จาก ฮานอย ถึง เหงียน ลี แจ๊สสายพันธุ์เวียดนาม
By admin | April 3rd, 2009 | Category: Articles | No Comments »
เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์
ผมมีโอกาสไปเยือนนครฮานอย ครั้งหลังสุด เมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา (2005) ตามคำเชิญของสายการบินแอร์เอเชีย ซึ่งได้ฤกษ์เปิดตลาดเส้นทางบินแบบโลว์แฟร์ ระหว่างกรุงเทพ-ฮานอย ไปกลับเป็นประจำทุกวัน วันละ 1 เที่ยวบิน ซึ่งนับว่าสะดวกมากสำหรับคนไทย เพราะมีเพียงพาสสปอร์ตก็เข้าเมืองได้อย่างสะดวกสบาย
นับเป็นครั้งที่ 2 ที่มีโอกาสเหยียบแผ่นดินเวียดนาม ประเทศที่ผู้คนมีจิตสำนึกด้านชาตินิยมอย่างแรงกล้า อย่างน้อยจากประวัติศาสตร์ในช่วงไม่ถึง 100 ปีที่ผ่านมา เวียดนามก็ได้ฝากบทเรียนไว้ให้แก่ชาติมหาอำนาจหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นสงครามเดียนเบียนฟู ต่อสู้เพื่อเอกราชกับฝรั่งเศส หรือในคราวสงครามเวียดนามกับสหรัฐอเมริกา
ตามประสาคนรักแจ๊ส ไปเยือนถิ่นใดก็พยายามมองหาชุมชนดนตรีแจ๊สที่นั่น ไปฮานอยครั้งนี้ ผมจึงหมายมั่นตั้งใจว่าจะต้องค้นหาไนท์คลับที่เล่นเพลงแจ๊สให้ได้ หรืออย่างน้อยก็น่าจะเป็นโรงเรียนดนตรีแจ๊สก็ยังดี เพราะการเยือนคราวก่อนนั้น มัวแต่เพลิดเพลินไปกับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเฉพาะการแสดงหุ่นน้ำที่มีชื่อเสียง
เมื่อถามไถ่ถึงไนท์คลับแจ๊ส เจ้าหน้าที่สายการบินซึ่งเป็นชาวเวียดนามท่านหนึ่ง (ขออภัยที่จำชื่อไม่ได้) แนะนำให้ผมไปยัง แจ๊ส คลับ (Jazz Club) ซึ่งตั้งอยู่บนถนนสายหนึ่งในย่านเมืองเก่า หลังจากบอกเส้นทางเสร็จสรรพ ผมก็ทดลองด้วยการเดินชมเมืองไปตามทิศทางที่ว่า จนเวลาผ่านไป 30 นาทีก็รู้ตัวว่าหลงทางเสียแล้ว
ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะสอบถามผู้คนท้องถิ่น เพราะถามไป 5 รายไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้เลย ในที่สุด ผมตัดสินใจใช้บริการมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ขับตามมานัวเนียอยู่หลายคัน ทันทีที่พวกเขารู้ว่าทัวริสต์คนนี้กำลังต้องการความช่วยเหลือ
วิธีการที่ชาญฉลาดมากในสายตาของผม คือเขาพาไปส่งยังเกสต์เฮาส์ท้องถิ่นสภาพค่อนข้างดีแห่งหนึ่ง ซึ่งพนักงานต้อนรับพอจะสื่อสารกับคนต่างชาติได้บ้าง ทว่า ผ่านไป 2-3 เกสต์เฮาส์ก็แล้ว พวกเขาต่างจนปัญญา เพราะไม่มีใครรู้ว่า แจ๊ส คลับ ที่ว่านั้นตั้งอยู่ที่ใด
ในที่สุด คุณลุงคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซึ่งใช้ภาษาใบ้คุยกับผม ก็พาไปส่งวินรถแท็กซี่หน้าโรงแรมโซฟิเทล คนขับแท็กซี่พอพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง ตกลงกับผมว่าจะพาขับวนถนน 32 สาย (สั้นๆ) ในย่านเมืองเก่าอีกครั้ง
