Articles

เอ็ดดี ปัลเมียรี ดวงตะวันแห่งดนตรีลาติน

a03

เอ็ดดี ปัลเมียรี ดวงตะวันแห่งดนตรีลาติน
เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์

เป็นไปตามความคาดหมาย ผลรางวัลแกรมมี่ปีนี้ (ค.ศ.2006) เอ็ดดี ปัลเมียรี (Eddie Palmieri) มือเปียโนชาวอเมริกันเชื้อสายเปอร์โตริกัน วัย 70 ปี คว้ารางวัลแกรมมี่ตัวที่ 7 ไปครองในสาขาอัลบั้มดนตรีลาตินแจ๊สยอดเยี่ยม จากอัลบั้ม Listen Here ! ที่ออกกับสังกัด “คองคอร์ด ปิกานเต”
ในแวดวงนักฟังแจ๊สบ้านเรา น่าจะรู้จักคุ้นเคยกับ เอ็ดดี ระดับหนึ่ง เพราะผลงานของเขาสรรหามาฟังได้ไม่ยากเย็นนัก (แม้จะไม่ใช่งานในระดับขึ้นหิ้งก็ตาม) อีกทั้งแนวดนตรีลาตินแจ๊สอันเร่าร้อนด้วยชีพจรซัลซ่า ผสมด้วยจังหวะรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น รุมบ้า, กวนกวนโก, แมมโบ ฯลฯ ถือว่าเป็นมนต์เสน่ห์อันไม่ยากแก่การเข้าถึงแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นมือเปียโนที่มีแนวทางค่อนมาทางดนตรีลาติน ขับเคลื่อนด้วยจังหวะเพลงเต้นรำพื้นถิ่น โดยเฉพาะกลิ่นอายดนตรีฮิสปานิคที่ได้รับจากบรรพบุรุษของเขา แต่ เอ็ดดี มีความสนใจในดนตรีแจ๊สมาตั้งแต่ครั้งเป็นหนุ่ม เขาได้รับอิทธิพลจากการบรรเลงของมือเปียโนระดับกูรู อย่าง ธีโลเนียส มังค์ และ แมคคอย ไทเนอร์ ซึ่งหวือหวาและเต็มไปด้วยความมหัศจรรย์แห่งพลังจากเสียงคอร์ด (Chordal Improvisations)

ครั้งหนึ่ง เอ็ดดี เคยให้สัมภาษณ์ว่า ก่อนหน้านั้น เขาไม่เคยหยิบเพลงแจ๊สมาบรรเลงและบรรจุในอัลบั้ม เพราะเขาไม่คุ้นเคยกับดนตรีแจ๊สมากนัก จนกระทั่งเมื่อมือทรอมโบน แบร์รี โรเจอร์ส เข้ามาเป็นสมาชิกในวงช่วงทศวรรษ 1960s แบร์รี จึงได้พาเขาไปชมดนตรีที่คลับ “เบิร์ดแลนด์” ในวันอาทิตย์
ที่นั่น เอ็ดดี ได้ชมการแสดงวงควอร์เททของ จอห์น โคลเทรน (มี แมคคอย ไทเนอร์ เป็นมือเปียโนในวง) และได้รู้จักผลงานของ ธีโลเนียส มังค์ นับจากนั้นโลกดนตรีของเขาก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม !
เอ็ดดี เติบโตมาในย่าน เซาธ์ บรองซ์ ของมหานครนิวยอร์ก เขาเล่นเปียโนตั้งแต่อายุ 8 ขวบ เมื่อมีโอกาสเติบโตและได้เล่นดนตรีที่ แพลลาเดียม บอลรูม ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “บ้านของดนตรีแมมโบ” ตั้งอยู่บนถนนสายที่ 53 ย่านแมนฮัตตันของเมืองนิวยอร์ก ในช่วงทศวรรษ 1960s

จากนั้น เขาซึมซับรูปแบบดนตรีแจ๊สมาอย่างเต็มๆ เพียงแต่อาจจะไม่เบนเข็มสู่ถนนสายแจ๊สโดยตรงเหมือนอย่าง ชาร์ลี ปัลเมียรี ผู้เป็นพี่ชาย
ในทางตรงกันข้าม เอ็ดดี กลับนำความรู้ทางด้านแจ๊สมาใช้ จนประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงจากการทดลองผสมผสานดนตรีลาตินกับดนตรีรูปแบบต่างๆ เขาสร้างสรรค์ดนตรีลาตินให้เติบโตไปบนพรมแดนทางดนตรีที่เปี่ยมด้วยความหลากหลาย เป็นแนวทาง “ฟิวชั่น” ที่กระทำมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ด้วยทักษะทางดนตรีที่แตกต่าง นำเสนอผ่านเทคนิคและแนวคิดใหม่ๆ มาโดยตลอด
นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งซึ่งทำให้ในบางขณะแฟนเพลงค้นพบว่า ผลงานของ เอ็ดดี ปัลเมียรี แม้จะไม่ยากแก่การเข้าถึง แต่ก็พลิกผันจากความคาดหมายเดิมๆ เสมอ
เอ็ดดี ปัลเมียรี กำลังจะมีอายุครบ 70 ปีเต็มในวันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ.2006 นี้ นับเป็นมือเปียโนรุ่นตำนาน เป็นมือเรียบเรียงเสียงประสาน, นายวง และนักแต่งเพลงที่ยังมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ตลอดช่วงเวลายาวนานของการก้าวย่างอยู่บนถนนสายดนตรี เอ็ดดี มีผลงานคุณภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจหลายชิ้น นอกจากอัลบั้มรางวัลแกรมมี่ล่าสุดอย่าง Listen Here ! ซึ่งอาจจะเป็นใบเบิกทางให้นักฟังเพลงแจ๊สบ้านเราได้เริ่มต้นทำความรู้จักนักเปียโนอาวุโสคนนี้แล้ว ยังมีผลงานอื่นๆ ที่สมควรระบุถึง
แต่น่าเสียดายผลงานระดับมาสเตอร์พีซของเขา ส่วนใหญ่กลับเป็นงานที่ เอาท์-ออฟ-พรินท์ ในระยะนี้
ระหว่างปี ค.ศ.1961-2005 เอ็ดดี มีอัลบั้มที่ได้รับรางวัลแกรมมี่คือ The Sun of the Latin Music, Unfinished Masterpiece, Palo pa’ Rumba, Solito, La Verdad และ Masterpiece/Obra Maestra ซึ่งทั้งหมดเป็นงานที่อัดกับสังกัดอินดี้ จึงยากแก่การค้นหามาฟังพอสมควร เมื่อเปรียบเทียบกับงานชิ้นอื่นๆ ที่ออกกับค่ายใหญ่ อย่าง เวิร์ฟ หรือ อิเล็กทรา (วอร์เนอร์)
Listen Here ! จึงเป็นทางเลือกชั้นดี ในจำนวนทางเลือกที่มีอยู่เพียงน้อยนิดในเวลานี้ สำหรับการติดตามผลงานของเขา

a03-2

Listen Here ! อาจจะแตกต่างจากอัลบั้มเชิงทดลองของ เอ็ดดี ปัลเมียรี ก่อนหน้านั้น ไม่ว่าจะเป็น Palmas งานบรรเลงแบบฟรีฟอร์มลาตินแจ๊ส หรือโดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับอัลบั้มกึ่งทดลองระดับคลาสสิก ชื่อ The Sun of Latin Music ผลผลิตจากยุคทศวรรษ 1970s ซึ่งชื่ออัลบั้มดังกล่าว ทำให้เขาได้รับการยกย่องเสมือนหนึ่งเป็น “ดวงตะวันแห่งดนตรีลาติน”
ในอัลบั้มชุดใหม่นั้น เป็นการคืนกลับแนวทางดนตรีลาตินแจ๊สแบบมาตรฐาน คล้ายๆ กับยุคแห่งการใช้ทรอมโบน 2 คัน (ดังปรากฏในอัลบั้ม Mambo con Conga Is Mozambique) หากมีจัดวางแนวอะเรนจ์เมนต์อย่างพอเหมาะพอควร เลือกเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ ตั้งแต่กีตาร์ไปจนถึงไวโอลิน และให้ความสำคัญแก่บทบาทของโซโลอิสต์รุ่นใหม่ซึ่งจัดจ้านและร้อนแรงด้วยพลังของการสร้างสรรค์
จุดเด่นของอัลบั้มยังอยู่ตรงการเลือกสรรบทประพันธ์มารวมไว้ มีทั้งงานแต่งเอง (Original Compositions) ของมือเปียโนอาวุโส 6 เพลง ส่วนอีก 4 เพลงเป็นเพลงแจ๊สคลาสสิกที่รู้จักมักคุ้นกันดี เอ็ดดี นำมาปัดฝุ่นและใส่อะเรนจ์เมนต์ใหม่ โชว์ไอเดียในการเรียบเรียงและการอิมโพรไวส์อย่างแพรพราว

