Articles

ลีโอเนล ลูเอเก นักกีตาร์แอฟริกันแจ้งเกิดในดงแจ๊ส

leo-1

เรื่อง : ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ

นักกีตาร์โดยเฉพาะแจ๊สต่างถิ่นจะเข้าไปสร้างชื่อในสหรัฐอเมริกาถือเป็นเรื่องยาก ยิ่งจะแจ้งเกิดในเมืองบอสตันยิ่งยากสุดๆ
แกรี เบอร์ตัน เคยเขียนไว้ในหลังปกแผ่นเสียงชุดแรกของ แพ็ต เมธีนี Brigh Size Life

“…แพ็ตย้ายมาอยู่บอสตัน…เป็นสวรรค์ของกีตาร์ หรือตรงกันข้ามขึ้นอยู่กับมุมมองของคุณ มี
นักกีตาร์ในบอสตันมากกว่าที่ใดๆ ในโลก…”

ลีโอเนล ลูเอเก หลังจากชิงทุนจากโรงเรียนดนตรีสมัยใหม่อเมริกัน (American School of Modern Music) ในกรุงปารีส ไปเรียนต่อที่เบิร์กลี คอลเลจ ออฟมิวสิก ในเมืองบอสตัน ปี 1999เรียนจบในปี 2001 วิชาเอก “แจ๊ส เพอร์ฟอร์มแมนซ์” ลีโอเนลได้เรียนกับครูกีตาร์ที่ศิษย์เก่าเบิร์กลีรู้จักกันดี แย่งกันลงทะเบียนจองเรียน Private ด้วย คือ มิค กูดริค ผู้เขียนตำรา The Advancing Guitarist : Applying Guitar Concepts & Techniques และสร้างนักกีตาร์แจ๊สระดับโลกไว้หลายคน เช่น จอห์น สโกฟิลส์ , ไมล์ สเติน

มิคเป็นลูกหม้อของเบิร์กลี เคยย้ายไปสอนที่นิวอิงแลนด์คอนเซอร์เวทอรี ดูเหมือนจะกลับมาสอนที่เบิร์กลีอีก นอกจากมีผลงานอัดแผ่นของตนเองแล้ว ยังเล่นอัดแผ่นกับ แกรี เบอร์ตัน, ชาร์ลี เฮเดน…เป็นบุคลากรสำคัญด้านการศึกษาดนตรีแจ๊ส ซึ่งเป็นที่ยกย่องยอมรับกันในวงการดนตรีแจ๊สสหรัฐ แม้จะมีโอกาสไปอยู่ที่ไหนก็ได้ แต่มิคก็เลือกปักหลักอยู่ที่บอสตัน ไม่ยอมย้ายถิ่นฐานไปไหน คงใช้ชีวิตอย่างพอเพียงในเมืองนี้ มีจักรยานเป็นพาหนะคู่ชีพ มิคอยู่อย่างเรียบง่าย พูดน้อย มีคุณสมบัติความเป็นครูครบถ้วน พร้อมที่จะให้ความรู้และคำแนะนำแก่ผู้ถามไถ่เสมอ

จอห์น ดาเมียน เป็นครูที่ประสิทธิ์ประสาทความรู้ด้านกีตาร์ให้แก่ลีโอเนลที่เบิร์กลี จอห์นเป็นที่รู้จักกันดีในวงการดนตรีเมืองบอสตัน เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเบิร์กลีเช่นเดียวกับมิค กูดริก เขาเขียนตำรา Composing & Improvising : Guitar ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการเล่นกีตาร์ล้ำลึกสมกับที่คร่ำหวอดอยู่กับงานสอนมายาวนาน

นอกจากงานด้านดนตรีศึกษา จอห์น ดาเมียนยังเล่นกับบอสตันซิมโฟนีออร์เคสตรายุค เซจิ โอซาวะ เป็นผู้อำนวยเพลง และวงบอสตันพ็อพที่ควบคุมโดย จอห์น วิลเลียมส์ นักประพันธ์เพลงภาพยนตร์ที่ครองความยิ่งใหญ่ตลอดมา เขาเคยร่วมงานกับอดีตวาทยกรชื่อก้องอย่าง เลนาร์ด เบิร์นสไตน์ เล่นกับนักดนตรีที่มีชื่อเสียงมากมายเช่น รอน ไบรอน, บ็อบบี้ วัตสัน, จิมมี จิฟฟรี…นักร้องดังอย่าง ชีลลา จอร์แดน, โรสแมรี คลูนี, ลินดา รอนด์สตัดต์ ลูกศิษย์ของจอห์นที่โด่งดังเช่น บิลล์ ฟรีเซลล์, เคิร์ต โรเซนวิงเคิล, มาร์ค วิตฟิลด์, เลนนี สเติร์น…

นอกเหนือจากที่กล่าวไว้ข้างต้น ลีโอเนล ลูเอเก ยังเรียนกับนักกีตาร์แจ๊สชั้นยอดอย่าง
โจ ดิโอริโอ และ จอห์น สโกฟิลด์ เรียนกับ เทอเรนซ์ แบลนชาร์ด, เคนนี แบร์รอน, สตีฟ เทอเร, เดฟ ฮอลแลนด์, เฮอร์บี แฮนค็อค, เวย์น ชอร์เตอร์… จะเห็นได้ว่า ลีโอเนเป็นคนใฝ่ศึกษา แสวงหาความรู้อย่างไม่เคยหยุดยั้ง เพราะการเรียนมิได้หมายความว่าจะต้องเรียนกันในห้องหรือเพื่อได้มาซึ่งกระดาษแจ้งเกรดหรือแจ้งวุฒิเท่านั้น
ลีโอเนล พร้อมเพื่อนร่วมสถาบันเบิร์กลี มัสสิโม บีออลกาตี และ เฟเรน เนเมธ ตั้งวง
“ชิลเฟมา” (Gilfema) ขึ้นที่บอสตัน สร้างเอกภาพของวงจากความแตกต่างด้านเชื้อชาติและวัฒนธรรมทางดนตรีของแต่ละคน
ลีโอเนล นักกีตาร์ชาวแอฟริกาใต้มีชื่อกลางว่า Gilles อ่านออกเสียงตามหลักภาษาฝรั่งเศสว่า “ชิล” (Zheel) ตัดมาแค่ Gil บวกกับเฟเรนซ์ (Ference) นักกลองชาวฮังการี ตัดมาแค่ fe คนสุดท้ายลูกครึ่งสเวดิช-อิตาเลียน มัสสิโม (Massimo) ตัดมาแค่ ma เมื่อรวมกันทั้งหมดกลายเป็น Gilfema นี่แหละที่มาของชื่อวง “ชิลเฟมา”

leo-2

Lionel เขาบอกให้อ่านออกเสียงว่า ลีโอเนล (Lee-oh-nell) ลูเอเกเกิดที่เบนิน บนอ่าว
เบนิน ในอัฟริกาใต้อยู่ระหว่างโตโกกับไนจีเรีย เป็นประเทศเล็กๆ ที่เคยอยู่ในการปกครองของฝรั่งเศส เขาพูดและร้องเพลงภาษาพื้นเมืองได้สองภาษาคือ ภาษา “ฟอน” ของเบนิน และภาษา
“นิมา” ของโตโก
ทุกคนในบ้านเกิดรู้จักและเรียกเขาตามชื่อกลางว่า “ชิล” แต่ชาวยุโรปและอเมริกันรู้จักเขาที่ชื่อตัวหรือชื่อแรกว่า “ลีโอเนล”

