<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>BangkokJazzLife.com &#187; Bio</title>
	<atom:link href="http://www.bangkokjazzlife.com/archives/category/bio/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.bangkokjazzlife.com</link>
	<description>The Best Companion for Thai Jazz Society</description>
	<lastBuildDate>Fri, 30 Jul 2010 03:45:07 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>พอล เดสมอนด์</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1578</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1578#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 19 Jul 2010 04:35:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bio]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=1578</guid>
		<description><![CDATA[            นักอัลโต แซ็กโซโฟน ผู้ใช้ชีวิตอย่างสันโดษและไม่นิยมเปิดเผยเรื่องราวความเป็นไปของชีวิตส่วนตัวและครอบครัว เป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน และมีอารมณ์ขัน แต่ลึกๆแล้วกลับโดดเดี่ยวและเปลี่ยวเหงา โดดเด่นในฐานะโซโลอิสต์ ที่มีสำเนียงการเป่าอัลโต แซ็กโซโฟนนุ่มหวานอันป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่เรียกกันว่า “ดราย มาร์ตินี” (Dry Martini) เขาคือ  พอล เดสมอนด์ (Paul Desmond) นักอัลโตแซ็กโซโฟนผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของงานเพลง “Take Five” ซึ่งโด่งดังไปทั่วโลก   
            พอล เดสมอนด์ มีชื่อเดิมว่า พอล เอมิล ไบรเทนเฟลด์ (Paul Emil Britenfeld) เกิดเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ปีค.ศ.1924 ที่เมืองซานฟรานซิสโก แคลิฟอร์เนีย เป็นลูกชายคนเดียวของนักเรียบเรียงดนตรีชาวเยอรมัน และแม่ชาวไอริชผู้ชื่นชอบงานทางด้านวรรณคดี แต่มีปัญหาทางด้านสุขภาพจิต
            แม่ของ พอล กลัวที่จะจับต้องสิ่งของและผู้คนซึ่งรวมไปถึงการสัมผัส พอล ลูกชายของเธอเอง และนี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ พอล เป็นคนโดดเดี่ยว ไม่มีเพื่อนสนิทมากนัก และไม่เคยพูดคุยเรื่องราวของครอบครัวและชีวิตในวัยเด็กกับผู้ใด
            พอล รับรู้ปัญหาเกี่ยวกับมารดาของเขาเป็นอย่างดี แต่โชคดีที่เขาได้รับความเอาใจใส่และความรักจากบิดาอย่างเต็มเปี่ยม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1579" title="paul_des1" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/paul_des1.jpg" alt="paul_des1" width="235" height="288" />            นักอัลโต แซ็กโซโฟน ผู้ใช้ชีวิตอย่างสันโดษและไม่นิยมเปิดเผยเรื่องราวความเป็นไปของชีวิตส่วนตัวและครอบครัว เป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน และมีอารมณ์ขัน แต่ลึกๆแล้วกลับโดดเดี่ยวและเปลี่ยวเหงา โดดเด่นในฐานะโซโลอิสต์ ที่มีสำเนียงการเป่าอัลโต แซ็กโซโฟนนุ่มหวานอันป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่เรียกกันว่า “ดราย มาร์ตินี” (Dry Martini) เขาคือ  พอล เดสมอนด์ (Paul Desmond) นักอัลโตแซ็กโซโฟนผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของงานเพลง “Take Five” ซึ่งโด่งดังไปทั่วโลก<span id="more-1578"></span>   </p>
<p>            พอล เดสมอนด์ มีชื่อเดิมว่า พอล เอมิล ไบรเทนเฟลด์ (Paul Emil Britenfeld) เกิดเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ปีค.ศ.1924 ที่เมืองซานฟรานซิสโก แคลิฟอร์เนีย เป็นลูกชายคนเดียวของนักเรียบเรียงดนตรีชาวเยอรมัน และแม่ชาวไอริชผู้ชื่นชอบงานทางด้านวรรณคดี แต่มีปัญหาทางด้านสุขภาพจิต</p>
<p>            แม่ของ พอล กลัวที่จะจับต้องสิ่งของและผู้คนซึ่งรวมไปถึงการสัมผัส พอล ลูกชายของเธอเอง และนี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ พอล เป็นคนโดดเดี่ยว ไม่มีเพื่อนสนิทมากนัก และไม่เคยพูดคุยเรื่องราวของครอบครัวและชีวิตในวัยเด็กกับผู้ใด</p>
<p>            พอล รับรู้ปัญหาเกี่ยวกับมารดาของเขาเป็นอย่างดี แต่โชคดีที่เขาได้รับความเอาใจใส่และความรักจากบิดาอย่างเต็มเปี่ยม พอล ได้รับการสนับสนุนจากบิดาให้เรียนไวโอลินในช่วงแรก ต่อมาเปลี่ยนมาให้ความสนใจเครื่องเป่า โดยเริ่มเรียนคลาริเนตในช่วงเรียนไฮสคูล และเปลี่ยนมาเล่นอัลโตแซ็กโซโฟนหลังจบจากไฮสคูล</p>
<p>            พอล เรียนรู้และฝึกฝนอย่างหนักจนเกิดความเชี่ยวชาญ เขาเริ่มออกแสดงร่วมกับวงดนตรีท้องถิ่นเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์  อิทธิพลทางดนตรีในช่วงแรกมาจาก Pete Brown นักอัลโตแซ็กโซโฟนจากยุคสวิง</p>
<p>            ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พอล สมัครเป็นทหารในกองทัพสหรัฐ และเข้าเป็นสมาชิกในวงดนตรีทหารของกองทัพบก พอล พบกับนักเปียโน เดฟ บรูเบ็ค ในช่วงต้นปี 1944 ผ่านการแนะนำของ Dave Van Kriedt แต่ทั้งคู่ยังไม่มีโอกาสร่วมงานกัน</p>
<p>            พอล เปลี่ยนชื่อจาก “พอล เอมิล ไบรเทนเฟลด์” เป็น “พอล เดสมอนด์” ในช่วงปี 1946 โดยเขาให้เหตุผลกับเพื่อนๆ ว่า “ไบรเทนเฟลด์” บ่งบอกถึงความเป็นไอริชมากเกินไปและไม่เหมาะกับอาชีพนักดนตรี</p>
<p>            พอล ใช้เวลาอยู่ในกองทัพประมาณ 3 ปี หลังจากปลดประจำการ พอล มีโอกาสได้ร่วมงานกับ เดฟ บรูเบ็ค และเพื่อนนักดนตรีอีกหลายคนในวง The Dave Brubeck Octet วงดนตรีของชั้นเรียนวิชาการประพันธ์เพลงที่วิทยาลัย Mills Collage ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของอาจารย์ Darius Milhaud นักแต่งชาวฝรั่งเศสชื่อดัง และนี่คือจุดเริ่มต้นของมิตรภาพของอันยาวนานของสองนักดนตรี พอล เดสมอนด์ และ เดฟ บรูเบ็ค</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1581" title="PaulDes]" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/PaulDes.jpg" alt="PaulDes]" width="200" height="298" /></p>
<p>          หลังจากทดลองทำงานร่วมกันอยู่ระยะหนึ่งทั้งหมดก็แยกย้ายกันไปทำงานดนตรีตามที่ตนถนัด ในขณะที่ เดฟ บรูเบ็ค ฟอร์มวงทริโอขึ้น พอล เดสมอนด์ รับงานเล่นดนตรีอยู่ในนิวยอร์ค ทั้งคู่กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งหลังจากที่ บรูเบ็ค มีอาการเจ็บหลังและคอจากอุบัติเหตุในการว่ายน้ำที่โฮโนลูลู เขาจึงต้องหยุดพักเป็นเวลาหลายเดือน ในระหว่างพักรักษาตัว บรูเบ็ค เขียนจดหมายถึง พอล และชักชวนกันจัดตั้งวงควอร์เททขึ้นในนาม Dave Brubeck Quartet มี Fred Dotton และ Herb barman เล่นเบส และกลอง</p>
<p>          พวกเขาเล่นดนตรีที่ Black Hawk Nightclub และเริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่นักเรียนนักศึกษาที่เข้ามาชมการแสดงของพวกเขาในคลับแห่งนี้ ในที่สุดเมื่อ George Avakian โพรดิวเซอร์ชื่อดังได้มาฟังพวกเขาเล่นดนตรีที่คลับ พอล และวง Dave Brubeck Quartet จึงได้เซ็นสัญญาเข้าสู่สังกัดใหญ่อย่าง Columbia Records ออกผลงานชิ้นแรกอัลบั้ม Jazz Goes To College ซึ่งเป็นบันทึกการแสดงสดจาก Oberlin College พอล เดสมอนด์ และ วง Dave Brubeck Quartet เริ่มกลายเป็นขวัญใจของคนหนุ่มสาวในรั้วมหาวิทยาลัย มีสถานีวิทยุเปิดเพลงของพวกเขาออกอากาศ หลังจากมีการเปลี่ยนมือกลองและมือเบสหลายครั้งในที่สุดก็ได้ Eugene Wright มือเบสและ Joe Morello มือกลองมาร่วมวง</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1583" title="timeout" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/timeout.jpg" alt="timeout" width="235" height="235" />               ปี 1959 พวกเขาออกอัลบั้ม “Time Out” และได้รับความนิยมอย่างสูง โดย 2 บทเพลงเด่นในอัลบั้ม “Take Five” และ “Blue Rondo A La Turk” สามารถกระโดดเข้าสู่อันดับความนิยมในฝั่งป๊อปชาร์ต ทำให้วงการเพลงแจ๊สกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากถูกกลบด้วยกระแสความนิยมของดนตรีแนวร๊อคแอนด์โรลล์ สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการเพลงแจ๊ส เนื่องจากอัลบั้ม “Time Out” ขายได้มากกว่า 1 ล้านแผ่นทั่วโลก<br />