เริ่มกันจาก ไตเติลแทร็ค Listen Here ! ผลงานจากปลายปากกาของ เอ็ดดี แฮร์รี ในยุคซิกซ์ตีส์ ซึ่งมี ไมเคิล เบรคเกอร์ (ในสภาพร่างกายที่กำลังป่วยหรือไม่ – ไม่แน่ใจ) มาโซโล่เทเนอร์แซ็ก สำเนียง “แอโฟร-คิวบ็อพ” ฟังจากแนวทางโซโล่แล้วกระเดียดไปในโทนของ จอห์น โคลเทรน อ่อนๆ โดยมี คริสเชียน แมคไบรด์ มือเบสทำหน้าที่วอล์คเบสได้อย่างถึงฟีล
ช่วงโซโลเบสตอนกลางของเพลงนั้น แค่โน้ตกลุ่มแรกๆ ก็นับว่าคุ้มค่าอย่างยิ่งที่ได้ฟัง คริสเชียน นำเสนอได้อย่างหมดจด ไม่ยืดเยื้อ ถูไถ ซ้ำไปซ้ำมา และมีความหมายทุกตัวโน้ต ผลลัพธ์โดยภาพรวมของแทร็คนี้ คือลาตินแจ๊สชั้นดีที่โน้มนำให้คุณโยกโยนตัวตามจังหวะโดยไม่รู้ตัว
Tin Tin Deo เป็นเพลงเก่าของ ดิซซี กิลเลสปี ให้อารมณ์เยือกเย็นบนชีพจรอันรุ่มร้อน โซโลเทเนอร์แซ็กโซโฟน ของ เดวิด ซานเชซ ในเพลงนี้ช่างสละสลวยและนุ่มละมุนละไมยิ่งนัก ความคิดของเขาพร่างพรูอย่างต่อเนื่อง และไม่ขาดสาย โดยมีแอคคอมพานีเปียโนที่เปี่ยมด้วยสุขุมคัมภีรภาพ เป็นการนำภาพร่างของอดีตมาฉายให้เด่นชัดยิ่งขึ้นด้วยอารมณ์ความรู้สึกร่วมสมัย
ตรงข้ามกับ Tin Tin Deo เมื่อมาถึง In Walked Bud เพลงคลาสสิกของ ธีโลเนียส มังค์ ซึ่งแต่งให้ บัด พาวล์ มือเปียนัยน์ตาพิการรุ่นปรมาจารย์ มีการจัดวางเฟรสซิ่งของเพลงใหม่ อาจจะสั้นๆ ห้วนๆ แต่แพทเทิร์นของจังหวะโยกโยนมากพอที่จะทำให้บทเพลงมีความลื่นไหล ด้วยอารมณ์ของจังหวะเต้นรำแบบย้อนยุค การประชันสีสันของเครื่องลมในแทร็คนี้ เสมือนหนึ่งบทสนทนาของเพื่อนที่ถูกอกถูกใจกันและกัน

ในอัลบั้มเดียวกัน เอ็ดดี หยิบเพลงของนักเปียโนอีกคนมาถ่ายทอดไว้ด้วย นั่นคือ Nica’s Dream บทประพันธ์ของ ฮอเรซ ซิลเวอร์ (น่าจะแต่งให้แก่ แพนโนนิกา สุภาพสตรีผู้สูงศักดิ์ชาวยุโรปที่มีบทบาทในการอุปถัมภ์ค้ำชูแจ๊สในช่วงทศวรรษ 1940-50s) รื่นรมย์และงดงามด้วยท่วงทำนองที่ ฮอเรซ ถนัดเป็นพิเศษ นอกจากเปียโนแล้ว เพลงนี้ เรจินา คาร์เตอร์ มือไวโอลิน และ นิโคลาส เพย์ตัน มือทรัมเป็ต นำเสนอดนตรีได้อย่างกลมกล่อมและมีรสนิยม
ความโดดเด่นของ เรจินา คาร์เตอร์ นอกจากอัลบั้มเดี่ยวของเธอแล้ว ในอัลบั้มนี้ เธอถ่ายทอดเสียงไวโอลินได้อย่างพริ้วไหวสะท้อนถึงทักษะอันเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะการควบคุมรักษาสัดส่วนของจังหวะยากๆ ของเพลงได้อย่างแม่นยำ ในเพลง In Flight ยืนยันถึงคุณสมบัตินี้ได้ดี
นับจากหลายปีก่อนที่ผมได้ฟังงานบันทึกเสียงของเธอเรื่อยมา ผมได้เห็นและสัมผัสได้ด้วยโสตประสาทว่า เรจินา เติบโตขึ้นด้วยคุณภาพและปริมาณ นับเป็นแนวทางของการบรรเลงไวโอลินแจ๊สอันทรงอิทธิพลอย่างยิ่งในปัจจุบัน

แทร็คที่น่าสนใจอีกแทร็คหนึ่งในอัลบั้มนี้ คือ La Gitana บทประพันธ์ของ เอ็ดดี ปัลเมียรี ที่มีมือกีตาร์สุดเปรี้ยว จอห์น สโกฟิลด์ มาร่วมแจม ในเพลงช้าแบบ ฟลาเมงโก-บลูส์ เปิดที่ทางของดนตรีให้กว้างออก ด้วยทุกๆ บีทของตัวโน้ตที่เรียกร้องการดูแลเอาใจใส่จากนักดนตรีอย่างดียิ่ง เพลงนี้ สโกฟีลด์ พลิกมุมมองของแฟนเพลง ด้วยการบรรเลงที่กระเดียดไปยังสำเนียงสแปนิช ซึ่งไม่บ่อยครั้งนักที่เขาจะถ่ายทอดสุ้มเสียงกีตาร์ด้วยลีลาเช่นนี้
Vals Con Bata เป็นเพลงน่ารักอีกเพลงหนึ่ง ซึ่งเปิดพื้นที่ให้นักดนตรีได้ขยับขยายแนวทางการบรรเลงในช่วงอินโทร. อะเรนจ์เมนต์ในเพลงนี้รุ่มรวยและพิสดารกว่าเพลงอื่นๆ ส่วน Tema Para Eydie เป็นภาพสะท้อนของตัวตนและความคิดอ่านทางดนตรีของ เอ็ดดี ได้ดี

ขณะที่ Mira Flores เพลงที่มีอินโทร. โซโล่ด้วยดับเบิลเบสอย่างน่าสนใจ ตามด้วยเสียงแซ็กโซโฟนอันอ่อนโยน ในห้วงอารมณ์อันวาบหวามรัญจวน และ EP Blues เป็นลาตินที่กระเดียดออกไปทางบลูซีย์ ถือเป็นเพลงปิดท้ายอัลบั้มที่ตอกย้ำคุณภาพระดับคลาสสิกของผลงานชุดนี้ให้เด่นชัดยิ่งขึ้น
เมื่อเปรียบเทียบกับงานบันทึกเสียงระดับคลาสสิกจากเมื่อวันวาน นักเปียโนอาวุโสได้รังสรรค์เพชรเม็ดงามอีกชิ้นให้แก่แวดวงลาตินแจ๊สในวันนี้ ร่วมกับคนหนุ่มสาวฝีมือดี ด้วยคุณภาพที่เข้มข้น ชนิดที่คนหลงใหลมนต์เสน่ห์ของมันไม่อาจผ่านข้ามไปได้.

Eddie Palmieri / Listen Here ! / Concord Picante
Tracks : 1. In Flight ,2. Listen Here , 3. Vals Con Bata , 4. Tema Para Eydie, 5. Tin Tin Deo , 6. In Walked Bud , 7. La Gitana, 8. Nica’s Dream , 9. Mira Flores , 10. EP Blues
Personnel : Michael Brecker , tenor saxophone ; Brian Lynch , trumpet ; John Scofield , guitars ; Giovanni Hidalgo , conga bata , guiro ; John Bentez , bass ; Regina Carter , violin ; Donald Harrison , alto saxophone ; Horacio “El Negro” Hernandez, drums ; Conrad Herwig , trombone ; Christian McBride , bass ; Eddie Palmieri , piano ; Nicolas Payton , trumpet ; David Sanchez , tenor saxophone
Recording Date : N/A



โน้ตสีฟ้า ฉบับรีมาสเตอร์

article_bluenote_clip_image002

โน้ตสีฟ้า ฉบับรีมาสเตอร์

เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์

ช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างเยือนนครโตเกียวครั้งล่าสุด เมื่อปีกลาย นับเป็นโชคดีของผมที่ได้พบเจอกับคนสำคัญของวงการดนตรีญี่ปุ่นและสากล เขาคือ ฮิโตชิ นาเมกาตะ (Hitoshi Namekata) ผู้บริหารในตำแหน่ง ไวซ์-เพรสซิเดนท์ ของ โตชิบา-อีเอ็มไอ
หลังจากนั่งสนทนานานค่อนคืน จากเบียร์เหยือกแล้วเหยือกเล่าในร้านอาหารเปิดไฟสว่าง จนย้ายมาเป็นจินโทนิคในบาร์ที่มีเพียงแสงสลัวราง ผมเริ่มค้นพบว่าผู้ชายผมสีดอกเลา รูปร่างท้วมนิดๆ คนนี้ ไม่ใช่แค่นักธุรกิจค่ายเพลงธรรมดาเสียแล้ว แต่เขาเป็น มิวสิค แมน ตัวจริงคนหนึ่ง
เชื่อไหมว่า คนพันธุ์นี้เริ่มหาได้ยากเต็มทีในหมู่คนทำงานค่ายเพลงทุกวันนี้
ฮิโตชิ  เล่าว่าเขายังทำงานเป็นนักวิจารณ์ดนตรีอีกด้วย และสายตาของเขาแหลมคมพอจะอ่านใจผมออกว่า ผมยังไม่ใคร่เชื่อดีนัก ดังนั้น เจ้าตัวจึงเอ่ยปากชวนผมไปเยือนออฟฟิศของเขาในวันรุ่งขึ้น เพื่อจะหยิบตัวอย่างหนังสือ 2-3 เล่มให้ชม
แล้วในที่สุด ผมก็ได้หอบหนังสือหนาๆ 2 เล่มของเขากลับเมืองไทย หนึ่งในจำนวนนั้น เป็นบทวิจารณ์อัลบั้มแจ๊สของค่าย บลู โน้ต (Blue Note Records) ซึ่งนอกจากชื่ออัลบั้ม ชื่อเพลง และชื่อศิลปินที่พิมพ์เป็นภาษาอังกฤษแล้ว ส่วนที่เหลือเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด
ก่อนจากกัน ฮิโตชิ  แก้ไขความเข้าใจของผมเสียใหม่ ให้ถูกต้องว่า เขาไม่ได้เขียนเองทั้งเล่ม แต่ทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการ โดยมีทีมนักวิจารณ์อิสระจำนวนหนึ่งสนับสนุน

เวลาผ่านไปหลายเดือน แล้วชื่อของ ฮิโตชิ ก็กลับมาอยู่ในความคิดคำนึงอีกครั้ง ระหว่างผมตัดสินใจเขียนเรื่องเบื้องหลังการทำงานในอัลบั้มระดับคลาสสิกของค่ายบลูโน้ตให้แก่ อิมเมจ ฉบับนี้
สำหรับคอเพลงแจ๊สทั้งหลาย คงทราบดีว่าอัลบั้มแจ๊สระดับขึ้นหิ้งของบลูโน้ตจากยุคทศวรรษ 1950-1960s นั้น ถือเป็นงาน แบ็ค แคตตาล็อก ชั้นดี (Back Cataloque) ที่ยังทรงคุณค่าแก่การเสพฟังในยุคปัจจุบัน
ด้วยคุณภาพเสียงในเกณฑ์มาตรฐาน หรือที่เรียกว่า ไฮ-ฟิเดลิตี (high-fidelity) ให้บรรยากาศเสมือนนักดนตรีกำลังบรรเลงสดๆ เบื้องหน้า อีกทั้งสาระทางดนตรีแบบ ฮาร์ดบ็อพ (Hard Bop) อันเต็มเปี่ยม ทำให้ผลงานของค่ายนี้เป็นที่กล่าวขานถึงมาโดยตลอด