เริ่มแรกลีโอเนลเล่นเพอร์คัสชั่นหรือเครื่องเคาะจังหวะ อเลซิสพี่ชายเล่นกีตาร์ ด้วยความชอบดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ ช่วงเขาอายุ 17 อเลซิสเห็นน้องชายมีแววที่จะเอาดีทางดนตรี จึงสอนให้เล่นกีตาร์สามสี่ปี จากนั้นลีโอเนลย้ายไปยังประเทศไอวอรีโคสต์ ดินแดนที่เคยปกครองโดยฝรั่งเศสในแอฟริกาใต้ ตั้งอยู่บนอ่าวกีนีทางใต้ของกานา เข้าเรียนกีตาร์คลาสสิกที่สถาบันศิลปะแห่งชาติ (Nation Institite of Arts)
เพื่ออนาคตที่ก้าวไกล ลีโอเนลหนุ่มวัย 23 มุ่งสู่กรุงปารีส เมืองแห่งแสงสีและศิลปะเข้าเรียนที่ (American School of Modern Music) ที่คณะมีศิษย์เก่าของ “เบิร์กลี”อยู่หลายคน จึงช่วยให้ลีโอเนลได้รับทุนไปเรียนต่อที่เบิร์กลี คอลเลจ ออฟมิวสิก ที่เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนมกราคม 1999

ลีโอเนลได้ทุนจากสถาบันดนตรีแจ๊สธีโลเนียส มังค์ เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย ปี 2001 หลังเรียนจบจากเบิร์กลี เขาได้รับเลือกให้ออกตระเวนแสดงทั่วโลกจากการคัดเลือกของกรรมการตัดสินที่เป็นนักดนตรีชั้นนำในวงการดนตรีแจ๊ส เฮอร์บี แฮนค็อค, เวย์น
ชอร์เตอร์, และ เทอเรนซ์ แบลนชาร์ด

ปีถัดมาเขาได้เล่นอัดแผ่นกับนักทรัมเป็ตเทอเรนซ์ แบลนชาร์ด 2 ชุด คือ ชุด Bounce และ Flow ซึ่งออกกับ “บลูโน้ต” บริษัทแผ่นแจ๊สที่มีชื่อเสียงและทรงอิทธิพลในแวดวงแจ๊สมานมนานเล่นอัดแผ่นซีดีและดีวีดีกับ เฮอร์บี แฮนค็อคชุด Possibilities ตระเวนแสดงในยุโรปกับควอร์เททของ เฮอร์บี แฮนค็อค 2 สัปดาห์
ลีโอเนลประสบความสำเร็จอย่างสูง ถือเป็นช่วงโดดเด่นของอาชีพนักดนตรีคือ ตอนไปแสดงในเทศกาลดนตรีแจ๊สโตเกียวที่ประเทศญี่ปุ่น กับ เวย์น ชอร์เตอร์ เดฟ ฮอลแลนด์ ไบรอัน
เบลด เขาได้เล่นและอัดแผ่นกับนักร้อง นักดนตรี ชั้นแนวหน้าอีกมาก เช่น ไดแอน รีฟส์,
คัสแซนดรา วิลสัน, รอย ฮาร์โกรฟ, ชาร์ลี เฮเดน, ริชาร์ด โบนา, มาร์คัล มิลเลอร์, จอห์น

แพททิทุชชี, อัลฟอนโซ จอห์นสัน, เจฟฟ์ วัตส์, เดนนิส เชมเบอร์ส, เทอรี ลีน คาร์ริงตัน…เล่นกับ ร็อคสตาร์อย่าง สติง และ ปีเตอร์ เกเบรียล
เขาดังพอที่จะออกแผ่นในนามตนเองชุด In A Trance และ Virgin Forest เมื่อเร็วๆ นี้เขาเซ็นสัญญากับ “บลูโน้ตเร็คคอร์ดส์” วางแผนจะออกแผ่นชุดแรกกับบริษัทยักษ์ใหญ่นี้ปีหน้า
ถึงอย่างไรเขาก็ยังเกาะกลุ่มกับเพื่อนวง “ชิลเฟมา” เอาพรรคพวกอัดแผ่นกับเขาด้วย

เฟเรนซ์ เนเมธ นักกลองและนักแต่งเพลง เกิดที่เมืองซาลาชานีทางตะวันตกเฉียงใต้ ฮังการี พ่อเป็นนักกลอง ผลไม้หล่นไม่ไกลต้น หนูน้อยวัย 3 ขวบเลียนแบบพ่อ ตีกลองได้เอง พ่อเห็นมีหน่วยก้าน จึงสอนให้ตีกลองจังหวะ “ชาร์ดัช” เพลงพื้นเมืองฮังการี ซึ่งมักจะบรรเลงกันในงานแต่งงาน พออายุ 12 เฟเรนซ์หันไปเรียนเปียโนคลาสสิก เมื่อย่างเข้าวัยรุ่น เขาโดดเข้าเล่นเพลงจำพวก “ท้อป 40 ” เล่นเพลง “บอสซาโนวาและแซมบ้า” บ้าง

เฟเรนซ์ เข้าเรียนระดับมัธยมที่โรงเรียนดนตรีคลาสสิก “ยอร์” เรียนจบภาคดนตรีแจ๊สที่สถาบันดนตรีในกรุงบูดาเปสต์ เมื่ออายุ 22 จากนั้นเดินทางไปเรียนดนตรีต่อที่เบิร์กลี คอลเลจ ออฟมิวสิก เมืองบอสตัน เรียนกลองกับครูชื่อดัง แกรี แชฟเฟ เขาได้รับแรงบันดาลใจจากยอดนักกลองแจ๊ส โทนี วิลเลียมส์,เอลวิน โจนส์…เฟเรนซ์เรียนระดับปริญญาโทต่อที่นิวอิงแลนด์คอนเซอร์
เวทอรี ออฟมิวสิก แต่ไปจบที่มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย ในแอลเอ

มัสสิโอ บิออลกาตี เกิดที่กรุงสตอกโฮล์ม สวีเดน เริ่มจากดนตรีร็อคกับป๊อป กีตาร์เป็นเครื่องดนตรีแรกที่เล่น เพื่อนนักกีตาร์แนะให้เขาฟังแจ๊ส เขาเห็นว่าเพื่อนเล่นดีกว่า จึงเปลี่ยนไป
เล่นเบสไฟฟ้าชนิดไม่มีเฟร็ต เห็นนักเบสเล่นอัพไรท์หรือ “ดับเบิลเบส” ในคอนเสิร์ตแจ๊ส เกิดสนใจกลับบ้านหัดเองอย่างขะมักเขม้น ผ่านไปแค่ 6 เดือนก็ออกแสดงได้ ตอนอายุ 16 ช่วงอยู่ที่อิตาลีเขาเรียนเล่นดับเบิลเบสคลาสสิก ขณะเดียวกันหันมาสนใจแจ๊สด้วย ฟังแผ่นของ ชาร์ลี เฮเดน และ เดฟ ฮอลแลนด์

เมื่อกลับไปเรียนดนตรีในสวีเดนสองปีกว่า มัสสิโอได้ทุนไปเรียนที่ “เบิร์กลี”สถาบันดนตรีชื่อก้อง เมืองบอสตัน ที่นี่แหละที่ได้มาเจอกับลีโอเนล ลูเอเกกับเฟเรนซ์ เนเมธ ร่วมกันเป็นวง
“ชิลเฟมา”

15 กรกฏาคมที่เพิ่งผ่านไปเดือนกว่า ที่ห้อง “โวลกา” ในนอร์ธซีแจ๊สเฟสติวัล เมืองร็อตเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ ผมได้ชมการแสดงของวง Gilfema สุดยอดจริงๆ คนดูในห้อง “โวลกา” ได้สัมผัสแนวดนตรีแจ๊สที่ใหม่อย่างสะใจ โดยไม่มีใครยอมลุกออกจากที่นั่ง



กาบอร์ ซาโบ ตอนที่ 2

gb02-3

กาบอร์ ซาโบ ตอนที่ 2
นำแจ๊สคืนถิ่นมาตุภูมิ
บายไลน์ ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ


