<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>BangkokJazzLife.com &#187; Bio</title>
	<atom:link href="http://www.bangkokjazzlife.com/archives/category/bio/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.bangkokjazzlife.com</link>
	<description>The Best Companion for Thai Jazz Society</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Feb 2012 06:03:47 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>Taylor Eigsti</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2155</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2155#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Feb 2012 03:32:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bio]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=2155</guid>
		<description><![CDATA[
         นักเปียโนและนักแต่งเพลง ไอค์สตี เกิดในรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่มาปักหลักในนิวยอร์ค เริ่มเล่นเปียโนตั้งแต่อายุ 4 ขวบ โดยมี แชนนอน ไอค์สตี พี่สาวมือเปียโนแจ๊ส-ร็อค เป็นแรงบันดาลใจ ไอค์สตี เติบโตมาในวงล้อมของนักดนตรี ศิลปิน และนักการศึกษา เขาได้เป็นผู้นำวงแจ๊สตั้งแต่อายุ 12 ปี และถูกเรียกขานเป็น “เด็กอัจฉริยะ” มีอัลบั้มวางแผงมาแล้วถึง 4 ชุด ก่อนหน้าที่จะได้เซ็นสัญญาเข้าสังกัด Concord Records และผลิตอัลบั้มที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงถึง 3 อัลบั้มในเวลาต่อมา
         นักวิจารณ์นานาชาติชื่นชม ไอค์สตี กับความโดดเด่นในด้านการสร้างอารมณ์ดนตรีและการคุมริธึ่ม ผสานกับท่วงทำนองการเล่นลื่นไหลในแบบที่เล่าเรื่องราวชวนติดตามได้อย่างน่าทึ่ง ไอค์สตี วางแผงอัลบั้มชุด Lucky to Be Me ในปี 2006 ได้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่ สาขา Best Instrumental Compostion และ Best Instrumental Jazz Solo ในวัย 26 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2156" title="Taylor Eigsti" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2012/02/Taylor-Eigsti-300x226.jpg" alt="Taylor Eigsti" width="300" height="226" /></p>
<p>         นักเปียโนและนักแต่งเพลง ไอค์สตี เกิดในรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่มาปักหลักในนิวยอร์ค เริ่มเล่นเปียโนตั้งแต่อายุ 4 ขวบ โดยมี แชนนอน ไอค์สตี พี่สาวมือเปียโนแจ๊ส-ร็อค เป็นแรงบันดาลใจ ไอค์สตี เติบโตมาในวงล้อมของนักดนตรี ศิลปิน และนักการศึกษา เขาได้เป็นผู้นำวงแจ๊สตั้งแต่อายุ 12 ปี และถูกเรียกขานเป็น “เด็กอัจฉริยะ” มีอัลบั้มวางแผงมาแล้วถึง 4 ชุด ก่อนหน้าที่จะได้เซ็นสัญญาเข้าสังกัด Concord Records และผลิตอัลบั้มที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงถึง 3 อัลบั้มในเวลาต่อมา<span id="more-2155"></span><br />
         นักวิจารณ์นานาชาติชื่นชม ไอค์สตี กับความโดดเด่นในด้านการสร้างอารมณ์ดนตรีและการคุมริธึ่ม ผสานกับท่วงทำนองการเล่นลื่นไหลในแบบที่เล่าเรื่องราวชวนติดตามได้อย่างน่าทึ่ง ไอค์สตี วางแผงอัลบั้มชุด Lucky to Be Me ในปี 2006 ได้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่ สาขา Best Instrumental Compostion และ Best Instrumental Jazz Solo ในวัย 26 ปี หลังจากนั้นได้ขึ้นปกนิตยสาร Keyboard Magazine และ Jazziz Magazine และได้ออกรายการพิเศษทางสถานี BET<br />
         ไอค์สตี วางแผงอัลบั้ม Let it Come to You (สังกัด Concord) เมื่อปี 2008 ซึ่งได้คะแนนสี่ดาวจากบรรดานักวิจารณ์แจ๊สในนิตยสาร Downbeat Magazine และ All Music Guide อัลบั้มนี้ติดอันดับ 2 ในชาร์ตเพลงฮิตทางวิทยุ National Jazz Radio Airplay</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2159" title="IMG_1459" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_1459--200x300.jpg" alt="IMG_1459" width="200" height="300" /></p>
<p>         เขาได้รับเชิญไปแสดงสดออกรายการวิทยุทั่วประเทศ รวมถึงรายการ Piano Jazz ของมาเรียน แมคพาร์ทแลนด์ ผู้จัดฯชื่อดังทาง สถานี NPR ซึ่งเป็นช่องทางให้บรรดานักฟังได้คุ้นเคยกับ ไอค์สตี และเปิดประตูสู่การร่วมงานแสดงสดและบันทึกเสียงกับศิลปินระดับตำนานอย่าง เดฟ บรูเบ็ค, คริสเตียน แม็คไบรด์,โจชัว เรดแมน, เจมส์ มูดดี้, นิโคลาส เพย์ตัน,เคิร์ท โรเซนวิงเคล, เออร์เนสตีน แอนเดอร์สัน ,เดวิด เบนวัวต์,เกรทเช่น พาร์ลาโต้,เดฟ ดักลาส, เอสเพอแรนซา สปอลดิง, แอมโบรส อาคินมูเซอร์อี,แฮงค์ โจนส์,จอห์น เคลย์ตัน,เฟรดเดอริกา ฟอน สตัดด์,คริส พ็อตเตอร์ และเรด ฮอลโลเวย์ เป็นต้น<br />
