอล ครอสบี และ วิลเบอร์ แวร์ นอกจากนั้น ยังมีบรรดาศิลปินแจ๊สคนอื่นๆ ที่มีตารางทัวร์ผ่านเมืองนี้ ไม่ว่าจะเป็น ไมล์ส เดวิส, ชาร์ลี พาร์คเกอร์ และ เลสเตอร์ ยัง
ในบรรดาบุคลากรทางดนตรีที่มีอิทธิพลในการทำงานของเขา ฮิลล์ ยกเครดิตให้แก่เพื่อนสนิท อย่าง แบร์รี แฮร์ริส รวมถึงมือเปียโนอย่าง ธีโลเนียส มังค์, บัด พาวล์ และ อาร์ต เททัม โดย ฮิลล์ ฝึกฝนแนวทางการโซโลเหล่านั้นด้วยการแกะโน้ตต่อโน้ต ก่อนจะตัดสินใจเอาดีกับงานดนตรีด้วยการเริ่มต้นเรียนวิชาการประพันธ์

“เพื่อนผมคนหนึ่งชื่อ เอ็ดดี เบเกอร์ กำลังเรียนกับ วิลเลียม รัสโซ ผมเลยได้เลยบทเรียนเล็กๆ น้อยๆ จากเขาด้วย จากนั้นผมส่งงานแต่งที่แต่งเองเพลงไปให้ (พอล) ฮินเดมิธ (นักประพันธ์ดนตรีคลาสิกแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20) ที่ (มหาวิทยาลัย) เยล … เมื่อ ฮินเดมิธ มาเยือนชิคาโก ผมแวะไปเยี่ยมเขา เขาสอนผมในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับการประพันธ์ดนตรีที่แตกแขนงออกไป ราว 5 ครั้งหรือทำนองนั้น จากนั้น ผมใช้เวลาพบปะกับเขา 2 ปี”

ฮิลล์ ใช้เวลาหลังจากนั้น 3 ปี ขลุกอยู่กับความสนใจส่วนตัว นั่นคือการอ่านหนังสือ ก่อนกลับคืนสู่วงการเพลงอีกครั้งด้วยงานแบ็คอัพนักร้องผิวสี ไดนาห์ วอชิงตัน จากนั้นช่วงปี ค.ศ.1963-1971 ฮิลล์ มีงานอัดแผ่นกับค่าย บลูโน้ต ราว 18-19 อัลบั้ม (ตามคำบอกเล่าที่ให้แก่ ไมเคิล คัสคิวนา ในไลเนอร์โน้ตบนปกอัลบั้ม Spriral ปี ค.ศ.1975) โดยปรากฏผลงานชั้นยอดที่ได้รับการยกย่องในแนวทางของฮาร์ดบ็อพ ร่วมกับเพื่อนศิลปินอย่าง เอริค ดอลฟี, บ๊อบบี ฮัทเชอร์สัน, โจ เฮนเดอร์สัน และ เฟรดดี ฮับบาร์ด
ฮิลล์ จริงจังกับดนตรีด้วยการเรียนต่อปริญญาเอกจนจบจากมหาวิทยาลัยคอลเกต และทำงานที่นั่นในฐานะนักแต่งเพลง ระหว่างปี ค.ศ.1970-72 จากนั้นย้ายไปทำงานกับสถาบันสมิธโซเนียน จนถึงปี ค.ศ.1975 จึงย้ายไปสอนที่แคลิฟอร์เนีย และมหาวิทยาลัยพอร์ตแลนด์ สเตท