นอกจากตัวนักดนตรีในระดับสุดยอดแล้ว องค์ประกอบที่ทำให้บุคลิกภาพของ บลู โน้ต ชัดเจน มาจากการกำหนดแนวทางของ อัลเฟรด ไลออน (Alfred Lion) ผู้ก่อตั้งสังกัด ซึ่งโดยพื้นฐานเดิมเป็นชาวเยอรมันเชื้อสายยิวที่เดินทางมาสหรัฐอเมริกาด้วยหลงใหลในดนตรีแจ๊ส

ภาพถ่ายศิลปินบนปกอัลบั้ม โดยฝีมือของ ฟรานซิส วอล์ฟฟ์ (Francis  Wolff) พร้อมด้วยทิศทางของงานศิลปกรรมและการออกแบบ นับว่ามีส่วนยกระดับให้ บลู โน้ต  เป็นค่ายเพลงที่ดูดีมีรสนิยมในสายตาของคอศิลปะทั้งหลาย ขณะที่แฟนเพลงทุกคนต่างรับรู้ว่า ซาวด์ที่มีลักษณะเฉพาะของ บลู โน้ต นั้น มาจากการดูแลของ รูดี แวน เกลเดอร์ (Rudy Van Gelder) ซาวด์เอนจิเนียร์ ที่ฝากผลงานบันทึกเสียงให้แก่ค่ายนี้หลายพันชุดด้วยกัน
แม้ อัลเฟรด ไลออน ได้วายชนม์ไปก่อนหน้านี้หลายปี แต่อย่างน้อย สำหรับตำนานความเป็น บลู โน้ต ในวันนี้ ยังมี รูดี แวน เกลเดอร์ เป็นพยานผู้อยู่เบื้องหลังความเป็นไปทั้งหลาย  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในฐานะซาวด์เอนจิเนียร์ ที่ตระหนักดีว่า แท้จริงแล้ว โปรดิวเซอร์ อย่าง อัลเฟรด มุ่งหวังให้ได้สุ้มเสียงทางดนตรีเป็นไปเช่นใด
นั่นคือ ที่มาของโครงการ เดอะ รูดี แวน เกลเดอร์ เอดิชั่น (The Rudy Van Gelder Edition – RGV Series) ซึ่งเป็นการนำมาสเตอร์เทปเก่าทั้งที่เป็นโมโนและสเตอริโอ มารีมาสเตอร์ใหม่ ผ่านเทคโนโลยี 20 บิท อันทันสมัย ภายใต้การกำกับดูแลของ รูดี อีกครั้ง

เชื่อไหมครับว่า ผู้อยู่เบื้องหลังความคิดอันเฉียบคมครั้งนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือ ฮิโตชิ นาเมกาตะ  ผู้ชายผมสีดอกเลาคนนั้น ซึ่งทำให้ บลู โน้ต คืนกลับสู่ความเคลื่อนไหวและได้รับการตอบรับจากประชาคมแจ๊สอย่างอบอุ่นอีกครั้ง

article_bluenote_clip_image004

ชื่อของ รูดี แวน เกลเดอร์ ไม่ได้ผูกติดเฉพาะ บลู โน้ต เท่านั้น หากเขายังมีบทบาทในงานบันทึกเสียงของอีกหลายๆ สังกัดในช่วงระหว่างทศวรรษ 1950-1970s
แต่เป็นเพราะวิชั่นของ อัลเฟรด ไลออน ที่มองการณ์ไกลเห็นว่า ด้วยฝีมือของ รูดี นั่นแหละที่จะสถาปนา ซาวด์อันเฉพาะเจาะจงของ บลู โน้ต ขึ้นมาได้  จึงผูกปิ่นโตใช้บริการที่นี่โดยตลอด และนั่นพลอยทำให้แฟนเพลงเชื่อมั่นว่า อย่างน้อยๆ ภายใต้โลโก้โน้ตสีฟ้า พวกเขาจะได้ฟังดนตรีที่มีคุณภาพเสียงดี
อัลเฟรด ไลออน ค้นพบ รูดี  แวนเกลเดอร์ ในช่วงปี ค.ศ.1953 ระหว่างนั้น นาย รูดี ยังเป็นเพียงหนุ่มน้อยที่รับจ๊อบด้วยการบันทึกเสียงให้แก่ศิลปินสมัครเล่นและอาชีพอยู่จำนวนหนึ่ง และกำลังฝึกฝนงานช่างตัดแว่นตาเป็นอาชีพหลัก
จากความถนัดในเรื่องของการมองเห็น (ตัดแว่นตา)  เปลี่ยนมาสู่ความถนัดในเรื่องการได้ยิน (งานบันทึกเสียง)  ในระยะเริ่มแรก เขาใช้ห้องนั่งเล่นที่บ้านของพ่อแม่ในย่านแฮคเกนแซ็ค ของนิวเจอร์ซี เป็นห้องบันทึกเสียง

รูดี เคยให้สัมภาษณ์ว่าช่วงนั้น ยังไม่มีบอร์ดหรือคอนโซลสำหรับงานบันทึกเสียงโดยตรง เขาจึงต้องดัดแปลงจากคอนโซลที่ใช้ในสถานีวิทยุนั่นเอง
จากห้องนั่งเล่นอันคับแคบ เมื่อต้องบรรจุวงดนตรีขนาดใหญ่เข้าไปในพื้นที่จำกัด รูดี เรียนรู้งานทางด้านนี้ด้วยตนเอง พร้อมๆ กับขยับขยายไปสู่ความเป็นมืออาชีพ ด้วยการสร้างสตูดิโอแห่งใหม่ขนาดใหญ่กว่าเดิม ในปี ค.ศ.1959 โดยใช้ชื่อว่า Rudy Van Gelder Studio ตั้งอยู่ในย่าน แองเกิลวูด คลิฟฟ์ ห่างจากสถานที่เดิมราว 2-3 ไมล์
ด้วยสภาพอะคูสติคของห้อง การคำนวณค่าความถี่ และกำหนดตำแหน่งเครื่องดนตรีอย่างลงตัว ทำให้อัลบั้มส่วนใหญ่ของค่ายบลูโน้ตที่อัดระหว่างปีนี้ จนถึงปี ค.ศ.1971 มีสุ้มเสียงที่ใกล้เคียงกันมาก
กล่าวคือ อัดในห้องอะคูสติคเดิม เสียงกระจายออกมาเต็มทุกย่านความถี่ โดยเฉพาะเสียงกลาง
ไม่มีข้อกังขาว่า รูดี สามารถเก็บคุณสมบัติของเสียงในย่านทุ้มต่ำได้ดี โดยเฉพาะเสียงดับเบิลเบส และเบสดรัม ขณะที่ในส่วนย่านความถี่สูง รูดี ลดประกายอันจัดจ้านลงให้พอเหมาะ
หากจะมีเสียงวิจารณ์ติติงอยู่ เห็นจะหนีไม่พ้นการบันทึกเสียงเปียโน ที่นักวิจารณ์บางกลุ่มเห็นว่ายังบางเบาและขาดไดนามิคอันพึงจะมีไปบ้าง
แต่คุณค่าสำคัญที่สุด คือการเก็บบันทึกอารมณ์การบันทึกเสียงสด (Live Recording) ไว้ได้ทุกอณู ซึ่งเป็นเสน่ห์อย่างสำคัญของแจ๊ส กล่าวคือ ก่อนเดินทางมาถึงสตูดิโอ นักดนตรีทุกคนต่างเตรียมตัวมาอย่างดี  แล้วลงมือบรรเลงพร้อมกัน เล่นกันอย่างมากไม่กี่เทค โดยปล่อยให้เครื่องเล่นเทปบันทึกเสียงสดๆ ไม่มีการปรุงแต่งหรือ บันทึกเสียงแบบซ้อนร่องเสียง (Overdubbing) อย่างที่นิยมกระทำกันเกร่อในสมัยนี้

เพื่อให้แฟนเพลงบลูโน้ตได้ใกล้ชิด ซาวด์เอนจิเนียร์ ผู้อยู่เบื้องหลังผลงานประวัติศาสตร์เหล่านี้ยิ่งขึ้น  ทางค่าย บลู โน้ต จึงได้ผลิตอัลบั้ม Blue Note Perfect Takes ออกมาเป็นแผ่นดูอัลดิสก์ (dual disc)  ประกอบด้วยซีดีเพลง และ ดีวีดี
ในส่วนของซีดีเพลงนั้น รูดี เลือกสรรเพลงที่ในความคิดเห็นส่วนตัวของเขาเห็นว่า เป็นเทคที่มีความสมบูรณ์มากที่สุด ในจำนวนนี้ มีผลงานการบันทึกเสียงของ ซาวด์เอนจิเนียร์อื่น 2 เพลง ส่วนที่เหลือมาจากผลงานของเขาทั้งสิ้น เช่นเพลง Midnight Blue ของ เคนนี เบอร์เรลล์ (Kenny Burrell), Footprints ของ เวย์น ชอร์เตอร์ (Wayne Shorter) และ See See Rider ของ จิมมี สมิธ (Jimmy Smith) เป็นต้น
ขณะที่แผ่นดีวีดี เป็นสารคดีสั้นความยาว 25 นาที  ที่แสดงให้เห็นถึงเบื้องหลังการทำงาน ตั้งแต่การบันทึกเสียง ไปจนถึงกระบวนการตัดเป็นแผ่นมาสเตอร์ (original pressing)
นอกจากอัลบั้มชุดนี้แล้ว แฟนเพลงแจ๊สของบลูโน้ต สามารถสัมผัสสุ้มเสียงใหม่ทางดนตรีจากการรีมาสเตอร์ โดยซาวด์เอนจิเนียร์คนนี้ได้จากแผ่นซีดีที่มีการระบุข้อความว่าเป็น  The Rudy Van Gelder Edition ซึ่งโดยมากมักมีตัวอักษณย่อ RVG กำกับอยู่