               เพลง Take Five ผลงานจากการสร้างสรรค์ของ พอล เดสมอนด์ เป็นเพลงแจ๊สที่มีการใช้จังหวะพิสดารในแบบ 5/4 ( 5 จังหวะในหนึ่งห้อง) ซึ่งแตกต่างไปจากอัตราจังหวะพื้นฐาน 4/4 เป็นบทเพลงที่มีจังหวะแปลกหู ด้วยท่วงทำนองการบรรเลงที่สวยงาม บวกกับเสียงแซ็กโซโฟนของ พอล เดสมอนด์ ที่บริสุทธ์ เป็นสำเนียง “คูล ซาวน์” ที่ให้ความรู้สึกสุขสงบ และผ่อนคลาย ทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงที่โดดเด่น โดดใจผู้ฟัง และกลายเป็นเพลงฮิตที่ก้องกังวานไปทั่วโลก<br />
               พอล ใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิต ทำงานร่วมกับวง Dave Brubeck Quartet และมีผลงานเดี่ยวในฐานะโซโลอิสต์เพียงไม่กี่อัลบั้ม ซึ่งรวมไปถึงผลงานบันทึกเสียงร่วมกับ Gerry Mulligan ในปี 1957 และ 5 อัลบั้มพิเศษร่วมกับนักกีตาร์ Jim Hall ที่บันทึกเสียงร่วมกันในช่วงกลางปี 1961<br />
   <img class="aligncenter size-full wp-image-1580" title="PaulD" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/PaulD.jpg" alt="PaulD" width="240" height="240" />           </p>
<p>           วง Dave Brubeck Quartet ใช้เวลายาวนานร่วมกันบนถนนสายดนตรี พวกเขามีงานบันทึกเสียงออกมาอย่างต่อเนื่องกับสังกัดโคลัมเบีย มีงานแสดงมากถึง 300 คอนเสิร์ตใน 1 ปี ต้องออกเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และทั่วโลก ทั้งในทวีปยุโรป, เอเชีย และ สหภาพโซเวียต ในที่สุดพวกเขาตัดสินใจแยกทางกันในปี 1967 เนื่องจาก บรูเบ็ค หัวหน้าวงเบื่อหน่ายชีวิตที่ต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลา และต้องการใช้เวลาอยู่กับครอบครัวและทำงานประพันธ์ดนตรี<br />
               หลังจากแยกทางกับวง Dave Brubeck Quartet พอล เดสมอนด์ ซึ่งในขณะนั้นอายุ 43 ปี หยุดรับงานดนตรีต่อเนื่องกันถึง 3 ปี เขากลับมารับงานเล่นดนตรีเฉพาะเท่าที่จำเป็นกับเพื่อนนักดนตรีที่เขารัก และให้ความนับถือ หรือในกรณีที่ถูกขอความช่วยเหลือ เขาปรากฏตัวบ่อยครั้งกับวงของ บรูเบ็ค และลูกชาย มีโอกาสทำอัลบั้มดูเอ็ทร่วมกับ บรูเบ็ค 1 ชุด </p>
<p>            พอล มีโอกาสกลับมาร่วมงานกับวงควอร์เททเดิมอีกครั้งในช่วงฤดูหนาวของปี 1976 เป็นการกลับมาร่วมกันอีกครั้งเพื่อฉลองโอกาสครบรอบ 25 ปีของวง Dave Brubeck Quartet ก่อนที่ พอล เดสมอนด์ จะเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งปอดในวันที่ 30 พฤษภาคม ปี 1977 &#8230;&#8230;&#8230;&#8230;เรียบเรียงโดย Jessica</p>
<p><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="480" height="385" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/BwNrmYRiX_o&amp;hl=en_US&amp;fs=1" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="480" height="385" src="http://www.youtube.com/v/BwNrmYRiX_o&amp;hl=en_US&amp;fs=1" allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always"></embed></object></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1578/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เวส มอนท์โกเมอรี  สุดยอดนักกีตาร์ที่มาพร้อมกับความเพียร</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1548</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1548#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 05 Jul 2010 05:21:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bio]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=1548</guid>
		<description><![CDATA[
นักกีตาร์แจ๊สผู้เกิดมาในครอบครัวที่แตกแยก และค่อนข้างยากจน ต้องทำงานหาเงินเลี้ยงชีพด้วยความยากลำบาก แต่ด้วยความหลงใหลในเสียงดนตรี และความพากเพียรพยายาม ในที่สุดเขาสามารถผันตัวเองจนกลายเป็นสุดยอดนักกีตาร์ของวงการเพลงแจ๊ส เขาคือ เวส มอนท์โกเมอรี (Wes Montgomery) นักกีตาร์ผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดมาจนถึงปัจจุบัน
             จอห์น เลสไลน์ “เวส” มอนท์โกเมอรี (John Leslie “Wes” Montgomery) เกิดเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ปี ค.ศ. 1923 เมืองอินเดียนาโพลิส มลรัฐอินเดียนา มีพี่น้อง 4 คน ซึ่งทั้งหมดให้ความสนใจดนตรีในแบบที่ตนถนัด พี่ชายคนโต โทมัส จูเนียร์ หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า จูน ให้ความสนใจกลองเป็นพิเศษ แต่น่าเสียดายที่เขาเสียชีวิตตั้งแต่อายุ 18 ปี พี่ชายคนที่สองวิลเลียม หรือ มังค์ เล่นอะคูสติกเบส ก่อนจะกลายมาเป็นนักดนตรีแจ๊สคนแรกที่หันมาให้ความสนใจเบสไฟฟ้า น้องสาวของเขา เออร์วีนา เล่นเปียโนในโบสถ์ ส่วนน้องชายคนเล็ก ชาร์ลส หรือ บัดดี สามารถเล่นได้ทั้งเปียโนและไวบราโฟน
            [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1549" title="Wes 3" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/Wes-3.jpg" alt="Wes 3" width="223" height="314" /><br />
นักกีตาร์แจ๊สผู้เกิดมาในครอบครัวที่แตกแยก และค่อนข้างยากจน ต้องทำงานหาเงินเลี้ยงชีพด้วยความยากลำบาก แต่ด้วยความหลงใหลในเสียงดนตรี และความพากเพียรพยายาม ในที่สุดเขาสามารถผันตัวเองจนกลายเป็นสุดยอดนักกีตาร์ของวงการเพลงแจ๊ส เขาคือ เวส มอนท์โกเมอรี (Wes Montgomery) นักกีตาร์ผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดมาจนถึงปัจจุบัน<span id="more-1548"></span><br />
             จอห์น เลสไลน์ “เวส” มอนท์โกเมอรี (John Leslie “Wes” Montgomery) เกิดเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ปี ค.ศ. 1923 เมืองอินเดียนาโพลิส มลรัฐอินเดียนา มีพี่น้อง 4 คน ซึ่งทั้งหมดให้ความสนใจดนตรีในแบบที่ตนถนัด พี่ชายคนโต โทมัส จูเนียร์ หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า จูน ให้ความสนใจกลองเป็นพิเศษ แต่น่าเสียดายที่เขาเสียชีวิตตั้งแต่อายุ 18 ปี พี่ชายคนที่สองวิลเลียม หรือ มังค์ เล่นอะคูสติกเบส ก่อนจะกลายมาเป็นนักดนตรีแจ๊สคนแรกที่หันมาให้ความสนใจเบสไฟฟ้า น้องสาวของเขา เออร์วีนา เล่นเปียโนในโบสถ์ ส่วนน้องชายคนเล็ก ชาร์ลส หรือ บัดดี สามารถเล่นได้ทั้งเปียโนและไวบราโฟน<br />
            พ่อแม่ของพวกเขาแยกทางกันตั้งแต่พวกเขายังเด็ก บัดดีและเออร์วีนาอยู่กับแม่ที่อินเดียนาโพลิส ส่วน จูน, มังค์ และ เวส แยกไปอยู่กับพ่อที่โอไฮโอ ในขณะที่เรียนหนังสืออยู่ในระดับเกรดหก เวส เริ่มเบื่อหน่ายห้องเรียน เขาอยากออกมาทำงานและใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนน ในที่สุด เวส ตัดสินใจทิ้งการเรียนและออกมาเป็นเด็กขนของ แม้จะได้รับเงินค่าจ้างเพียงเล็กน้อยแต่เขาก็มีความสุข<br />
           กีตาร์ตัวแรกของ เวส คือ เทเนอร์กีตาร์ (กีตาร์ 4สาย) ซึ่ง มังค์ พี่ชายของ เวส ใช้เงินออมของเขาซื้อให้ เนื่องจาก มังค์ มองว่า อาชีพนักดนตรีน่าจะเป็นงานที่ดีกว่าการขายแรงงาน เวส เรียนกีตาร์ด้วยตัวเขาเอง ใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ในการฝึกซ้อม<br />
           เวส แต่งงานกับแฟนสาว ซีรีน ในปี 1943 หลังจากลูกคนแรกเกิดได้ไม่นาน เวส ตัดสินใจซื้อแอมปลิฟายเออร์ และกีตาร์ 6 สาย (คาดว่าน่าจะเป็น กิ๊บสัน อีเอส-150 รุ่นชาร์ลี คริสเชียน) เนื่องจากเขาได้รับแรงบันดาลใจอย่างมากหลังจากได้ฟังการโซโลกีตาร์ในเพลง Solo Flight ของ ชาร์ลี คริสเชียน นักกีตาร์ไฟฟ้าอัจฉริยะของวงเบนนี กู๊ดแมน<br />
หลังจากใช้เวลาอยู่ประมาณ 8 เดือน เรียนรู้รูปแบบการโซโลทั้งหมดของ ชาร์ลี คริสเชียน เวส ได้งานที่ Club 440 และเริ่มเล่นดนตรีร่วมกับวงอีกหลายวงในละแวกนั้น แม้ว่า เวส ไม่สามารถอ่านโน้ตได้แต่เขาก็เรียนรู้จากการฟัง และนำประสบการณ์ภาคสนามจากนักดนตรีในวงมาปรับให้เข้ากับแนวทางการเล่นของตน<br />
            เวส และเพื่อนนักดนตรีเดินทางเข้าไปเสี่ยงโชคหางานในนิวยอร์ค แต่ดูเหมือนหนทางในขณะนั้นยังค่อนข้างมืดมน พวกเขากลับมาอินเดียนาโพลิสอีกครั้ง และเนื่องจากต้องหาเงินจุนเจือครอบครัว ทำให้ เวส มีตารางการทำงานที่ค่อนข้างหนัก นอกจากการเล่นดนตรี 1-2 โชว์ต่อหนึ่งคืน ในช่วงเช้าจนถึงบ่าย 3 โมง เขายังต้องออกไปทำงานในโรงงาน และมีเวลาพักผ่อนเพียงไม่กี่ชั่วโมง<br />