ฮิลล์ ใช้ชีวิตอย่างสันโดษอยู่กับงานการศึกษา จนถึงปี ค.ศ.1990 จึงตัดสินใจย้ายมาพำนักที่มหานครนิวยอร์ก
นักเปียโนที่ทำงานมาทั้งชีวิตก้าวย่างสู่สหัสวรรษใหม่อย่างสง่างามด้วยอัลบั้ม Dusk ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นอัลบั้มแห่งปี ค.ศ.2001 ของนิตยสารดาวน์บีท และ แจ๊ส ไทม์ส
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น สมาคมนักวารสารศาสตร์แจ๊สได้ยกย่องให้เขาเป็นนักประพันธ์ดนตรียอดเยี่ยมจากการลงคะแนนของนักวิจารณ์ ก่อนจะคว้ารางวัลนักประพันธ์ดนตรีแห่งปี จากสถาบันเดียวกันในอีก 2 ปีถัดมา

อัลบั้ม Time Lines ทำให้ศิลปินระดับตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่คนนี้กลับมาสู่ความสนใจของประชาคมแจ๊สอีกครั้ง
การที่ต้นสังกัด อีเอ็มไอ ประเทศไทย ตัดสินใจผลิตอัลบั้มนี้ออกขายในเมืองไทย สร้างความประหลาดใจให้แก่ผมพอสมควร เพราะแต่ไหนแต่ไรมา ผมไม่เคยเห็นว่าต้นสังกัดในบ้านเราแห่งนี้จะให้ความสนใจศิลปินระดับนี้ แม้เพียงกระผีกหนึ่ง

แต่นั่นเป็นข้อดีที่เปิดโอกาสให้คนฟังเพลงบ้านเรามีโอกาสเข้าถึงงานระดับมาสเตอร์พีซที่ลุ่มลึกเกินคำบรรยาย เป็นผลงานสุดท้ายในชีวิตที่ทิ้งทวนได้อย่างน่าประทับใจจริงๆ .



การกลับมาของเพื่อนเก่า

expression2

เรื่อง อนันต์ ลือประดิษฐ์

ผมจำได้ว่าชีวิตในวัยเด็กเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความสวยงามของบทเพลงในยุคก่อน ตั้งแต่เพลงลูกทุ่ง, ลูกกรุง, เพลงเพื่อชีวิต, ร็อคแอนด์โรลล์, บลูส์ ไล่เรียงกันเรื่อยมาจนมาถึงเวิร์ลมิวสิค, แจ๊ส และเพลงคลาสสิก ตามวุฒิภาวะในการฟังและวัยที่เพิ่มมากขึ้น

ผมเดินผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นโดยมีเสียงเพลงวนเวียนอยู่รอบตัวเสมอ แอบชื่นชอบศิลปินคนต่างๆ สนใจค้นหาประวัติความเป็นมา ติดตามความเคลื่อนไหวของเขาเหล่านั้น มีพวกเขาเป็นเสมือนเพื่อนสนิท จนเมื่อผมเติบโตขึ้น ใช้ชีวิตในวันๆหนึ่งหมดไปกับภารกิจอันเร่งรีบในโลกซึ่งหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ผมเริ่มรู้จักกับศิลปินใหม่ๆ เพื่อนใหม่ บทเพลงใหม่ๆ ผมห่างหายหน้าไปจากเพื่อนเก่าหลายคน เก็บผลงานเพลงของพวกเขาไว้ในซอกซอยของความทรงจำ และไม่มีโอกาสได้แวะไปเยี่ยมเยียน

จนกระทั่งวันหนึ่งพวกเขากลับเป็นฝ่ายมาเยี่ยมเยียนผม พร้อมกับบทเพลงเก่าที่ครั้งหนึ่งผมเคยหลงใหล และทำให้หัวใจของผมพองโต ผมเชื่อว่าหลายท่านที่ติดตามคอลัมน์ “เพลินฟัง” ก็คงมีความรู้สึกไม่ต่างจากผม และไม่แน่ว่าเพื่อนของผมในอดีตก็เป็นเพื่อนของคุณๆเช่นกัน