เราใช้เวลามุ่งขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของนครฮานอยอีกครั้ง เพียง 15 นาที ผมก็มีโอกาสได้ยืนอยู่หน้า แจ๊ส คลับ ที่ใช้เวลาค้นหาอยู่นาน คลับแห่งนี้ตั้งอยู่ในอาณาบริเวณที่รายล้อมด้วยร้านขายของเล่นเด็ก ที่นี่อาจจะเรียกว่า Minh’s Jazz Club เพราะเจ้าของชื่อ มินห์ แถมเป็นนักแซ็กโซโฟนเสียด้วย
แจ๊ส คลับ ในฮานอย
แจ๊ส คลับ ของ มินห์ ขนาดไม่ใหญ่นัก ดัดแปลงมาจากอาคารพาณิชย์ 2-3 คูหา ใช้เฉพาะพื้นที่ชั้นล่าง เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าประมาณ 150-180 ตารางเมตร บรรยากาศภายในค่อนข้างสลัว ตอนผมไปถึงมีแขกอยู่ 5-6 โต๊ะ ส่วนมากเป็นนักท่องเที่ยว หรืออย่างน้อยๆ น่าจะเป็นชาวต่างชาติที่ทำงานในเวียดนาม ผมตัดสินใจนั่งลงตรงส่วนบาร์ สั่งเครื่องดื่มพอเป็นพิธี จากนั้นดื่มด่ำกับเสียงเพลงที่มีความดังในระดับเหมาะสม
วงหลักของแจ๊สคลับแห่งนี้ เป็นควินเทท (5 ชิ้น) ประกอบด้วย อัลโตแซ็ก บรรเลงโดย มินห์ (ผมคาดเดาว่าคือเขา) เทเนอร์แซ็ก, เปียโน, เบสไฟฟ้า และกลอง ดูจากวัยของนักดนตรีแล้วก็นับว่าหลากหลายทีเดียว มินห์ และมือเทเนอร์แซ็กน่าจะอยู่ในวัยราว 50-60 ปี ขณะที่มือกลองและมือเบสราว 30 เศษ ส่วนมือเปียโนค่อนข้างหนุ่ม น่าจะยังเรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ
เพลงที่พวกเขาเลือกมาเล่นต่างหากที่สร้างความประหลาดใจให้ผมพอสมควร เริ่มต้นจาก สมู้ธ แจ๊ส ตามมาด้วยบอลรูมแดนซ์ จากนั้นกลับไปย้อนยุคที่ดิกซีแลนด์ ไต่ขึ้นมา ฮาร์ดบ็อพ มาจนถึงโมดัล แบบจอห์น โคลเทรน แล้วพอถึงเซ็ทถัดมาพวกเขาบรรเลง ฟิวชั่น แบบ ไมล์ส เดวิส ตามด้วย ออริจินัล คอมโพสิชั่น ที่มีการนำกลิ่นอายทำนองดนตรีเวียดนามมาผสมผสานกับซาวด์ของแจ๊สได้อย่างอัศจรรย์
เท่าที่สังเกต วันนั้น มินห์ มีแขกมาพบค่อนข้างเนืองแน่น เขาผละจากเวทีลงมานั่งคุยกับลูกค้าอยู่นาน ปล่อยให้สมาชิกที่เหลือบรรเลงกันไป ผมเลยได้ฟังลีลาการระบายลมของมือเทเนอร์ แซ็กโซโฟน อย่างเพลิดเพลิน ในหลายๆ มิติ การค้นหาตัวโน้ตของเขาค่อนข้างเข้มข้นและเต็มไปด้วยสุนทรียภาพแบบแจ๊ส ขณะที่มือเปียโน แม้จะมีเทคนิคการบรรเลงแพรวพราว มีไอเดียพร่างพรู แต่ยังขาดความกระชับรัดกุม และขาดความเป็นดนตรีที่ต้องอาศัยทั้งคุณสมบัติของความกลมกลืนและลงตัวเป็นพื้นฐาน
อย่างไรก็ตาม คุณภาพวงดนตรีที่ แจ๊ส คลับ ของฮานอย นับว่าพลิกความคาดหมายทีเดียว เมื่อเรามีข้อมูลที่รับรู้อยู่เดิมว่า นี่คือเมืองหลวงเก่าของประเทศสังคมนิยม ซึ่งเพิ่งเปิดประเทศได้ไม่นาน (ในเวียดนาม ยังไม่มีแฟรนไชส์ฟาสต์ฟู้ดเข้ามาบุกตลาด) แต่วงดนตรีวงนี้ สามารถเล่นแจ๊สได้ในแบบ ฟรี ฟอร์ม พวกเขาเรียนรู้กันที่ไหน ?
