<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>BangkokJazzLife.com &#187; Reviews</title>
	<atom:link href="http://www.bangkokjazzlife.com/archives/category/reviews/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.bangkokjazzlife.com</link>
	<description>The Best Companion for Thai Jazz Society</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Feb 2012 06:03:47 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>Gretchen Parlato</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2179</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2179#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Feb 2012 05:39:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Reviews]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=2179</guid>
		<description><![CDATA[
สำหรับบ้านเรา หากคุณเป็นนักร้องวัย 35 ปี คงไม่วันถูกจัดให้เป็นดาวรุ่ง (Rising Star) อย่างแน่นอน แต่สำหรับสหรัฐอเมริกา เกรทเชน พาร์ลาโต (Gretchen Parlato) เป็นดาวรุ่งที่แวดวงดนตรีกำลังเฝ้ามอง โดยเมื่อเดือนสิงหาคม 2011 ที่ผ่านมา จากโพลล์สำรวจความเห็นนักวิจารณ์ของ “ดาวน์บีท” นิตยสารที่น่าเชื่อถือสูงสุดของวงการแจ๊ส ยกย่องให้เธอเป็น “นักร้องหญิงแจ๊สดาวรุ่งแห่งปี” เลยทีเดียว
                ก่อนหน้านั้น เกรทเชน เริ่มเป็นที่รู้จักกันบ้างแล้ว จากการชนะเลิศเวทีประกวด “ธีโลเนียส มังค์ คอมเพทิชั่น” เมื่อปี 2004 ซึ่งปีนั้นเปลี่ยนจากการประกวดเครื่องดนตรีอื่นๆ มาเป็นเวทีสำหรับนักร้องกันบ้าง โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่พร้อมใจเทคะแนนให้เธอ ซึ่งล้วนแต่เป็นคนสำคัญในวงการเพลงทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ควินซี โจนส์, ฟลอรา พูริม, จิมมี สก็อตต์, อัล จาร์โร, ดีดี บริดจ์วอเตอร์ และ เคิร์ท อีลลิง
                ความสำเร็จจากเวทีประกวดครั้งนั้น เปิดประตูของโอกาสให้เธอได้ทำอัลบั้ม ทั้งงานเดี่ยวของตัวเอง และการเป็นนักร้องรับเชิญให้แก่ศิลปินคนนั้นคนนี้มากมายกว่า 50 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2182" title="gretchen4" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2012/02/gretchen4--300x300.jpg" alt="gretchen4" width="300" height="300" /></p>
<p>สำหรับบ้านเรา หากคุณเป็นนักร้องวัย 35 ปี คงไม่วันถูกจัดให้เป็นดาวรุ่ง (Rising Star) อย่างแน่นอน แต่สำหรับสหรัฐอเมริกา เกรทเชน พาร์ลาโต (Gretchen Parlato) เป็นดาวรุ่งที่แวดวงดนตรีกำลังเฝ้ามอง โดยเมื่อเดือนสิงหาคม 2011 ที่ผ่านมา จากโพลล์สำรวจความเห็นนักวิจารณ์ของ “ดาวน์บีท” นิตยสารที่น่าเชื่อถือสูงสุดของวงการแจ๊ส ยกย่องให้เธอเป็น “นักร้องหญิงแจ๊สดาวรุ่งแห่งปี” เลยทีเดียว<span id="more-2179"></span></p>
<p>                ก่อนหน้านั้น เกรทเชน เริ่มเป็นที่รู้จักกันบ้างแล้ว จากการชนะเลิศเวทีประกวด “ธีโลเนียส มังค์ คอมเพทิชั่น” เมื่อปี 2004 ซึ่งปีนั้นเปลี่ยนจากการประกวดเครื่องดนตรีอื่นๆ มาเป็นเวทีสำหรับนักร้องกันบ้าง โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่พร้อมใจเทคะแนนให้เธอ ซึ่งล้วนแต่เป็นคนสำคัญในวงการเพลงทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ควินซี โจนส์, ฟลอรา พูริม, จิมมี สก็อตต์, อัล จาร์โร, ดีดี บริดจ์วอเตอร์ และ เคิร์ท อีลลิง</p>
<p>                ความสำเร็จจากเวทีประกวดครั้งนั้น เปิดประตูของโอกาสให้เธอได้ทำอัลบั้ม ทั้งงานเดี่ยวของตัวเอง และการเป็นนักร้องรับเชิญให้แก่ศิลปินคนนั้นคนนี้มากมายกว่า 50 อัลบั้ม โดยเธอฝากเสียงร้องเอาไว้ในอัลบั้มของศิลปินหลากวัย ตั้งแต่ เคนนี บาร์รอน, เทอร์เรนซ์ บลังชาร์ด ไปจนถึง ไลโอเนล ลูเอเก และ เอสเปอรันซา สปัลดิง</p>