rod-stwart_still-the-same

เริ่มต้นกับเพื่อนคนแรกที่มักทำให้ผมแปลกใจอยู่เสมอด้วยพลังในการสร้างสรรค์ผลงานที่ไม่เคยลดน้อยถอยลงของเขา รอด สจ๊วต (Rod Stewart) กับผลงานชุดใหม่ Still The Same… Great Rock Classics of Our Time ภาพของ รอด สจ๊วต เพื่อนเก่าซึ่งปรากฏอยู่บนปกซีดีดูไม่ต่างจากหลายสิบปีก่อนซึ่งผมรู้จักเขาเป็นครั้งแรก น่าแปลกที่เขายังดูแข็งแรง สดใส และดูอ่อนกว่าวัยจนผมเองยังแอบอิจฉา
สำหรับผมเมื่อเห็นชื่ออัลบั้ม และรายชื่อเพลงก็พอเดาได้แล้วว่าบรรยากาศโดยรวมของงานในชุดนี้ คงทำให้หลายคนที่ได้ยินได้ฟัง อดไม่ได้ที่จะต้องยิ้มอย่างมีความสุข Have You Ever Seen The Rain ผลงานเก่าของวง CCR เพลงที่ร้องตามกันได้โดยไม่ต้องลังเล เช่นเดียวกับ The Best of My Love และ Everything I Own งานเก่าของ The Eagles และวง Bread
นอกจากนี้ยังมีเพลงซึ่งไม่ได้ยินได้ฟังมาแสนนานอย่าง I’ll Stand By You, Love Hurts, Crazy Love, Day After Day และอีกหลายบทเพลงซึ่งล้วนคุ้นหู และเคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตวัยหนุ่ม งานเพลงในอัลบั้มชุดนี้จึงเหมาะสำหรับความเพลิดเพลินในวันสบายกับเพื่อนรุ่นเก๋าวัย 62 ปีอย่าง รอด สจ๊วต

dionne-warwick_my-friendsme

เพื่อนคนต่อมาของผมเป็นสาวผิวสี ที่แม้ความสาวจะลดน้อยถอยลง แต่เธอยังคงรักษาเสียงร้องของเธอให้คงคุณภาพไว้ได้เป็นอย่างดี ภาพจากปกอัลบั้มแสดงให้เห็นว่าเธอยังคงสวย สมวัย เรียกได้ว่าเธอคือ”ดาวค้างฟ้า” ของวงการเพลงพอพ และอาร์แอนด์บี ดิออน วอร์วิค (Dionne Warwick) กับผลงานชุดใหม่ล่าสุด My Friends & Me ที่เธอทำงานร่วมกับเพื่อนนักร้องรุ่นลูก รุ่นหลาน
บทเพลงในอัลบั้มนี้มักทำให้ผมนึกถึงอดีตอันแสนหวาน กับเพื่อนสาวหลายคนที่มาพร้อมกับมิตรภาพ และความรักในวัยหนุ่ม I Never Love This Way Again เพลงโปรดของเพื่อนสาวคนหนึ่ง จำได้ว่าเธอหลงรักเพลงนี้อย่างสุดหัวใจ และ I Say A Little Prayer, Wishin’ And Hopin’, Close To You, Déjà vu, Walk On By ที่ล้วนอยู่ในความทรงจำ
นักร้องรุ่นใหม่ที่มาร่วมงานกับ ดิออน ในครั้งนี้ เป็นนักร้องระดับแถวหน้าของวงการเพลง ที่รู้จักกันดีคงจะเป็น Gloria Estefan, Cyndi Lauper, Gladys Knight, Olivia Newton-John และ Reba McEntire กับการผสมผสานความเป็นตัวตนของพวกเธอเหล่านี้ ลงไปในบทเพลงพิเศษซึ่งทรงคุณค่า และเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของ ดิออน วอร์วิค ให้บรรยากาศเหมือนการปลุกให้บทเพลงเหล่านั้นตื่นขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากการหลับใหลที่ยาวนาน