นับจากปี ค.ศ.1998 จนถึงปัจจุบัน รูดี รีมาสเตอร์ผลงานเก่าของตัวเองไปแล้วกว่า 100 อัลบั้ม ครอบคลุมอัลบั้มหลักของศิลปินอย่าง อาร์ต แบล็กกีย์ (Art Blakey), โดนัลด์ เบิร์ด (Donald Byrd), ไมล์ เดวิส (Miles Davis), จอห์น โคลเทรน (John Coltrane), แกรนต์ กรีน (Grant Green),  โจ เฮนเดอร์สัน (Joe Henderson) ฯลฯ  และปัจจุบันยังทำอย่างต่อเนื่อง หากไม่หมดแรงหรือสิ้นลมไปเสียก่อน
รูดี ให้สัมภาษณ์ว่า เป้าหมายของการทำงานในครั้งนี้ เพื่อให้ได้ซาวด์ดนตรีอย่างที่ อัลเฟรด ไลออน  โปรดิวเซอร์ ต้องการจริงๆ โดยเฉพาะจากกระบวนการมิกซ์ในห้องควบคุม ที่เดิมในยุคแรกนั้น มีมอนิเตอร์เพียงตัวเดียว  ดังนั้น ความมุ่งหวังของเขาจึงอิงอยู่กับความเป็นโมโน แม้จะไม่ใช่ระบบเสียงสเตอริโอ แต่เจ้าตัวยืนยันว่าให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่ามาก

มาถึงบรรทัดนี้ หลายท่านที่เติบโตมากับเครื่องเสียงในยุคที่เป็นสเตอริโอโฟนิกส์ (stereophonics) อย่างทุกวันนี้ อาจจะจินตนาการไม่ออกว่า ระบบเสียงแบบลำโพงเดียวหรือ โมโน (monoual) นั้น จะดีกว่าได้อย่างไร แต่สำหรับคอเครื่องเสียงที่มีประสบการณ์คงเคยรับรู้มาบ้างกระมังว่า โมโนชั้นดีนั้น สามารถให้ซาวด์ รีโปรดักชั่น ที่เด็ดขาดนัก
เป้าหมายอีกประการหนึ่งของ รูดี คือการรีมาสเตอร์เพื่อให้เสียงที่มีความจัดจ้านแบบดิจิตัล ที่ถ่ายทอดผ่านฟอร์แมทแบบ ซีดี ลดความจัดจ้านหรือแข็งกระด้างลง ให้มีความนุ่มนวลอบอุ่นและมีมวลของเสียงหนาขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้ได้สุ้มเสียงแบบที่แผ่นไวนิลเคยถ่ายทอดไว้นั่นเอง

ผู้อาวุโส รูดี แวน เกลเดอร์  ทำได้ขนาดนั้นหรือไม่ อาจจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับความชำนาญการของเขาแล้ว แต่ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ตั้งแต่ศักยภาพของเครื่องไม้เครื่องมือ รวมถึงกระบวนการผลิตเป็นแผ่นซีดี โดยเฉพาะแผ่น บลู โน้ต ตัวรีมาสเตอร์ใหม่ ซึ่งขณะนี้ค่ายอีเอ็มไอบ้านเรา กำลังมีนโยบายนำมาปั๊มในเมืองไทย หากไม่มีการไปปรุงแต่งเสียงให้ผิดเพี้ยนไปจากความต้องการของซาวด์เอนจิเนียร์ ย่อมจะเป็นการดีมาก

หากมีโอกาสเดินทางไปญี่ปุ่นในคราวหน้า ผมตั้งใจไปพบปะกับ ฮิโตชิ นาเมกาตะ อีกครั้ง และจะไม่ลืมหยิบแผ่น บลู โน้ต ที่ปั๊มในเมืองไทยไปให้เขาทดลองฟังเปรียบเทียบดูด้วยว่า

คุณภาพระดับนี้ พอจะสอบผ่านบ้างไหม.



North Sea Jazz Festival

northsea01

เรื่อง : ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ

‘แจ๊สทะเลเหนือ’ วันแรก

North Sea Jazz Festival เทศกาลดนตรีแจ๊สทะเลเหนือที่มีชื่อเสียงทั่วโลก  จัดขึ้นที่ประเทศเนเธอร์แลนด์หรือฮอลแลนด์เป็นครั้งแรกเมื่อปี 1976  มีแฟนแจ๊สเข้าชมการแสดงประมาณ 9,000 คน สำหรับครั้งล่าสุดเมื่อกลางเดือนที่แล้ว  ทางผู้จัดการคาดว่าจะมีผู้เข้าชมมากกว่า 70,000 คน
30 ครั้งที่ผ่านมา งานนี้จัดที่เมืองเดนเฮกหรือกรุงเฮก ด้วยเหตุใดไม่ทราบ เทศกาลดนตรีแจ๊สทะเลเหนือครั้งหลังสุดที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-16 กรกฎาคมนี้ เปลี่ยนมาจัดที่ห้อง ‘อะฮอย’ ในเมืองรอตเตอร์ดัมเป็นครั้งแรก ทั้งนี้เพื่อความเหมาะสมในการใช้สถานที่  หรือไม่ก็ทางผู้บริหารระดับสูงของเมืองรอตเตอร์ดัมเชิญผู้จัดให้มาจัดที่เมืองนี้ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จักเมืองท่าแห่งนี้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม มีแต่ได้กับได้  ผลบวกทางด้านเศรษฐกิจเห็นได้ชัด  ทางผู้จัดมีรายได้จากการจำหน่ายบัตรผ่านประตูจำนวนมหาศาล ค่าสปอนเซอร์  ค่าเช่าร้านค้า  ร้านอาหาร ขายของที่ระลึก เช่น เสื้อ หมวก ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีผลพวงต่อธุรกิจการท่องเที่ยว ผู้คนที่มาเยือนต้องเสียค่าที่พักจับจ่ายใช้สอยซื้อเครื่องอุปโภคบริโภค
14 กรกฎาคม  วันแรกของเทศกาลดนตรีแจ๊สทะเลเหนือ เราไปถึงบริเวณงานกว่า 5 โมงเย็นนิดหน่อย  ตรงหน้าประตูทางเข้าห้อง ‘อะฮอย’  วง ฮอต คลับ เดอ แฟรงก์ (Hot Club de Frank)  กำลังบรรเลงอยู่ภายในกระโจมขนาดกะทัดรัดพองาม คนฟังมีทั้งนั่งและยืนบนลานตามอัธยาศัย เห็นชื่อวงก็พอจะเดาได้ว่าต้องเล่นเพลงสไตล์ วงฮอต คลับ เดอ ฟรองซ์ (Hot Club de France)  ของฝรั่งเศสที่มี จังโก ไรน์ฮาร์ดท์ นักกีตาร์ยิปซีที่เกิดในเบลเยียมกับสเตฟาน กรัปเปลลี นักไวโอลินชาวฝรั่งเศสที่เป็นนักดนตรีเด่นของวง ฮอต คลับ เดอ ฟรองซ์เป็นควินเททที่มีอิทธิพลต่อแจ๊สยุโรปอย่างมากและยังเป็นแบบอย่างการเล่นแจ๊สที่ชาวอเมริกันเจ้าตำรับแจ๊สยังต้องยอมยกนิ้วให้
ฮอต คลับ เดอ แฟรงก์ ได้นำเอาเพลงของ จังโก ไรน์ฮาร์ดท์ มาบรรเลงเช่น  Swing de Paris;  Minor Swing
นอกจากเล่นเพลงแต่งเอง  ความพิเศษของวงนี้คือ เพลงร้องคั่นเหมือนกับช่วงหนึ่งของฮอต คลับ เดอ ฟรองซ์ที่มี เฟรดดี้ เทย์เลอร์ ร้องกับวง สำหรับวงฮอต คลับ เดอ แฟรงก์ มี แฟรงก์ เมสเตอร์ ผู้เล่นริธึ่มกีตาร์ ร้องเพลงที่เขาแต่งเนื้อร้องเองและเพลงฮิตที่ผู้อื่นแต่ง ดูเหมือนแฟรงก์ จะเป็นหัวหน้าวงด้วย ฮาโรลด์ เบอร์เกิส เล่นกีตาร์โซโลสไตล์จังโก ไรน์ฮาร์ดท์ ได้ดีเยี่ยมดีกว่านักกีตาร์ที่มีชื่อเสียงบางคนที่เล่นสไตล์นี้ด้วยซ้ำไป ทั้งลีลาการเล่นและอารมณ์ได้เลย  ข้อสำคัญใช้กีตาร์ ‘มักกาเฟร์รี’ แบบเดียวกับจังโก
เมื่อจบการแสดง ผมเดินไปถามฮาโรลด์ว่า รู้จักฮอต คลับ เดอ ฟรองซ์ไหม!  เขาตอบอย่างไม่ต้องคิดว่า “แน่นอน!”  พร้อมกับกล่าวย้ำว่าโปรดปรานจังโก ไรน์ฮาร์ดท์มาก  เมื่อถามต่อว่า “วงนี้มาจากฝรั่งเศสใช่ไหม”  เขารีบตอบว่า “ฮอต คลับ เดอ แฟรงก์ อยู่ในเมืองรอตเตอร์ดัมนี่เอง”  ยิ่งรู้ความจริงยิ่งทึ่งในฝีมือของนักดนตรีวงนี้ ทั้งเล่นและร้องเพลงฝรั่งเศสได้ดีเกินกว่าที่คิด ยังติดใจการบรรเลงของฮอต คลับ เดอ แฟรงก์ในเพลง Sous le Ciel de Paris หรือที่เรารู้จักกันในชื่อภาษาอังกฤษว่า Under Paris Sky  ในลีลาวอลต์ซ ที่ไพเราะน่าฟังมาก
เยลเล ทองเกเรน ฝีมือไวโอลินจัดว่าเข้าขั้นโดดเด่นมากลูกเล่นสำเนียงของสเตฟาน กลัปเปลลี ติดมาเยอะทีเดียว  เอริก เบดนาร์ซ   ดีดอัปไรต์เบสหรือดับเบิลเบสได้ดี  พอเทียบได้กับหลุยส์ โวลา แห่งวงฮอตคลับ เดอ ฟรองซ์  ส่วนวิม ลัมเมน เป่าทั้งคลาริเน็ตและ อัลโตแซกโซโฟน เพื่อต้องการให้ได้บรรยากาศแบบเดียวกับฮอต คลับ เดอ ฟรองซ์  บางครั้งมีมิเชล เดอ วิลเลส์ มาช่วยเพิ่มสีสันด้วยการเป่าคลาริเน็ต  โดยลดริธึ่มเหลือเพียงคนเดียว
ฮอต คลับ เดอ ฟรองซ์ ออกแผ่นมาหลายชุด  ก่อนการบรรเลงจะสิ้นสุดวง ฮาโรลด์ เบอร์เกิส ได้นำแผ่นซีดีมาวางขายสองอัลบั้ม 2 แผ่น ราคา 25 ยูโร
18.30น.  ผู้คนทยอยเดินเข้าห้อง ‘อะฮอย’  ภายในแบ่งออกเป็นเวทีหลัก 12 ห้อง ‘โวลกา’ เป็นห้องพิเศษที่ใช้จัดคลินิกและแข่งขันดนตรีแจ๊สของดัตช์ตรงมุม ‘เซ็นทรัลสแควร์’ มีวง ‘แจ๊สจูซ’ บรรเลงก่อนการแสดงในห้องต่าง ๆ จะเริ่มขึ้น ผมชอบคอนเซปต์ของผู้จัดที่ให้ตั้งชื่อห้องล้วนเป็นชื่อแม่น้ำ เหมือนจะสื่อให้รู้ว่ากระแสแจ๊สจากที่ต่าง ๆ ไหลเข้าสู่งานดุจดังสายน้ำจากแม่น้ำหลายสายไหลมาบรรจบกันที่ รอตเตอร์ดัม