ผมมีคำถามนี้อยู่ในใจตลอดเวลาที่นั่งเครื่องกลับมาถึงกรุงเทพฯ

เวียดนามกับศักยภาพทางดนตรี
ที่กรุงเทพฯ มีนักดนตรีอย่างน้อย 2-3 คนยืนยันให้ผมทราบว่า มาตรฐานการศึกษาดนตรีของเวียดนาม อาจจะสูงกว่าไทยด้วยซ้ำ เพราะความเอาจริงเอาจังของผู้นำประเทศ ไม่ได้ “คิดไป-ทำไป” นั่นเอง
ทัศนา นาควัชระ นักไวโอลินและอาจารย์ประจำคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ระบุจากประสบการณ์ที่เขาไปเยือนฮานอยหลายครั้งในฐานะนักดนตรีเพื่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมว่า นักดนตรีคลาสสิกเวียดนาม โดยเฉพาะฮานอย มีมาตรฐานสูงมาก เพราะมีโรงเรียนที่ตั้งขึ้นเป็น คอนเซอวาตัวร์ (Conservatoire) เลยทีเดียว
สำหรับประเทศที่เคยมีม่านเหล็กปิดกั้นการแพร่ระบาดของวัฒนธรรมดนตรีสมัยใหม่จากต่างแดน การมีมาตรฐานดนตรีคลาสสิกสูงนั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ
แต่เมื่อผมได้คุยเรื่องนี้กับ ช้างต้น กุญชร ณ อยุธยา นักกีตาร์และอาจารย์ประจำวิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต อดีตศิษย์เก่าสถาบันเบิร์กลี คอลเลจ ออฟ มิวสิค เขาเล่าว่า สมัยเรียนที่บอสตัน มีเพื่อนคนหนึ่งเป็นนักกีตาร์ชาวเวียดนามฝีมือดีมาก เข้าใจว่าได้ทุนมาเรียนด้วยซ้ำ (อย่าลืมว่าค่าเงินไทยไปเรียนเบิร์กลีเวลานี้ เฉพาะค่าหน่วยกิต 3 หมื่นเหรียญ ตกปีละ 1.2 ล้านบาท คิดเป็นเงินเวียดนามจะมหาศาลขนาดไหน)
เพื่อนชาวเวียดนามคนนี้ เคยเล่าให้ อ.ช้างต้นฟังว่า พ่อของเขาเล่นแซ็กโซโฟนมาตั้งแต่อายุ 5-6 ขวบ ปัจจุบันเป็นเจ้าของแจ๊สคลับในฮานอย ซึ่งมาถึงตรงนี้ ผมลงความเห็นอย่างไม่ลังเลว่า ผมมีโอกาสได้ฟังพ่อของหมอนี่ คือนาย มินห์ ที่ฮานอยมาแล้ว !