           จนกระทั่งปี 1948 เวส ได้ร่วมงานกับวงของนักไวบราโฟนชื่อดัง Lionel Hampton’s Big band ซึ่งในยุคนั้นมี ชาร์ลส์ มิงกัส และ เท็ดดี บัคเนอร์ ร่วมเป็นสมาชิกวง สไตล์การเล่นกีตาร์ของเขาในระยะนี้ยังคงซึมซับอิทธิพลทางดนตรีที่ได้รับจาก ชาร์ลี คริสเชียน มาอย่างเต็มเปี่ยม<br />
ด้วยความคิดถึงครอบครัว และเบื่อหน่ายการเดินทาง เวส ร่วมงานกับวงของ แฮมตัน อยู่ราว 2 ปี ก่อนจะกลับมาบ้านที่อินเดียนาโพลิส เขายังคงใช้เวลาส่วนใหญ่ทำงานทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ในช่วงนี้เริ่มพัฒนาการเล่นในสไตล์ของตนเอง<br />
            ปี 1955 เวส ร่วมงานกับพี่ชาย น้องชาย และเพื่อนนักดนตรีตระกูล จอห์นสัน จัดตั้งวงดนตรี 5 ชิ้น ในนาม “เดอะ มอนต์โกเมอรี-จอห์นสัน ควินเทท” พวกเขามีงานบันทึกเสียงจำนวนหนึ่งกับสังกัด Pacific Jazz แต่ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร<br />
ในเดือนกันยายน ปี 1959 แคนนอนบอลล์ และ แนท แอดเดอร์ลี ร่วมกับวงGeorge Shearing’s Big Bandแวะมาแสดงดนตรีที่อินเดียนาโพลิส หลังจากจบการแสดงพวกเขาเดินทางไปชมการแสดงของ เวส แล้วเกิดความประทับใจเป็นอย่างมากและหลังจากที่ แคนนอนบอลล์ แนะนำ เวส กับ ออร์ริน คีพนิวส์ โพรดิวเซอร์ ในที่สุด เวส ได้เซ็นสัญญาเข้าสู่สังกัด Riverside</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1550" title="Wes_Complete Riverside" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/Wes_Complete-Riverside.jpg" alt="Wes_Complete Riverside" width="270" height="235" /><br />
            เวส ร่วมงานกับสังกัดริเวอร์ไซด์ ในช่วงปี 1959 -1963 ผลิตผลงานระดับคลาสสิกไว้หลายชุด รวมทั้งสิ้น 25 เซสชั่นในฐานะผู้นำวง และอีก 3 เซสชั่นในฐานะไซด์แมนด์ งานบันทึกเสียงในช่วงนี้เป็นการบรรเลงร่วมกับวงขนาดเล็ก ซึ่ง เวส มีโอกาสได้ร่วมงานกับนักดนตรีชั้นนำมากมาย เช่น เรย์ บราวน์, แคนนอนบอลล์ และ แนท แอดเดอร์ลี, รอน คาร์เตอร์, ทอมมี ฟลานาแกน, จอห์นนี กริฟฟิน, แฮงค์ โจนส์</p>
<p>          ในช่วงต้นทศวรรษที่ 60s ชื่อเสียงของ เวส เริ่มเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง รูปแบบการเล่นกีตาร์โดยใช้นิ้วโป้งดีดแทนปิ๊ก ทำให้เกิดเสียงที่นุ่มนวล การบรรเลงในแบบซิงเกิลโน้ต ไลน์, การบล็อกคอร์ด และการเล่นโน้ต 1 ตัว ใน 1 อ๊อกเทฟ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของ เวส และทำให้เขากลายเป็นนักกีตาร์ “ดาวดวงใหม่” จากการจัดอันดับของนิตยสารดาวน์บีท ในช่วงนี้ เวส มีโอกาสได้ร่วมงานระยะสั้นๆ กับวงดนตรีของนักแซ็กโซโฟน จอห์น โคลเทรน<br />
           ปี 1964 หลังจากที่สังกัดริเวอร์ไซด์ประสบปัญหาด้านการเงิน เวส ย้ายจากสังกัด ริเวอร์ไซด์ มาอยู่กับสังกัด Verve ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นของยุคคอมเมอร์เชียล<br />
ที่เลือกนำเพลงฮิตอย่าง “Goin’ Out of My Head”, “Tequila” และ “California Dreaming” มาบรรเลง งานเพลงส่วนใหญ่ในช่วงนี้เป็นรูปแบบการทำงานร่วมกับเครื่องเป่าและวงออร์เคสตรา แม้สไตล์การเล่นในรูปแบบนี้จะลดทอนการนำเสนอเทคนิคอันเข้มข้นลง แต่กลับสร้างกระแสนิยมให้แก่แฟนเพลงวงกว้าง และงานเพลงในอัลบั้ม Goin’ Out of My Head ของ เวส ยังได้รับรางวัลแกรมมีสาขา Best Instrumental Jazz Performance ในปี ค.ศ.1967 อีกด้วย<br />
<img class="aligncenter size-full wp-image-1551" title="Wes2" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/Wes2.jpg" alt="Wes2" width="237" height="300" />        </p>
<p>            ต่อมา เวส เซ็นสัญญากับโพรดิวเซอร์ ครีด เทย์เลอร์ เข้าสู่สังกัด A&amp;M ในปี 1967 งานเพลงในช่วงนี้เรียบเรียงออกมาในลักษณะลาร์จสเกล (Large Scale) ที่บรรเลงร่วมกับวงเครื่องสาย เครื่องลมไม้และวงขนาดใหญ่ ผสมผสานความเป็นป๊อปลงไป แม้จะสร้างความผิดหวังให้กับนักวิจารณ์และแฟนเพลงแจ๊สบางกลุ่ม แต่งานบันทึกเสียงทั้ง 3 อัลบั้มของสังกัด A&amp;Mกลับได้รับความนิยมและกลายเป็นอัลบั้มแจ๊สที่ประสบความสำเร็จในแง่ของยอดขายเป็นอย่างมาก<br />
          ในขณะที่เขากำลังมีชื่อเสียงและกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงจากกลุ่มผู้ฟัง เวส เริ่มประสบปัญหาสุขภาพ เนื่องจากมีเวลาพักผ่อนน้อยและต้องตรากตรำทำงานหนักมาเป็นเวลานาน เพื่อหาเงินเลี้ยงดูภรรยาและลูกอีก 7 คน เวส มอนท์โกเมอรีเสียชีวิตอย่างกระทันด้วยโรคหัวใจวายในวันที่ 15 มิถุนายน ปี 1968 เขาตายในอ้อมกอดของภรรยา จบชีวิตลงด้วยวัยเพียง 45 ปี&#8230;..เรียบเรียงโดย Jessica</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1548/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แนท คิง โคล เสน่ห์เสียงร้องก้องโลก</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1501</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1501#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 18 Jun 2010 02:43:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bio]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=1501</guid>
		<description><![CDATA[
แท้จริงแล้วความฝันของเขา คือการเป็นนักเปียโนแจ๊สผู้เก่งกาจ แม้ฝีมือการบรรเลงจะไม่เป็นรองใคร แต่เสียงร้องของเขากลับโดดเด่นเกินทัดทาน และเมื่อเขาพบว่านั่นคือพรที่สวรรค์ประทานมาให้ เขาจึงไม่ลังเลที่จะใช้เสียงร้องนำทางสู่ความสำเร็จ เขาคือนักร้องผู้มีเสียงร้องนุ่มนวล และแสนอบอุ่น ไม่ว่าเขาจะร้องเพลงอะไร เพลงๆนั้นก็กลายมาเป็นเพลงที่ได้รับความสนใจอย่างมากมาย ชายผู้สร้างตำนานเพลงร้องผู้ยิ่งใหญ่ แนท คิง โคล (Nat King Cole) กับเสียงร้องที่อยากจะลืมเลือน
แนท คิง โคล เกิดเมื่อวันที่ 17 มีนาคม ปี ค.ศ.1919 ณ เมืองมอนท์โกเมอรี มลรัฐอลาบามา ต่อมาครอบครัวย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากที่เมืองชิคาโก เมืองซึ่งในขณะนั้นอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของดนตรีแจ๊ส พ่อของ แนท เป็นบาทหลวงของโบสถ์แบ็บติสต์แห่งหนึ่ง ส่วนแม่เล่นออร์แกนในโบสถ์ ด้วยความสนใจในดนตรี แนท เริ่มเรียนออร์แกนและเปียโนจากแม่ตั้งแต่วัยเยาว์ บทเรียนที่เขาเรียนรู้มีทั้งกอสเพล, แจ๊ส ไปจนถึงเพลงคลาสิก
ในวัยหนุ่ม แนท มักแอบย่องออกจากบ้านและเตร็ดเตร่อยู่ตามคลับแจ๊สในเมือง
เพื่อหาประสบการณ์ทางดนตรีเพิ่มเติม แนท ชื่นชอบผลงานของ Louis Armstrong และมีนักเปียโน Earl “Father” Hine เป็นต้นแบบ
เมื่ออายุได้ 15 ปี แนท เริ่มต้นไล่ตามความฝันที่จะเป็นนักเปียโนแจ๊ส [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1502" title="Nat King Cole 01" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/06/Nat-King-Cole-01.jpg" alt="Nat King Cole 01" width="235" height="292" /></p>
<p>แท้จริงแล้วความฝันของเขา คือการเป็นนักเปียโนแจ๊สผู้เก่งกาจ แม้ฝีมือการบรรเลงจะไม่เป็นรองใคร แต่เสียงร้องของเขากลับโดดเด่นเกินทัดทาน และเมื่อเขาพบว่านั่นคือพรที่สวรรค์ประทานมาให้ เขาจึงไม่ลังเลที่จะใช้เสียงร้องนำทางสู่ความสำเร็จ เขาคือนักร้องผู้มีเสียงร้องนุ่มนวล และแสนอบอุ่น ไม่ว่าเขาจะร้องเพลงอะไร เพลงๆนั้นก็กลายมาเป็นเพลงที่ได้รับความสนใจอย่างมากมาย ชายผู้สร้างตำนานเพลงร้องผู้ยิ่งใหญ่ แนท คิง โคล (Nat King Cole) กับเสียงร้องที่อยากจะลืมเลือน<span id="more-1501"></span><br />
แนท คิง โคล เกิดเมื่อวันที่ 17 มีนาคม ปี ค.ศ.1919 ณ เมืองมอนท์โกเมอรี มลรัฐอลาบามา ต่อมาครอบครัวย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากที่เมืองชิคาโก เมืองซึ่งในขณะนั้นอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของดนตรีแจ๊ส พ่อของ แนท เป็นบาทหลวงของโบสถ์แบ็บติสต์แห่งหนึ่ง ส่วนแม่เล่นออร์แกนในโบสถ์ ด้วยความสนใจในดนตรี แนท เริ่มเรียนออร์แกนและเปียโนจากแม่ตั้งแต่วัยเยาว์ บทเรียนที่เขาเรียนรู้มีทั้งกอสเพล, แจ๊ส ไปจนถึงเพลงคลาสิก<br />
ในวัยหนุ่ม แนท มักแอบย่องออกจากบ้านและเตร็ดเตร่อยู่ตามคลับแจ๊สในเมือง<br />
เพื่อหาประสบการณ์ทางดนตรีเพิ่มเติม แนท ชื่นชอบผลงานของ Louis Armstrong และมีนักเปียโน Earl “Father” Hine เป็นต้นแบบ<br />