article_northsea_clip_image002_0000

ห้อง ‘อะเมซอน’ มีวงแสดง 4 วง คือ วงแบรนฟอร์ด มาแซลลิส  วงแรนดี้ นิวแมน  โจ แซมเพิลทรีโอ กับนักดนตรีรับเชิญ แรนดี้ ครอว์ฟอร์ด  และ เฮอร์บี แฮนค็อค ควินเทท  แต่ละวงแสดงประมาณ 1 ชั่วโมง  ใครอยากดูต้องเสียค่าเข้าชมต่างหากจากบัตรราคาเหมารวม
เนื่องจากตั้งแต่เวลา 18.30 น. จนถึง 01.30 น. ของวันใหม่ แต่ละห้องมีการแสดงแม้จะจัดสลับเหลื่อมกัน บ้างก็ชนอันอุตลุด  ทำให้ผู้ชมต้องตัดสินใจชอบใคร  เล็งใครไว้ต้องรีบเข้าไปจองที่  มิฉะนั้นอาจจะพลาดได้  ผมตัดสินใจไปที่ห้อง ‘ฮัดสัน’  เพื่อดู เจมส์ คาร์เตอร์ ควินเทท ประกอบด้วย เจมส์ คาร์เตอร์ (เทเนอร์แซกโซโฟน)  ดไวท์ อดัมส์ (ทรัมเป็ต)  เจอราร์ด กิ๊บส์ (เปียโน)  ราล์ฟ อาร์มสตรอง (ดับเบิลเบส)  เลนาร์ด คิง (กลอง)  ช่วงหนึ่งเล่นกับแจ๊สออร์เคสตรา ออฟเดอะคอนเสิร์ตเกบาว  บรรเลงผลงานของอดีตนักเทเนอร์แซกโซโฟนชื่อก้อง ดอน ไบอัส
แค่วงแรกก็คุ้มค่าดูแล้ว  เจมส์ คาร์เตอร์  เก่งกาจเกินกว่าที่เคยฟังจากแผ่นซีดีมาก

ไม่รอช้ารีบตรงไปที่ห้อง ‘ดาร์ลิง’ ดู แบรด เมห์ลดาว ทรีโอ  ยืนชมฝีมือเปียโนของ  แบรด มีเบสคู่ใจ  แลร์รี เกรนาเดียและ เจฟฟ์ บัลลาร์ด ตีกลอง ฟังแค่ 2 เพลงยังไม่อิ่มใจก็ต้องตัดใจรีบเดินขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้นสองห้อง ‘มาดีรา’ เพื่อชม เจสัน มอแรน ทรีโอ อันลือชื่อที่มีทารัส มาทีน (เบส) และ นาชีต เวตส์ (กลอง)  ร่วมงานมาตั้งแต่ต้น  เจสัน นักเปียโนแจ๊สรุ่นใหม่ได้โชว์ฝีมือการเล่น ‘สไตรด์’ ได้ดีอย่างน่าอัศจรรย์  ห้อง ‘มาดีรา’ รู้สึกนั่งสบายหน่อย  ระบบเสียงดีมากเป็นห้องถาวร  ไม่ได้เป็นห้องชั่วคราวอย่างสองห้องแรก
พักหูพักสายตาด้วยการกินอาหารแก้หิว  ดื่มกาแฟเข้าไปหนึ่งถ้วย  ความกระปรี้กระเปร่ากลับคืนมาทันที  ประมาณ 3 ทุ่มกลับไปที่ห้อง ‘ฮัดสัน’ อีกครั้งหนึ่งเพื่อชมการแสดงของวง เบนนี โกลสัน ออล สตาร์ส  การบรรเลงของวงในครั้งนี้เพื่อรำลึกถึงอดีตนักทรัมเป็ตชื่อดัง คลิฟฟอร์ด บราวน์  เขาใช้นักทรัมเป็ตถึงสองคน  คนแรกเอ็ดดี้ เฮนเดอร์สัน  อีกคนหนึ่ง แรนดี้ เบรคเกอร์ ไม่มาตามนัด  ทางวงเอานักทรัมเป็ตสิงห์หนุ่มมาแทนคือ รอย ฮาร์โกรฟ  ผู้เล่นเปียโน ไมค์ เลอโดน  แม้ชื่อจะไม่คุ้นนักแต่ฝีมือเข้าขั้น  หากไม่แน่จริงคงไม่ได้เล่นกับอาร์ต ฟาร์มเมอร์ และ มิลต์ แจ็กสัน  ส่วนผู้เล่นเบส บัสเตอร์ วิลเลียมส์ และมือกลอง อัล ฟอสเตอร์ แฟนแจ๊สคงคุ้นเคยดีอยู่แล้ว

เบนนี โกลสัน นักแต่งเพลง  นักเทเนอร์แซกโซโฟนชื่อดังเปิดวงด้วยเพลง  Joy Spring  และไม่ลืมเอา Jodu  ผลงานเอกของ คลิฟฟอร์ด บราวน์ มาบรรเลง  ความเป็นคนร่าเริงของ เบนนี โกลสัน  ทำให้คนฟังพลอยสนุก  เพลิดเพลินไปกับการบรรเลงของวงด้วย
ย้อนกลับไปที่ห้อง ‘มาดีรา’ เป็นรายการที่พลาดไม่ได้  นั่นคือการบรรเลงของ แพท มาร์ติโน นักกีตาร์ ‘บีบ็อพ’ ที่หาชมได้ยาก  เพราะนาน ๆ ครั้งจะได้เห็นเขาออกแสดง  ควอร์เททของเขาประกอบด้วยนักดนตรีอีก 3 คน  ริค เจอแมนสัน (เปียโน)  เกรกอรี ไรอัน (เบส)  สกอตต์ แอลเลน รอบินสัน (กลอง)
แพท มาร์ติโน ในท่าทางที่ดูอิดโรย ตัวผอม  เนื่องจากสุขภาพไม่ดีมาตลอด  แต่พอเริ่มด้วยเพลง  Four On Six  ของ เวส มอนท์กัมเมอรี เสียงกีตาร์ที่ไหลรวดเร็ว  เฉียบขาด ดูขัดแย้งกับบุคลิกภาพของเขาโดยสิ้นเชิง  ได้เห็นฝีมือจะๆ ต้องยอมรับว่า แพท มาร์ติโน เป็นนักกีตาร์แจ๊สที่ยิ่งใหญ่สมคำเล่าลือ

เขาต่อด้วยเพลงดังของเวส มอนท์กัมเมอรีอีกหนึ่งเพลงในลีลาแจ๊ส วอลต์ซ  Full House  จากนั้นเล่นเพลงแต่งเองในแผ่นชุดที่อุทิศแค่ เวส มอนท์กัมเมอรีแล้ว จบด้วย Oleo  ฮาร์ดบ็อบชื่อก้องของซันนี รอลลินส์  เพลงที่เขาเคยเล่นอัดแผ่นมาก่อน
ก่อนไปที่ห้อง ‘ฮัดสัน’ เป็นครั้งที่สามเพื่อชมวง เอ็ดดี้ ปัลเมียรี  แอโฟร-แคริบเบียน ออล สตาร์  วงที่ได้รางวัล ‘แกรมมี’ ประเภทละตินแจ๊สยอดเยี่ยมปีนี้จากแผ่นชุด Listen Here ! มันสะใจทั้งที่รู้สึกง่วงนิด ๆ
เสียดายไม่ได้ชม เรจินา คาร์เตอร์ ควินเทท  เพราะเวลาตรงกับการบรรเลงของวงเอ็ดดี้ ปัลเมียรี  ส่วน บิลล์ ฟริเซลล์ ควินเทท ที่ห้อง ‘เมอร์เรย์’ คนแน่นจนเข้าไม่ได้
อีกหลายวงที่อยากดู แต่วิ่งรอกไม่ทัน
วง เอ็ดดี้ ปัลเมียรี เลิกเกือบตีสอง
‘ท็อปด็อกบราสแบนด์’  มาบรรเลงอยู่แถวประตูทางออก  เพื่อให้ผู้ที่ยังไม่อยากกลับได้เฮฮากันต่อ