คำถามที่น่าคิดก็คือ ปัจจุบันมีแนวโน้มที่คนเวียดนามกำลังก้าวขึ้นไปแสดงบทบาทในแวดวงแจ๊สระดับสากล ดังกรณีของ แพ็ท เมธินี ที่ใช้นักทรัมเป็ตชาวเวียดนามในวงดนตรีของเขา ขณะที่ กอล์ฟ นครินทร์ ธีระภินันท์ นักกีตาร์วงหัวหิน (Stone Head Group) เล่าให้ผมฟังเมื่อวันก่อนว่า ระหว่างไปทัวร์คอนเสิร์ตในอังกฤษครั้งที่ผ่านมา เขามีโอกาสได้ชมการแสดงของ เหงียน ลี นักกีตาร์สัญชาติฝรั่งเศส เชื้อสายเวียดนาม รู้สึกทึ่งและตื่นตะลึงในฝีมือเอามากๆ
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง และเห็นว่าแฟนคอลัมน์ Jazzwise น่าจะจับตาให้ดี เพราะ เหงียน ลี กำลังจะขยับฐานะขึ้นเป็นดาวรุ่งของวงการดนตรีแจ๊สในเร็ววันนี้

กว่าจะเป็นนักกีตาร์ดาวรุ่ง
เหงียน ลี (Nguyen Le) เป็นนักกีตาร์ที่มีหน้าตาบ่งบอกถึงความไม่ธรรมดา เขาเกิดที่นครปารีส ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 14 มกราคม ปี ค.ศ.1959 ในครอบครัวของชาวเวียดนามที่มีการศึกษา ซึ่งได้อพยพโยกย้ายไปพำนักที่นั่นเป็นเวลานานนับสิบปี (ก่อนเกิดสงครามเวียดนาม)
ลี เคยพูดถึงพ่อของเขาว่า มีดีกรีด้านต่างๆ อยู่มากมายเต็มบ้านทีเดียว
เขาเริ่มต้นเล่นกลองเมื่ออายุ 15 จากนั้นหันมาจับกีตาร์และเบสไฟฟ้า โดยสนใจผลงานของมือกีตาร์หลากหลาย ตั้งแต่ จิมี เฮนดริกซ์ จนถึง จังโก ไรน์ฮาร์ดท์, บิลล์ ฟริเซลล์, แพท เมธินี, จอห์น สโกฟิลด์, จอห์น แอเบอร์ครอมบี ฯ
เหงียน ลี ใช้กีตาร์ผลิตพิเศษแบบ “คัสตอม เมด” โดย เจมส์ ทรัสซาร์ด (ล่าสุดเขาใช้ กีตาร์ที่สร้างขึ้นจากสัญลักษณ์เต๋า โดย จูเลียน เกนเดรอ) และมีความช่ำชองในการใช้ซินธิเซอร์ และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เขาเริ่มแต่งเพลงด้วยคอมพิวเตอร์แมคอินทอชมานานหลายปีแล้ว พร้อมกับการปรับปรุงบ้านให้เป็นสตูดิโอน้อยๆ
ก่อนหน้านี้ ลี ร่ำเรียนมาทางด้านศิลปะ จากนั้นย้ายมาเรียนเอกวิชาด้านปรัชญา โดยทำวิทยานิพนธ์หัวข้อ Exoticism ซึ่งเป็นการศึกษาถึงการดำรงอยู่ของความงามอันแปลกแตกต่างไปจากบรรทัดฐานทั่วไป
เมื่อเรียนจบ ลี ตัดสินใจทุ่มเทให้แก่การสร้างงานดนตรี โดยพื้นฐาน เขาศึกษาดนตรีด้วยตัวเอง สนใจทั้งร็อค, ฟังกี้, แจ๊ส และดนตรีในแบบครอสโอเวอร์ทั้งหลาย ทั้งแอฟริกัน, อินเดีย จนถึงเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Dan Bau เครื่องสายท้องถิ่นเวียดนาม ซึ่งประกอบด้วยลวดเพียง 1 สาย แต่สร้างเสียงได้เกินความคาดหมาย