benson-al-jarreau_givin-it-up

ตามติดมาด้วยผลงานพิเศษกับการจับคู่กันของ 2 เพื่อนเก่า ซึ่งประสบความสำเร็จอยู่ในสายพอพแจส ซึ่งผมเชื่อว่า หลายคนคงอดใจไม่ได้ ที่จะต้องหยิบจับงานเพลงในอัลบั้มชุดนี้ ผมกำลังพูดถึงอัลบั้ม Givin’ It Up ของ จอร์จ เบนสัน และ อัล จาร์โร (George Benson & Al Jarreau) นักร้อง 2 สหายที่เรารู้จักพวกเขากันเป็นอย่างดี
ทั้งคู่เปิดบ้านต้อนรับเพื่อนเก่าทั้งหลายด้วยเพลง Breezin’ ผลงานเพลงเก่าของ เบนสัน ที่โด่งดังเป็นพลุแตกในปี 1976 กลับมาครั้งนี้ได้เสียงร้องนุ่มๆของ เบนสัน และ อัล จาร์โร เพิ่มความสดใส และที่ยังคงดูโดดเด่นเป็นพิเศษก็คือ เสียงการบรรเลงกีตาร์ของ เบนสัน ที่ยังคงทรงพลัง ไหลลื่น สวยงาม

Four งานเก่าของ Miles Davis และ Jon Hendricks ในท่วงทำนองสวิง เสียงร้องของทั้งคู่ ให้บรรยากาศการเหมือนการนั่งคุยกันในห้องรับแขกแสนสบาย ตามมาด้วยผลงานเพลงเก่าของ Paul Youngs เพลง Everytime You Go Away และ Summer Breeze งานของ Seals & Crofts ที่เหมาะสำหรับ การย้อนกลับไปหาอดีตอันน่าหวั่นไหว ในยามเช้าซึ่งอุณหภูมิลดต่ำลง
รวมไปถึง 3 บทเพลงพิเศษ Lets it Rain, God Bless The Child และ Bring It On Home To Me ที่ทั้งคู่ได้ร่วมงานกับ Patty Austin, Jill Scott, Paul McCarney และ Chris Botti แขกรับเชิญผู้สร้างสีสันให้กับบทเพลง

นอกเหนือจากความโดดเด่นของทั้งคู่ในด้านเสียงร้องแล้ว ความสดใหม่ของภาคดนตรี และการเรียบเรียงเสียงประสานที่สวยงาม ยังช่วยผลักดันบทเพลงในอดีต หอมหวานดั่งเช่นวันวาน

randyjoe_feeling-good

อัลบั้มสุดท้าย Feeling Good เป็นงานของเพื่อนต่างวัยที่มีโอกาสได้ร่วมงานกันเป็นครั้งแรกอย่างนักร้องสาว แรนดี ครอวฟอร์ด (Randy Crawford) กับมือเปียโนชื่อดัง โจ แซมเพิล (Joe Sample) ผมจำได้ว่าเคยประทับใจกับเสียงใสๆ แต่เปี่ยมไปด้วยพลังในการร้องของเธอในเพลง Street Life และ Give Me The Night ในครั้งที่เธอร่วมงานกับ วง The Crusaders และ George Benson นอกจากนั้นยังเฝ้าติดตามผลงานเดี่ยวของเธออีกหลายชุด ก่อนที่ชื่อของเธอจะห่างหายไปจากความทรงจำ
และการกลับมาในครั้งนี้ของเธอ กับเพื่อนเก่าอดีตมือเปียโนของวง The Crusaders และผองเพื่อนนักดนตรีแจส ซึ่งมีฝีมือการเล่นในระดับแนวหน้าอย่าง Steve Gadd มือกลอง และเบสโดย Christian McBride