แจ๊สทะเลเหนือ’ วันที่สอง

article_northsea_clip_image006

ประสบการณ์จากเทศกาลดนตรีแจ๊สทะเลเหนือ  (North Sea Jazz Festival)  ในวันแรกที่วิ่งรอกชมการแสดงดนตรีติดต่อกันเกือบ 10 ชั่วโมง รู้สึกมากเกินไป ล้านิดหน่อยเพราะบางห้องอากาศถ่ายเทไม่สะดวก  เนื่องจากคนแน่นมาก
พอวันที่สองของงานคือวันที่ 15 เดือนที่แล้ว ต้องเปลี่ยนแผนเลือกดูเฉพาะวงที่อยากดูจริง ๆ ต้องตัดใจทิ้งบางวงไปบ้าง เพื่อให้การชมและการฟังเกิดความรื่นเริงบันเทิงใจ มีเวลาพักหู พักตาบ้าง
แจ๊สทะเลเหนือ ได้ชื่อว่า เป็นเทศกาลดนตรีแจ๊สที่จัดภายในอาคารหรือ ‘อินดอร์’ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายในศูนย์ ‘อะฮอย’ ในเมืองรอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์หรือ ฮอลแลนด์ แบ่งออกเป็นเวทีสำหรับแสดงดนตรีหลัก 12 ห้อง แต่ละห้องมีการแสดง 3-5 รอบ ยกเว้นห้อง ‘โวลกา’ มีการแสดงดนตรีสลับกับ ‘คลีนิก’  ตั้งแต่ 18.30 น. จนถึงเกือบตีสองของวันใหม่ เวลาการแสดงของแต่ละเวทีจึงซ้อนกัน
ความหลากหลายของดนตรีจึงเปรียบเสมือนอาหารบุฟเฟ่ต์ ใครใคร่กินอะไรก็ตักเอาเอง เฉกเช่นใครอยากชมอยากฟังศิลปินคนใด หรือวงใดก็เลือกดูได้ตามอัธยาศัย
ที่อยากดูใน ‘แจ๊สทะเลเหนือ’ วันที่ 15 กรกฎาคม แต่ไม่ได้ดู คือ โจอี้ กัลเดรัสโซ นักเปียโนที่เริ่มมีชื่อเสียงจากการเล่นกับ ไมเคิล เบรคเกอร์ อัดแผ่นเองหลายชุด บาดี อัสสาด นักร้อง นักกีตาร์สาวชาวบราซิลที่มีความเฉียบขาดไม่แพ้นักดนตรี นักร้องชาย  เทรซี แชปแมน วงทาวเวอร์ออฟเพาเวอร์ วงเดอะแบดพลัส ส่วนแบนฟอร์ด มาร์แซลลิส  เซอร์จิโอ เมนเดส และ ‘แรนดี้ เบรคเกอร์ บิลล์ เอแวนส์ โซลบ็อพแบนด์’ เคยดูมาแล้ว

ก่อนทุ่มครึ่ง เข้าไปจับจองที่นั่งเพื่อชมการบรรเลงของ แฮงค์ โจนส์ ทรีโอ ที่ห้อง ‘ดาร์ลิ่ง’  แน่นอนที่อยากเห็นตัวจริงมากที่สุดคือ แฮงค์ โจนส์ นักเปียโนที่ชอบมากคนหนึ่ง มีแนวการเล่นที่น่าฟัง งดงาม มีความเป็นธรรมชาติมากกว่านักเปียโนแจ๊สทุกคน แฮงค์ โจนส์ นักเปียโนวัย 88 ผู้นี้มีชื่อเสียงมาตั้งแต่ตอนอายุ 20 ต้น ๆ โดยเล่นกับโคลแมน ฮอว์กินส์ เล่นประกอบให้กับ เอลลา ฟิตซ์เจอรัล 6-7 ปี ส่วนใหญ่แฮงค์เป็นนักดนตรีอิสระเล่นกับใครต่อใครนับไม่ถ้วน  คุณสมบัติพิเศษของแฮงค์คือเล่นกับนักดนตรีนักร้องคนใด เขาจะปรับตัวปรับแนวการเล่นให้เข้ากับงานที่ทำอย่างกลมกลืน  ไม่หวือหวาหรือพยายามสร้างปมเด่นให้แก่ตนเองมากเกินไป  เหมือนอย่างนักดนตรีบางคนที่มีอัตตา

ด้วยเหตุนี้ แฮงค์ โจนส์ จึงอยู่ในวงการได้นาน เป็นที่ยกย่องนับถือของทั้งผู้ร่วมงานและแฟนแจ๊ส  ถือเป็นบุคคลตัวอย่างในวงการดนตรีแจ๊ส  นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาได้รับ ‘พอล อัคเคต อวอร์ด’ ปีนี้บนเวที
เดิมรางวัลนี้ชื่อ ‘เบิร์ด อวอร์ด’ เพิ่งมาเปลี่ยนชื่อรางวัลเมื่อปี ค.ศ.2000  ทั้งนี้เพื่อเป็นเกียรติแด่ พอล อัคเคต ผู้ก่อตั้งบุกเบิกจัดงาน North Sea Jazz Festival  ที่กรุงเฮกผู้ซึ่งล่วงลับไปเมื่อปี 1992  ผู้จะได้รับรางวัลนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นนักดนตรีที่รู้จักกันกว้างขวางเท่านั้น ผู้มีส่วนส่งเสริมสนับสนุนแจ๊สก็ได้รับการพิจารณาเช่นกัน  ทางคณะกรรมการจัดงานจะเลือกสรรผู้ที่เหมาะสม สมควรจะได้รับ
ไมล์ส เดวิส เป็นนักดนตรีที่ได้รางวัลนี้เป็นคนแรกเมื่อปี ค.ศ.1985 ต่อมานักดนตรีที่ได้รับเช่น เดวิด เมอร์เรย์, เบนนี คาร์เตอร์, ดิซซี กิลเลสปี, สเตฟาน กรัปเปลลี, สแตน เกตซ์, ซันนี่ รอลลินส์, ออร์เนตต์ โคลแมน, เรย์ บราวน์ แฮงค์ โจนส์ ทรีโอ มี จอร์จ มราซ นักเบสฝีมือเยี่ยมชาวเช็ก เป็นกำลังสำคัญของวง ซึ่งเคยมาเล่นกับวง เบนนี โกลสัน ที่กรุงเทพฯ ผมยังติดใจการบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ ‘สายฝน’ ของจอร์จไม่หาย เขาสีทำนองด้วยคันชัก  ไพเราะ น่าฟังมาก วิลลี โจนส์ ตีกลองให้กับวง

แฮงค์ โจนส์ ทรีโอ เปิดวงด้วยเพลงบลูส์แบบ ‘บ็อพ’ ของ ชาร์ลี พาร์กเกอร์  Au Privave  แล้ว ‘สวิง’ ต่อด้วย Lady Luck  ผลงานของแฟรงค์ ฟอสเตอร์ ร่วมกันแต่งกับน้องชายของแฮงค์ คือแธด โจนส์ นักทรัมเป็ต นักแต่งเพลงชื่อดัง  เพลงที่สามแฮงค์ โจนส์ ทรีโอ บรรเลงเพลง Interpret  ผลงานของ จอร์จ รัสเซลล์ นักประพันธ์เพลงที่มีชื่อเสียงเจ้าตำรับทฤษฎี The Lydian Chromatic Concept
โรแบร์ตา กัมบารินี นักร้องสาวอิตาลีกำลังมาแรง ประเดิมกับแฮงค์ โจนส์ ทรีโอ ด้วย Easy To Love  ทำนองและเนื้อร้องโดย โคล พอร์เตอร์ เพลงที่เธอนำมาตั้งเป็นชื่ออัลบั้มอัดขายทั่วโลก ซึ่งได้รับคำชมจากเควิน โลเวนทัล นักวิจารณ์แห่งหนังสือพิมพ์ ‘บอสตัน โกลบ’  ไมเคิล เบรคเกอร์ ยังออกปากชมว่าเป็นชุดที่เยี่ยมมาก ความสามารถพิเศษคือ โรแบร์ตาร้อง ‘สแกต’ ได้คล่องและดี  เพลงนี้จึงเปิดโอกาสให้เธอได้โชว์การร้อง ‘สแกต’  อิมโพรไวส์ยาวเหยียดเป็นที่ถูกอกถูกใจของแฟนหน้าเวทีอย่างมาก

Easy To Love  บางครั้งเขียนเต็มว่า You’d Be So Easy To Love
โรแบร์ตา เปลี่ยนอารมณ์เพลงด้วยเพลง ‘บัลลาด’ ชื่อกระฉ่อน  Skylark  ของโฮกี คาไมเคิล  พรรณนาอารมณ์รักอันแสนโรแมนติกด้วยการเรียงร้อยคำของกวี จอห์นนี เมอร์เซอร์  พลันเธอปลุกคนฟังให้ตื่นจากภวังค์แห่งความหวานชื่นด้วยเพลง  On The Sunnyside Of The Street  ร้อง ‘สแกต’ เลียนเสียงแซ็กโซโฟนด้วย ‘ดับเบิลไทม์’ ที่แม่นยำ
โรแบร์ตา กัมบารินี เป็นนักร้องที่เกิดในเมืองโตริโน ประเทศอิตาลี มีสุ้มเสียงออกไปทางนักร้องผิวสี เริ่มได้ร้องอัดแผ่นกับนักดนตรีชาวอิตาลี เมื่อปี 1986  สองปีต่อมาเธอได้รับทุนไปเรียนที่นิวอิงแลนด์คอนเซอร์เวทอรี สถาบันดนตรีที่มีชื่อเสียง เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา  ปีเดียวกันนี้เธอได้รางวัลที่สามจาก  Thelonious Monk Jazz Competition  นี่คือบันไดที่ทำให้เธอได้ก้าวขึ้นสู่การเป็นนักร้องอาชีพในมหานครนิวยอร์ก ได้ร่วมงานกับนักดนตรีแจ๊สชั้นแนวหน้ามากมาย เช่น ไมเคิล เบรคเกอร์,  เฮอร์บี แฮนค็อค, รอย ฮาร์โกรฟ, ซีดาร์ วอลตัน, รอน คาร์เตอร์, คริสเชียน แม็คไบรด์ และ แฮงค์ โจนส์
ก่อนสามทุ่มครึ่ง เดินไปยังห้อง ‘ฮัดสัน’ ที่อยู่เยื้องกับห้อง ‘ดาร์ลิ่ง’  เพื่อชมการบรรเลงของ ‘แม็คคอย ไทเนอร์ ออลสตาร์ เซปเทท’  เห็นรายชื่อนักดนตรีมั่นใจได้ว่าต้องเยี่ยม
การบรรเลงเริ่มด้วย In A Mellow Tone  ของ ดุ๊ก เอลลิงตัน ทุกอย่างเป็นไปดังที่คาดคิดไว้ ทีมเครื่องเป่าหายห่วง โดนัล แฮร์ริสัน (อัลโตแซ็กโซโฟน)  นิโคลัส เพย์ตัน (ทรัมเป็ต)  สตีฟ เทอร์เร (ทรอมโบน)
เท่าที่เห็นผู้เล่นเทเนอร์แซ็กโซโฟนไม่ใช่ เอริก อเล็กแซนเดอร์ ตามที่ระบุน่าจะเป็น ทอมมี สมิธ นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนชาวอังกฤษ  ที่มีอนาคตไกล ศิษย์เก่า ‘เบิร์กลี’ มีชื่อเสียงจากการเล่นกับ แกรี เบอร์ตัน  ดูเหมือนช่วงนี้มีงานสอนในรอตเตอร์ดัมด้วย  ผู้เล่นเบส คือ ชาร์เน็ต มอฟเฟตต์ ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการดนตรีแจ๊สตั้งแต่เด็ก คนกลองคือ เอริก เกรวัตต์