          ไอค์สตียังเป็นนักดนตรีร่วมเดินสายแสดงสดนานาชาติกับมือกีตาร์แจ๊ส จูเลียน หลาจ (Julian Lage) ยาวนานถึง 11 ปี ซึ่ง หลาจ กลายเป็นคู่หูผลิตงานดนตรีของเขาเองด้วย<br />
ผลงานสร้างสรรค์ของ ไอค์สตี กับ หลาจ ล่าสุด เป็นบทเพลงซิมโฟนีสำหรับกีตาร์และเปียโนบรรเลงร่วมกับวงซิมโฟนีออร์เคสตรา ซึ่งจะพรีเมียร์ (แสดงสดสู่ผู้ฟังครั้งแรก) ในเดือนมกราคมปี 2012 ในแคลิฟอร์เนีย โดยทั้งคู่จะบรรเลงร่วมกับวงเพนินซูลา ซิมโฟนี ออร์เคสตรา (Peninsula Symphony Orchestra)<br />
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไอค์สตีได้ร่วมบรรเลงและแต่งเพลงให้กับวงออร์เคสตราต่างๆ และเป็นหนึ่งในนักแต่งเพลงรุ่นใหม่ในสายดนตรีร่วมสมัยที่ผสมผสานการบรรเลงซิมโฟนีออร์เคสตรากับวงแจ๊ส ซึ่งกำลังก่อตัวเป็นรูปแบบดนตรีลูกผสมแนวใหม่ในยุคปัจจุบัน</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2158" title="IMG_1566" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_1566--300x190.jpg" alt="IMG_1566" width="300" height="190" /><br />
           นอกจากนั้น ไอค์สตี ยังได้เป็นทั้ง โซโลอิสท์ และได้เป็นหนึ่งในทีมนักดนตรีขึ้นเวทีแสดงสดในรูปแบบดังกล่าว รวมทั้ง การบรรเลงบทเพลง &#8220;Rhapsody in Blue&#8221; ร่วมกับวง รีโน ซิมโฟนี และวงเพนนินซูลา ซิมโฟนี ออร์เคสตรา ซึ่งในโอกาสนั้นทางวงได้บรรเลงเพลงที่ ไอค์สตี แต่งขึ้นใหม่ร่วมกับวงแจ๊สของเขา เมื่อปี 2008 และ 2010<br />
งานสร้างสรรค์ร่วมกับศิลปินคนอื่น ยังมี การแสดงสดร่วมกับ ซิลเวีย แมคแนร์ และวงซาคราเมนโต ฟิลฮาร์โมนิค ภายใต้การควบคุมวงของไมเคิล มอร์แกน และการบรรเลงร่วมกับวงบอสตัน ยูธ ซิมโฟนี และวงทัสซายารา ซิมโฟนี ในฐานะ โซโล่อิสท์ เวทีเดียวกับ เฟรดเดอริกา ฟอน สตัดด์ ในบทเพลงใหม่ ที่ คริส บรูเบ็ค เป็นผู้แต่งขึ้น<br />
          ไอค์สตี ได้เปิดแสดง บทเพลงแต่งใหม่ สำหรับวงสตริงแชมเบอร์ออร์เคสตรา และวงเปียโนทริโอ เมื่อปี 2010 บรรเลงร่วมกับวง ซานโฮเซ่ แชมเบอร์ ออร์เคสตรา และเขากำลังทำงานสร้างสรรค์ดนตรีกับวงโอ๊คแลนด์ อีสต์ เบย์ ซิมโฟนี กำหนดพรีเมียร์ในเดือนพฤษภาคม 2012 และกับวง ซานโฮเซ่ แชมเบอร์ ออร์เคสตรา กำหนดพรีเมียร์ปี 2013<br />
นอกจากงานดนตรี ไอค์สตี ยังทำงานด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่องตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ทั้งการจัดมาสเตอร์คลาส และคลินิกสอนดนตรี เวิร์คชอป และจัดค่ายอบรมดนตรี ร่วมกับวิทยาลัยดนตรีต่างๆ อาทิ ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ นอร์ธ เท็กซัส, ยูซี เบิร์คเลย์, สคิดมอร์ คอลเลจ, เบิร์คลี คอลเลจ ออฟ มิวสิค, นิวยอร์คยูนิเวอร์ซิตี้ (NYU) ซานโฮเซ่ เซนต์, ยูนิเวอร์ซิตี้ออฟนอร์ธเทิร์น โคโลราโด ฯลฯ<br />
          ไอค์สตีเป็นกรรมการที่ปรึกษาของ แสตนฟอร์ด แจ๊ส เวิร์คชอป (Stanford Jazz Workshop) ซึ่งเขาสอนดนตรีที่สถาบันนี้มากว่า 12 ปี เขายังรับเชิญเป็นศิลปินรับเชิญร่วมงานดนตรีที่ สถาบันบรูเบ็ค อินสติทูท (Brubeck Institute) แห่งมหาวิทยาลัยยูนิเวอร์ซิตี้ออฟเดอะแปซิฟิก (University of the Pacific) หลายครั้งและเป็น “ศิลปินพำนัก” (artist in residence) สร้างสรรค์งานที่แจ๊สสคูล อินสทิทูท (Jazzschool Institute )ในเมืองเบิร์คเลย์ รัฐแคลิฟอร์เนียด้วย</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2157" title="Taylor" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2012/02/Taylor-300x200.jpg" alt="Taylor" width="300" height="200" /></p>
<p>ผลงานบันทึกเสียงของเทย์เลอร์ ไอค์สตี<br />
           ภายใต้สังกัด Concord Music Group เทย์เลอร์ ไอค์สตี ออกอัลบั้มชุดที่ 7 Daylight at Midnight ในฐานะที่เป็นหัวหน้าวง ซึ่งได้ร่วมงานกับนักร้องนักแต่งเพลงอย่าง เบคก้า สตีเวนส์ (Becca Stevens) มือเบส แฮริช รากาห์วาน (Harish Raghavan) และมือกลอง เอริค ฮาร์แลนด์<br />