“ผมเติบโตมากับเพลงเวียดนามดั้งเดิมและเพลงคลาสสิกตะวันตก ซึ่งเป็นดนตรีที่พ่อแม่ของผม ดนตรีอย่างแรกที่กระตุ้นความสนใจของผมคือ ดีพ เพอร์เพิล ตอนนั้นผมอายุ 12 หลังจากแนวฮาร์ดร็อค ผมฟังโปรเกรสซีฟร็อค (อย่าง คิง คริมสัน, เยส , เจเนซิส ฯลฯ) ตามด้วยฟิวชั่น (มหาวิษณุออร์เคสตรา, รีเทิร์น ทู ฟอร์เอฟเวอร์, ชิค คอเรีย) ”
“จนเมื่อตัดสินใจเรียนกีตาร์จริงจัง ผมสนใจงานแจ๊สแท้ๆ อย่าง (จอห์น) โคลเทรน, ไมล์ส (เดวิส), บิลล์ อีแวนส์, เวส มอนต์โกเมอรี, คีธ จาร์เรทท์… เมื่อผมตั้งวงของตัวเอง ผมกลับไปหารากเหง้าเดิม นั่นคือ อิเล็กทริกร็อคกับเพลงเวียดนาม” ลี กล่าวถึงประสบการณ์ทางดนตรีของตัวเอง พร้อมขยายความว่า ถึงตอนนี้ความสนใจหลักของเขามุ่งไปยังสาระทางดนตรีในแบบเทรดิชั่นนอลของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ
ในปี ค.ศ.1987 เขาได้รับการคัดเลือกเพื่อเข้าร่วมวงแจ๊สออร์เคสตราระดับชาติของฝรั่งเศส (French National Jazz Orchestra) ซึ่งทำให้ได้มีโอกาสเล่นกับนักดนตรีระดับแนวหน้าทั้งจากฝั่งอเมริกาและยุโรป อย่าง จอห์นนี กริฟฟิน, ดีเดียร์ ล็อกวูด, หลุยส์ คลาวิส, สตีฟ สวอลโลว์, แรนดี เบรคเกอร์, ทู้ทส์ ธีเลมานส์, คอร์ทนีย์ ไพน์, สตีฟ เลซี, ดีดี บริดจ์วอเตอร์, กิล อีแวนส์ และ ควินซี โจนส์
จากนั้น ลี ทำวงดนตรี อุลตรามารีน (Ultramarine) ที่ประกอบด้วยการรวมตัวของนักดนตรีต่างชาติพันธุ์ โดยอัลบั้ม D ของวงนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานเวิลด์มิวสิคแห่งปี ค.ศ.1989 เลยทีเดียว
ในปี ค.ศ.1990 เหงียน ลี มีโอกาสทำอัลบั้มแรกภายใต้ชื่อของตนเอง Miracles อัดในสหรัฐอเมริกา มี อาร์ต แลนด์, มาร์ค จอห์นสัน และ ปีเตอร์ เอิร์สกิน แบ็คอัพ ในช่วงเวลาเดียวกัน ลี มีโอกาสได้พบกันนักดนตรีแจ๊สมากหน้าหลายตา ตั้งแต่ มิเชล พอร์ทัล, มิโรสลาฟ วิเชียส, ทริล็อค เกอร์ตู, ดิวอี เรดแมน, นานา วาสคอนเซลอส, เปาโล เฟรสุ, เคนนี วีลเลอร์ ฯลฯ
นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1992 นักกีตาร์เชื้อสายเวียดนามคนนี้มีงานบันทึกเสียงเกือบทุกปี ไปจนถึงสิ้นทศวรรษ ก่อนจะทิ้งช่วงไประยะหนึ่งสืบเนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพ
เขามีอัลบั้ม Zanzibar (1992) ตามด้วย Init (1993) ในรูปแบบทริโอ จากนั้นทดลองทำวงเล่นเพลงของ จิมี เฮนดริกซ์ และรับงานเป็นโซโลอิสต์ให้แก่วงบิ๊กแบนด์ WDR ของเยอรมนี ภายใต้การกำกับของ วินซ์ เมนโดซา