ความสดใสจากเสียงร้องของ แรนดี ผสมผสานไปกับการบรรเลงของเหล่านักดนตรีได้อย่างกลมกลืน Feeling Good, End of The Line, But Beautiful, Rio De Janiero Blue, Mr. Ugly และ When I Need You แม้จะไม่เป็นที่คุ้นเคยนัก ล้วนเป็นบทเพลงที่สวยงาม และสามารถเข้ามาอยู่ในหัวใจของคุณได้อย่างง่ายดาย



ไร้ร่าง ‘ไมเคิล เบรกเกอร์’ รับรางวัล ‘แกรมมี่’ ครั้งที่ 49

michaelbreacker9

เรื่อง : ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ

งานประกาศผลรางวัล ‘แกรมมี่’ เกี่ยวกับดนตรีหลายประเภท ซึ่งจัดขึ้นปีละครั้ง หลังสุดครั้งที่ 49 ณ ‘สเตเพิลเซ็นเตอร์’ ในเมืองแอลเอ สหรัฐอเมริกา เมื่อกลางเดือนที่แล้ว ปรากฏว่า ไร้ร่างของ ไมเคิล เบรกเกอร์ ขึ้นไปรับรางวัลการบรรเลงเดี่ยวแจ๊สยอดเยี่ยม (Jazz Instrumental Solo)
ทั้งนี้เนื่องจากไมเคิล เบรกเกอร์เสียชีวิตไปด้วยโรคมะเร็งในเม็ดเลือด เมื่อวันที่ 13 มกราคม ที่โรงพยาบาลในนครนิวยอร์ก ก่อนการประกาศผล ประมาณหนึ่งเดือน
ไมเคิล เบรกเกอร์ได้รับรางวัล ‘การบรรเลงเดี่ยวแจ๊ส’ จากเพลง Some Skunk Funk ในแผ่นชุด Some Skunk Funk ของแรนดี้ เบรกเกอร์พี่ชาย
แผ่นชุดนี้ยังได้รับรางวัล Large Jazz Ensemble Albumn นักดนตรีประกอบด้วย แรนดี้ เบรกเกอร์ เป็นหัวหน้าวง และเป่าทรัมเป็ต ไมเคิล เบรกเกอร์ เป่าเทเนอร์แซ็กโซโฟน และเพื่อนๆ นักดนตรี จิม เบียร์ด, วิลล์ ลี, ปีเตอร์ เอิร์สกิน, มาร์ซิโอ

Some Skunk Funk ไม่ใช่เพลงใหม่ แรนดี้แต่งไว้ตั้งแต่ปี 1975 บรรเลงอัดแผ่นเสียงครั้งแรกในปีเดียวกันชื่อชุด The Brecker Bros. แผ่นตรา ‘อริสตา’ สองพี่น้องแสดงบทบาทการเล่นเต็มที่ เครื่องเป่ามี เดวิด แซนบอร์น ช่วยเป่าอัลโตแซ็กโซโฟน กลุ่มริธึ่มแน่นปึ๊ก ดอน โกรลนิค เล่นคีย์บอร์ด วิลล์ ลี ดีดเบส ฮาร์วี เมสัน (กลอง) ราล์ฟ แม็คโดนัลด์ (เพอร์คัสชั่น) เฉพาะเพลง Some Skunk Funk ฮาร์วีอัดเต็มที่ ‘ฟั้งกี้’ เป็นแนวที่เขาถนัดอยู่แล้ว ฮาร์วีโด่งดังจากดนตรีแนวนี้ตั้งแต่ครั้งเล่นกับ เฮอร์บี แฮนค็อค และวง ‘เฮดฮันเตอร์ส’