ซาวนด์ดนตรีอัลบั้ม Daylight at Midnight แตกต่างจากผลงานชุดก่อนๆ ของไอค์สตี อัลบั้มนี้เน้นเพลงร้อง เรียบเรียงเป็นดนตรีอะคูสติก ทั้งเพลงที่คัฟเวอร์จากงานเก่าของศิลปินอย่าง Coldplay, Feist, MuteMath, Nick Drake และ Elliot Smith เช่นเดียวกับเพลงต้นฉบับที่ไอค์สตีแต่งขึ้นใหม่</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2155/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Benny Green: Piano</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2145</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2145#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 19 Dec 2011 05:04:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bio]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=2145</guid>
		<description><![CDATA[
เบนนี กรีน เกิดที่นิวยอร์คเมื่อปี1963 แต่ไปเติบโตที่เบิร์คเลย์ แคลิฟอร์เนีย เริ่มเรียนเปียโนคลาสสิคตั้งแต่อายุ 7 ขวบ และหันมาสนใจดนตรียแจ๊สจากอิทธิพลของพ่อซึ่งเป็นนักเทเนอร์แซกโซโฟน  สมัยเป็นวัยรุ่น กรีน ทำงานกับ เอ็ดดี้ เฮนเดอร์สัน (Eddie Henderson) และได้เข้าร่วมวงบิ๊กแบนด์ 12 ชิ้น ของ ชัค อิสราเอลส์ (Chuck Israels) หลังจากเรียบจบ เบนนี กรีน เป็นนักดนตรีรับจ้างในย่านเบย์ เอเรีย (ซานฟรานซิสโก) ราวหนึ่งปี ก่อนจะย้ายฝั่งมาตั้งหลักที่นิวยอร์คในช่วงต้นปี1982
            กรีน ร่วมวงกับ บ็อบบี วัตสัน (Bobby Watson) ในช่วงสั้นๆ ก่อนจะย้ายมาปักหลักกับ เบตตี คาร์เตอร์ (Betty Carter) ช่วงปี1983-1987 ต่อมาปี1987-1989 กรีน เป็นหนึ่งในสมาชิกวง The Jazz Messengers ของมือกลอง อาร์ต เบลคกีย์ (Art [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2146" title="green200 (Medium)" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/12/green200-Medium1-300x198.jpg" alt="green200 (Medium)" width="300" height="198" /></p>
<p>เบนนี กรีน เกิดที่นิวยอร์คเมื่อปี1963 แต่ไปเติบโตที่เบิร์คเลย์ แคลิฟอร์เนีย เริ่มเรียนเปียโนคลาสสิคตั้งแต่อายุ 7 ขวบ และหันมาสนใจดนตรียแจ๊สจากอิทธิพลของพ่อซึ่งเป็นนักเทเนอร์แซกโซโฟน  สมัยเป็นวัยรุ่น กรีน ทำงานกับ เอ็ดดี้ เฮนเดอร์สัน (Eddie Henderson) และได้เข้าร่วมวงบิ๊กแบนด์ 12 ชิ้น ของ ชัค อิสราเอลส์ (Chuck Israels) หลังจากเรียบจบ เบนนี กรีน เป็นนักดนตรีรับจ้างในย่านเบย์ เอเรีย (ซานฟรานซิสโก) ราวหนึ่งปี ก่อนจะย้ายฝั่งมาตั้งหลักที่นิวยอร์คในช่วงต้นปี1982<span id="more-2145"></span></p>
<p>            กรีน ร่วมวงกับ บ็อบบี วัตสัน (Bobby Watson) ในช่วงสั้นๆ ก่อนจะย้ายมาปักหลักกับ เบตตี คาร์เตอร์ (Betty Carter) ช่วงปี1983-1987 ต่อมาปี1987-1989 กรีน เป็นหนึ่งในสมาชิกวง The Jazz Messengers ของมือกลอง อาร์ต เบลคกีย์ (Art Blakey) ก่อนจะได้ร่วมงานกับวงควินเท็ตของ เฟร็ดดี ฮับบาร์ด(Freddie Hubbard)</p>
<p>            ปี1993 เบนนี กรีน กลายเป็นนักดนตรีคนแรกที่ได้รับรางวัล เกลน กูลด์ อินเตอร์เนชั่นแนล โพรเตเจ้ ไพรซ์ ในสายดนตรี จาก สภาเมืองโตรอนโต (City of Toronto&#8217;s Glen Gould International Protégé Prize ) ซึ่งผู้คัดเลือกคือ ออสการ์ พีเตอร์สัน (Oscar Peterson) ปรมาจารย์ด้านเปียโนแจ๊ส     ในปีเดียวกันนั้นเอง กรีน ก็ได้เข้ามาแทนที่ ยีน แฮร์ริส (Gene Harris) ในวง เรย์ บราวน์ ทริโอ (Ray Brown Trio) และเป็นสมาชิกวงของ เรย์ บราวน์ สุดยอดมือเบสแห่งวงการแจ๊สจนถึงปี1997 กรีน เริ่มตั้งวงทริโอของตัวเองในปี 1997 และเริ่มเปิดการแสดงเปียโนเดี่ยวอย่างจริงจัง</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ผลงานบันทึกเสียง</span></p>
<p>            กรีน มีผลงานอัดเสียงนับร้อยชิ้นในฐานะนักดนตรีรับจ้างให้กับศิลปินชั้นนำ อาทิ เบตตี คาร์เตอร์ (รวมทั้งอัลบั้ม Look What I Got ที่ได้รับรางวัลแกรมมีอวอร์ด) อาร์ต เบลคกีย์ แอนด์ เดอะ แจ๊ส เมสเซนเจอร์ส (Art Blakey &amp; the Jazz Messengers) เฟรดดี ฮับบาร์ด(Freddie Hubbard) บ็อบบี วัตสัน (Bobby Watson) มิลท์ แจ็คสัน (Milt Jackson) ไดอาน่า ครอลล์ (Diana Krall) และร่วมบรรเลงอยู่ในอัลบั้มหลายชุดของ เรย์ บราวน์ส ทริโอ ที่ออกในสังกัด Telarc ได้แก่ Bass Face (1993), Don&#8217;t get Sassy (1994), Some of My Best Friends … (1994), Seven Steps to Heaven (1995), Super Bass (1996) และ Live at Sculler&#8217;s (1996)</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">อัลบั้มของ เบนนี กรีนส์ ทริโอ</span></p>
<p>            เริ่มอัดเสียงกับสังกัด Dutch สองอัลบั้ม ได้แก่ Criss Cross: Prelude (1988) และ  In This Direction (1989). ต่อมาในปี 1990 เริ่มออกอัลบั้มกับค่าย Blue Note ได้แก่ Lineage (1990), Greens (1991), Testifiyin&#8217; (1992), That&#8217;s Right! (1993), The Place To Be (1994), Kaleidoscope (1997) และ These Are Soulful Days (1999)</p>