Impressions  ของจอห์น โคลเทรน หัวหน้าเก่าของแม็คคอย ไทเนอร์ ที่น่าสังเกตคือ แม็คคอยเปิดโอกาสให้นักดนตรีทุกคนแสดงฝีมือโซโลได้เต็มที่  เพราะแต่ละคนเป็นโซโลอิสต์ที่มีฝีมือฉกาจอยู่แล้ว โดยเฉพาะสตีฟ เทอร์เร นอกจากแสดงฝีมือทรอมโบนที่เป็นเครื่องดนตรีหลักแล้ว ยังได้อวดลูกเล่นการเป่าหอยอย่างไม่มีใครเทียบได้ จนได้รับการยกย่องเป็นนักดนตรีอันดับหนึ่งประเภทเครื่องดนตรีเบ็ดเตล็ด คือ การเป่าหอย  เขาใช้หอยสังข์ขนาดต่าง ๆ หลายตัว เป่าสลับกันอย่างมันปากสะใจคนดู รู้สึกจะได้รับเสียงปรบมือดังและยาวกว่านักดนตรีคนอื่นในวง
การจัดวงและสไตล์การบรรเลงของวง แม็คคอย ไทเนอร์ ฟังสนุก ตื่นเต้น  เร้าใจ  แม้แม็คคอยจะเป็นยอดนักเปียโน  แต่ก็ไม่เล่นพร่ำเพรื่อจนเกินไป
ณ เวทีเดียวกันต่อด้วยการบรรเลงของวง ‘ทรีโอ บียอนด์’ ประกอบด้วยนักดนตรีระดับดารา 3 คน ได้แก่ แจ็ค ดีจอห์เนตต์ (กลอง)  จอห์น สโกฟิลด์ (กีตาร์)  แลร์รี โกลดิงส์ (ออร์แกน) เพลงที่บรรเลงเป็นเพลงในแผ่นที่อัดให้กับ ‘อีซีเอ็ม เรคคอร์ด’  ชุด  Saudales  อุทิศแด่โทนี วิลเลียมส์ มือกลองยิ่งใหญ่ในแวดวงแจ๊ส  ความคล่องตัวของนักดนตรีทั้งสามคนไม่ต้องพูดถึง ทุกคนมีประสบการณ์การเล่นมาอย่างโชกโชน ตามความเห็นส่วนตัว  คิดว่าแลร์รี โกลดิงส์ เล่นได้ดีเยี่ยม ปรับเสียงออร์แกนและแนวการเล่นมีสีสันมาก

ประมาณสองยามครึ่งที่ห้อง ‘ฮัดสัน’ เป็นการบรรเลงปิดท้ายด้วย เคนนี แกร์เรตต์ ควอร์เทท ประกอบด้วย เคนนี แกร์เรตต์ (อัลโตและโซปราโนแซ็กโซโฟน, ฟลู้ต)  คาร์ลอส
แม็คคินนีย์ (เปียโน)  คริสโตเฟอร์ ฟันน์ (กลอง)
เคนนี แกร์เรตต์ มีชื่อเสียงจากการได้เล่นกับไมล์ส เดวิส ในยุคสุดท้ายที่อัดแผ่นชุด  Amadla;  Dingo  เขาเล่นกับนักดนตรีที่โด่งดังอีกหลายคนเช่น ทอม ฮาร์เรลล์, วอลเลซ โรนีย์, โดนัล เบิร์ด…
เทศกาลดนตรีแจ๊สทะเลเหนือวันที่สองยังมีอะไรดี ๆ น่าสนใจอีกเยอะแต่เนื้อที่จำกัด  ยังไงลองติดตามอ่านสรุปการแสดงดนตรีวันสุดท้ายของงานนี้ครั้งหน้า

วันสุดท้ายในแจ๊สทะเลเหนือ

article_northsea_clip_image004

วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม 2006 ที่เพิ่งผ่านไปไม่นาน เป็นวันสุดท้ายของ ‘แจ๊สทะเลเหนือ’  (North Sea Jazz)  ที่ศูนย์ ‘อะฮอย’  เมืองรอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์หรือ ฮอลแลนด์
วันนั้นงานเริ่มเร็วกว่าวันแรกและวันที่สอง 2 ชั่วโมง  ที่ร่นเวลาให้เร็วขึ้น เพื่อจะได้เลิกเร็วกว่าสองวันแรกชั่วโมงครึ่ง เคยเลิกตีสองของวันใหม่  ก็เลิกแค่สองยามครึ่ง  ทั้งนี้คงเพื่อให้คนท้องถิ่นที่มาร่วมงานจะได้ไปเตรียมตัวทำงานในวันรุ่งขึ้น  ส่วนคนต่างถิ่นอาจต้องเตรียมตัวเดินทางกลับบ้าน หรือไม่ก็อยู่ต่อเพื่อท่องเที่ยวไปตามเมืองอื่นของเนเธอร์แลนด์  เช่นคนมาจากแดนไกลอย่างผม  วางแผนจะนั่งรถไฟเข้าไปตะลุยกรุงอัมสเตอร์ดัม เป้าหมายแรกคือพิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะ แหล่งรวมผลงานจิตรกรรมของจิตรกรชื่อก้องโลกที่คนรักศิลปะอยากจะหาโอกาสไปสัมผัสด้วยตาตนเองสักครั้งในชีวิต

16.30 น.  ภายในศูนย์อะฮอยใกล้ประตูทางเข้า  ผมเดินตรงไปยังห้อง ‘มาส’ ซึ่งเดินทะลุออกไปยังห้อง ‘ไนล์’ และ ‘คองโก’ ได้ ไม่รอช้ารีบเดินสาวเท้าไปยังห้อง ‘คองโก’ เพื่อชมการแสดงของวง ‘กาชาโอ’ ที่เล็งไว้ก่อนแล้ว ต้องชมให้ได้ ‘กาชาโอ’ มีชื่อจริงว่า อิสราเอล โลเปซ เป็นหนึ่งในจำนวนนักดนตรีที่บุกเบิกและพัฒนาดนตรีละตินในสหรัฐอเมริกา กาชาโอนักเบสจากกรุงฮาวานา คิวบา เริ่มเป็นนักดนตรีอาชีพเมื่ออายุ 13 ปี งานแรกเล่นกับ ฮาวานาซิมโฟนีออร์เคสตรา

แต่เดิมไม่คิดว่าจะเลือกเล่นเบส เพราะในหมู่ญาติพี่น้องเป็นนักเบสกว่า 30 คน เขาเกิดมาท่ามกลางครอบครัวนักดนตรี ทั้งพี่ชาย พี่สาวก็เป็นนักดนตรี  ตอนอายุเพียง 7 ปี เขาเล่นกีตาร์และตีกลอง ‘บองโก’ ในวงเยาวชน ‘เอล กอนฮุนโต มิเกล เด เซสเต’  เล่นเบสกับอิกนาเซียว วิลลา ออร์เคสตรา บรรเลงประกอบหนังเงียบในโรงหนังท้องถิ่น
ช่วงปี 1932-1963  กาชาโอเป็นสมาชิกวงฮาวานาฟิลฮาร์มอนิก ออร์เคสตรา  ควบคุมวงโดย เปโตร ซันฮวน และเล่นกับวงของนักไวโอลินมาร์เซลิโอ กอนซาเลส  วงนี้เปิดโอกาสให้เขาโซโลเบส ทำให้ได้มาซึ่งชื่อเล่นว่า ‘กาชาโอ’ (Cachao)  ย่อมาจาก ‘กาชันเดโอ’ (Cachandeo) ภาษาสเปนหมายถึง ร่าเริง สุขใจ อย่างมีชีวิตชีวา

ช่วงที่เป็นสมาชิกฮาวานาฟิลฮาร์มอนิกออร์เคสตรา  ได้แบ่งเวลาส่วนหนึ่งไปเล่นกับเอร์เนสโต มูนนอซ,  อันโตนิโอ มาเรีย กรูซ และ เฟร์นันโด กอลลาโซ สามปีต่อมาคือปี 1938  เขากับพี่ชายนักเปียโน ออเรสเตส โลเปซ เข้าไปเล่นในวง ‘ลาปริเมร่า มาราวิยา เดล สิโกร’  หัวหน้าวงคือ อันโตนิโอ อาร์กาโญ  เพลง  Gloria Maceo และ Orestes Mambo  ของ กาชาโอ ที่สองพี่น้องตระกูล โลเปซ ช่วยกันวางรูปแบบจังหวะใหม่เรียกว่า ‘มัมโบ’ หรือ ‘แมมโบ’ ที่ต่อมา เปเรซ ปราโด ได้รับเอาแนวเพลงและจังหวะเพลง ‘มัมโบ’ ไปต่อยอดจนทำให้ดังไปทั่วโลก  จนได้รับสมญาว่า ‘ราชามัมโบ’  ในวงการดนตรีละตินแบบคิวบา ‘อโฟร-คิวบันแจ๊ส’ หรือ ‘ละตินแจ๊ส’  ต่างยกย่องและขนานนามกาชาโอว่าเป็น ‘ราชามัมโบ’ เช่นกัน  เพราะเขาเป็นต้นแบบของเพลง ‘มัมโบ’