เมื่ออายุได้ 15 ปี แนท เริ่มต้นไล่ตามความฝันที่จะเป็นนักเปียโนแจ๊ส แนท และพี่ชายของเขา Eddie ซึ่งเป็นมือเบส ร่วมกันจัดตั้งวงของพวกเขาขึ้น และมีงานเล่นดนตรีตามคลับในละแวกนั้น พวกเขามีผลงานบันทึกเสียงครั้งแรกในปี 1936 แต่ผลงานยังไม่เป็นที่นิยม<br />
หลังจากนั้น แนท เข้าทำงานกับคณะละครเรื่อง “Shuffle Along” และได้พบรักกับนักแสดงสาว Nadine Robinson ทั้งคู่แต่งงานกันในเวลาต่อมา และย้ายมาอยู่ที่นครลอสแองเจลลิส ปี 1937 แนท จัดตั้งวงดนตรีอีกครั้งในนาม “Nat King Cole Trio” ซึ่งสมาชิกในวงประกอบไปด้วย Oscar More ในตำแหน่งกีตาร์ Wesley Prince ดับเบิลเบส และ ตัว แนท เองเล่นเปียโน มีงานแสดงประจำที่โรงแรม Swanee Inn</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1505" title="natkingcoletrio" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/06/natkingcoletrio.jpg" alt="natkingcoletrio" width="299" height="235" /><br />
ช่วงแรกวง Nat King Cole Trio เล่นเพลงบรรเลง และไม่มีนักร้องประจำวง แนท ค่อนข้างอายเสียงร้องของตนเอง และไม่ค่อยกล้าร้องเพลง แต่ด้วยความบังเอิญที่ถูกแฟนเพลงขอให้เขาร้องเพลง “Sweet Lorraine” และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขามั่นใจ เมื่อพบว่าแฟนเพลงชอบเสียงเพลงที่เขาถ่ายทอดออกมา<br />
ในช่วงนี้ แนท และวงของเขามีงานบันทึกเสียงร่วมกับ Lionel Hampton ในฐานะวงที่เล่นสนับสนุน และด้วยความช่วยเหลือของ แฮมพ์ตัน พวกเขาได้เซ็นสัญญากับ Decca Record ในปี 1940<br />
ปี1942 แนท มีผลงานบันทึกเสียงร่วมกับ Red Callender และ Lester Young ซึ่งถือเป็นผลงานทรงคุณค่าของพวกเขาในเวลาต่อมา  หลังจากนั้น Nat King Cole Trio เซ็นสัญญากับสังกัด Capital Records และในปี 1944 ผลงานเพลง “Straighten Up and Fly Right” ซึ่ง แนท แต่งขึ้นจากความประทับใจบทสวดซึ่งพ่อเขาเทศน์ในโบสถ์ ได้รับความนิยมอย่างสูง ขายได้มากกว่า 1 ล้านแผ่น ส่งผลให้ชื่อของ แนท โด่งดังในฐานะนักร้อง<br />
ความนิยมในเสียงร้องของ แนท ไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น เขา ยังมีงานบันทึกเสียงซึ่งประสบความสำเร็จตามมามากมาย ปี 1936 ผลงานเพลง “(Get Your Kicks On) Route 66” เข้าสู่อันดับเพลงฮิตอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยผลงานเพลงในเทศกาลคริสต์มาส ที่เขาปัดฝุ่นเพลงเก่าซึ่งไม่เคยมีใครสนใจอย่าง &#8220;Merry Christmas to You (Chestnuts roasting on an open fire)”ผลงานการแต่งเพลงของ Mel Torme และ Robert Wells ขึ้นสู่เพลงยอดนิยมอันดับ 3 และขายได้มากกว่า 1 ล้านแผ่น กลายเป็นเพลงประจำเทศกาลคริสต์มาสซึ่งเป็นที่นิยมจนถึงปัจจุบัน<br />
ตามมาด้วยงานเพลง &#8220;(I Love You) For Sentimental Reasons&#8221; และ &#8220;Nature Boy&#8221; ที่ร้องและบรรเลงร่วมกับวงออร์เคสตรา ขึ้นสู่ความนิยมในอันดับ 1 นานถึง 8 สัปดาห์ต่อเนื่องด้วยยอดขายที่พุ่งสูงมากกว่า 1 ล้านแผ่น พร้อมกับชื่อเสียงของวงซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงเช่นกัน<br />
เดือนตุลาคม ปี 1947 มือกีตาร์ของวง Oscar Moor ลาออก พวกเขาได้ Irving Ashby มาแทน และในเดือนมีนาคม ปี 1948 แนท ประสบปัญหาครอบครัวเขาหย่าร้างกับภรรยาคนแรก Nadine หลังจากนั้นอีกไม่กี่เดือน แนท รักษาแผลใจอย่างรวดเร็ว เขาแต่งงานใหม่กับนักร้องสาว Marie Ellington ซึ่งต่อมาได้ให้กำเนิดทายาท 5 คน<br />
ในเดือนสิงหาคม ปี 1949 Johnny Miller มือเบสของวงลาออก และได้ Joe Comfort มาแทนที่ แนท ปรับปรุงวงด้วยการเพิ่มสมาชิกใหม่ Jack Costanzo ในตำแหน่ง เพอร์คัสชัน และใช้ชื่อว่า &#8220;Nat &#8216;King&#8217; Cole &amp; the Trio.&#8221;<br />
เดือนกรกฎาคม ปี 1949 แนท บันทึกเสียงเพลง “Mona Lisa” เพื่อใช้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ โดยร้องร่วมกับวงเครื่องสายที่เรียบเรียงเสียงประสานโดย Nelson Riddle และกลายเป็นอีกเพลงที่ได้รับความนิยม มียอดขายสูงกว่า 3 ล้านแผ่น<br />
ช่วงหลัง แนท มักจะมีผลงานร่วมกลับวงออร์เคสตร้าและวงบิกแบนด์ ทำให้วงทริโอของเขาลดบทบาทลง และในที่สุดก็แยกย้ายกันไป แนท ออกมาโลดเล่นในฐานะศิลปินเดี่ยวเต็มตัว เพลงฮิตในช่วงนี้ &#8220;Smile&#8221;, &#8220;Pretend&#8221;, &#8220;A Blossom Fell&#8221;, &#8220;If I May&#8221; และอีกหลากหลายบทเพลง เป็นผลงานร่วมกับนายวงชื่อดัง อาทิ Nelson Riddle, Gordon Jenkins, และ Ralph Carmichael</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1504" title="Natkingcole_love songs" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/06/Natkingcole_love-songs.jpg" alt="Natkingcole_love songs" width="235" height="235" /> <br />
เดือนสิงหาคม ปี 1951 แนท บันทึกเสียงเพลง “Unforgettable” ซึ่งเข้าสู่ความนิยมในอันดับที่ 12 และ 40 ปี ต่อมาเพลงนี้กลับมามีชีวิตอีกครั้งเมื่อลูกสาวของเขา Natalie Cole ทำให้ความฝันที่จะร้องเพลงคู่กับพ่อของเธอเป็นความจริง โดยใช้เทคนิคจากเครื่องมืออันทันสมัยในปัจจุบัน นำเสียงร้องของ แนท มาตัดต่อเข้ากับเสียงร้องของเธอ ส่งผลให้ผลงานในอัลบั้มชุดนี้กวาดรางวัลแกรมมีไปถึง 7 ตัว<br />
แนท ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เสียงร้องของเขาผลิตเพลงฮิตออกมามากมาย ช่วงนี้ แนท มีโอกาสเดินทางไปแสดงยังต่างประเทศหลายที่ ทั้งใน อังกฤษ, ปารีส, โคเปนเฮเกน, บรัสเซล เสียงร้องของเขาได้รับการต้อนรับจากแฟนเพลงทั่วโลกเป็นอย่างดี แต่ แนท เองกลับต้องเผชิญปัญหาการเหยียดผิวภายในประเทศของตน ซึ่งมักสร้างรอยแผลในหัวใจของเขาเสมอ<br />
ปี 1955 แนท ข้ามเข้าสู่โลกของการแสดง โดยร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่อง Kiss Me Deadly ตามมาด้วย The Blue Gardenia, Chaina Gate, Saint Louis Blue และ Cat Ballou แต่ แนท ไม่เกิดมาเพื่อเป็นนักแสดง แม้ไม่ประสบความสำเร็จในงานด้านภาพยนตร์แต่เสียงร้องของเขายังคงส่งเพลงฮิตออกมาเขย่าวงการเพลงอย่างต่อเนื่อง เพลงฮิตในช่วงนี้ได้แก่ “When I Fall In Love”, “Stardust” และ “Send for Me,” ซึ่งได้รับความนิยมขึ้นสู่อันดับ1 นานถึง2 สัปดาห์<br />
แนท ถือเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันคนแรกในสหรัฐ ที่เป็นเจ้าของรายการวิทยุและรายการโทรทัศน์ “The Nat King Cole Show” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ NBC-TV แต่ต้องปิดตัวไปเนื่องจากประสบปัญหาทางด้านการเงิน เพราะทางสถานีถูกกดดันจากผู้อุปถัมภ์รายการผิวขาวซึ่งมีทัศนคติเหยียดผิว<br />
<img class="aligncenter size-full wp-image-1503" title="Natkingcole_aftermidnight" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/06/Natkingcole_aftermidnight.jpg" alt="Natkingcole_aftermidnight" width="235" height="237" /></p>
<p>ในช่วงทศวรรษที่ 60’s มนต์เสียงร้องของ แนท คิง โคล ยังไม่เสื่อมคลาย &#8220;Ramblin&#8217; Rose”,  &#8220;Dear Lonely Hearts&#8221;, &#8220;Those Lazy, Hazy, Crazy Days Of Summer&#8221;, และ &#8220;That Sunday, That Summer&#8221; จากเสียงร้องของเขายังคงกระจายความสุข ความอบอุ่นสู่แฟนเพลงทั่วโลก และเข้าสู่อันดับเพลงฮิตอย่างต่อเนื่อง<br />
อัลบั้มสุดท้ายของ แนท คิง โคล คือ L.O.V.E. ซึ่งบันทึกเสียงในเดือนธันวาคม ปี 1964 ก่อนหน้าที่ แนท จะถูกส่งตัวเข้ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลหลังจากมีอาการเจ็บหน้าอกอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานานหลายปี ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เขาสูบบุหรี่จัดและทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อน แนท คิง โคล เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ปี 1965 ทิ้งไว้เพียงตำนานเสียงร้องซึ่งยังคงเล่าขานบทเพลงตราบจนปัจจุบัน..เรียบเรียงโดย Jessica</p>