<p>            นอกจากนี้ กรีน มีอัลบั้มออกในสังกัด Toshiba ชุด Funky (1997)  และในสังกัด  Telarc  ร่วมกับออสการ์ พีเตอร์สัน ชุด Oscar &amp; Benny (1997) ในปี 2007 กรีนออกอัลบั้มแรกในสังกัด Telarc Jazz ชุด Naturally ร่วมงานกับนักดนตรีที่เป็นแรงบันดาลใจและเป็นผู้กระตุ้นให้เขาทดลองเล่นดนตรีฉีกจากแนวเดิมๆ ของตัวเอง อย่างมือเบส คริสเตียน แม็คไบรด์ (Christian McBride) และมือกีตาร์ รัสเซลล์ มาโลน (Russell Malone) </p>
<p>            เบนนี กรีน หวนคืนสู่รากเดิม กับงานอัลบั้มเดี่ยวเปียโน ชุด Green’s Blues วางแผงในปี 2002 ผลงานการบรรเลงเพลงสแตนดาร์ดแจ๊ส จากงานต้นฉบับของรุ่นครูอย่าง แฟตส์ วอลเลอร์ (Fats Waller) ดุ๊ค เอลลิงตัน (Duke Ellington) เออรอลล์ การ์เนอร์ (Erroll Garner) และ จอร์จ เกอร์ชวิน (George Gershwin) ฯลฯ ด้วยสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว  </p>
<p><span style="text-decoration: underline;">แนวทางดนตรีของเบนนี กรีน </span></p>
<p>            กรีน ศึกษาประวัติศาสตร์เปียโนแจ๊สอย่างลึกซึ้ง และอ้างอิงนักดนตรีที่มีอิทธิพลต่อเขา รวมถึง อาร์ต ทาทัม (Art Tatum) เออร์รอลล์ การ์เนอร์ (Erroll Garner) แฮงค์ โจนส์ (Hank Jones) อาห์มัด จามาล (Ahmad Jamal) ไฟน์อัส นิวบอร์น (Phineas Newborn) บัด พาวเวล (Bud Powell) และ ออสการ์ พีเตอร์สัน (Oscar Peterson)</p>
<p>            กรีน พูดถึงหลักการเล่นแจ๊สของเขาไว้ว่า “&#8230;.สำหรับตัวผมและนักดนตรีหลายๆ คนที่ผมนับถือ จุดหลักคือเล่นสวิงให้สนุกเข้าไว้ และแชร์ความรู้สึกนั้นกับผู้ชม..และเมื่อผมสามารถส่งความรู้สึกนั้นได้ ผมจะรู้สึกเหมือนได้ทำอะไรดีๆ ออกมาแล้ว”</p>
<p>            ต้นปี 2003  เบนนี กรีน วางแผงอัลบั้มในสังกัด Telarc ชุด Jazz at the Bistro เป็นผลงานดูเอ็ทกับนักกีตาร์แจ๊ส รัสเซล มาโลน  โดยอัลบั้มนี้เขาอุทิศให้แก่ เรย์ บราวน์  นักเล่นเบสแจ๊ส ผู้เสียชีวิต เมื่อเดือนกรกฎาคม 2002</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2145/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Kenny Barron</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2091</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2091#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 19 Sep 2011 06:04:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bio]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=2091</guid>
		<description><![CDATA[
เคนนี บาร์รอน เป็นทั้งนักแต่งเพลง นักเรียบเรียงดนตรีและนักเปียโน ซึ่งครั้งหนึ่ง นสพ. ลอสแองเจลิส ไทม์ส ยกย่องให้เป็นหนึ่งใน “นักเปียโนแจ๊สระดับแถวหน้าของโลก” และนิตยสาร แจ๊ส วีคลี เอ่ยชมว่าเป็น “เป็นนักเปียโนที่ชัดเจนในถ้อยคำมากที่สุดแห่งยุคสมัยปัจจุบัน” ด้วยฝีมือการแสดงสดที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผู้ชมแบบหาตัวจับยาก จากสไตล์การเล่นเปียโนที่เฉียบคม การไล่เรียงทำนองอย่างนุ่มนวล ผนวกกับการเล่นริธึ่มที่ดึงดูดใจ
เคนนี บาร์รอน เกิดปี 1943 ที่ฟิลาเดลเฟีย ภูมิลำเนาของบรรดานักดนตรีชั้นยอดอีกหลายคน เขาเริ่มเล่นเปียโนอาชีพในวงออร์เคสตราของ เมล เมลวิน ในบ้านเกิด ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น ร่วมวงเดียวกับพี่ชายของเขาชื่อ บิล บาร์รอน มือเทเนอร์แซกโซโฟน ผู้ล่วงลับไปแล้ว
ต่อมาในปี 1959 เคนนี บาร์รอน ยังอยู่ในชั้นมัธยมปลาย แต่เขาได้เป็นนักดนตรีร่วมงานกับ มือกลอง ฟิลลี โจ โจนส์ ก่อนจะย้ายไปอยู่เมืองนิวยอร์กซิตี้ ตอนอายุ 19 ปี และเป็นมือปืนรับจ้างร่วมงานกับนักดนตรีอย่าง รอย เฮย์นส์, ลี มอร์แกน และ เจมส์ มูดี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2092" title="Kenny_Barron" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/09/Kenny_Barron-300x225.jpg" alt="Kenny_Barron" width="300" height="225" /></p>
<p>เคนนี บาร์รอน เป็นทั้งนักแต่งเพลง นักเรียบเรียงดนตรีและนักเปียโน ซึ่งครั้งหนึ่ง นสพ. ลอสแองเจลิส ไทม์ส ยกย่องให้เป็นหนึ่งใน “นักเปียโนแจ๊สระดับแถวหน้าของโลก” และนิตยสาร แจ๊ส วีคลี เอ่ยชมว่าเป็น “เป็นนักเปียโนที่ชัดเจนในถ้อยคำมากที่สุดแห่งยุคสมัยปัจจุบัน” ด้วยฝีมือการแสดงสดที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผู้ชมแบบหาตัวจับยาก จากสไตล์การเล่นเปียโนที่เฉียบคม การไล่เรียงทำนองอย่างนุ่มนวล ผนวกกับการเล่นริธึ่มที่ดึงดูดใจ<span id="more-2091"></span></p>