ความกดดันจากระบอบคอมมิวนิสต์ ยังผลให้ชาวฮังการีนับแสนคนต้องหาทางหลบหนีออกจากประเทศ เพื่อไปหาแหล่งพักพิงที่มีเสรีภาพกว่า กาบอร์ ซาโบ เป็นหนึ่งในจำนวนนั้นที่อาศัยช่วงบ้านเมืองกำลังอยู่ในสภาวะโกลาหล หนีออกจากกรุงบูดาเปสต์ไปยังประเทศออสเตรีย ซึ่งมีพรมแดนติดกัน แล้วมุ่งหน้าไปตายเอาดาบหน้าที่สหรัฐอเมริกาในปี 1956
กาบอร์ อิสต์วาน ซาโบ เริ่มสนใจกีตาร์หลังชมภาพยนตร์ที่แสดงโดย รอย รอเจอร์ส ในปี 1949 ก่อนหน้านี้หนึ่งปีกาบอร์วัย 14 ปี ได้รับกีตาร์เป็นของขวัญวันคริสต์มาสจากพ่อ เป็นกีตาร์คุณภาพค่อนข้างแย่ แต่มีบริการหลังการขาย สอนฟรีให้หนึ่งบทเรียน จากนั้นเขาลงมือหัดเอง คิดระบบการวางนิ้วหัดเอง นับเป็นความยุ่งยากที่จะเล่นอย่างแม่นยำ

กาบอร์พยายามพัฒนาการเล่นกีตาร์ด้วยการฟังแจ๊สจากรายการ This Is Music U.S.A. ทางวิทยุ ‘เสียงอเมริกา’ (Voice of America) ชั่วโมงแรกเป็นเพลงยอดนิยม ชั่วโมงที่สองเป็นแจ๊ส จัดโดยวิลลิส โคโนเวอร์ รายการนี้มีส่วนทำให้นักดนตรีในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ทั้งในยุโรปและประเทศคิวบา ต้องฟังอย่างหลบๆ ซ่อนๆ เพราะผิดกฎหมาย ถูกจับได้เมื่อไรเจอคุกแน่ ใครสนใจก็ต้องซื้อแผ่นเสียงในตลาดมืด ซึ่งแพงมาก
กาบอร์ก็เหมือนกับนักดนตรีคนอื่นที่อยากฟัง อยากเล่นแจ๊ส กว่าจะเก็บเงินจากการเล่นดนตรีสองหรือสามสัปดาห์ จึงจะซื้อได้หนึ่งแผ่น เขาชอบแนวการเล่นของนักกีตาร์แจ๊สอเมริกัน จอห์นนี สมิธ และ ทัล ฟาร์โลว์ พยายามลอกเลียนลูกเล่นจากสองนักกีตาร์ในดวงใจของเขา ไม่นานนักเขาได้เล่นกับวงดนตรีท้องถิ่นตามคลับ มีจังหวะเมื่อไรเขาพยายามเล่นแจ๊ส จนกระทั่งได้เล่นอัดแผ่นกับวง “มีร์นาเบลล์” อีร์มา ฮอโซ เป็นหัวหน้าวง ก่อนจะหลบหนีจากฮังการี

gb02-2

หนุ่มวัย 20 กาบอร์ข้ามพรมแดนออสเตรียพร้อมอีวาสาวแรกรัก และเพื่อนอีกคนหนึ่ง ติบอร์ ยีเมซี ซึ่งต่อมาเป็นสถาปนิกใน แอล เอ กาบอร์ปักหลักอยู่ในเมืองซาน เบอร์นาดิโน รัฐแคลิฟอร์เนีย หลังไม่ประสบความสำเร็จในความพยายามที่จะประกอบอาชีพดนตรี วงเดอะ ‘ทรี สตริงส์’ ของเขาไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร เขาต้องหันไปหางานอย่างอื่นทำ เป็นภารโรงอยู่พักหนึ่ง พอเก็บเงินได้ก็ไปลงทะเบียนเข้าเรียนที่ ‘เบิร์กลี’ สถาบันดนตรีชื่อก้องในเมืองบอสตัน เรียนอยู่ 4 เทอม ช่วงปี 1958-60

ที่เบิร์กลีเขาเรียนวิชาการประพันธ์เพลงและเรียบเรียงดนตรี ที่นี่เปรียบเสมือนเปิดประตูให้เขาได้เข้าสู่วงการดนตรีอาชีพ กาบอร์ได้เล่นกับนักเปียโนฝีมือดีอย่างโตชิโกะ อะกิโยชิ บ็อบ เจมส์ เพื่อนร่วมสถาบัน นักแซ็กโซโฟนระดับแนวหน้าอย่าง ชาร์ลี มาเรียโน นิค บริกโนลา นักแต่งเพลงอย่าง แกรี แม็คฟาร์แลน และ ไมเคิล กิบส์ เขาได้รับเชิญให้ไปร่วมแสดงในเทศกาลดนตรีแจ๊สนิวพอร์ตในปี 1958 การบรรเลงสดกับวงนักดนตรีระดับอินเตอร์ บันทึกในแผ่นเสียง ‘โคลัมเบีย’ สองแผ่นชุด Newport 1958 จากเทศกาลเดียวกันยังได้อัดการแสดงสดของ หลุยส์ อาร์มสตรอง

กาบอร์ ได้เล่นอัดแผ่นกับพวกเบิร์กลีในแผ่นเสียงชุด Jazz In The Classroom Volume II (1958) และ Jazz In The Classroom Volume IV (1959) ในแผ่นชุดที่สี่ กาบอร์มีบทบาทสำคัญกว่าในชุดก่อน ปีเดียวกันนี้เขาเล่นกับโตชิโกะเพื่อนร่วมสถาบันในวง ‘เมอร์ลิโน’ ทรีโอ ในเลานจ์ที่นักร้อง โจ เมอร์ลิโน ร้องประจำ เขาพบ อลิเซีย โซลารี สาวบอสตันเกิดปิ๊งกัน ทั้งคู่ตกลงแต่งงานกันในที่สุด
เงินก็ไม่ค่อยมี ทุนเรียนมีความหวังริบหรี่ รู้สึกว่าไม่อาจอยู่ที่เบิร์กลีต่อไปได้ เขาตัดสินใจหอบหิ้วเมียสาวไปลอสแองเจลิส อีกครั้งที่เขาพบว่ายากที่จะเป็นนักดนตรีทางเมืองฝั่งตะวันตกของสหรัฐ สถานการณ์บีบบังคับให้เขาจำต้องทำงานด้านการจัดการขายอสังหาริมทรัพย์

ปี 1961 โชคเข้าข้างเขาบังเอิญ จอห์น พิซาโน นักกีตาร์วงชิโก แฮมิลตัน เตรียมตัวจะออกจากวง จึงแนะนำให้กาบอร์ ซาโบ เข้าเล่นแทน กาบอร์เคยเจอชิโกมาก่อนแล้ว เมื่อครั้งแสดงที่นิวพอร์ต มีเอริก ดอลฟี เป็นนักแซ็กโซโฟนหัวก้าวหน้าที่โดดเด่นในวง เขายังประทับใจกับการบรรเลงของวงชิโก รู้สึกศรัทธา เลื่อมใสในการปฏิวัติแนวการเล่นแจ๊สของชิโก แฮมิลตัน มือกลองที่มีความคิดสร้างสรรค์ตลอดกาล
ความจริงทีแรกชิโกไม่ชอบแนวการเล่นของกาบอร์ ไล่เขาออกจากวงพร้อมกับชาร์ลส์ ลอยด์ นักแซ็กโซโฟนหนุ่มฝีมือดี ชาร์ลส์ ออกไปเล่นกับนักเปียโน เลส แม็คแคนน์ ช่วงสั้นๆ ชิโกขอให้ชาร์ลส์กลับมาเล่น โดยเสนอให้เขาเป็นผู้กำกับดนตรี ชาร์ลส์รับเงื่อนไขแต่มีข้อแม้ว่าต้องเอากาบอร์กลับมาเล่นกับวงด้วย ทางวงเพิ่มทรอมโบน จอร์จ โบฮันนอน มักสลับกับ การ์เนตต์ บราวน์ หลังบรรเลงเพลงประกอบภาพยนตร์ เรื่อง Litho ในอาทิตย์นั้นก็ได้เล่นประจำในคลับ