ความเป็นนักกีตาร์ที่มีซาวด์เฉพาะตัว ทำให้มีโปรเจ็คท์ดนตรีนับไม่ถ้วน เช่น เล่นกับ เดฟ เลียบแมน, ชาร์ลี มาริอาโน, รัสเซลล์ เฟอร์รันต์ และบ๊อบ บรุคเมเยอร์ เป็นต้น
ปี ค.ศ.1994 เหงียน ลี ฟอร์วงทริโอใหม่ กับ ไดเทอร์ อิล์ก มือเบส และ แดนนี ก็อตเลียบ มือกลอง ออกอัลบั้ม Million Waves กับค่าย Act ของเยอรมัน
อัลบั้มที่น่าสนใจในช่วงเวลาต่อมา เช่น Tales from Vietnam (1995) เป็นงานที่เจ้าตัวกลับมาไปมรดกดนตรีของแผ่นดินแม่ เป็นการผสมผสานระหว่างนักดนตรีแจ๊สกับนักดนตรีเวียดนาม
“ด้วยดนตรีอย่าง Tales from Vietnam ผมนำผู้คนไปพบกับความงามของวัฒนธรรมเวียดนาม ในเวลาเดียวกัน ผมก็ได้สร้างและเพิ่มพูนส่วนที่เป็นอัตลักษณ์ของผม กลับไปหาสิ่งเก่ามากๆ เพื่อสร้างสิ่งที่ใหม่มากๆ ผมยังคงฝันเสมอ ถึงการสร้างดนตรีที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อน ดนตรีที่ไม่มีใครเคยได้ยิน” ลี อธิบายถึงแนวทางหนึ่งในการทำงานของเขา
Maghreb & Friends (1998) ผลงานที่สะท้อนถึงความสนใจในดนตรีแอฟริกัน หาก ลี ไม่วายพ่วงเพลงร้องเวียดนามเข้าไปในบริบทของเวิลด์มิวสิค, Bakida (1999) หลากศิลปินแจ๊สภายใต้แนวคิดของการประสมอิทธิพลทางดนตรีทุกๆ รูปแบบไว้ในอัลบั้มเดียวกัน ทั้งแอฟริกัน, เวียดนาม, สเปน, ตุรกี, สแกนดิเนเวีย ฯ โดยแขกรับเชิญแต่ละรายเป็นตัวแทนของเรื่องราวที่แตกต่าง
อัลบั้ม Purple – Celebration Jimi Hendrix (2002) ซึ่งเป็นการร่วมงานกับมือกลองสาว อดีตศิษย์เก่า เบิร์กลี นาม เทอร์รี ลีน แคร์ริงตัน ด้วยการนำเพลงของจิมี เฮนดริกซ์ มาตีความใหม่ได้อย่างแยบยลและทรงพลัง ซึ่งอัลบั้มนี้ไม่เพียงโดดเด่นทางศิลปะเท่านั้น หากยังประสบความสำเร็จอย่างสูงในเชิงพาณิชย์
เป็นที่สังเกตว่า เหงียน ลี ซึ่งพำนักอาศัยอยู่ในนครปารีส ฝรั่งเศส สามารถก้าวขึ้นสู่เวทีโลกได้ ด้วยการไปปักหลักทำงานที่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมดนตรีของโลก ที่ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา แต่ ลี เคยให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งว่า ความหลากหลายทางวัฒนธรรมของปารีส เป็นเนื้อนาอันอุดมให้แก่ความคิดสร้างสรรค์มากกว่าไปใช้ชีวิตในนิวยอร์ก
เขายกตัวอย่างชุมชนชาวจีนในย่านไชนาทาวน์เล็กของปารีส กับย่านชุมชนชาวตุรกี ซึ่งอยู่ห่างกันเพียงแค่เดินเท้า 5 นาที ย่อมทำให้ชุมชนทั้งสองสามารถแลกเปลี่ยนและสื่อสารกันได้อย่างสะดวกโยธิน
ก้าวเดินบนหางของเสือ