Some Skunk Funk เป็นเพลงที่ท้าทายฝีมือการเล่นของนักดนตรี ตอนเริ่มท่อนแรก ค่อนข้างเข้าใจยาก เป็นรูปแบบของเพลงที่แนวทางคอร์ดส่อไปในทาง ‘เอโทนัล’ (Atonal) ซ้ำยังแทรกด้วย ‘ออดไทม์’ (Odd time) เป็นเพลง ‘ฟั้งค์’ ที่ไม่ธรรมดา บางช่วงแรนดี้วางแนวการบรรเลงเหมือนจงใจจะพิสูจน์คนเล่นว่ามีฝีมือแค่ไหน…ความเด่นหลายประการของ Some Skunk Funk ทำให้แรนดี้ตัดสินใจนำเพลงนี้มาบรรเลงใหม่ โดยใช้ชื่ออัลบั้มว่า Some Skunk Funk
ก่อนหน้านี้ไมเคิล เบรกเกอร์ นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนยิ่งใหญ่แห่งวงการดนตรีแจ๊ส ได้รับรางวัล ‘แกรมมี่’ มาหลายครั้ง

ปี 1995 ไมเคิลได้รับรางวัล ‘แกรมมี่’ จากแผ่นชุด Out Of The Loop ถึง 2 รางวัล รางวัลแรก African Skies เพลงที่เขาแต่งเป็น ‘เพลงบรรเลงยอดเยี่ยม’ รางวัลที่สองเป็น ‘ผู้บรรเลงแจ๊สร่วมสมัยยอดเยี่ยม’
ปีถัดมา ไมเคิลได้รับรางวัลผู้โซโลแจ๊สยอดเยี่ยมเพลง Impressions จากแผ่นชุด Infinity ที่เขาร่วมเล่นกับ แม็คคอย ไทเนอร์ อดีตนักเปียโนวง จอห์น โคลเทรน อันลือชื่อ และยังทำให้ Infinity ได้รับรางวัล ‘วงแจ๊สยอดเยี่ยม’ อีกหนึ่งรางวัล
ไมเคิล โปรดปรานแนวการเล่นของ จอห์น โคลเทรน เขาไม่เคยเล่นกับแม็คคอยมาก่อน ตราบจนกระทั่งช่วงมกราคมปี 1995 ทั้งสองโคจรมาเจอกันที่ ‘โยชิ’ แจ๊สคลับชื่อดังแห่งเมืองโอคแลนด์ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ ซานฟรานซิสโก ได้ว่าจ้างให้ทั้งคู่เล่นรวม 6 คืน

บนเวที ‘โยชิ’ ไมเคิลเล่นเฉพาะเทเนอร์แซ็กโซโฟนเท่านั้น ไม่ใช้เครื่องเป่าไฟฟ้าที่มีชื่อย่อว่า EWI เพื่อต้องการให้เป็นวงแจ๊สเสียงธรรมชาติ แม็คคอย นั่งเล่นเปียโน ‘สไตน์เวย์’ พร้อมกับนักดนตรีประจำวงอีกสองคนคือ แอเวอรี ชาร์ป (เบส) และแอรอน สกอตต์ (กลอง) สไตล์การบรรเลงเน้น ‘ฮาร์ดบ็อพ’ ทุกคนเล่นเข้ากันเหมือนเคยเล่นด้วยกันมาเป็นเวลาแรมปี กองเชียร์ข้างเวทีนอกจากผู้นิยมแจ๊สแล้ว ยังมีนักเทเนอร์แซ็กโซโฟนดาวรุ่งในช่วงนั้น โจชัว เรดแมน, แดนนี แครอน นักกีตาร์วงชาร์ลส์ บราวน์ และ รูธ เดวิส นักเบสรวมอยู่ด้วย…ผลจากการเล่นด้วยกันทำให้แม็คคอย ไทเนอร์ เกิดความคิดออกแผ่นชุด Infinity
แทบไม่น่าเชื่อว่ากว่าไมเคิลจะได้ออกแผ่นในนามของเขาเอง ชุดแรก Tour De Force กับบริษัทแผ่นเสียง ‘อิมพัลส์’ ในปี 1987 เขาใช้เวลาคลุกคลีอยู่กับวงการดนตรีนานเกือบ 20 ปี เล่นอัดแผ่นให้ใครต่อใครมาทั้งหมดมากกว่า 400 ชุด