<p><object width="480" height="385"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/jDPjG4leifk&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/jDPjG4leifk&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="480" height="385"></embed></object></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1501/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เพกกี ลี</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1460</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1460#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 11 Jun 2010 06:55:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bio]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=1460</guid>
		<description><![CDATA[
      แม้จะผ่านช่วงชีวิตในวัยเยาว์ไปด้วยความลำบาก จากการที่ต้องแบกรับภาระจากพ่อที่เอาแต่ดื่มเหล้า และแม่เลี้ยงที่ไม่ให้ความเมตตา แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะโด่งดัง เธอจึงออกเดินทางค้นหาเส้นทางแห่งดวงดาว ด้วยการเดินทางเสี่ยงโชคไปตามที่ต่างๆ และแล้วความพากเพียร อดทน รู้จักไขว่คว้าโอกาสที่ผ่านเข้ามาอย่างชาญฉลาด รวมไปถึงความสามารถอันหลากหลายทั้งด้านการร้องเพลง การแสดง รวมไปถึงความสามารถที่โดดเด่นทางด้านการแต่งเพลง ส่งผลให้ชื่อของ เพกกี ลี (Peggy Lee) ยืนหยัดส่องประกายเจิดจ้าอยู่ในวงการบันเทิงมานานกว่า 30 ปี              เพกกี ลี เกิดเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ปี ค.ศ.1920 ที่ เจมส์ทาว์น นอร์ทดาโคตา หรือที่รู้จักกันในนาม The Buffalo City เมืองที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของไร่นา และท้องทุ่ง
ชื่อเดิมของเธอคือ นอร์มา เดโลริส เอกสตรอม(Norma Deloris Egstrom) เป็นลูกสาวคนที่ 7 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 8 คน ของ มาร์วิน เอกสตรอม (Marvin Egstrom) แม่ของเธอเสียชีวิตเมื่อเธออายุได้เพียง 4 ขวบ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1461" title="Peggy Lee1" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/06/Peggy-Lee1.jpg" alt="Peggy Lee1" width="295" height="235" /><br />
      แม้จะผ่านช่วงชีวิตในวัยเยาว์ไปด้วยความลำบาก จากการที่ต้องแบกรับภาระจากพ่อที่เอาแต่ดื่มเหล้า และแม่เลี้ยงที่ไม่ให้ความเมตตา แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะโด่งดัง เธอจึงออกเดินทางค้นหาเส้นทางแห่งดวงดาว ด้วยการเดินทางเสี่ยงโชคไปตามที่ต่างๆ และแล้วความพากเพียร อดทน รู้จักไขว่คว้าโอกาสที่ผ่านเข้ามาอย่างชาญฉลาด รวมไปถึงความสามารถอันหลากหลายทั้งด้านการร้องเพลง การแสดง รวมไปถึงความสามารถที่โดดเด่นทางด้านการแต่งเพลง ส่งผลให้ชื่อของ เพกกี ลี (Peggy Lee) ยืนหยัดส่องประกายเจิดจ้าอยู่ในวงการบันเทิงมานานกว่า 30 ปี<span id="more-1460"></span>              เพกกี ลี เกิดเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ปี ค.ศ.1920 ที่ เจมส์ทาว์น นอร์ทดาโคตา หรือที่รู้จักกันในนาม The Buffalo City เมืองที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของไร่นา และท้องทุ่ง<br />
ชื่อเดิมของเธอคือ นอร์มา เดโลริส เอกสตรอม(Norma Deloris Egstrom) เป็นลูกสาวคนที่ 7 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 8 คน ของ มาร์วิน เอกสตรอม (Marvin Egstrom) แม่ของเธอเสียชีวิตเมื่อเธออายุได้เพียง 4 ขวบ หลังจากนั้นพ่อของเธอแต่งงานใหม่อีกครั้ง แต่ความสัมพันธ์ของเธอกับแม่เลี้ยงไม่ดีนัก<br />
             เธอผ่านช่วงเวลาในวัยเยาว์ไปด้วยความยากลำบาก ต้องออกหาเงินด้วยการรับจ้างทำงานในฟาร์ม ลี ชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก เธอใช้เวลาว่างหาความสุขด้วยการฟังเพลงจากสถานีวิทยุ ร่วมกิจกรรมในโรงเรียน ร้องเพลงกับคณะนักร้องในโบสถ์ และเริ่มใฝ่ฝันที่จะเข้ามาแสวงหาโชคในแวดวงฮอลลีวูด<br />
            หลังจากจบการศึกษาในระดับชั้นไฮสคูลในปี 1938 ได้งานร้องเพลงให้กับสถานีวิทยุท้องถิ่น และผู้จัดการสถานี เคน เคนเนดี (Ken Kennedy) ได้ตั้งชื่อให้ใหม่ว่า เพกกี ลี ในช่วงนี้ออกหาเงินเลี้ยงชีพด้วยการเป็นสาวเสิร์ฟ และทำงานในร้านขายขนมปังควบคู่ไปด้วย จากนั้นเดินทางเสี่ยงโชคไปยัง แคลิฟอร์เนีย, ชิคาโก ในที่สุดก็ได้งานร้องเพลงใน โรงแรม Ambassador West และในระหว่างนี้เองที่ เบนนี กูดแมน (Benny Goodman) นักคลาริเนต และนายวงชื่อดัง มาพบ และสัมผัสได้ถึงความงามในเสียงร้องของ ลี เขาตกลงว่าจ้างเธอในฐานะนักร้องประจำวง แทนนักร้องเดิมคือ เฮเลน ฟอร์เรส (Helen Forrest) ซึ่งลาออกไป</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1462" title="Peggy Lee2" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/06/Peggy-Lee2.jpg" alt="Peggy Lee2" width="235" height="295" />             ลี เข้าร่วมงานกับวงของ เบนนี กูดแมน ในเดือนกรกฎาคม ในปี 1942 ออกเดินสายแสดงดนตรีไปพร้อมกับวง ด้วยความฉลาดและเป็นคนช่างสังเกต ลี เริ่มเรียนรู้รูปแบบการร้องที่เหมาะกับดนตรีในแต่ละรูปแบบ<br />
             ด้วยชื่อเสียงของวงที่กำลังโด่งดัง บวกกับความสามารถในการร้องเพลง ส่งผลให้ เพกกี ลี ประสบความสำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว และเริ่มมีงานบันทึกเสียงร่วมกับวงของ กูดแมน เพลงฮิตในช่วงเวลานี้ได้แก่ Elmer’s Tune, How Deep is The Ocean?, How Long Has This Been Going On? และ My Old Flame<br />
รวมไปถึงเพลงที่ได้รับความสำเร็จอย่างสูง ทำให้เธอเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางคือเพลง Why Don’t You Do Right? ที่มียอดขายกว่า 1 ล้านแผ่น<br />
            ในเดือนมีนาคมปี 1943 ลี ตกลงใจแต่งงานกับ เดฟ บาร์เบอร์ (Dave Barbour) นักกีตาร์ในวงของ กูดแมน หลังจากนั้นไม่นานเธอตัดสินใจลาออกจากวง เริ่มทำงานร่วมกับสามี ออกงานบันทึกเสียงกับสังกัด Capitol มีเพลงฮิตมากมาย ส่วนหนึ่งเป็นเพลงที่เธอแต่งขึ้นร่วมกับสามี เพลงฮิตในช่วงนี้ได้แก่ เพลง Golden Earring (ขายได้มากกว่า 1 ล้านแผ่น), What More Can A Woman Do?, It’s A Good Day, I Don’t Know Enough About You, You Was Right, Baby และ Manana ที่มียอดขายสูงกว่า 2 ล้านแผ่น<br />
           และเมื่อเธอนำเพลง “Fever” เพลงเก่าของ ลิตเติล วิลลี จอห์น (Little Willie John) นักร้องแนวอาร์ แอนด์ บี กลับมาร้องและทำดนตรีใหม่ เสียงนุ่มปนเย้ายวนของเธอก็ฉุดให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงฮิตครองใจหนุ่มๆสาวๆ และเพลงนี้ก็กลายเป็นเพลงสัญลักษณ์ประจำตัวเธอในเวลาต่อมา จากนั้นย้ายไปร่วมงานกับสังกัด Decca มีงานบันทึกเสียงเด่นอัลบั้ม “Black Coffee” กับผลงานเพลง “Lover”และ “Mr. Wonderful” ควบคู่ไปกับงานร้องเพลง ลี เริ่มมีงานแสดงภาพยนตร์เรื่อง “Mr.Music” ร่วมกับ บิง ครอสบี (Bing Crosby) ตามมาด้วย “The Jazz Singer” (1953) และ Pete Kelly’s Blues (1955) จากนั้นหันไปทำงานแต่งเพลงให้กับหนังเรื่อง “Johnny Guitar” และ “About Mrs. Leslie” ตามมาด้วยการทำเพลงให้กับหนังการ์ตูนเรื่อง “Tom Thumb”, “The Time Machine” รวมไปถึงงานพากย์เสียง และเขียนคำร้องให้กับการ์ตูนดังจากค่ายดีสนีย์เรื่อง “Lady and The Tramp”<br />
<img class="aligncenter size-full wp-image-1463" title="Peggy Lee3" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/06/Peggy-Lee3.jpg" alt="Peggy Lee3" width="235" height="274" />     </p>
<p>               หลังจากนั้นกลับมาร่วมงานกับสังกัด Capitol อีกครั้งและยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์บทเพลงครองใจมหาชน อัลบั้มโดดเด่นของเธอในช่วงนี้ได้แก่ “Jump for Joy” ร่วมกับ เนลสัน ริดเดิล (Nelson Riddle) นายวงและนักเรียบเรียงเสียงประสานชื่อดัง (1956), “Beauty and the Beat” กับ จอร์จ แชริง George Shearing) นักเปียโนตาพิการ (1959), “Sugar ‘N’ Spice” และ “Mink Jazz” ร่วมงานกับ เบนนี คาร์เตอร์ (Benny Carter) นักแซกโซโฟนแจ๊สผู้ยิ่งใหญ่ (1961-62)<br />
               แม้จะประสบความสำเร็จในด้านการงาน แต่ทางด้านชีวิตรักดูเหมือนจะสวนทางกัน การหย่าร้างจากสามีคนแรกมีขึ้นในปี 1951 และแต่งงานใหม่ครั้งที่ 2 ในปี 1955 กับ แบรด เดกส์เตอร์ (Brad Dexter) นักแสดงหนุ่ม 10 เดือนหลังจากนั้นทั้งคู่หย่าขาดจากกัน ลี เริ่มชีวิตแต่งงานครั้งที่ 3 กับ ดิวอี้ มาร์ติน (Dewey Martin) ซึ่งเป็นนักแสดงเช่นเดียวกันกับสามีคนที่ 2 และจบลงด้วยการหย่าร้างเช่นกันในปี 1959 จากนั้นแต่งงานครั้งที่ 4 กับ แจค เดล ริโอ (Jack Del Rio) ในปี 1964 และสิ้นสุดลงในปี 1965 เช่นเดียวกับคนอื่น แม้ชีวิตคู่ของเธอออกจะดูวุ่นวาย แต่ ลี ไม่เคยนำปัญหาส่วนตัวมาเกี่ยวข้องกับงานของเธอ จึงทำความสำเร็จของเธอยืนอยู่มาตรฐานการทำงานที่ไม่เคยตกต่ำ<br />