กาบอร์เปลี่ยนแนวการเล่นหันไปร่วมงานกับเพื่อนเก่าที่เบิร์กลี แกรี แม็คฟาร์แลน เอาแนวดนตรีร็อคมาผสมผสานกับแจ๊ส ไม่ใช่เป็นเรื่องยากสำหรับเขา เพราะก่อนหน้านี้เขาติดตามผลงานของ เอริก แคลปตัน จอร์จ แฮร์ริสัน จิมี เฮนดริกซ์ ดังนั้นแผ่นชุด Soft Samba และThe In Sound ที่เขาร่วมงานกับแกรี แม็คฟาร์แลน เป็นที่ลือลั่นในวงการดนตรีแจ๊ส ความสำเร็จจากแผ่นสองชุดนี้ทำให้กาบอร์ได้ออกแผ่นของตนเองเป็นครั้งแรก ชุด Gypsy ‘66
เว้นไม่กี่เดือนออกชุด Spellbinder ในแผ่นชุดนี้มีเพลงที่เขาแต่งเอง Gypsy Queen ได้รับความนิยมจากนักฟังเพลง ข้อสำคัญคือ เป็นเพลงที่สร้างแรงบันดาลใจให้ คาร์ลอส ซานทานา แต่งเพลง Black Magic Woman จนกลายเป็นตำนานเพลง ‘ละตินร็อค’ Bang Bang เพลงของ ซันนี แอนด์เชอร์ ทำให้กาบอร์ได้แฟนร็อคหันมาฟังแจ๊สเพิ่ม ความพิเศษของแผ่นชุดนี้ นอกจากเขาได้ชิโก แฮมิลตัน หัวหน้าวงเก่าของเขามาร่วมงานแล้วยังได้ รอน คาร์เตอร์ เบสฝีมือดีเยี่ยมมาช่วยเล่นให้อีกหนึ่งแรง

gb02-1

ปลายปี 1969 กาบอร์ร่วมงานกับลีนา ฮอร์น ออกแผ่นชุด Lena & Gabor เลือกสรรผลงานของเดอะบีเทิลส์ มิเชล เลอกรองด์ เบิร์ต บาคารัค แฮร์รี นิลส์สัน ทำให้ได้แฟนเพลงรุ่นหนุ่มสาวเพิ่มขึ้นเยอะ
นานถึง 18 ปีที่ใช้ชีวิตอยู่ในแวดวงดนตรีสหรัฐอเมริกา กาบอร์กลับบ้านเกิดครั้งแรกเมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 1974 อยู่ที่กรุงบูดาเปสต์สองเดือนครึ่งพร้อมภรรยาและลูกชาย ได้พบพวกญาติๆ และเพื่อนเก่า หลายๆ อย่างเปลี่ยนไปบ้าง ระหว่างนั้นมีการอภิปรายโต๊ะกลมร่วมกับนักเรียนที่สถาบันดนตรี ในกรุงบูดาเปสต์ เล่นกับวงหลายวงในคลับ ทางโทรทัศน์ฮังการีได้บันทึกการแสดงของกาบอร์ Jazzpodium 74: Gabor Szabo (USA) Musora นำออกเผยแพร่ทางโทรทัศน์ ถือเป็นครั้งแรกที่สถานีโทรทัศน์ฮังการีอุทิศเวลาให้กับการเสนอดนตรีแจ๊สอย่างเต็มที่

กาบอร์กลับไปสหรัฐออกแผ่นที่แสดงรากเหง้าของความเป็นฮังการี เขาบรรเลงอัดแผ่นเพลง Hungarian Rhapsody ของ ฟรานซ์ ลิสต์ นักประพันธ์เพลงชื่อก้องชาวฮังการี
ช่วงระหว่างปลายปี 1974 ถึงต้นปี 1975 แลร์รี บ็อค นักศึกษาเรียนวิชาถ่ายหนังที่มหาวิทยาลัยเซาเทิร์น แคลิฟอร์เนีย ได้ถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีชื่อว่า Rising โดยเก็บภาพภายในบ้านกาบอร์ บันทึกภาพคนในครอบครัว การซ้อมและการบรรเลงที่ ‘ไลท์เฮ้าส์’ แถวชายหาด ‘เฮอโมซา’ แคลิฟอร์เนีย ความยาว 30 นาที ในภาพยนตร์สารคดีนี้ยังถ่ายผลงานจิตรกรรมของกาบอร์ที่เป็นงานอดิเรก สัมภาษณ์ อลิเซียภรรยาของกาบอร์ และสัมภาษณ์ เลนาร์ด เฟเธอร์ นักวิจารณ์ดนตรีที่มีชื่อเสียง และริชาร์ด ทอมสันเพื่อนนักเปียโนของกาบอร์

กาบอร์ ซาโบ เดินทางกลับบ้านเกิดครั้งสุดท้ายเมื่อ กรกฎาคม 1981 พร้อมด้วยภรรยาคนใหม่ มาเรียน รวบรวมเพื่อนเก่า อัตติลา กาเรย์ (เปียโน) ปีเตอร์ ดันโด (เบส) เล่นออกรายการ Pulzus ทางโทรทัศน์ และเล่นอัดแผ่นชุดสุดท้าย Femme Fatale ต้นเดือนธันวาคม ก็ล้มป่วยต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล
ในที่สุด กาบอร์ ซาโบ นักกีตาร์แจ๊สผู้ยิ่งใหญ่แห่งบูดาเปสต์ ก็สิ้นลมที่บ้านเกิด เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 1982



กาบอร์ ซาโบ ตอนที่ 1

gb

กาบอร์ ซาโบ ตอนที่ 1
สร้างกระแสแจ๊สแนวใหม่จากฮังการี
บายไลน์ ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ

เดือนกรกฎาคม 1956 ผลจากการกล่าวสุนทรพจน์อันยาวเหยียดของครุสชอฟ ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสหภาพโซเวียต ประณามระบอบสตาลิน ได้สร้างความสั่นสะเทือนแก่พรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลก…ยังผลให้เกิดการต่อต้านผู้นำประเทศฮังการีในเวลาต่อมา

บรรดานักศึกษาฮังกาเรียนได้เคลื่อนขบวนไปยังรัฐสภาที่ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำดานูบ เพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ขณะนั้น ในที่สุดประชาชนชาวฮังการีได้รุกฮือขึ้นอันเป็นเหตุนำไปสู่การปฏิวัติ
กาบอร์ ซาโบ ได้อาศัยช่วงที่บ้านเมืองกำลังวุ่นวายเล็ดลอดหนีออกนอกประเทศ มีเพียงกีตาร์คู่ชีพติดตัวมุ่งสู่เมืองลุงแซม เป้าหมายเพื่อเป็นนักกีตาร์แจ๊สในสหรัฐอเมริกา
ความฝันของกาบอร์เริ่มเป็นจริง เมื่อเขาได้รับคะแนนนิยมจากผู้อ่านนิตยสาร “ดาวน์บีท” ในฐานะนักกีตาร์หน้าใหม่ ปี 1964 เป็นนักกีตาร์ที่โดดเด่นในวงการดนตรีแจ๊สสหรัฐ
เขาออกจากวงชิโก แฮมิลตันในปีถัดมา เข้าไปเป็นนักดนตรีเด่นในวง ‘ป๊อป-แจ๊ส’ ของ แกรี แม็คฟาร์แลนด์ ควินเททที่มี ชาร์ลส์ ลอยด์ เป็นนักดนตรีสำคัญในวง ขณะเดียวกัน กาบอร์ ซาโบ ได้ออกแผ่นเสียงชุดแรกในฐานะหัวหน้าวงชุด Gypsy ‘66 แผ่นตรา ‘อิมพัลส์’ ได้รับความสำเร็จอย่างงดงาม สร้างความประหลาดใจแก่วงการดนตรี แผ่นชุดนี้มีเพลงฮิตของ เดอะ ‘บีเทิลส์’ เพลง Yesterday และ If I Fell เพลง Walk On By ของ เบิร์ต บาคารัค ปรับแนวให้เข้ากับแจ๊ส มีเพลงที่กาบอร์แต่งเองสองเพลง และเพลงที่เขาแต่งร่วมกับแกรี แม็คฟาร์แลนด์ กาบอร์ใช้กีตาร์สองสามตัวเล่นเสียงที่มีลักษณะเฉพาะตัว โดยให้ซาดาโอะ วาตานาเบเป่าฟลู้ต แกรี แม็คฟาร์แลนด์ ตี ‘มาริมบา’ เครื่องดนตรีจำพวกระนาด
จริงอยู่เนื่องจากเขาหัดกีตาร์เอง วิธีการเล่นบางอย่างไม่ถูกต้องตามหลักการเล่นกีตาร์ ประกอบกับเขาพยายามเอาเทคนิคและแนวดนตรีพื้นเมืองฮังการี โดยเฉพาะดนตรีของพวกยิปซีและอินเดียเข้ามาผสมผสานกับการเล่นแบบมาตรฐานทั่วไป จึงทำให้เสียงกีตาร์ของเขาไม่เหมือนใคร มีเอกลักษณ์ ฟังปั๊บรู้ทันทีว่านั่นคือเสียงกีตาร์ของกาบอร์ ซาโบ ยิ่งเสียงสะท้อนลากยาว (feed back) เขาทำได้เยี่ยมมาก ซึ่งเป็นเทคนิคเดียวกับ คาลอส ซานทานา นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่คาลอสนำเอาเพลง Gypsy Queen ที่กาบอร์แต่งไปบรรเลงจนเป็นที่ถูกอกถูกใจนักฟังเพลง