<p>เคนนี บาร์รอน เกิดปี 1943 ที่ฟิลาเดลเฟีย ภูมิลำเนาของบรรดานักดนตรีชั้นยอดอีกหลายคน เขาเริ่มเล่นเปียโนอาชีพในวงออร์เคสตราของ เมล เมลวิน ในบ้านเกิด ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น ร่วมวงเดียวกับพี่ชายของเขาชื่อ บิล บาร์รอน มือเทเนอร์แซกโซโฟน ผู้ล่วงลับไปแล้ว</p>
<p>ต่อมาในปี 1959 เคนนี บาร์รอน ยังอยู่ในชั้นมัธยมปลาย แต่เขาได้เป็นนักดนตรีร่วมงานกับ มือกลอง ฟิลลี โจ โจนส์ ก่อนจะย้ายไปอยู่เมืองนิวยอร์กซิตี้ ตอนอายุ 19 ปี และเป็นมือปืนรับจ้างร่วมงานกับนักดนตรีอย่าง รอย เฮย์นส์, ลี มอร์แกน และ เจมส์ มูดี นักเทเนอร์แซกโซโฟน ที่ดึงตัวเขามาร่วมงาน หลังจากได้ยินเคนนีเล่นสดที่ เดอะ ไฟว์ สปอต และเจมส์ มูดี ได้แนะนำให้ ดิซซี กิลเลสปี จ้างเคนนี บาร์รอน เข้าร่วมวงของดิซซีในปี 1962 โดยที่ดิซซี่ยังไม่เคยได้ยินเสียงเปียโนของเคนนี แม้แต่ครั้งเดียว</p>
<p>ช่วงเวลาที่อยู่ในวงดิซซี กิลเลสปี นี่เอง ที่ เคนนี บาร์รอนได้พัฒนาความสนใจและหันมาหลงใหลบีตดนตรีละตินและคาริบเบียน เขาอยู่กับวงของดิซซี เพียง 5 ปี แล้วขยับไปเล่นกับนักดนตรีอย่าง เฟรดดี ฮับบาร์ด, สแตนลีย์ เทอร์เรนไทน์, มิลท์ แจ็คสัน และ บัดดี้ ริช</p>
<p>ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 เคนนีทำงานร่วมกับ ยูเซฟ ลาทีฟ ซึ่งเคนนีถือเป็นอิทธิพลหลักของเขาในการเล่นดนตรีอิมโพรไวส์ และยูเซฟ ลาทีฟ เป็นผู้กระตุ้นให้เขากลับเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษา สลับกับการเล่นดนตรีอาชีพ จนเคนนี บาร์รอน คว้าปริญญาตรีสาขาดนตรี จาก เอมไพร์ สเตท คอลเลจมาได้ในที่สุด</p>
<p>เขาเป็นอาจารย์สอนดนตรี ที่มหาวิทยาลัย รัทเกอร์ส ยูนิเวอร์ซิตี้ ช่วงปี 1973-2000 และสอนลูกศิษย์ที่ก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินดังมากมาย รวมถึง เดวิด ซานเชส เทอเรนว์ บลานชาร์ด และเรจิน่า เบลล์ และปัจจุบันเป็นอาจารย์สาขาแจ๊สของสถาบันดนตรีชื่อดัง “จูลลิอาร์ด” ในนครนิวยอร์กซิตี</p>
<p>ผลงานและเกียรติประวัติของ เคนนี บาร์รอน มีมากมาย ตั้งแต่การได้ชิงรางวัลแกรมมี่ 9 ครั้ง , People Time อัลบั้มประวัติศาสตร์ที่เขาทำร่วมกับ สแตน เก็ทซ์ ฯลฯ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2091/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สนุ้กกี ยัง เจ้าของสมญา “ทรัมเป็ตพูดได้”</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2032</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2032#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Jun 2011 06:17:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bio]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=2032</guid>
		<description><![CDATA[
          ในยุคดนตรีสวิงเฟื่องฟู “บิ๊กแบนด์” วงแจ๊สซึ่งบรรเลงทั้งเพลงสำหรับฟังและเต้นรำที่มีชื่อเสียงอย่างวงเบนนี กู๊ดแมน , วงเคานท์ เบซี , วงไลอะเนิล แฮมพ์ตัน ล้วนแล้วแต่เคยมี สนุ้กกี ยัง ยืนอยู่แถวหน้าในกลุ่มทรัมเป็ต
          จุดเด่นของสนุ้กกี คือการเป่าเสียงสูงๆ เช่นเดียวกับ เมย์นาร์ด เฟอร์กูสัน , แค็ต แอนเดอร์สัน , อัล คิลเลียน การเป่าทรัมเป็ตเสียงสูงเกินกว่าระดับเสียงสูงสุด (extreme range) ตามพิสัยเสียงของเครื่องดนตรีชนิดนี้ จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อผู้เป่าจำเป็นต้องมีความสามารถพิเศษใช้เทคนิคในการจรดปากและการระบายลมที่ฝึกฝนมาอย่างดี
          จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือ สนุ้กกีมีความเชี่ยวชาญการใช้ “มิวต์” ชนิดที่เรียกว่า “พลันเจอร์” ทำเสียงแปลกๆได้ เช่นเสียงตะโกน เสียงคำราม&#8230;จนได้ชื่อว่าเป็น”ทรัมเป็ตพูดได้”
ความโดดเด่นทางทรัมเป็ตของสนุ้กกีดับวูบลง เนื่องจากโรคติดเชื้อในปอด สิ้นลมที่บ้านในนิวพอร์ตบีช แคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่เพิ่งผ่านไปด้วยวัย 92
           ยูจีน เอดเวิร์ด ยัง หรือที่รู้จักกันในนามสนุ้กกี ยัง เกิดที่เดย์ตัน รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา วันที่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2033" title="snooky" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/06/snooky-300x203.jpg" alt="snooky" width="300" height="203" /></p>