อัลบั้มใหม่ที่ออกวางขายในปี ค.ศ.2005 ของ เหงียน ลี มีชื่อว่า Walking on the Tiger’s Tail มีลักษณะการประสมวงแบบควอร์เทท (ที่แปลก) เพราะไม่มีเครื่องดนตรีเบสมาให้เสียงย่านความถี่ต่ำ (free-bass band) ดังนั้น สมาชิกคนอื่นๆ ในวงจึงต้องร่วมกันดูแลช่องว่างนี้
ลี เล่นกีตาร์ไฟฟ้าและอุปกรณ์เสริมอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด, พอล แมคแคนเดรสส์ (แห่งโอเรกอน) เล่นแซ็กโซโฟน, โอโบ, อิงลิชฮอร์น และ เบส คลาริเน็ท, เจมีย์ แฮดแดด ตีกลอง โดยมี อาร์ต แลนด์ เล่นเปียโน
หากจำกันได้ อาร์ต เคยเล่นกับ เหงียน ลี มาตั้งแต่อัลบั้ม 2 ชุดแรก และเป็นคนที่มือกีตาร์สารภาพว่าได้เรียนรู้การทำงานจากเขาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจิตวิญญาณของแจ๊ส นั่นคือความลับสุดยอดในการสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพ (Freedom) กับการควบคุม (Controlสมดุลระหว่างอารมณ์ (Emotion) กับสติปัญญา (Intelligence)
อัลบั้มนี้มี 11 แทร็ค ความยาว 65:41 นาที เมื่อเปรียบเทียบกับอัลบั้มก่อนหน้านี้ที่ผมมีโอกาสได้ฟัง ไม่ว่าจะเป็น Maghreb & Friends ที่กระเดียดไปทางเวิลด์มิวสิค ขับเคลื่อนด้วยริธึ่มของแอฟริกัน หรือ Purple – Celebration Jimi Hendrix ซึ่งมีสาระตั้งต้นเป็นร็อคดิบๆ อัลบั้มชุดใหม่ค่อนข้างโปร่งเบามากเอาการ (พูดง่ายๆ ฟังสบายหูกว่าเยอะ) คลี่คลายไปสู่เวิ้งจินตนาการที่กว้างไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลือกสรรโทนคัลเลอร์ของเครื่องลมที่หลากหลาย ด้วยฝีมือของ พอล แมคแคนเดรสส์
ลี เลือกปรัชญาเต๋ามาเป็นแก่นในการสื่อสารความคิดของการทำงานชุดนี้ ลักษณะการนำความขัดแย้งที่แปลก (Paradoxical theme) ซึ่งปรากฏอยู่คติธรรมของเต๋า (Tao) และเซน (Zen) มาใช้ นับเป็นเปิดพื้นที่ exotica ขึ้นมาในโลกเฉพาะที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นอย่างเป็นเอกภาพ
เริ่มตั้งแต่การบินโดยไม่มีปีกใน Wingless Flight ทำนองที่อิงโครเมติคเลื่อนไหลไปบนจังหวะอันโยกโยน ช่วงอิมโพรไวส์ ลี บรรเลงได้อย่างหมดจด แค่เพลงแรกก็เฉียบขาดแล้ว
Yielding Water ทิ้งสเปซกว้างๆ ให้เติมเสียงที่มีพื้นผิวแตกต่างผ่านเพอร์คัสชั่น ผนวกกับเสียงเปียโน และเครื่องลม คลี่คลายอย่างรื่นรมย์ ขณะที่ Totsu ! ซาวด์อินโทร.กระเดียดไปสู่ยุคฟิวชั่น แต่ไม่ใช่ ลี ฉีกหลบไปสู่ฟอร์มเฉพาะตัวได้อย่างน่าติดตาม