ไมเคิลผูกพันกับดนตรีมาตั้งแต่เด็ก เขาเกิดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 1949 ที่เมืองฟิลาเดลเฟีย ในครอบครัวดนตรี พ่อเป็นนักเปียโนแจ๊สกึ่งอาชีพ แรนดี้พี่ชายซึ่งอายุมากกว่าเขา 3 ปี เป่าทรัมเป็ต สองพี่น้องเรียนในโรงเรียนแถวชานเมือง เครื่องดนตรีที่พอจะมีให้หัดมีเพียงทรัมเป็ตกับคลาริเน็ต ไมเคิลไม่อยากเล่นทรัมเป็ตไปเรียนเป่าคลาริเน็ต ทั้งๆ ที่ไม่ชอบ
เขาเรียนดนตรีกับ วินซ์ ทรอมเบตตา และ โจ อัลลาร์ด เริ่มแรกเขาสนใจดนตรีร็อค ฟังวง ‘ครีม’ ที่มีเอริก แคลปตัน เป็นนักดนตรีหลัก ชอบคิง เคอร์ทิส นักแซ็กโซโฟนบลูส์ และจิมี เฮนดริกซ์ เหมือนวัยรุ่นทั่วไป จากนั้นจึงหันมาสนใจดนตรี “บีบ็อพ” ชอบแจ๊สเหมือนพ่อแม่ ไมเคิลเปลี่ยนไปหัดอัลโต แซ็กโซโฟน คงจะเป็นเพราะได้ฟังแผ่นของแคนนอนบอล แอดเดอร์ลี ที่แรนดี้ทิ้งไว้ให้ฟัง
หลังจบมัธยมไมเคิลเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยอินเดียนา ในบลูมมิงตัน เขาเปลี่ยนจาก อัลโตแซ็กซ์ไปเล่นเทเนอร์แซ็กโซโฟน เมื่อได้ฟังแผ่นชุด Live At Birdland ของ จอห์น โคลเทรน ชอบแนวความคิดการใช้ ‘โหมด’ ที่ไม่เคยฟังจากที่ใดมาก่อน เขาตามเก็บแผ่นของ จอห์น โคลเทรน

ไมเคิลตามไปฟังการบรรเลงของ จอห์น โคลเทรน ที่มหาวิทยาลัย ‘เทมเพิล’ ในช่วงปลายที่โคลเทรนเล่นกับ ฟาโรห์ แซนเดอร์ส…
ไมเคิลเรียนที่อินเดียนาแค่ปีเดียวก็ตัดสินใจไปนิวยอร์ก ซึ่งแรนดี้ปักหลักอยู่ที่นั่น 4 ปีแล้ว ไมเคิลเล่นดนตรีเป็นอาชีพครั้งแรก ในวงที่เล่นเพลงประเภท ‘ริธึ่ม แอนด์บลูส์’ หรือ ‘อาร์ แอนด์บี’… ที่นิวยอร์ก ไมเคิลเล่นกับนักกีตาร์ จอห์น แอเบอร์ครอมบี แรนดี้ เบรกเกอร์ และ บิลลี ค็อบแฮม มือกลองทรงพลัง แล้วร่วมกันก่อตั้งวง ‘ฟิวชั่น’ ชื่อวง ‘ดรีมส์’ รวมกันแค่ช่วงสั้นๆ
ระหว่างปี 1973-74 ไมเคิลเข้าไปเล่นในวงฮอเรซ ซิลเวอร์ ที่มีแรนดี้เล่นอยู่ก่อนแล้ว