<p>          ในยุคดนตรีสวิงเฟื่องฟู “บิ๊กแบนด์” วงแจ๊สซึ่งบรรเลงทั้งเพลงสำหรับฟังและเต้นรำที่มีชื่อเสียงอย่างวงเบนนี กู๊ดแมน , วงเคานท์ เบซี , วงไลอะเนิล แฮมพ์ตัน ล้วนแล้วแต่เคยมี สนุ้กกี ยัง ยืนอยู่แถวหน้าในกลุ่มทรัมเป็ต<br />
          จุดเด่นของสนุ้กกี คือการเป่าเสียงสูงๆ เช่นเดียวกับ เมย์นาร์ด เฟอร์กูสัน , แค็ต แอนเดอร์สัน , อัล คิลเลียน การเป่าทรัมเป็ตเสียงสูงเกินกว่าระดับเสียงสูงสุด (extreme range) ตามพิสัยเสียงของเครื่องดนตรีชนิดนี้ จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อผู้เป่าจำเป็นต้องมีความสามารถพิเศษใช้เทคนิคในการจรดปากและการระบายลมที่ฝึกฝนมาอย่างดี<span id="more-2032"></span><br />
          จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือ สนุ้กกีมีความเชี่ยวชาญการใช้ “มิวต์” ชนิดที่เรียกว่า “พลันเจอร์” ทำเสียงแปลกๆได้ เช่นเสียงตะโกน เสียงคำราม&#8230;จนได้ชื่อว่าเป็น”ทรัมเป็ตพูดได้”<br />
ความโดดเด่นทางทรัมเป็ตของสนุ้กกีดับวูบลง เนื่องจากโรคติดเชื้อในปอด สิ้นลมที่บ้านในนิวพอร์ตบีช แคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่เพิ่งผ่านไปด้วยวัย 92<br />
           ยูจีน เอดเวิร์ด ยัง หรือที่รู้จักกันในนามสนุ้กกี ยัง เกิดที่เดย์ตัน รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 1919 เริ่มหัดเป่าทรัมเป็ตตั้งแต่อายุเพียง 5 ปี เข้าเล่นกับวงวิลเบอร์ฟอร์ซ คอลเลจ จากนั้นเล่นกับวงของแคลเรนซ์ คาร์เตอร์ ในมิชิแกน ก่อนที่เริ่มจะมีชื่อเสียงในวง จิมมี ลันซ์ฟอร์ด ช่วงปี 1939<br />
          ในแวดวงแจ๊ส หากจะจัดระดับของวง “บิ๊กแบนด์” ของ จิมมี ลันซ์ฟอร์ด มีมาตรฐานเทียบเท่าวงดุ๊ก เอลลิงตัน , วงเคานท์ เบซี แต่มีโซโลอิสต์ไม่เด่นและมากเท่ากับ 2 วงดังกล่าว วงจิมมี ลันซ์ฟอร์ดจึงมีคนพูดถึงน้อยกว่า เท่าที่เคยฟังจากแผ่นเสียง วงนี้ถือว่ามีคุณภาพ ในช่วงสนุ้กกีอยู่กับจิมมี ลันซ์ฟอร์ด วงนี้มีเพลงอัดแผ่นเสียงเด่นๆหลายเพลง เช่น Le Jazz Hot; Lunceforce Special; Dinah; Uptown Blues; Mornin’ Glory…ที่โด่งดังมากคือเพลงประกอบภาพยนตร์เพลงดรามาเรื่อง Blues in the Night อัดในปี 1941 นอกจาก ทรัมมี ยัง เป่าทรอมโบน และ สแตน ไรท์สแมน เล่นเปียโนแทนนักแสดง ริชาร์ด วอร์ฟ แล้ว สนุ้กกีโซโลทรัมเป็ตเพลงในภาพยนตร์ตลอดเรื่อง เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเช่นเดียวกับเพื่อนนักดนตรีในวง<br />
           4 ปีในวง จิมมี ลันซ์ฟอร์ด เปิดโอกาสให้สนุ้กกีอวดฝีมือทรัมเป็ต เท่ากับเขาได้แจ้งเกิดที่วงดนตรีวงนี้  ออกจากวงจิมมี ลันซ์ฟอร์ด ร่วมตระเวนแสดงกับวงไลอะเนิล แฮมพ์ตัน ประมาณ 2 ปี ก็ออกจากวงไลอะเนิล แฮมพ์ตัน ต่อมาหวนกลับมาเล่นกับวงนี้อีก<br />
           ยุคสงครามเย็น และสงครามเวียดนาม ประเทศไทยถือเป็นด่านสำคัญในภูมิภาคนี้ เป็นกันชนของโลกเสรี เพราะประเทศเพื่อนบ้านของไทยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของระบอบการปกครองคอมมิวนิสต์ สมัยนั้นรัฐบาลสหรัฐอเมริกาส่งวงแจ๊สชั้นดี นักดนตรีแจ๊สระดับแนวหน้ามากล่อมขวัญบรรดาทหารอเมริกันที่ประจำการอยู่ในภูมิภาคนี้ ขณะเดียวกันก็จัดให้มีการแสดงคอนเสิร์ตเพื่อเผยแพร่ดนตรีและวัฒนธรรมอเมริกัน<br />
           ในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่จัดแสดงคอนเสิร์ตที่หอประชุมเอยูเอ การเอาใจประเทศไทยส่งผลดีอย่างหนึ่งทำให้คนบ้านเรามีโอกาสได้ชมและฟังการแสดงคอนเสิร์ตในราคาถูกสุดๆ แทบจะเรียกว่าเหมือนให้ดูฟรี ค่าดู 10 บาท 20 บาท อย่างเช่น วงกิล เอแวนส์ , ชาร์ลี เบิร์ด ทริโอ &#8230;วง ไลอะเนิล แฮมพ์ตัน ที่มีสนุ้กกี ยัง ก็เคยมาแสดงที่เอยูเอ แต่จำไม่ได้ว่าปีอะไร จำนักดนตรีได้เพียงบางคน เช่น บิลลี แม็คเคล นักกีตาร์ที่มีบทบาทและอยู่กับวงมานาน เช่นเดียวกับวงเคานท์ เบซี ต้องมีเฟรดดี้ กรีน นักกีตาร์ที่เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของวง<br />
          บิลลี แม็คเคล ไม่ได้โด่งดังอย่างที่ควรเป็น เท่าที่เคยเห็นเล่นจะๆ ต้องถือว่าเป็นนักกีตาร์แจ๊สฝีมือดี ตัวไลอะเนิลเองเป็นนักดนตรีแจ๊สระดับตำนานอยู่แล้ว เป็นผู้ริเริ่มเล่นไวบราโฟนหรือระนาดไฟฟ้าในวงการดนตรีแจ๊สเป็นคนแรก มีชื่อเสียงจากวงเบนนี กู๊ดแมน เซ็กซ์เทท วงแจ๊สขนาดเล็กที่ประกอบด้วยนักดนตรี 6 คน เกือบทุกคนในวงสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้แก่วงการดนตรีแจ๊ส<br />