<p>                นี่ยังไม่นับรวมตารางทัวร์แสดงดนตรีในเทศกาลต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งได้รับการเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม แม้กระทั่งศิลปินรุ่นใหญ่ อย่าง เฮอร์บี แฮนค็อก, เวย์น ชอร์เตอร์ จนถึงมือเบส ริชาร์ด โบนา ถึงขนาดยกนิ้วโป้งให้คะแนน 5 ดาวสำหรับผลงานของเธอ เช่นเดียวกันกับที่ครั้งหนึ่ง บีบีซี แห่ง อังกฤษ ยกย่องเธอว่า เป็น “&#8230; ดาวเจิศจรัสเหนือนครลอนดอน &#8230; ดาวดวงหนึ่งได้แจ้งเกิดแล้ว”</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2181" title="gretchen3" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2012/02/gretchen3--283x300.jpg" alt="gretchen3" width="283" height="300" /></p>
<p>                ทว่า กว่าจะมาถึงวันนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายของ เกรทเชน พาร์ลาโต เช่นกัน แม้เธอจะมีคุณพ่อเป็นมือเบสที่เคยอัดเสียงให้ศิลปินระดับตำนานอย่าง แฟรงค์ แซปปา รวมถึงการร่วมงานกับศิลปินคนอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน แถมยังมีคุณปู่เป็นมือทรัมเป็ตในวงบิ๊กแบนด์ยุคสงครามโลก แต่ “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” คนนี้ ก็ยังต้องทำงานหนักเพื่อพิสูจน์ตัวเองให้เป็นที่ยอมรับ<!--more--></p>
<p>                จากแคลิฟอร์เนีย เกรทเชน มุ่งหน้าสู่นครนิวยอร์ก หลังเรียนจบสาขาดนตรีชาติพันธุ์ เธอใฝ่ฝันจะได้เข้าเรียนในหลักสูตรดนตรีพิเศษของสถาบันธีโลเนียส มังค์ ซึ่งปกติเปิดรับเฉพาะนักดนตรีเท่านั้น แล้วในที่สุด เกรทเชนก็ทำลายหลักเกณฑ์เดิมลงเป็นผลสำเร็จ เมื่อเธอเป็นนักร้องคนแรกที่ฝ่าด่านเข้าไปศึกษาต่อในโปรแกรมนี้จนได้</p>
<p>                ด้วยความสามารถในด้านการร้อง ผนวกกับความรู้ด้านทฤษฎี การเรียบเรียงเสียงประสาน และการประพันธ์ดนตรี ทำให้ เกรทเชน ทำงานร่วมกับเพื่อนนักดนตรีรุ่นใหม่แบบ “เคียงบ่าเคียงไหล่” เธอไม่ใช่นักร้องที่เพียงแค่ร้องเท่านั้น แต่ยังมีส่วนในการกำหนดทิศทางของการสร้างสรรค์ การเลือกใช้ส่วนผสมทางดนตรีที่เหมาะสม และนั่นพลอยทำให้บทบาทของเธอก้าวผ่านออกจากเสียงร้องไปสู่ภาพรวมของดนตรีได้ในที่สุด</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2180" title="gretchen2" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2012/02/gretchen2--300x199.jpg" alt="gretchen2" width="300" height="199" /></p>
<p>                อัลบั้ม The Lost and Found เป็นผลงานลำดับที่ 3 ของเธอ ออกภายใต้สังกัด Obliqsound Records โดยมี โรเบิร์ต กลาสเปอร์ ร่วมโปรดิวซ์ และได้ยอดฝีมือดนตรีมาบรรเลงแบบเนียนๆ หลายคน ด้วยแนวทางของดนตรีร่วมสมัยที่อยู่ระหว่างพรมแดนของดนตรีสไตล์ต่างๆ โดยมีกลิ่นอายกระเดียดไปทางป๊อป แต่ก็เป็นป๊อปที่มีชั้นเชิงยากแก่การคาดเดาล่วงหน้า กรุ่นด้วยกลิ่นอายของแจ๊ส, อาร์แอนด์บี, ฟังกี, ลาติน และ อิเล็กทรอนิกา เรียกว่าศิลปินหยิบฉวยทุกสีสันดนตรีมาใช้อย่างไม่ปิดกั้นตัวเอง</p>
<p>                เกรทเชน มีเพลงแต่งเองจำนวนหนึ่ง พร้อมกับหยิบเพลงของเพื่อนๆ มาร้องบรรเลงด้วย นอกจากนั้น เพื่อให้สัดส่วนของเพลงในอัลบั้มมีความหลากหลาย จึงมีเพลงที่มิตรรักแฟนเพลงรู้จักคุ้นเคย เช่นเพลงของศิลปินป๊อป อย่าง ซิมพลี เร็ด ที่ใช้เป็นแทร็คเปิดอัลบั้มในเพลง Holding Back the Years หรือจะเป็นเพลง All That I Can Say ของ แมรี เจ ไบลจ์ จนถึง Juju ของ เวย์น ชอร์เตอร์ และ Blue in Green เพลงของมือเปียโนแจ๊สรุ่นครู บิลล์ อีแวนส์ ที่มีการนำคำร้องมาใส่ และเปลี่ยนโฉมหน้าเพลงให้แตกต่างไปจากเดิม</p>