              ลี ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี อวอร์ด ถึง 12 ครั้ง ได้รับรางวัล Best Contemporary Vocal Performance จากเพลง “Is That All There Is” ในปี 1969 และได้รับรางวัล Grammy Lifetime Achievement Award ในปี1995<br />
             นอกเหนือจากงานร้องเพลง และงานแสดงที่ ลี รัก เธอยังมีงานอดิเรกมากมายทั้งวาดภาพ งานปั้น และเขียนบทกวี โดยจัดพิมพ์บทกวีของเธอออกจำหน่ายในชื่อ “Softly, With Feeling” ในปี 1953 อีกทั้งเปิดบริษัท “Peggy Lee Enterprises” ดำเนินธุรกิจทางด้านทีวี และภาพยนตร์ ที่เธอถนัด<br />
              จากการตรากตรำทำงานหนักทำให้สภาพร่างกายของ ลี ไม่ค่อยแข็งแรงนัก เธอป่วยเป็นโรคเบาหวาน และมีปัญหาทางด้านหัวใจ แม้จะได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดเธอเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจล้มเหลว จากโลกนี้ไปอย่างสงบภายในบ้านพักของเธอด้วยวัย 81 ปี ในวันที่ 21 มกราคม ปี ค.ศ.2002&#8230;.เรียบเรียงโดย Jessica</p>
<p><object width="480" height="385"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/b4hXyALR9vI&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/b4hXyALR9vI&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="480" height="385"></embed></object></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1460/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ธีโลเนียส มังค์ อัจฉริยะที่โลก (เกือบ) ลืม</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1405</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1405#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 17 May 2010 10:44:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bio]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=1405</guid>
		<description><![CDATA[
ธีโลเนียส มังค์ (Thelonious Monk) เป็นนักดนตรีแจ๊สที่เรื่องราวของเขามีสีสันมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของดนตรีแขนงนี้
            ภาพยนตร์สารคดี Thelonious Monk Straight, No Chaser กำกับโดย ชาร์ล็อตต์ เซริน (Charlotte Zwerin) ที่นำเสนอชีวิตของเขาย่อมยืนยันข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ได้ดี
            ด้วยนิสัยส่วนตัวแปลกๆ วิธีการเล่นเปียโนที่มีการเกร็งนิ้วเหมือนคนเล่นไม่เป็น บทเพลงที่ประกอบขึ้นจากโมทิฟ แพทเทิร์นของจังหวะ และทำนองขรุขระอันน่าประหลาด  ตลอดจนการสวมหมวกทรงแปลกตา บ้างลุกขึ้นมาเต้นรำคั่นการแสดงของตนเอง เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้คนเข้าใจผิด บ้างคิดว่าเขาบ้า เขาเพี้ยน เขาดูชอบกล  และ ฯลฯ
            ครั้งหนึ่ง มังค์ เคยกล่าวว่า
            “ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมเล่นล้วนแตกต่าง &#8230; ทำนองต่าง, ฮาร์มอนีต่าง, โครงสร้างต่าง แต่ละชิ้นงานแตกต่างจากชิ้นอื่นๆ &#8230; เมื่อเพลงบอกเล่าเรื่องราว เมื่อมันมีซาวด์ที่แน่นอน  จากนั้นมันจะเปลี่ยนผ่านไปอย่างสมบูรณ์”
            มังค์ เปรียบเสมือน “อัจฉริยะที่โลกลืม” อย่างน้อยก็ชั่วระยะเวลาหนึ่งที่หลุดหายไปจากความสนใจของสาธารณะ ทั้งที่เขามีส่วนร่วมในความเคลื่อนไหวของบีบ็อพมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1940 ในฐานะมือเปียโนประจำของ “มินตัน’ส เพลย์ เฮาส์” แหล่งแจมเซสชั่นของนักดนตรีหัวก้าวหน้าหลังเลิกงาน จนได้รับฉายานามว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1406" title="Monk[1]" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/05/Monk1.jpg" alt="Monk[1]" width="235" height="286" /></p>
<p>ธีโลเนียส มังค์ (Thelonious Monk) เป็นนักดนตรีแจ๊สที่เรื่องราวของเขามีสีสันมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของดนตรีแขนงนี้</p>
<p>            ภาพยนตร์สารคดี Thelonious Monk Straight, No Chaser กำกับโดย ชาร์ล็อตต์ เซริน (Charlotte Zwerin) ที่นำเสนอชีวิตของเขาย่อมยืนยันข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ได้ดี</p>
<p>            ด้วยนิสัยส่วนตัวแปลกๆ วิธีการเล่นเปียโนที่มีการเกร็งนิ้วเหมือนคนเล่นไม่เป็น บทเพลงที่ประกอบขึ้นจากโมทิฟ แพทเทิร์นของจังหวะ และทำนองขรุขระอันน่าประหลาด  ตลอดจนการสวมหมวกทรงแปลกตา บ้างลุกขึ้นมาเต้นรำคั่นการแสดงของตนเอง เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้คนเข้าใจผิด บ้างคิดว่าเขาบ้า เขาเพี้ยน เขาดูชอบกล  และ ฯลฯ</p>
<p>            ครั้งหนึ่ง มังค์ เคยกล่าวว่า</p>
<p>            “ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมเล่นล้วนแตกต่าง &#8230; ทำนองต่าง, ฮาร์มอนีต่าง, โครงสร้างต่าง แต่ละชิ้นงานแตกต่างจากชิ้นอื่นๆ &#8230; เมื่อเพลงบอกเล่าเรื่องราว เมื่อมันมีซาวด์ที่แน่นอน  จากนั้นมันจะเปลี่ยนผ่านไปอย่างสมบูรณ์”</p>
<p>            มังค์ เปรียบเสมือน “อัจฉริยะที่โลกลืม” อย่างน้อยก็ชั่วระยะเวลาหนึ่งที่หลุดหายไปจากความสนใจของสาธารณะ ทั้งที่เขามีส่วนร่วมในความเคลื่อนไหวของบีบ็อพมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1940 ในฐานะมือเปียโนประจำของ “มินตัน’ส เพลย์ เฮาส์” แหล่งแจมเซสชั่นของนักดนตรีหัวก้าวหน้าหลังเลิกงาน จนได้รับฉายานามว่า “เจ้าคณะแห่งบีบ็อพ” (High Priest of Bebop) แต่ผู้คนวงกว้างกลับไม่ใคร่สนใจใยดีต่อผลงานของเขาเท่าใดนัก<span id="more-1405"></span></p>
<p>            ขณะที่ ชาร์ลี พาร์คเกอร์, ดิซซี กิลเลสปี แกนนำของความเคลื่อนไหว ก้าวออกไปปลุกโลกให้ตื่นขึ้นด้วยสำเนียงบ็อพอันเร่งเร้า มังค์ กลับดำเนินชีวิตในช่วงเวลาแห่งความคิดสร้างสรรค์อันรุ่งโรจน์ของตนเองอย่างเงียบเหงาเพียงลำพัง</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1407" title="Monk2" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/05/Monk2.jpg" alt="Monk2" width="251" height="235" /></p>
<p>            เป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้คนจำนวนไม่น้อย ซึ่งเข้าไม่ถึงความงดงามจากดนตรีของเขา ต่างพากันเยาะเย้ยถากถาง ทั้งแนวทางและเทคนิคการเล่นของมังค์ เช่นเดียวกันกับที่ค่ายเพลงเคยบอกปัดข้อเสนอเพื่อทำอัลบั้มอย่างไร้เยื่อใย กระทั่ง บัด พาวล์ ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนและลูกศิษย์ที่ชื่นชม มังค์ อย่างมาก กลับมีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือ ก่อนหน้า มังค์ หลายปี</p>
<p>            ไม่น่าเชื่อว่า กว่านักเปียโนคนนี้จะมีอัลบั้มของตัวเองเป็นครั้งแรก ก็จนเมื่ออายุ 30 และกว่าจะมีวงดนตรีของตัวเอง อายุก็ปาเข้าไป 40 ปีแล้ว จากนั้นเมื่อชีวิตดำเนินมาถึงอายุ 55 ปี มังค์ ก็เร้นลับหายไปจากโลก</p>
<p>            &#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..</p>
<p>            เกิดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ.1917 ที่นอร์ธ แคโรไลนา พออายุ 6 ขวบ แม่พาเขาและพี่น้องอีก 2 คน ย้ายมาอยู่นิวยอร์ก ซิตี แต่แทนที่จะย้ายไปอยู่ในย่านฮาร์เล็มเหมือนคนผิวสีจากทางตอนใต้ในยุคของการอพยพครั้งใหญ่ (The Great Migration) ในช่วงนั้น ครอบครัวของมังค์กลับเลือกพำนักอยู่ในละแวกของถนนสายที่ 63 ตะวันตก ย่าน “ซาน ฮวน ฮิลล์” ซึ่งไม่ห่างไกลจากแมนฮัตตันเท่าใดนัก</p>
<p>            หลังจากอยู่ที่นิวยอร์กซิตีได้  3 ปี พ่อของ มังค์ เดินทางมาสบทบกับครอบครัว แต่ด้วยสภาพอากาศอันหนาวเย็นและปัญหาทางด้านสุขภาพ ทำให้พ่อต้องย้ายกลับไปที่นอร์ธแคโรไลนาเป็นระยะๆ ทว่า อย่างน้อยที่สุด ในทุกๆ ครั้งที่พ่อเดินทางมาพักอยู่ด้วย พ่อของมังค์จะบรรเลงทั้งฮาร์มอนิกาและเปียโน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการปลูกฝังความรักในเสียงดนตรีให้แก่ มังค์</p>