กาชาโออพยพไปอยู่สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 1963  ที่นิวยอร์กกาชาโอเล่นกับนักดนตรีละตินดัง ๆ มากมาย เช่น กาชีโต, จอห์นนี ปาเชโก, ชิโก โอฟาร์ริลล์, ตีโต โรดริเกซ, เอดดี้ ปัลเมียรี, มองโก ซันตามาเรีย…ช่วงทศวรรษที่ 80  กาชาโอย้ายไปอยู่ไมอามี นอกจากได้เล่นกับไมอามี ซิมโฟนี ออร์เคสตราแล้ว  เขายังเล่นกับศิลปินละตินอีกมาก รวมถึงนักร้องดังอย่าง กลอเรีย เอสเตฟาน เล่นอัดแผ่นกับปากีโต ดริเวร่า และ ตีโต ปูเอนเต

กาชาโอมีความสำคัญในฐานะหนึ่งในผู้สร้างตำนานและวางรากฐานดนตรีคิวบาสไตล์ใหม่ แอนดี้ การ์เซีย จึงนำเอาเรื่องราวชีวิตของเขามาสร้างเป็นภาพยนตร์สารคดี เรื่อง  Cachao: Como Su Ritmo No Hay Dos  หมายถึง ‘สำหรับลีลาจังหวะดูเหมือนจะไม่มีคู่แข่ง’
ความยิ่งใหญ่ในแวดวงดนตรีละติน  เท่าที่เบียดไปยืนดูอยู่ข้างเวทีต้องยอมรับว่ายอดเยี่ยมสมดังคำเล่าลือ ในวงมีทั้งนักดนตรีรุ่นเก่ารุ่นใหม่ผสมกัน  แอนโทนี โคลุมบี (ร้อง)  ราฟาเอล ปาเลา (แซ็กโซโฟน)  กิวโซ ฟูเมโร (ทรัมเป็ต)  จิมมี บอช (ทรอมโบน)  เฟเดริโก บริตอส (ไวโอลิน)  อัลเฟรโด วัลเดส จูเนียร์ (เปียโน)  ริชี ฟรอเรส (กลองกองกา)  แดเนียล ปาลาเซียว (โกโร)  เอดวิน โบนิลลา (กลองติมบัล)  เอสราเอล โลเปซ หรือ กาชาโอ ควบคุมวงและเล่นดับเบิลเบส
โผล่ไปที่ห้อง ‘ไนล์’ เบทที ลาเวตต์ กำลังร้อง โดยมี รอย ฮาร์โกรฟ มาร่วม ‘แจม’ ทรัมเป็ตด้วย

จากนั้นกลับไปที่ห้อง ‘มาส’ บนเวที วินเซนเต อามิโก ดีดกีตาร์สไตล์ ‘ฟลาเมงโก’ กับเดอะเมโทรโปลออร์เคสตรา  อำนวยเพลงโดย วินเซ เมนโดซา มี บลาส กอร์โดบา ร้องสลับเป็นบางเพลง  ทีแรกนึกว่าจะยืนดู ฟังการบรรเลงกีตาร์ของ วินเซนเต อามิโก  แต่ฟังไปสักครึ่งเพลง  ทำให้ต้องยืนฟังต่ออีกสองสามเพลง แม้จะไม่ค่อยคุ้นกับชื่อของนักกีตาร์คนนี้  เท่าที่ฟังต้องถือว่าฝีมือไม่ธรรมดา เป็นนักกีตาร์ที่น่าจะโด่งดังในอนาคตอันใกล้  เทคนิคการเล่นและอารมณ์ใส่เข้าไปในบทเพลงดีสมบูรณ์แบบทุกประการ
ระหว่างยืนดูการบรรเลงของ วินเซนเต อามิโก  ต้องดูเวลานาฬิกาข้อมือตลอด  เนื่องจากเวลาทุ่มครึ่งต้องไปดูการบรรเลงของ ปาโก เดลูเซีย เซปเทท ที่ห้อง ‘อเมซอน’ จองบัตรไว้ล่วงหน้าแล้ว ต้องเสียค่าเข้าชมต่างหากจากบัตรผ่านประตูอีก 15 ยูโร

วงปาโก เดลูเซีย แสดง 2 รอบ ๆ ละ 1 ชั่วโมง รอบแรก 17.30- 18.30 น.  รอบที่สอง 19.30-20.30 น.  ผมเข้าไปชมรอบแรก คนเต็มห้องเท่าที่กะคร่าว ๆ คนดูประมาณพันสองร้อยคน  กวาดสายตามองไปรอบห้อง รู้สึกมีผมเป็นชาวเอเชียเพียงคนเดียว เท่าที่เห็นมีแฟนเพลงชนเชื้อสายละตินปะปนอยู่บ้าง
พอแสงไฟบนเวทีค่อย ๆ สว่างขึ้น ปาโก เดลูเซีย เดินออกมาหน้าเวที แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ในท่าไขว่ห้าง  พร้อมกับวางกีตาร์ลงบนตัก  พอปรับเสียงได้ที่ การบรรเลงเริ่มด้วยเพลงช้า ๆ ทำนองไพเราะ มีการดีดเสียงรัวแบบ ‘เทรมโมโล’ บางช่วง เน้นบางครั้งเพื่อเสริมพลังให้กับเพลง  บรรเลงเดี่ยวอีกหนึ่งเพลงจังหวะค่อยกระชั้นเร็วขึ้น บางช่วง บางตอนนิ้วทุกนิ้วของมือขวากรีดลงบนสายทุกสายอย่างเร็วและแรงด้วยเทคนิคการเล่น ‘รัสกาโด’  แพรวพราวชวนตื่นเต้นตามจังหวะเพลงร้อนแรงแบบ ‘ฟลาเมงโก’  การเล่นของปาโกเปี่ยมด้วยพลัง ชัดเจนเด็ดขาด เท่าที่ฟังกันสด ๆ หานักกีตาร์ฟลาเมงโกฝีมือเทียบเท่าเขายาก แม้แต่ยอดนักกีตาร์ฟลาเมงโกรุ่นเก่าระดับยอดฝีมือมอนโตยาหรือ ซาบีกัสก็ทำอะไรเขาไม่ได้  สมควรแล้วที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักกีตาร์ฟลาเมงโกอันดับหนึ่งของโลก
ปาโกมีความเฉียบทุกด้าน ความสามารถ  เทคนิค อารมณ์ ไหวพริบ ปฏิภาณการเล่นครบเครื่อง  จากการติดตามฟังผลงานของปาโก เขาเล่นได้ทุกแบบ  ไม่ว่าเป็นเพลงพื้นเมือง  เพลงฟลาเมงโก  แม้กระทั่งบทเพลงคอนแชร์โตก็เล่นได้ดีอย่างน่าอัศจรรย์
พอเพลงที่สามการบรรเลงในรูปแบบวงขนาด 7 คน นักร้อง 2 คน นักดนตรี 5 คน ทุกคนออกมาพร้อมกันบนเวที  นอกจาก ปาโก เดลูเซียแล้ว  ในวงยังมีนักกีตาร์อีกคนคือ นิโญ โฮเซเล ฝีมือกีตาร์จัดว่าค่อนข้างดี อันโตนิโอ เซร์ราโน เป่าฮาร์มอนิกา หรือหีบเพลงปาก อเลน เปเรซ ดีดเบส  เอล ปิราญา เล่นเพอร์คัสชั่น ร่วมด้วยสองนักร้องเสียงดี  มอนต์เซ กอร์เตส และ ดู เกน เด ลา ตานา
แฟนแจ๊สเริ่มรู้จักตั้งแต่เมื่อเขาร่วมทีมกีตาร์กับจอห์น แม็คลัฟลิน และ อัล ดีเมโอลา ออกตระเวนแสดงตามเมืองต่าง ๆ  ในที่สุดออกแผ่นชุด Friday Night in San Francisco  เมื่อปี 1986 เป็นแผ่นที่แฟนกีตาร์ต้องหามาฟัง หลาย ๆ คนยังติดใจฝีมือการเล่นของนักกีตาร์ทั้งสามคนจนถึงทุกวันนี้

พอจบการแสดงของปาโก เดลูเซีย เซปเทท  รีบเดินไปที่ห้อง ‘มาดีรา’  เพื่อชมการบรรเลงของ เคนนี แบร์รอน ทรีโอ  เคนนี แบร์รอน เป็นนักเปียโนที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการดนตรีแจ๊ส 40 กว่าปี เล่นกับนักดนตรีแจ๊สชั้นนำมากมายเช่น ลี มอร์แกน, รอย เฮย์น, ดิซซี กิลเลสปี, เฟรดดี้ ฮับบาร์ด, สแตน เกตซ์, มิลต์ แจ็กสัน…
วิกเตอร์ ลุยส์ ตีกลองได้เยี่ยม ผู้เล่นดับเบิลเบสชาวญี่ปุ่น คิโยชิ คิตะกาวะ  ซึ่งเป็นนักดนตรีชาวเอเชียเพียงคนเดียว  ในงานแจ๊สทะเลเหนือ
เคนนี แบร์รอน เล่นเพลงแต่งเองเกือบทั้งหมด ยกเว้นเพลง  Lullaby Of Birdland  ของจอร์จ เชียริ่ง และ One Finger Snap ของเฮอร์บี แฮนค็อค  การบรรเลงของ เคนนี แบร์รอน ทุกเพลงชัดเจนจะแจ้ง น่าฟัง ไม่รก ไม่กำกวม สมกับที่เป็นนักดนตรีมีความรู้ทางดนตรีอย่างแตกฉาน งานหลักเป็นอาจารย์สอนเปียโน ทฤษฎีดนตรี   หลักการประสานเสียงสำหรับคีย์บอร์ดที่มหาวิทยาลัยรัตเจอร์ส ในนิวเจอร์ซีย์
ถัดจากเคนนี แบร์รอนทรีโอ ไปชมการบรรเลงของ คริส พอตเตอร์ ที่ห้อง ‘ฮัดสัน’  ฟังฝีมือเทเนอร์แซ็กโซโฟนดาวรุ่งผู้นี้สองสามเพลง ก็เดินกลับไปที่ห้อง ‘มาส’ ฟังการร้องและบรรเลงของ ดอกเตอร์จอห์น  เจ้าพ่อบลูส์แบบนิวออร์ลีนส์  แล้วไปพักหู