          เบนนี กู๊ดแมน หัวหน้าวงเป็นนักเดี่ยวคลาริเน็ตที่เป็นต้นแบบการเล่นแจ๊สของนักคลาริเน็ตในเวลาต่อมา ชาร์ลี คริสเชียน นักกีตาร์ วัย 20 ต้นๆ ผู้บุกเบิกในการเล่นกีตาร์ไฟฟ้า และเป็นต้นแบบในการเล่นกีตาร์ที่คนทั้งโลกยกย่อง ชาร์ลี คริสเชียน ทำให้กีตาร์มีบทบาทในการเดี่ยวเทียบเท่ากับเครื่องเป่า โดยเฉพาะแซ็กโซโฟน จีน ครูปา การโซโลกลองของเขาเป็นมิติใหม่ของการตีกลอง ในวงการดนตรีแจ๊ส ดังเช่น โซโลกลองในเพลง Sing Sing Sing ฟังเสมือนกลองร้องเพลงได้<br />
         ไลอะเนิล แฮมพ์ตัน นอกจากเป็นนักไวบราโฟนฝีมือเยี่ยมแล้ว ยังเป็นนักเปียโนและนักกลอง การแสดงคอนเสิร์ตในเมืองไทยครั้งนั้น บางเพลงเขาโซโลกลองให้แฟนแจ๊สได้ฟังเป็นบุญหู แน่นอน ! ขาดไม่ได้ ต้องบรรเลงเพลง Flying Home เพลงแต่งเองที่เป็นสัญลักษณ์ของไลอะเนิล แฮมพ์ตัน ตลอดรายการ ไลอะเนิลเปิดทางให้สนุ้กกีแสดงฝีมือทรัมเป็ตอย่างเต็มที่<br />
         สนุ้กกีเล่นกับอัลโตแซ็กโซโฟนชื่อก้อง เบนนี คาร์เตอร์ วงเคานท์ เบซี และ เจอรัลด์ วิลสัน ก่อนที่จะกลับไปเล่นกับไลอะเนิล แฮมพ์ตัน<br />
ปี 1962 สนุ้กกีเป็นนักดนตรีประจำห้องบันทึกเสียงเอ็นบีซี อีก 4 ปีต่อมาเขาเข้าไปเป็นสมาชิกวง แธด โจน-เมล ลุยส์ วงนี้ผู้ก่อตั้ง 2 คน แธด โจนส์ นักทรัมเป็ต นักเรียบเรียงเพลงผิวสีตัวฉกาจได้จับมือ กับ เมล ลุยส์ นักกลองผิวขาว ชื่อจริงคือ เมลวิน โซโคลอฟฟ์ ก่อตั้งวงขึ้นโดย รวบรวมนักดนตรีแจ๊สฝีมือดีจากห้องอัด ซ้อมกันอาทิตย์ละครั้ง จุดประสงค์ของวงเพื่อออก ตระเวนแสดง บรรเลงบันทึกแผ่นเสียง และบรรเลงประจำทุกคืนวันจันทร์ที่วิลเลจแวนการ์ด ในนครนิวยอร์ก<br />
         ออกตระเวนแสดงในประเทศต่างๆแถบยุโรป ปี 1969, 1973, 1976,1978 วงนี้มีผลงานอัดแผ่นเสียงหลายชุด เช่น ชุด Thad Johnes; Mel Lewis and the Jazz Orchestra; Live at the Village Vanguard; Monday Night<br />
          สนุ้กกีเข้ามาอยู่ในวงแธด โจนส์-เมล ลุยส์ ปี 1966 หลังวงนี้ตั้งมาเพียงปีเดียว วงแจ๊สลือชื่อนี้มีอันต้องยุบวงในปี 1978 เพราะ แธด โจนส์ อพยพไปอยู่ประเทศเดนมาร์กเพื่อรับงานเขียนเพลงวงของสถานีวิทยุที่นั่น ขณะเดียวกันได้ทำวง “บิ๊กแบนด์” ของตนเองด้วย<br />
          สนุ้กกีเล่นอัดแผ่นเสียงโดยเป็นหัวหน้าครั้งแรกชุด Boys from Dayton เว้นไป 7 ปี ในปี 1978 สนุ้กกีอัดแผ่นเสียงในนามตนเองชุดแรกกับ “คองคอร์ด” ชุด Snooky and Marshall’s Albumn ได้เปียโนฝีมือเฉียบอย่าง รอสส์ ทอมกินส์ กลุ่มริธึ่มดังทุกคน เฟรดดี้ กรีน (กีตาร์) เรย์ บราวน์ (เบส) ลุย เบลล์สัน (กลอง) มีเพลงเพราะๆ เช่น I Let A Song Go Out Of My Heart; Should I; Limehouse Blues ถัดมาเพียงปีเดียว สนุ้กกี ออกแผ่นกับ “คองคอร์ด” เจ้าเก่าชุด Horn of Plenty ชุดนี้ได้รับการตอบรับจากแฟนแจ๊ส นักวิจารณ์ดีกว่าชุดแรก<br />
         สนุ้กกี ยัง ได้งานที่มั่นคง โดยเล่นกับวงในรายการโทรทัศน์ที่โด่งดัง Tonight Show วงที่ควบคุมโดย ดอค เซเวรินเซ่น ดำเนินรายการโดย จอห์นนี คาร์สัน ตั้งแต่ปี 1967-1992 ประมาณ 25 ปี<br />
         คำคมของสนุ้กกี ยัง ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีสำหรับนักดนตรี “ฝึกฝนทุกวันจนกว่าจะรู้สึกสนุกกับมัน&#8230;ยามคุณเล่นตามบทเพลงที่เรียบเรียง พยายามรู้สึกกับสิ่งที่เขาเขียนไว้ เพราะหากคุณไม่รู้สึกกับมัน คุณก็ไม่อาจเล่นได้”</p>
<p><iframe width="425" height="349" src="http://www.youtube.com/embed/ii867y0l_eg" frameborder="0" allowfullscreen></iframe></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2032/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Danilo Perez</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1833</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1833#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 07 Jan 2011 03:25:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bio]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=1833</guid>
		<description><![CDATA[
“เมื่อฟังเขาเล่นจะรู้สึกสดใหม่ และสนุกตาม ซึ่งเขาไม่ได้โชว์เทคนิคอะไรมากมาย แต่เขาใส่ใจและบรรจงเล่าเรื่องผ่านตัวโน้ตอย่างโดดเด่น” คำนิยมจาก Wayne Shorter (เวนย์ ชอร์เทอร์), นิตยสารแจ๊ส ไทม์ส, 2002
นักเปียโนแจ๊สรุ่นใหม่ผู้เต็มไปด้วยพลังความคิดสร้างสรรค์ของยุค ด้วยสำเนียงแจ๊สอันโดดเด่นผสมผสานกลมกลืนไปด้วยกลิ่นอายดนตรีอเมริกันพื้นเมืองและลาติน สร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการ ทำให้เขาได้รับความนิยมจากผู้ฟังทั่วโลกรวมทั้งคำชื่นชมจากนักวิจารณ์มากมาย