<p>            มังค์ เริ่มต้นดนตรีจากการฝึกฝนทรัมเป็ต แล้วเปลี่ยนมาสนใจเปียโนเมื่ออายุ 9 ปี  พอโตเป็นวัยรุ่น มังค์ ก็พอจะมีฝีมือรับจ้างเล่นเปียโนตามงานปาร์ตี้ต่างๆ ได้แล้ว รวมถึงมีงานเล่นออร์แกนที่โบสถ์แบ๊บติสต์ใกล้บ้าน และผ่านเวทีแข่งขันเปียโนที่ อพอลโล เธียเตอร์ จนชนะมาหลายครั้ง</p>
<p>            แม้จะเกิดที่ แคโรไลนา แต่ มังค์  เป็นชาวนิวยอร์กซิตีตัวจริงคนหนึ่ง เหมือนกรณีที่ หลุยส์ อาร์มสตรอง รู้สึกถึงการหล่อหลอมตัวตนขึ้นจากเมืองนิวออร์ลีนส์ (ตามแนวทางการวิเคราะห์ของ แกรี กิดดินส์)  มังค์ ซึมซับอารมณ์ต่างๆ ของเมืองนิวยอร์ก ทั้งจากโบสถ์, วงบิ๊กแบนด์, ทิน แพน อัลลีย์, แนวทางการเล่นเปียโนสไตรด์ของย่านฮาร์เล็ม ตลอดจนถึงขบวนการศิลปะสมัยใหม่ </p>
<p>            ขณะที่กำลังเรียนอยู่ในโรงเรียนไฮสกูลชั้นนำของนิวยอร์ก ซิตี เขาทนสีสันอันเย้ายวนของวงการดนตรีภายนอกไม่ไหว จึงตัดสินใจดร็อปเรียนเพื่อออกมาเล่นดนตรี โดยมีวงควอร์เททเล่นตามบาร์ต่างๆ ก่อนที่ เคนนี คลาร์ก มือกลองหัวก้าวหน้าจากยุคสวิงว่าจ้างให้เขาเล่นประจำที่ มินตัน’ส ในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี ค.ศ.1941 ในช่วงเวลาที่บีบ็อพกำลังฟูมฟักตัวเองเป็นการภายใน ก่อนจะเผยแพร่ออกสู่โลกภายนอก หลังจากสหภาพนักดนตรียุติการประท้วงอันยาวนานในช่วงกลางทศวรรษ 1940</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1408" title="Monk3" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/05/Monk3.jpg" alt="Monk3" width="250" height="229" /></p>
<p>            มีข้อน่าสังเกตว่า ขณะที่นักเปียโนบ็อพทั่วไป ใช้เทคนิคมือซ้ายเล่นคอร์ดพอประมาณ โดยมุ่งเน้นความสำคัญไปที่อัตราความเร็วของการเล่นโน้ตมือขวา ด้วยกลุ่มโน้ตเขบ็จ 1 ชั้น และ 2 ชั้น (eighth &amp; sixteenth notes) มังค์ กลับเลือกที่จะเล่น “อย่างแตกต่าง” ด้วยการผสมผสานสมดุลระหว่างเทคนิคมือซ้ายและมือขวาอย่างเท่าเทียม อีกทั้งยังเลือกใช้กับจังหวะที่มีเหลี่ยมมุม กับแนวทางการเล่นแบบสไตรด์เปียโน ที่เขาได้รับอิทธิพลจากนักเปียโนรุ่นบุกเบิกอย่าง เจมส์ พี.จอห์นสัน และ วิลลี “เดอะ ไลออน” สมิธ</p>
<p>            ในยุคสมัยบ็อพ ที่ใครๆ แข่งขันกันในเรื่องความเร็ว มังค์ กลับสนใจคุณสมบัติของ “ความเงียบ” (Silence) และ “พื้นที่” (Space) ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเสียงดนตรีเช่นเดียวกันกับการให้ความสำคัญแก่โครงสร้างเพลง การเลือกใช้เฟรสซิ่ง  และไอเดียที่ทวนกระแส ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้สุ้มเสียงดนตรีของเขามีความเป็นต้นแบบและสดใหม่มาจนถึงปัจจุบัน</p>
<p>            ในด้านการประพันธ์ มังค์ ได้รับการยกย่องว่ามีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า ดุ๊ก เอลลิงตัน ในฐานะนักประพันธ์ดนตรีชาวอเมริกันแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 ที่มีความเป็นต้นแบบค่อนข้างสูง</p>
<p>            ความโดดเด่นชัดเจนที่สุดประการหนึ่งก็คือ มังค์ เป็นนักแต่งเพลงแจ๊สคนหนึ่งที่ไม่นิยมใช้การเขียนแนวทำนองที่ผันแปรจากทางเดินคอร์ด (Chord Progressions) ของเพลงสแตนดาร์ด หรือเพลงยอดนิยมทั่วไป (ซึ่งปกตินิยมกันในหมู่นักดนตรีบ็อพ) แล้วหันมาเลือกการสร้างสถาปัตยกรรมแห่งรูปทรงของเสียงขึ้นมาใหม่ ณ ที่ซึ่งแนวประสานและจังหวะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับทำนอง</p>
<p>            ผลงานประพันธ์ของ มังค์ อาทิ Off Minor (อีกชื่อหนึ่งว่า What Now) , 52nd Street Theme, Round Midnight, Epistrophy (แต่งร่วมกับ เคนนี คลาร์ก) , I Mean You (บันทึกเสียงครั้งแรกในวงของ โคลแมน ฮอว์กินส์) , Bemsha Swing, Criss Cross (สังกัดอินดี้แจ๊สแห่งหนึ่งนำมาเป็นชื่อสังกัด), Evidence, Hackensack (แต่งขึ้นจากการทำงานวันแรกในสตูดิโอของ รูดี แวน เกลเดอร์ ที่แฮคเกนแซ็ก นิวเจอร์ซี) , Misterioso, Monk’s Dream (มังค์ เติมกลิ่นอายแคริบเบียนเข้าไปในเพลงนี้), Rhythm-a-ning,  Straight, No Chaser<strong></strong></p>
<p>            หลายเพลงของ มังค์ จัดว่ายากแก่การบรรเลงของวงไม่น้อย อาทิ Brilliant Corners ซึ่งว่ากันว่าต้องเทคกันถึง 25 รอบ</p>
<p>            แม้บทเพลงของมังค์ จะมีความสลับซับซ้อน แต่เพลงบัลลาดของเขาก็ได้รับการยอมรับว่ามีทำนองอันงดงาม เช่น Ask Me Now, Monk’s Mood, Ruby My Dear (แต่งให้ รูบี ริชาร์ดสัน เพื่อนสาวสมัยมังค์ยังเป็นวัยรุ่น), Crepuscule with Nellie (แต่งให้ภรรยาระหว่างเข้ารับการผ่าตัด) และ  Pannonica เป็นต้น</p>
<p>             &#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..</p>
<p>            ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่มองข้ามแววอัจฉริยภาพของ มังค์ ไป อาจกล่าวได้ว่า โคลแมน ฮอว์กินส์ นักเทเนอร์แซ็กโซโฟน เจ้าของเวอร์ชั่นเพลง Body &amp; Soul อันโด่งดังมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1939 เป็นคนแรก ที่ตัดสินใจชักชวนนักเปียโนประหลาดคนนี้มาร่วมงานบันทึกเสียงด้วย</p>
<p>            เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1944 ผลลัพธ์ก็คือ ทั้งนักวิจารณ์และนักดนตรีต่างโขกสับ มังค์ เสียเละ  !</p>
<p>            มังค์ มีโอกาสบันทึกเสียงในนามของตนเองจริงๆ เป็นครั้งแรก กับสังกัด บลูโน้ต เมื่อปี ค.ศ.1947 สมัยนั้น บลูโน้ต เป็นเพียงสังกัดเล็กๆ แต่เปิดโอกาสให้เขาเลือกไซด์แมนได้ตามใจชอบ ในจำนวนนี้ประกอบด้วยมือทรัมเป็ตอย่าง ไอดรีส ซูไลแมน และ จอร์จ เทท,  มืออัลโต แซ็กโซโฟน วัย 22 ปีอย่าง ซาฮิบ ชิฮับ และวัย 17 ปีอย่าง แดนนี ควีเบค เวสต์ ขณะที่มีมือกลองระดับพระกาฬในสายบ็อพอย่าง อาร์ต แบล็กกีย์ และมือกลองจากวงของ เคาน์ เบซี นาม รอสซิแอร์ “ชาโดว์” วิลสัน มาร่วมงานในบางเพลง</p>
<p>            ในการบันทึกเสียงเซสชั่นสุดท้ายที่อัดกับ บลูโน้ต เมื่อปี ค.ศ.1952 มังค์ ได้ไซด์แมนที่โดดเด่นยิ่งขึ้น ประกอบด้วย เคนนี ดอแรม-ทรัมเป็ต, ลู โดนัลด์สัน-อัลโต แซ็กโซโฟน, ลัคกี ธอมพ์สัน-เทเนอร์ แซ็กโซโฟน, เนสลัน บอยด์-เบส และ  แม็กซ์ โรช-กลอง</p>
<p>            และเช่นเคย ผลงานของมังค์ ที่ออกระหว่างช่วงปี ค.ศ.1947-1952 ไม่ประสบความสำเร็จเชิงพาณิชย์แม้แต่น้อย ทั้งที่ผลงานเหล่านี้คืองานระดับ “ขึ้นหิ้ง” ที่ได้รับการยอมรับในวิธีการสร้างสรรค์งานดนตรีอย่างแยบยลในเวลาต่อมา</p>
<p>            ช่วงปี ค.ศ.1947 น่าจะเป็นปีทองของ มังค์ ไม่ว่าจะเป็นการมีโอกาสได้อัดแผ่นครั้งแรก แถมยังสละโสดแต่งงานกับ เนลลี สมิธ ซึ่ง 2 ปีต่อมาทั้งคู่มี มังค์  จูเนียร์ เป็นพยานรักออกมาลืมตาดูโลก  แต่ฐานะการเงินการงานของมังค์ไม่ใคร่ดีนัก</p>
<p>            นักเปียโนลูกอ่อนพยายามทำงานสุดกำลัง แต่ในเวลาเดียวกัน เขาไม่ยอมประนีประนอมต่อการผ่อนปรนวิสัยทัศน์ทางด้านดนตรีเพื่อรับใช้ธุรกิจ เรียกง่ายๆ ว่า ให้ไปขายเต้าฮวยดีกว่าทำเพลงห่วยๆ เอาใจนายทุน</p>
<p>            ทุกอย่างแย่ลงเป็นลำดับ เมื่อ มังค์ ถูกจับในข้อหาครอบครองยาเสพติด เขาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยกเลิกบัตรอนุญาตให้เล่นดนตรี (เรียกกันว่า คาบาเรต์ การ์ด) นั่นหมายความว่า เขาไม่มีโอกาสเล่นดนตรีตามไนท์คลับหรือสถานที่ขายแอลกอฮอล์ในละแวกบ้านของตัวเองเป็นเวลาถึง 6 ปี</p>
<p>            ช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้ มังค์ ผละไปเล่นดนตรีตามแหล่งใกล้เคียง เช่น บรู้คลีน รับงานนอกเมือง เล่นตามงานคอนเสิร์ตบ้าง อยู่กับบ้านแต่งเพลงใหม่</p>
<p>            ฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ.1953 ลูกสาวของมังค์  นาม บาร์บารา ลืมตาออกมาดูโลก เชื่อมต่อช่วงฤดูร้อนในปีเดียวกัน เขาบินไปแสดงดนตรีในงานเทศกาลดนตรีแจ๊สที่ปารีสเป็นครั้งแรก  ที่นั่น เขาได้อัดอัลบั้มชุดหนึ่งสำหรับสังกัดท้องถิ่นที่ชื่อ โว้ก</p>