เพลง Gypsy Queen กาบอร์บรรเลงอัดแผ่นชุด Spellbinder อันลือชื่อในแผ่นเสียงชุดนี้ มีเพลงที่น่าฟังหลายเพลง เช่น My Foolish Heart; It Was A Very Good Year; Spellbinder; Shot Me Down; Bang Bang…ชิโก แฮมิลตัน ผู้สนับสนุนให้กาบอร์ได้เกิดในวงการดนตรีแจ๊สสหรัฐเป็นผู้รับหน้าที่ตีกลองให้ รอน คาร์เตอร์ ดีดเบส ทั้ง วิคเตอร์ ปันโตฮา และวิลลี โบโบ เล่นเพอร์คัสชั่น
ช่วงนั้นกาบอร์กำลังมาแรง “อิมพัลส์” เจ้าสังกัดรีบตักตวงเต็มที่ ห่างจากชุด Spellbinder สามสี่เดือน กาบอร์ออกชุด Jazz Raga เขารับเอาอิทธิพลของดนตรีอินเดียมาเต็มๆ ผสมเข้ากับร็อคและป๊อป ที่เด่นชัดคือ เพลง Krishana; Ravi; Mizrab; Search For Nirvana เพลง Paint It Black ของวงเดอะโรลิ่งสโตน และ Caravan ที่เราคุ้นกันดีมาบรรเลง

ปี 1967 แผ่นชุด The Sorcerer ทำชื่อให้กาบอร์ ซาโบ อีกครั้งหนึ่ง แผ่นชุดนี้บันทึกจากการแสดงสด เนื่องในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการดนตรีแจ๊สที่เมืองบอสตัน คืนวันที่ 14, 15 เมษายน เป็นควินเททที่เยี่ยมมาก โดยเฉพาะจิมมี สจวร์ต นักกีตาร์ที่บรรเลงประกอบเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้สนใจกีตาร์ ด้วยความสนิทกับเวส มอนท์กัมเมอรี เขาจึงเขียนตำรากีตาร์ที่เล่นสไตล์เวสเป็นคนแรกในปีที่เวสเสียชีวิตปี 1968 ชื่อหนังสือ Wes Montgomery: Jazz Guitar Method เนื้อหาในหนังสือนอกจากอธิบายเทคนิคการเล่นกีตาร์ของเวสอย่างละเอียดแล้ว ยังมีแบบฝึกหัด ตัวอย่างเพลงและลูกเล่นแกะจากแผ่นเสียงบรรจุไว้หลายเพลง เป็นตำรากีตาร์แจ๊สที่ดีมีมาตรฐาน จิมมีเป็นนักกีตาร์ฝีมือดีมีงานล้นมือในแคลิฟอร์เนีย งานหลักเป็นนักดนตรีในห้องอัด เล่น เขียน และเรียบเรียงเพลงประกอบภาพยนตร์ เล่นในรายการทีวีของเบิร์ต บาคารัค, แซมมี เดวิด จูเนียร์, ไดอานา รอสส์…มีผลงานเขียนเชิงวิชาการเกี่ยวกับกีตาร์ เช่น หน้า Work Shop ในนิตยสาร Guitar Player

gb1

นักดนตรีที่กาบอร์เลือกมาร่วมงานอัดแผ่นชุด The Sorcerer ล้วนรับแนวคิดทางดนตรีของกาบอร์ได้เป็นอย่างดี นักเบส หลุยส์ คาบอค เป็นฮังกาเรียนรู้จักกับกาบอร์มาก่อนที่กรุงบูดาเปสต์หลบมาอยู่สหรัฐช่วงเดียวกับกาบอร์ ปักหลักอยู่ทางฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา งานหลักเป็นนักดนตรีคลาสสิก มาร์ที มอร์เรลล์ เคยร่วมงานกับสตีฟ คืน นักเปียโนนิวยอร์กเกอร์เชื้อสายเยอรมัน ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยฮาวาร์ด มาร์ทีเป็นนักกลองหนุ่มหัวไว รับลูกกาบอร์ได้ฉับไว จิมมี สจวร์ต เล่นทั้งกีตาร์คลาสสิก แบนโจ และแมนโดลิน ส่วน ฮัล กอร์ดอน เล่นเพอร์คัสชั่นได้หลากหลาย แม้กระทั่งกลอง ‘ตับลา’

The Beat Goes On กาบอร์เล่นทำนองและโซโลในจังหวะร็อคที่ใช้คอร์ดเดียวเกือบตลอดทั้งเพลง เบสเล่น ‘ออสตินาโต’ เปิดทางให้กาบอร์โชว์ฝีมือกีตาร์เต็มที่ สะกดคนฟังให้ตรึงอยู่กับเสียงมิติใหม่ตลอดเวลา โดยจิมมียันริธึ่มไว้แน่นปึ้ก
Little Boat ชื่อภาษาโปรตุเกส O Barquino ผลงานของโรแบร์โต เมเนสกัล นักแต่งเพลงชาวบราซิล เพลง ‘บอสซา โนวา’ ที่ค่อนข้างเร็ว กาบอร์เล่นได้น่าฟังยิ่ง พร้อมกันนี้ได้เปิดว่างให้ มาร์ที มอร์เรลล์กับฮัล กอร์ดอนได้โซโลกลองและเพอร์คัสชั่นยาวเหยียด คั่นเสียงกีตาร์อันโรแมนติกของกาบอร์

Lou-ise เพลงจิมมี สจวร์ตแต่งทำนองเรียบง่าย ไพเราะ ในลีลาบอสซาโนวา กาบอร์ขึ้น ‘อินโทร’ ด้วยการโชว์ฝีมือในการเล่น ‘อาทิฟิเชียลฮาร์มอนิก’ ช่วงบรรเลงทำนองเล่นเสียง ‘สเลอร์’ สำเนียงดนตรีแบบยุโรปกลาง จิมมีเล่นกีตาร์ประกอบได้ดีมาก
What Is This Thing Called Love? ผลงานของนักแต่งเพลงเอกบรอดเวย์ โคล พอร์เตอร์ กาบอร์ ซาโบ กับ จิมมี สจวร์ต เล่นทำนอง ‘ดูเอ็ต’ กันมาในลีลา ‘สวิง’ ในแบบ ‘เคาน์เตอร์เมโลดี้’ ช่วง ‘อิมโพรไวส์’ กาบอร์โซโลกับกลอง ‘กองก้า’ ตัวต่อตัว ฟังสบาย จากนั้นกีตาร์ทั้งสองตัว ‘ดูเอ็ต’ กันอีกครั้งหนึ่ง จิมมีใช้ ‘อีเฟกต์’ เพื่อให้เสียงกีตาร์แตกต่างจากกาบอร์อย่างชัดเจน เป็นเวอร์ชั่นที่ไม่เหมือนใคร
Space เพลงแต่งเองของกาบอร์ ขึ้นต้นด้วยเสียงค้างเสมือนเสียงอยู่ในอวกาศ แล้วปล่อยให้จิมมีโซโลกีตาร์คลาสสิก พร้อมกับกาบอร์เล่น ‘อิมโพรไวส์’ สวนกับเสียงกีตาร์ของจิมมี บางครั้งกาบอร์ใช้เทคนิคการเอานิ้วเกี่ยว ‘วอลลุม’ ทำเสียงเหมือนการสีเครื่องสาย ซึ่งเป็นเทคนิคที่เขาถนัด