แดนิโล เปเรซ เกิดที่ปานามาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม ปีค.ศ.1966 เริ่มเรียนรู้ด้านดนตรีกับบิดาซึ่งเป็นผู้นำวงและนักร้องตั้งแต่อายุ 3 ขวบ เมื่ออายุได้ 10 ขวบ แดนิโลเริ่มเรียนเปียโนคลาสสิคที่สถาบัน National Conservatory ในปานามา หลังจากได้รับปริญญาบัตรทางด้านอิเล็คโทรนิค แดนิโล ย้ายมาเรียนต่อที่ Indiana University of Pennsylvania ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนจะเปลี่ยนมาเรียนด้านดนตรีและย้ายมาเรียน แจ็ซคอมโพสิชั่นในสถาบันดนตรีเบิร์กลี (Berklee College of Music) ที่บอสตัน ที่นี่เขามีโอกาสได้ร่วมงานกับนักดนตรีมีฝีมืออย่าง Terence Blanchard, Jon Hendricks และ Paquito D’Rivera
แดนิโล ถูกจับตามองเป็นพิเศษในฐานะนักดนตรีที่มีอายุน้อยที่สุดในวง Dizzy [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1834" title="danilo-perez[1]" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/01/danilo-perez1.jpg" alt="danilo-perez[1]" width="204" height="299" /><br />
“เมื่อฟังเขาเล่นจะรู้สึกสดใหม่ และสนุกตาม ซึ่งเขาไม่ได้โชว์เทคนิคอะไรมากมาย แต่เขาใส่ใจและบรรจงเล่าเรื่องผ่านตัวโน้ตอย่างโดดเด่น” คำนิยมจาก Wayne Shorter (เวนย์ ชอร์เทอร์), นิตยสารแจ๊ส ไทม์ส, 2002<br />
นักเปียโนแจ๊สรุ่นใหม่ผู้เต็มไปด้วยพลังความคิดสร้างสรรค์ของยุค ด้วยสำเนียงแจ๊สอันโดดเด่นผสมผสานกลมกลืนไปด้วยกลิ่นอายดนตรีอเมริกันพื้นเมืองและลาติน สร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการ ทำให้เขาได้รับความนิยมจากผู้ฟังทั่วโลกรวมทั้งคำชื่นชมจากนักวิจารณ์มากมาย<span id="more-1833"></span><br />
แดนิโล เปเรซ เกิดที่ปานามาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม ปีค.ศ.1966 เริ่มเรียนรู้ด้านดนตรีกับบิดาซึ่งเป็นผู้นำวงและนักร้องตั้งแต่อายุ 3 ขวบ เมื่ออายุได้ 10 ขวบ แดนิโลเริ่มเรียนเปียโนคลาสสิคที่สถาบัน National Conservatory ในปานามา หลังจากได้รับปริญญาบัตรทางด้านอิเล็คโทรนิค แดนิโล ย้ายมาเรียนต่อที่ Indiana University of Pennsylvania ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนจะเปลี่ยนมาเรียนด้านดนตรีและย้ายมาเรียน แจ็ซคอมโพสิชั่นในสถาบันดนตรีเบิร์กลี (Berklee College of Music) ที่บอสตัน ที่นี่เขามีโอกาสได้ร่วมงานกับนักดนตรีมีฝีมืออย่าง Terence Blanchard, Jon Hendricks และ Paquito D’Rivera<br />
แดนิโล ถูกจับตามองเป็นพิเศษในฐานะนักดนตรีที่มีอายุน้อยที่สุดในวง Dizzy Gillespie’s United Nations Orchestra ของนักทรัมเป็ตชั้นครู ดิซซี่ กิลเลสพี (ช่วงปี 1989 -1992) รวมไปถึงสไตล์การเล่นแบบโพสต์บ็อพเจือกลิ่นอายสำเนียงลาตินที่โดดเด่น ส่งผลให้อัลบั้มบันทึกการแสดงสดชุด Dizzy Gillespie -Live at the Royal Festival Hall (1989) คว้ารางวัล Best Large Jazz Ensemble Performance ในปี 1991<br />
ปี 1993 แดนิโล หันมาสนใจการทำวงอองซอมเบิล และเริ่มงานบันทึกเสียงส่วนตัว ซึ่งแสดงให้เห็นอัจฉริยะภาพอีกด้านหนึ่งในฐานะผู้นำวง ปรากฏเป็นผลงานสร้างชื่อเสียง Danilo Pérez (1993) อัลบั้ม The Journey (1994) ที่ไม่เพียงแต่ได้รับคำวิจารณ์เชิงบวกพร้อมรับคะแนน 4 ดาวครึ่งจากนิตยสาร DownBeat ยังถูกจัดอันดับให้อยู่ในรายชื่อของซีดีชั้นเยี่ยมแห่งทศวรรษ 90s รวมทั้งได้รับรางวัล Jazziz Critics Choice Award จากนิตยสาร Jazziz<br />
ปี 1995 แดนิโล กลายเป็นสมาชิกเชื้อสายลาตินคนแรกในวงของนักทรัมเป็ต Wynton Marsalis จากนั้นมีผลงาน 2 ชุดกับสังกัด impulse! นั่นก็คือ อัลบั้ม Panamonk (1996) และอัลบั้ม Central Avenue (1998) ก่อนจะถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Grammy Award ในฐานะ Best Jazz Album</p>
<p>ผลงานสร้างชื่อระดับโลกอีกหลายชิ้นมาจากการร่วมงานกับวง Wayne Shorter Quartet ของนักแซ็กโซโฟน เวนย์ ชอร์เตอร์ โดยเฉพาะอัลบั้ม Beyond The Sound Barrier (2005) ที่สามารถคว้ารางวัล Grammy AwardในฐานะBest Jazz Instrumental Album ปี 2005 มาครอง<br />
ปัจจุบันเขายังคงทำงานดนตรีอย่างต่อเนื่องร่วมกับ Ben Street และ Adam Cruz เพื่อนนักดนตรีที่ร่วมงานกันมานานกว่า 8 ปี รวมทั้งรับบทบาทในฐานะ Artistic Director ให้กับเทศกาลดนตรี Panama Jazz Festival และสถาบัน Berklee Global Jazz Institute</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1833/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