<p>            ระหว่างปี ค.ศ.1952-54 มังค์ มีงานบันทึกเสียงจำนวนหนึ่งออกกับสังกัด เพรสทิจ แน่นอนในจำนวนนี้มีอัลบั้มเด่นที่ทำกับศิลปินอย่าง ซันนี โรลลินส์, ไมล์ส เดวิส และ มิลท์ แจ็คสัน รวมอยู่ด้วย และหลายคนคงจำกันได้ดีกระมัง ถึงความขัดแย้งในด้านอัตตาและแนวคิดทางดนตรี ระหว่าง มังค์ กับ ไมล์ส เดวิส ในเซสชั่น Bag’s Groove ซึ่งเป็นกรณีคลาสสิกครั้งหนึ่งของวงการแจ๊สเลยทีเดียว</p>
<p>            ปี ค.ศ.1955 มังค์ เซ็นสัญญาทำงานกับสังกัด ริเวอร์ไซด์ โดยมีอัลบั้มชั้นดีออกมาหลายชุดด้วยกัน อาทิ  Plays Duke Ellington, Brilliant Corners และ Monk’s Music เป็นต้น</p>
<p>            จนกระทั่งอีก 2 ปี ด้วยความช่วยเหลือจาก บารอนเนสส์ แพนโนนิกา เดอ โคเอนนิกสวอร์เทอร์ (คนที่มังค์ แต่งเพลง Pannonica ให้ และเป็นคนเดียวกันกับที่ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือ ชาร์ลี พาร์คเกอร์) เขาได้รับ คาบาเรต์ คาร์ด กลับคืน อันเป็นผลให้มีโอกาสแสดงดนตรีคู่กับ จอห์น โคลเทรน ในไนท์คลับชื่อ ไฟว์ สปอต คาเฟ</p>
<p>            นับจากจุดนี้ ชีวิตในวงการดนตรีของมังค์ เริ่มจรัสแสง เขาได้แจมกับนักดนตรีชื่อดังนับไม่ถ้วน ตั้งแต่ จอห์นนี กริฟฟิน, คลาร์ก เทอร์รี ไปจนถึง เจอร์รี มัลลิแกน ผลงานของเขาได้รับการกล่าวขานจากนักวิจารณ์ และมีการนำไปใช้เป็นตัวอย่างของการศึกษาในสถาบันดนตรี</p>
<p>            ในปี ค.ศ.1959 มังค์ ทดลองทำวงบิ๊กแบนด์ เปิดแสดงที่ ทาวน์ ฮอลล์ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง ราวกับว่าถึงเวลานี้ ผู้คนพร้อมแล้วสำหรับการรับฟังเสียงดนตรีของเขา</p>
<p>            ปี ค.ศ.1961 มังค์เริ่มทำวงดนตรีของตนเองขึ้นใหม่ โดยได้ ชาร์ลี รูส ในตำแหน่งเทเนอร์ แซ็กโซโฟน, จอห์น โอเร ในตำแหน่ง เบส (ต่อมาแทนที่ด้วย บุทช์ วอร์เรน และ แลร์รี เกลส์) และ แฟรงกี ดันลอป มือกลอง (ต่อมาแทนที่โดย เบน ไรลีย์)</p>
<p>            ช่วงต้นทศวรรษ 1960s นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในชีวิตการทำงานของ มังค์ เขาเริ่มมีโอกาสเผยแพร่แนวทางดนตรีอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น  อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนหน้านั้น</p>
<p>            มังค์ เข้าร่วมเทศกาลนิวพอร์ต แจ๊ส เฟสติวัล ในเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ.1962 จากนั้นแสดงในรูปแบบบิ๊กแบนด์ และ ควอร์เทท ที่ เดอะ ฟิลฮาร์มอนิก (ต่อมาเป็นที่รู้จักในนาม ลินคอล์น เซ็นเตอร์) ในเดือนธันวาคม</p>
<p>            ทุกอย่างดีขึ้นเป็นลำดับในปีถัดมา มังค์ ได้เซ็นต์สัญญากับสังกัดหลักอย่าง โคลัมเบีย และมีโอกาสทัวร์ญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ในช่วงเดือนพฤษภาคม กับเพื่อนนักดนตรีที่รู้ใจอย่าง ชาร์ลี รูส, บุทช์ วอร์เรน และ แฟรงกี ดันล็อป ที่นั่น เขากลายเป็นศิลปินแจ๊สที่แฟนเพลงชาวญี่ปุ่นชื่นชมกันอย่างมาก   (การแสดงสดในครั้งนั้นคลี่คลายออกมาเป็นอัลบั้มแผ่นคู่ Monk In Tokyo โดยสังกัด โคลัมเบีย)           </p>
<p>            เดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.1964 นิตยสาร ไทม์ นำเสนอเรื่องราวของ มังค์ ขึ้นปก  (เดิม ไทม์ ปกมังค์ เตรียมวางแผงราวช่วงเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1963 แต่ บังเอิญว่า ปธน. จอห์น เอฟ เคนเนดี  ถูกลอบสังหาร ในวันที่ 23 พฤศจิกายน เรื่องของมังค์ จึงถูกเลื่อนออกไป) โดย ไทม์ เรียกเขาว่า “มังค์ ผู้โดดเดี่ยวที่สุด”</p>
<p>            สอดรับกับคำบอกเล่าของ จอห์นนี กริฟฟิน ที่ว่า มังค์คือคนติดบ้าน</p>
<p>            “ถ้ามังค์ไม่ออกมาทำงาน ผู้คนจะไม่ได้พบเขา มังค์พักอยู่กับบ้าน เขาหลบออกไป และพักผ่อน”</p>
<p>            ภาพลักษณ์ของการเป็นศิลปินแจ๊สที่แปลก ในอีกด้านหนึ่งก็คือความเป็นแฟมิลีแมน กล่าวกันว่า มังค์ ไม่เคยพลาดกิจกรรมสำคัญของครอบครัวเลย เช่น งานวันเกิด นอกจากนี้เขายังแต่งเพลงที่มีความสนุกสนานแต่ซับซ้อนไม่น้อย ให้แก่ลูกๆ เช่น  Little Rootie Tootie แต่งเพลง Boo Boo’s Birthday ให้ลูกชาย และ Green Chimneys ให้ลูกสาว รวมถึงเพลงเฉลิมฉลองคริสต์มาสที่มีชื่อเท่ๆ ว่า A Merrier Christmas ท่ามกลางสภาพความเป็นอยู่อย่างลำบากภายในครอบครัว แต่ทุกคนดูเหมือนจะต่อสู้กับอุปสรรคเหล่านี้ได้ด้วยดี</p>
<p>            ในหนังสือ The Jazz Life ที่เขียนโดย แนท เฮนทอฟฟ์ ภรรยาของมังค์ เนลลี ให้สัมภาษณ์แง่มุมอันน่าสนใจของ มังค์ ไว้ตอนหนึ่งว่า</p>
<p>            “ฉันเคยวิตกกังวลเกี่ยวกับรูปภาพหรืออะไรก็ตามที่แขวนไว้บนผนัง แล้วเบี้ยวผิดที่ไปแม้เพียงเล็กน้อย ธีโลเนียสรักษาฉัน ด้วยการตอกติดนาฬิกาบนผนังด้วยมุมที่เอียงมากๆ มากพอที่จะทำให้ฉันโกรธเกลียดขึ้นมาได้ เราทะเลาะกันเรื่องนี้ 2 ชั่วโมง เขาสั่งไม่ให้ฉันยุ่งกับมัน  ในที่สุด ฉันก็เคยชิน ถึงตอนนี้ อะไรจะเอียงกระเท่เร่ยังไง ก็ไม่ได้รบกวนฉันอีกต่อไปแล้ว”</p>
<p>            ทศวรรษ 1960s ทำท่าว่าจะไปได้ดี มังค์ มีผลงานที่ประสบความสำเร็จจากการออกอัลบั้มกับสังกัดใหญ่อย่าง โคลัมเบีย หลายชุด อาทิ Criss Cross, Monk’s Dream, It’s Monk Time, Straight No Chaser และ Underground อย่างไรก็ตาม เทรนด์หลักของอุตสาหกรรมเพลงในเวลานั้นคือดนตรีร็อค ดังนั้น ศิลปินแจ๊สจึงไม่ได้อยู่ในจุดที่ได้รับความสนใจมากนัก</p>
<p>            อัลบั้มสุดท้ายที่ มังค์ ผลิตให้ โคลัมเบีย คือ Monk’s Blues ในรูปของวงบิ๊กแบนด์ ที่ทำร่วมกับวงของ โอลิเวอร์ เนลสัน เมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1968 ซึ่งกลายเป็นงานที่ไม่ประสบความสำเร็จทั้งในด้านศิลปะและยอดขาย เมื่อประกอบกับความไม่ใส่ใจใยดีของค่ายเพลงและปัญหาด้านสุขภาพที่เสื่อมโทรมลง ทำให้นักเปียโนคนนี้ห่างหายจากสตูดิโอไปในที่สุด</p>
<p>            ชาร์ลี รู้ส ตัดสินใจลาออกจากวงของ มังค์ ในเดือนมกราคมปี ค.ศ.1970 หลังจากนั้นอีก 2 ปี สังกัด โคลัมเบีย คัดรายชื่อมังค์ออกจากการเป็นศิลปินในสังกัด เงื่อนไขเหล่านี้ ทำให้มังค์มีงานแสดงและงานบันทึกเสียงน้อยลงยิ่งขึ้น</p>
<p>            วงควอร์เททในระยะสุดท้ายของ มังค์ มี แพท แพทริค และ พอล เจฟฟรีย์ ในตำแหน่งแซ็กโซโฟน และมี ธีโลเนียส มังค์ จูเนียร์ ในตำแหน่งกลอง ช่วงปี 1971-72 เขาออกทัวร์ภายใต้ชื่อ Giants of Jazz ซึ่งเป็นการรวมตัวของกลุ่มศิลปินบ็อพ ประกอบด้วย ดิซซี กิลเลสปี, คาย ไวน์ดิง, ซันนี สติทท์, อัล แมคกิบอน และ อาร์ต แบล็กกีย์</p>
<p>            มีบันทึกไว้ว่า มังค์ แสดงดนตรีต่อหน้าสาธารณะครั้งสุดท้ายในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1976 และด้วยปัญหาสุขภาพ ความอ่อนล้าโรยแรง และการหมดสิ้นไฟในการทำงานสร้างสรรค์ ทำให้ มังค์ หันหลังให้แก่เสียงดนตรี</p>
<p>            ครั้งหนึ่งราวปี ค.ศ.1980 ระหว่างเดินทางจากซานฟรานซิสโก เพื่อแวะมาทำธุระที่นิวยอร์กซิตี  ออร์ริน คีพนิวส์ โปรดิวเซอร์ ได้โทรศัพท์ไปหา มังค์ หลังจากไม่ได้ติดต่อกันหลายปี บทสนทนาของคนทั้งสองมีดังต่อไปนี้</p>
<p>            “ธีโลเนียส ทุกวันนี้คุณยังเล่นเปียโนอยู่รึเปล่า?”</p>
<p>            “ผมไม่ได้เล่น”</p>
<p>            “แล้วยังอยากกลับมาเล่นมั้ย ?”</p>
<p>            “ไม่ ผมไม่อยาก”</p>
<p>            “ตอนนี้ ผมอยู่ที่นี่ 2-3 วัน อยากให้ผมแวะไปหา และคุยกันเรื่องวันเก่าๆ มั้ย ?”</p>
<p>            “ไม่ ผมไม่อยาก”</p>
<p>             เมื่อ ออร์ริน เล่าเรื่องนี้ให้ แบร์รี แฮร์ริส ฟัง แบรี ซึ่งเป็นเพื่อนที่ได้อยู่ใกล้ชิด มังค์ ในช่วงปีท้ายๆ  บอกว่า “คุณโชคดีแล้วนะ คุณได้ฟังเขาตอบครบทั้งประโยค กับคนส่วนมาก เขาพูดแค่ว่า “ไม่” “</p>
<p>            หลังจากป่วยด้วยโรคเส้นเลือดอุดตันในสมอง และอยู่ในสภาพไม่รู้สึกตัวมาก่อนหน้านั้น 12 วัน ธีโลเนียส มังค์ เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1982</p>
<p> </p>
<p> </p>
<p> </p>
<p> </p>
<h1>ข้อมูลประกอบ</h1>
<p> </p>
<p>- Robin D. G. Kelley, Thelonious Monk (Free Press)</p>
<p>- Orrin Keepnews, Thelonious and Me (Liner Notes from The Complete Riverside Recordings 1987)</p>
<p>- Gary Giddins, Vision of Jazz</p>
<p>- Dan Morgenstern , An Evening with Monk (Jazz Journal 1960)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1405/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