ผลงานชุด Michael Brecker ที่อัดกับ “เอ็มซีเอ/อิมพัลส์” ได้เพื่อนนักดนตรีชั้นแนวหน้าช่วยเล่นให้ เบสฝีมือเยี่ยม ชาร์ลี เฮเดน นักกีตาร์มือดีอย่างแพ็ต เมธีนี กลองโดยแจ็ค ดีจอห์นเนตต์ และนักเปียโนที่กำลังมาแรงในช่วงนั้น เคนนี เคิร์คแลนด์ ทำให้ชื่อเสียงของไมเคิลเป็นที่รู้จักของนักฟังแจ๊สกว้างขวางขึ้น
ถัดมาเพียงปีเดียวไมเคิลออกชุด Don’t Try This At Home มีนักดนตรีรุ่นใหม่ไฟแรงเข้ามาเสริมหลายคน ไมค์ สเติร์น (กีตาร์) โจอี้ คัลเดอรัซโซ (เปียโน) เจฟฟ์ แอนดรูส์ (เบส) อดัม นัสบอม (กลอง) ได้รับคำชมจากบรรดานักวิจารณ์ แต่แผ่นขายไม่ดีเท่าที่ควร

อีกสองปีต่อมา เขาออกแผ่น Now You See It…Now You Don’t ทิ้งช่วงไปหลายปี ไมเคิลสร้างความฮือฮาด้วยชุด Tales From The Hudson
ปี 1999 แผ่นชุด Time Is Of The Essence ที่จัดว่าเป็นชุดที่ดีของไมเคิลชุดหนึ่งมีนักดนตรีรุ่นเก่าฝีมือเยี่ยม เอลวิน โจนส์ อดีตมือกลองของ จอห์น โคลเทรน ร่วมเล่นด้วย
แผ่นชุด Nearest Of You:The Ballad Book ที่ไมเคิลได้รับอิทธิพลจากชุด Ballad ของ จอห์น โคลเทรนที่ออกในปี 2002 จัดเป็นแผ่นชุดที่น่าฟังอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่เลือกสรรเพลงไพเราะและมีความหมายเท่านั้น เขายังเลือกนักดนตรีฝีมือเยี่ยมที่เคยร่วมงานกันมาช้านาน เขานำเอาเพลงดังของเจมส์ เทย์เลอร์ Don’t Let Me Be Lonely Tonight มารวมอยู่ในแผ่นชุดนี้และยังเชิญเจมส์ เทย์เลอร์มาร้องให้เป็นพิเศษอีกด้วย

ผลงานสุดท้ายชุด Wide Angles ที่ออกในปี 2003 บรรเลงโดยวงขนาด 15 เครื่อง ทำให้ไมเคิล เบรกเกอร์ได้รับรางวัล ‘แกรมมี่’
จากนั้นไมเคิลช่วยทำให้ชุด Direction In Music ของเฮอร์บี แฮนค็อค แสดงสดที่ ‘แมสซ์ฮอล’ ได้ชิงรางวัล ‘แกรมมี่’
ไมเคิล เบรกเกอร์ร่วมกับนักเทเนอร์แซ็กโซโฟนอีกสองคนคือ เดฟ ลีบแมน และ โจ โลวาโน บันทึกแผ่นชุด Gathering Of Spirits แผ่นตรา ‘เทลาร์ค’ ในปี 2004 เป็นผลงานสุดท้ายที่สมบูรณ์แบบ ส่วน Pilgrimage ที่จะออกเผยแพร่เร็วๆ นี้ดูเหมือนยังไม่แล้วเสร็จดี

หมายเหตุ : ข้อมูลจากคุณต้น ยูนิเวอร์ซัล มิวสิค กรุ๊ป (ประเทศไทย) แจ้งมาว่า อัลบั้มชุด Pilgrimage กำลังจะออกวางขายเร็วๆ นี้ รายละเอียดความคืบหน้า ติดตามได้ที่เว็บไซต์แห่งนี้ / JazzLife Editor