Strong Than Us เป็นผลงานที่ไม่คุ้นหูของนักแต่งเพลงชื่อก้องชาวฝรั่งเศส ฟรานซิส ลาย เจ้าของเพลง A Man And A Woman กาบอร์ บรรเลงในจังหวะ ‘โบเลโร’ ฟังเพลินดี จิมมีเล่น arpeggio คลอทำนองเกือบตลอด ช่วงหลังทั้งกาบอร์และจิมมีผลัดกันโซโล แล้วเสียงค่อยๆ จางหายไป
Mizarb กาบอร์แต่งได้ดี ทำนองกระเดียดแบบยุโรปตะวันออก ออกเป็นแขกนิดๆ จิมมีเล่น ‘เสียงยืน’ คล้ายเสียง ‘ตัมปุระ’ ในดนตรีอินเดีย กลองและเพอร์คัสชั่นเล่นในจังหวะละติน
Come Back ในลีลาร็อคที่แปลกในสีสันที่ฉูดฉาดตามแบบของกาบอร์
สำหรับแผ่นซีดีมีเพลงแถมอีก 3 เพลงคือ Los Marodoros; People; Corcovado

กาบอร์ ซาโบ เกิดที่กรุงบูดาเปสต์ ฮังการี วันที่ 8 มีนาคม 1936 สิ้นชีวิตที่บ้านเกิดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 1982 แม้เขาจะเดินทางไปแสดงในเทศกาลดนตรีแจ๊ส ในไนต์คลับและคอนเสิร์ตในยุโรปหลายๆ ครั้ง แต่ไม่เคยได้กลับไปที่บ้านเกิดเลย จนกระทั่งปี 1974 จึงได้กลับไปที่กรุงบูดาเปสต์ เพื่อเผยแพร่ดนตรีแจ๊สที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นในสหรัฐอเมริกา



แคทรีน แมดเสน ดิวาจากสแกนดิเนเวีย

297

ประสบความสำเร็จด้วยดีสำหรับคอนเสิร์ตเบอร์แรก แคทรีน แมดเสน ฟิเจอริง เยสเปอร์ โบดิลเสน ทริโอ (Katrine Madsen featuring Jesper Bodilsen Trio) ภายใต้คอนเซปต์ Colour Your Life : European Jazz Concert Series ที่ทาง ‘เนชั่นกรุ๊ป’ ร่วมกับพันธมิตร ค่ายเพลง ‘ฮิตแมน’ จัดขึ้น โดยการสนับสนุนจากหน่วยงานหลายฝ่ายที่เล็งเห็นคุณค่าของการนำเสนอเสียงดนตรีดีๆ เพื่อสร้างสีสันและความมีชีวิตชีวาขึ้นในสังคมไทย

ก่อนจะถึงคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบในค่ำคืนวันเสาร์ (30 มิ.ย.) แคทรีนและวงดนตรีของเธอ อุ่นเครื่องกันแต่เนิ่นๆ ด้วยการพบปะกับแฟนเพลงแจ๊สชาวไทยและเหล่านักดนตรีรุ่นใหม่ ด้วยกิจกรรม ‘เวิร์คช็อพ’ ภายในงาน Bangkok Audio Video Show 2007 ณ โรงแรม ดิเอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก เพื่อสะท้อนความจริงว่า แจ๊สเป็นดนตรีที่มีทั้งศาสตร์และศิลป์ในตัวเอง งานนี้เธอกับสมาชิกในวงช่วยกันแนะนำวิธีการตีความบทเพลงสแตนดาร์ด แล้วเรียบเรียงขึ้นใหม่ในสไตล์ของตนเอง สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชมที่มาสังเกตการณ์กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

จากนั้น ในวันรุ่งขึ้น นักร้องสาวและนักดนตรีจากโคเปนเฮเกนอีก 3 ชีวิต ประกอบด้วย เยสเปอร์ โบดิลเสน มือเบสและสามีของเธอ, เฮนริค กุนเด มือเปียโน และ โยนาส โยฮานเสน มือกลอง ก็ก้าวขึ้นเวทีหอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย แคทรีน เริ่มต้นด้วยการนำเพลงฮิตเมื่อครั้งอดีตมาปรุงใหม่ เพลงแรก Can’t Buy Me Love ที่ทุกคนรู้จักคุ้นเคยกันดี ตามด้วย Love For Sale เพลงสแตนดาร์ดของ โคล พอร์เทอร์ ก่อนจะต่อด้วย And I Love Her ผลงานร็อคอมตะของเดอะ บีเทิลส์ อีกครั้ง

ตลอดการแสดงในช่วงแรก แคทรีน ปูทางสร้างอารมณ์ให้แก่คนฟังที่เดินทางมาชมกันเต็มฮอลล์ ด้วยเพลงฮิตไล่เรียงมาเป็นลำดับ ตั้งแต่ Autumn Leaves เพลงป๊อปกลิ่นอายฝรั่งเศสที่ศิลปินแจ๊สชื่นชอบนักในการนำมาตีความใหม่ , Close to You บทประพันธ์ของ เบิร์ค บาคารัค ซึ่งแวดวงคนฟังเพลง

โดยทั่วไปต่างรู้จักจากเวอร์ชั่นป๊อปของ เดอะ คาร์เพนเตอร์ส และ Angle Eyes เพลงสแตนดาร์ดจากฝีมือการแต่งของ แมทท์ เดนนิส และ เอิร์ล เบรนท์ ซึ่งแต่งไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1946 แต่เริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่นักฟังแจ๊สจากการร้องของ เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์ ที่มีอยู่หลายเวอร์ชั่นด้วยกัน ตั้งแต่เวอร์ชั่นในปี ค.ศ.1952 ที่อัดกับวงของ ไซ โอลิเวอร์ ไปจนถึงเวอร์ชั่นที่เธอร้องดูเอ็ทกับเสียงเปียโนของ พอล สมิธ
สำหรับเวอร์ชั่น Angle Eyes ในครั้งนี้ แคทรีน เรียบเรียงใหม่ให้เป็นแบบฉบับที่มีกลิ่นอายสแกนดิเนเวียน ซึ่งให้ความแตกต่างไปจากความคุ้นเคยเดิมพอสมควร

เมื่อจบเพลงที่ 6 แคทรีน กล่าวฝากวงทริโอไว้กับผู้ชม ก่อนเดินลับหายไปหลังเวที อย่างไรก็ตาม ต้องบันทึกไว้ว่าช่วงการบรรเลงโดยวงทริโอ ซึ่งมีอยู่ 2 เพลงด้วยกัน คือ Just The Way You Are เพลงเก่าของ บิลลี โจล และ Don’t Know Why เพลงฮิตของ นอราห์ โจนส์ น่าจะจัดเป็นช่วงที่สร้างความตื่นเต้นให้แก่ผู้ชมไม่น้อย เมื่อได้เห็นการสำแดงฝีมือแบบเต็มๆ ของนักดนตรีบนจังหวะอันเร่งเร้าและมีสวิงฟิลมากขึ้น หลังจากทำหน้าที่เล่นแอคคอมพานีมาโดยตลอด โดยเฉพาะแนวคิดในการเรียบเรียงเพลง Don’t Know ที่กระเดียดไปทางนิวออร์ลีนแจ๊ส

แคทรีน กลับมาสู่เวทีอีกครั้งในชุดแต่งกายสีดำ เธอร้องดูเอ็ทกับดับเบิลเบส ซึ่งเป็นสามีของเธอ ลำดับเพลงในช่วงนี้มีทั้งเพลงเก่าและเพลงที่ประพันธ์ขึ้นใหม่ (original composition) ตั้งแต่ Almost Like An Angel, Since I Fell For You, I’ll Keep You Satisfied, Be Still My Heart จนถึง Big City เป็นอันจบการแสดง
เมื่อกล่าวคำอำลา แคทรีน พร้อมกับวงดนตรีลาแฟนเพลงไปหลังเวที ก่อนจะกลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้อง อย่างที่เธอกล่าวติดตลกเช่นกันว่า “I hope so.”