Snow on a Flower เยือกเย็นแต่งดงาม ขณะที่ Jorai มีเฟรสซิงที่ทำให้เพลงเคลื่อนไหว ลี แต่งโดยได้รับอิทธิพลจากเพลงดั้งเดิมของชนกลุ่มน้อยในเวียดนาม เมื่อมาถึง Butterfly Dream แนวประสานของทำนองกับคอร์ดชวนให้คิดถึงสกุลอิมเพรสชั่นนิสม์ขึ้นมาตะหวิดๆ
Walking on the Tiger’s Tail เป็นไตเติลแทร็คที่บรรเลงกันอย่างจุใจกว่า 8 นาที ธีมเป็นโจทย์ที่ ลี สร้างขึ้นราวกับให้เพลงเป็นสถานการณ์ของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไรอย่างนั้น ดนตรีแต่ละชิ้นมีส่วนสนับสนุนกันอย่างใกล้ชิด
Bee อีกหนึ่งเพลงงดงามที่โชว์ทางกีตาร์ละเมียดละไม Evening Glory ดำดิ่งลงสู่กระแสของความคิดคำนึง ด้วยสเกลเสียงทึบทึม Zamora อินโทร.ด้วยเปียโน ก่อนตามด้วยอิงลิชฮอร์น และสลับกับบทบาทของกีตาร์ที่อ่อนโยน เช่นเดียวกับ Eventail เป็นเพลงปิดท้ายอัลบั้มที่ ลี คุมโทนเพื่อให้คนฟังเกิดภาวะสงบนิ่งในจิตใจกระมัง
ครั้งหนึ่ง เมื่อมีคนถาม เหงียน ลี ถึงคำนิยามของแจ๊สในฝรั่งเศส เหมือนที่มีปรากฏการณ์อนุรักษ์นิยมในสหรัฐอเมริกาหรือไม่ เขาตอบได้อย่างคมคายว่า
“ผมว่าแจ๊สในฝรั่งเศสค่อนข้างเปิดกว้างนะ ไม่มีอนุรักษ์นิยมแบบมาร์แซลลิส (หมายถึง วินตัน มาร์แซลลิส) หรอก เพราะว่าแจ๊สไม่ใช่ดนตรีของเรา พวกเราไม่ได้สร้างมันขึ้นมา ดังนั้น เราจะไปอนุรักษ์มันได้อย่างไร”
“อย่างน้อยก็กรณีของ จังโก ไรน์ฮาร์ดท์ นั่นไง หมายความว่าเราต้องสร้างแนวทางของเราขึ้นเองขึ้นมา แน่นอนมีสไตล์แจ๊สที่เป็นวิหารหลักอยู่แล้วจำนวนหนึ่ง ทั้ง ก่อน-บ็อพ, บีบ็อพ, โมเดิร์น, ฟิวชั่น, อวอง-การ์ด, เวิลด์ อื่นๆ อีกมากมาย แต่ใครก็ตามที่ต้องการ(สร้างสรรค์งานดนตรี)ต้องข้ามผ่านพรมแดนพวกนี้ออกไปทั้งนั้น”
เช่นเดียวกับที่ เหงียน ลี กำลังผสมผสานมรดกทางดนตรีเวียดนามให้เป็นส่วนหนึ่งของกระแสดนตรีโลกในเวลานี้กระมัง.
Nguyen Le Quartet / Walking on the Tiger’s Tail / ACT 9432-2
Tracks : 1. Wingless Flight, 2. Yielding Water, 3. Totsu !, 4. Snow on a Flower, 5. Jorai, 6. Butterfly Dream, 7. Walking on the Tiger’s Tail, 8. Bee, 9. Evening Glory, 10. Zamora , 11. Eventail
Personnel : Nguyen Le , electric & electroacoustic guitars, electronics ; Art Lande , piano ; Pual McCandless , tenor, soprano & sopranino saxophone , oboe , english horn , bass clarinet ; Jamey Haddad , drums & percussions
Recording Date : October & November 2004
Where to Buy it in Thailand : contact Hitman Music