เพลงอังกอร์ของคอนเสิร์ตครั้งนี้ คือ You Are So Beautiful ที่ไม่ต้องมีอินโทรให้เสียเวลา เธอถ่ายทอดเพลงเก่าของ บิลลี เพรสตัน ด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ที่เคลื่อนไหวอยู่ในย่านทุ้มต่ำ ด้วยลักษณะเฉพาะตัวที่ให้ความรู้สึกลึกซึ้งกินใจ
เป็นการฝากความประทับใจให้แก่แฟนเพลงในกรุงเทพฯ ก่อนที่ในวันรุ่งขึ้น (1 ก.ค.) แคทรีน เดินทางด้วยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส มุ่งหน้าสู่ภูเก็ต โดยมีกำหนดการแสดงริมหาดหน้าโรงแรมกะตะธานี บีช รีสอร์ท ซึ่งให้บรรยากาศอันรื่นรมย์ไปอีกแบบ ไม่ว่าจะเป็นฟองคลื่น หาดทราย สายลม และเสียงดนตรีที่ขับกล่อมแฟนเพลงที่ติดตาม Colour Your Life : On Tour ได้อย่างชื่นมื่นโดยทั่วหน้ากัน

หมายเหตุ : Colour Your Life : European Jazz Concert Series เกิดขึ้นได้จากการสนับสนุนของมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, เอไอเอ, จีเอสเอ็ม แอดวานซ์, ธนาคารกสิกรไทย, เลอ บัว แอท สเตท ทาวเวอร์, แอร์โรว์ เอ็กเซลเลนซี, สายการบินแอร์ฟรานซ์ – เคแอลเอ็ม, สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส, นิตยสารเพรสทิจ, 98.5 บรีซ เอฟเอ็ม, นิตยสารออดิโอไฟล์ และโรงแรมกะตะธานี ภูเก็ต บีช รีสอร์ท



ฟัง Time Lines คิดถึง แอนดรูว์ ฮิลล์

resizeandrewhill2

ฟัง Time Lines
คิดถึง แอนดรูว์ ฮิลล์

ในบทความ “แอนดรูว์ ฮิลล์ ซับซ้อนแต่มีวิญญาณ” เขียนลงในนิตยสาร ออดิโอไฟล์ เมื่อช่วงปี 2549 ที่ผ่านมา ผมลงท้ายว่า
“… ในอัลบั้ม Time Lines แอนดรูว์ ฮิลล์ เผยให้เห็นมิติที่แตกต่างและการค้นพบใหม่ๆ ของเขาอย่างน่าชื่นชม ทางเปียโนที่โปร่งเบาและสละสลวยขึ้นกว่าเดิมในหลายๆ ชิ้นงาน เป็นประจักษ์พยานที่บ่งชี้ถึงเส้นทางของการทำงานดนตรีที่ยังทอดยาวออกไปเบื้องหน้า ตราบจนกว่าวันที่โน้ตตัวสุดท้ายจะมาถึง”
ไม่น่าเชื่อว่า โน้ตตัวสุดท้ายของนักเปียโนคนนี้จะเดินทางมาถึงเร็วกว่าที่คาด ! บางทีชีวิตคนเราก็ไม่มีความแน่นอนเช่นนี้เอง

แอนดรูว์ ฮิลล์ (Andrew Hill) นักดนตรีแจ๊ส มือเปียโนระดับพระกาฬ และนักประพันธ์ดนตรีฝีมือฉมัง ผู้โดดเด่นในยุคโพสต์-บ็อพ ถึงแก่กรรมเมื่อวันศุกร์ที่ 20 เมษายน 2007 ที่ผ่านมา ด้วยวัย 75 ปี
เขาป่วยเป็นโรคมะเร็งที่ปอดเป็นเวลา 3 ปี เขาเสียชีวิตที่บ้านพักในเมืองเจอร์ซีย์ซิติ ในนิวเจอร์ซีย์ โดยเมื่อปีกลาย ฮิลล์ ได้ออกผลงาน Time Lines เป็นอัลบั้มสุดท้ายเสมือนการสั่งลา ซึ่งนิตยสารดาวน์บีทยกย่องให้เป็นอัลบั้มแห่งปี
ฮิลล์ เล่นดนตรีจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต โดยเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อนหน้าการเสียชีวิต เขายังปรากฏตัวพร้อมกับวงทริโอในโบสถ์แห่งหนึ่งย่านแมนฮัตตันด้วยซ้ำ
ครั้งหนึ่ง อัลเฟร็ด ไลออน แห่งค่ายบลูโน้ต เคยเปรียบเปรยเขาว่า “เป็น ธีโลเนียส มังค์ คนต่อไป” เพราะบุคลิกภาพผ่านทางเปียโนของเขากระเดียดไปทาง มังค์ ค่อนข้างมาก โดยอิทธิพลของนักเปียโนคนอื่นๆ นอกจากนั้นคือ อาร์ต เททัม และ บัด พาวล์

ฮิลล์ เคยให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ (ตีพิมพ์ในไลเนอร์โน้ตอัลบั้ม Black Fire สังกัด บลูโน้ต ปี ค.ศ.1963) ว่า
“สำหรับผม มังค์ เหมือน ราเวล และ เดอบูซ์ซี เขานำบุคลิกภาพส่วนตัวจำนวนมากบรรจุลงในการเล่นของเขา ไม่ใช่เรื่องสำคัญว่าเขามีส่วนในด้านเทคนิคการบรรเลงอย่างไร ถึงที่สุดแล้ว มันเป็นเรื่องของบุคลิกภาพทางดนตรีต่างหาก”
“ส่วน บัด แม้จะยิ่งใหญ่กว่า แต่ดนตรีของเขาตายลงในที่สุด ผมหมายความว่า ถ้าคุณอยู่กับ บัด มากไป คุณจะเล่นออกมาเป็นเขาอยู่ตลอดเวลา แม้คุณจะทำบางอย่างที่บัดไม่เคยทำมาก่อนก็ตาม เททัม เหรอ การเล่นเปียโนสมัยใหม่ทั้งหมดคือ เททัม ทั้งนั้น”
ในทัศนะของผม แม้ ฮิลล์ จะมีบางส่วนคล้ายคลึงกับ มังค์ ทั้งแนวทางการทำงาน การเล่นเปียโน และการแต่งเพลง แต่ มังค์ หนักออกไปทางด้านอารมณ์ขัน ส่วน ฮิลล์ ค่อนข้างขึงขังกว่า โดยเฉพาะจากงานบันทึกเสียงในยุคซิกตีส์

แอนดรูว์ ฮิลล์ เป็นศิลปินในกระแสธารของ ฮาร์ดบ็อพ ผู้พัฒนาทิศทางผลงานของตัวเองให้อยู่ในกลุ่ม อวอง-การ์ด แจ๊ส, โมดัล มิวสิค และ โพสต์-บ็อพ ที่ค่อนข้างเคร่งขรึมและเข้มข้นเอาการ จึงค่อนข้างอยู่นอกเหนือการรับรู้ ยกเว้นแฟนเพลงระดับ ฮาร์ด คอร์ เท่านั้น
ดังที่ เดวิด โรเซ็นธัล ระบุไว้ในหนังสือ Hard Bop (จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด) ว่า ฮิลล์ อยู่ในกลุ่มนักดนตรีแจ๊สที่ทดลองฉีกแนวแจ๊สออกไป ทั้งในเชิงโครงสร้างและเทคนิคการเล่น

โทนดนตรีส่วนใหญ่ของ ฮิลล์ ค่อนข้างหม่นเทา อุดมไปด้วยเรื่องราวของกระแสสำนึก แนวทำนองของบทประพันธ์ค่อนข้างขรุขระ ทิศทางการเลื่อนไหลของตัวโน้ตดูผิดที่ผิดทาง ราวกับไม่มีความลงตัว ทว่า นั่นกลับเป็นความงดงามอย่างประหลาด และเป็นหลักใหญ่ใจความที่แฟนเพลงของ แอนดรูว์ ฮิลล์ พอจะจินตนาการถึงได้
ผมจดจำ แอนดรูว์ ฮิลล์ ได้ดีเป็นพิเศษ จากคำให้การของเขาที่มีต่อ ลีโอนาร์ด ฟีเธอร์ ปรากฏเป็นไลเนอร์โน้ตบนอัลบั้ม Judgement ที่ออกกับค่าย บลูโน้ต ว่า เขาเติบโตขึ้นมาในเมืองชิคาโก เริ่มต้นสัมผัสกับดนตรีตั้งแต่วัยเด็ก จากการเป็นนักร้องเสียงโซปราโน จากนั้นหัดเล่นแอคคอร์เดียนและเต้นแท็ป เคยผ่านเวทีแสดงความสามารถมาเรื่อยๆ จนกระทั่งอายุ 10 ขวบ
ฮิลล์ จำได้ว่า ครั้งนั้น เขาเคยได้รางวัลจากการประกวดมา 2 ครั้ง ที่ เดอะ เรกัล เธียเตอร์ ในงานที่จัดโดย ชิคาโก ดีเฟนเดอร์ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่เขาเคยเดินเร่ขายบนท้องถนน จนกระทั่งมีโอกาสได้เรียนรู้ทางเดินคอร์ดบลูส์บนคีย์เปียโน จากนักบาริโทนแซ็กโซโฟน นาม แพท แพทริก ช่วงนั้นราวปี ค.ศ.1950 เขามีอายุราว 13 ขวบ

“3 ปีต่อมา ผมเล่นอาชีพเป็นครั้งแรก กับวงริธึ่มแอนด์บลูส์ของ พอล วิลเลียมส์ ตอนนั้น ผมเล่นบาริโทนแซ็กโซโฟน พร้อมๆ ไปกับเปียโน”
ด้วยฝีมือเข้าขั้น ต่อมา ฮิลล์ ได้งานเล่นดนตรีในละแวกเมืองชิคาโก กับศิลปินระดับหัวแถวอย่าง จีน แอมมอนส์, วอน ฟรีแมน และ จอห์นนี กริฟฟิน รวมถึงมือเบสอย่าง อิสราเอล ครอสบี และ วิลเบอร์ แวร์ นอกจากนั้น ยังมีบรรดาศิลปินแจ๊สคนอื่นๆ ที่มีตารางทัวร์ผ่านเมืองนี้ ไม่ว่าจะเป็น ไมล์ส เดวิส, ชาร์ลี พาร์คเกอร์ และ เลสเตอร์ ยัง
ในบรรดาบุคลากรทางดนตรีที่มีอิทธิพลในการทำงานของเขา ฮิลล์ ยกเครดิตให้แก่เพื่อนสนิท อย่าง แบร์รี แฮร์ริส รวมถึงมือเปียโนอย่าง ธีโลเนียส มังค์, บัด พาวล์ และ อาร์ต เททัม โดย ฮิลล์ ฝึกฝนแนวทางการโซโลเหล่านั้นด้วยการแกะโน้ตต่อโน้ต ก่อนจะตัดสินใจเอาดีกับงานดนตรีด้วยการเริ่มต้นเรียนวิชาการประพันธ์

“เพื่อนผมคนหนึ่งชื่อ เอ็ดดี เบเกอร์ กำลังเรียนกับ วิลเลียม รัสโซ ผมเลยได้เลยบทเรียนเล็กๆ น้อยๆ จากเขาด้วย จากนั้นผมส่งงานแต่งที่แต่งเองเพลงไปให้ (พอล) ฮินเดมิธ (นักประพันธ์ดนตรีคลาสิกแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20) ที่ (มหาวิทยาลัย) เยล … เมื่อ ฮินเดมิธ มาเยือนชิคาโก ผมแวะไปเยี่ยมเขา เขาสอนผมในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับการประพันธ์ดนตรีที่แตกแขนงออกไป ราว 5 ครั้งหรือทำนองนั้น จากนั้น ผมใช้เวลาพบปะกับเขา 2 ปี”

ฮิลล์ ใช้เวลาหลังจากนั้น 3 ปี ขลุกอยู่กับความสนใจส่วนตัว นั่นคือการอ่านหนังสือ ก่อนกลับคืนสู่วงการเพลงอีกครั้งด้วยงานแบ็คอัพนักร้องผิวสี ไดนาห์ วอชิงตัน จากนั้นช่วงปี ค.ศ.1963-1971 ฮิลล์ มีงานอัดแผ่นกับค่าย บลูโน้ต ราว 18-19 อัลบั้ม (ตามคำบอกเล่าที่ให้แก่ ไมเคิล คัสคิวนา ในไลเนอร์โน้ตบนปกอัลบั้ม Spriral ปี ค.ศ.1975) โดยปรากฏผลงานชั้นยอดที่ได้รับการยกย่องในแนวทางของฮาร์ดบ็อพ ร่วมกับเพื่อนศิลปินอย่าง เอริค ดอลฟี, บ๊อบบี ฮัทเชอร์สัน, โจ เฮนเดอร์สัน และ เฟรดดี ฮับบาร์ด
ฮิลล์ จริงจังกับดนตรีด้วยการเรียนต่อปริญญาเอกจนจบจากมหาวิทยาลัยคอลเกต และทำงานที่นั่นในฐานะนักแต่งเพลง ระหว่างปี ค.ศ.1970-72 จากนั้นย้ายไปทำงานกับสถาบันสมิธโซเนียน จนถึงปี ค.ศ.1975 จึงย้ายไปสอนที่แคลิฟอร์เนีย และมหาวิทยาลัยพอร์ตแลนด์ สเตท

ฮิลล์ ใช้ชีวิตอย่างสันโดษอยู่กับงานการศึกษา จนถึงปี ค.ศ.1990 จึงตัดสินใจย้ายมาพำนักที่มหานครนิวยอร์ก
นักเปียโนที่ทำงานมาทั้งชีวิตก้าวย่างสู่สหัสวรรษใหม่อย่างสง่างามด้วยอัลบั้ม Dusk ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นอัลบั้มแห่งปี ค.ศ.2001 ของนิตยสารดาวน์บีท และ แจ๊ส ไทม์ส
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น สมาคมนักวารสารศาสตร์แจ๊สได้ยกย่องให้เขาเป็นนักประพันธ์ดนตรียอดเยี่ยมจากการลงคะแนนของนักวิจารณ์ ก่อนจะคว้ารางวัลนักประพันธ์ดนตรีแห่งปี จากสถาบันเดียวกันในอีก 2 ปีถัดมา

อัลบั้ม Time Lines ทำให้ศิลปินระดับตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่คนนี้กลับมาสู่ความสนใจของประชาคมแจ๊สอีกครั้ง
การที่ต้นสังกัด อีเอ็มไอ ประเทศไทย ตัดสินใจผลิตอัลบั้มนี้ออกขายในเมืองไทย สร้างความประหลาดใจให้แก่ผมพอสมควร เพราะแต่ไหนแต่ไรมา ผมไม่เคยเห็นว่าต้นสังกัดในบ้านเราแห่งนี้จะให้ความสนใจศิลปินระดับนี้ แม้เพียงกระผีกหนึ่ง

แต่นั่นเป็นข้อดีที่เปิดโอกาสให้คนฟังเพลงบ้านเรามีโอกาสเข้าถึงงานระดับมาสเตอร์พีซที่ลุ่มลึกเกินคำบรรยาย เป็นผลงานสุดท้ายในชีวิตที่ทิ้งทวนได้อย่างน่าประทับใจจริงๆ .