<p>                ผลลัพธ์ที่ออกมา จึงกลายเป็นอัลบั้มที่คลุกเคล้ากันอย่างดี ผ่านบุคลิกภาพ “เหนือจริง” และ “เหมือนฝัน” ของเธอ เป็นการพาผู้ฟังให้หลุดเข้าไปในโลกส่วนตัวที่ลึกซึ้งและเร้นลับ แต่ขณะเดียวกันก็ให้ความรื่นรมย์ชนิดที่ไม่อยากผละออกมาสัมผัสโลกแห่งความเป็นจริงเท่าใดนัก</p>
<p>                ฟังเผินๆ เสียงร้องของ เกรทเชล พาร์ลาโต ดูเรียบๆ เนียนๆ ไม่โดดเด่นหวือหวา แต่เชื่อไหมว่า เธอมีมนต์สะกดให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและเป็นสุขในเวลาเดียวกัน.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2179/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>David Sanborn/Here &amp; Gone</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2174</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2174#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Feb 2012 03:54:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Reviews]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=2174</guid>
		<description><![CDATA[
                  ที่ผ่านมา นักฟังบ้านเรารู้จักมักคุ้นกับ เดวิด แซนบอร์น ในฐานะศิลปินสมู้ธแจ๊ส ผู้ถ่ายทอดบทเพลงบนชีพจรฟิวชั่นได้หวานหยดย้อย แฟนเพลงที่ฟังเจาะลึกลงอีกหน่อย ย่อมรู้ดีว่า แซนบอร์น ผาดโผนอยู่ในยุทธจักรเพลงมาอย่างโชกโชน เขาเคยเล่นในวงดนตรีบลูส์ โซล แจ๊สเข้มๆ บางครั้งหันไปบรรเลงในสไตล์ลาติน ร็อค กับ ซานตานา
ที่สำคัญ เขามีเซอร์ไพรส์มาฝากแฟนเพลงเป็นระยะๆ
                 อัลบั้ม Here &#38; Gone น่าจะเป็นหนึ่งในผลงานระดับมาสเตอร์พีซของเขา แม้เกือบทั้งหมดจะเป็นเพลงเก่าที่นำมาตีความใหม่ แต่ภายใต้การโปรดิวซ์ของ ฟิล ราโมน ทุกองค์ประกอบในอัลบั้มนี้ดูใหม่สด และเต็มไปด้วยจิตวิญญาณทางดนตรีที่คุณสัมผัสได้
                   ด้วยภาคโปรดักชั่นที่ไม่ธรรมดา ตั้งแต่นักดนตรีที่มีชื่อเสียงระดับแนวหน้า ทั้งในภาคริธึ่มเซคชั่น ไปจนถึงฮอร์นเซ็คชั่น ล้วนแต่เป็นดาวเด่นในวงการทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น คริสเชียน แมคไบรด์, สตีฟ แกดด์, ริคกี ปีเตอร์สัน, ลูว์ โซลอฟฟ์ ฯ เรื่อยไปจนถึงอะเรนจ์เมนต์ที่ประณีตงดงาม จากฝีมือของ กิล โกลด์สไตน์ ที่ถือเป็นเอตทัคคะในด้านนี้
แซนบอร์น เริ่มต้นบรรจงไล่เรียงโน้ตแต่ละตัวของเพลง St.Louis Blues ให้คลี่คลายอย่างลุ่มลึก บนเทมโปที่ช้าลงกว่าปกติ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2175" title="sanborn" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2012/02/sanborn.jpg" alt="sanborn" width="300" height="300" /><br />
                  ที่ผ่านมา นักฟังบ้านเรารู้จักมักคุ้นกับ เดวิด แซนบอร์น ในฐานะศิลปินสมู้ธแจ๊ส ผู้ถ่ายทอดบทเพลงบนชีพจรฟิวชั่นได้หวานหยดย้อย แฟนเพลงที่ฟังเจาะลึกลงอีกหน่อย ย่อมรู้ดีว่า แซนบอร์น ผาดโผนอยู่ในยุทธจักรเพลงมาอย่างโชกโชน เขาเคยเล่นในวงดนตรีบลูส์ โซล แจ๊สเข้มๆ บางครั้งหันไปบรรเลงในสไตล์ลาติน ร็อค กับ ซานตานา<br />
ที่สำคัญ เขามีเซอร์ไพรส์มาฝากแฟนเพลงเป็นระยะๆ<span id="more-2174"></span><br />
                 อัลบั้ม Here &amp; Gone น่าจะเป็นหนึ่งในผลงานระดับมาสเตอร์พีซของเขา แม้เกือบทั้งหมดจะเป็นเพลงเก่าที่นำมาตีความใหม่ แต่ภายใต้การโปรดิวซ์ของ ฟิล ราโมน ทุกองค์ประกอบในอัลบั้มนี้ดูใหม่สด และเต็มไปด้วยจิตวิญญาณทางดนตรีที่คุณสัมผัสได้<br />
                   ด้วยภาคโปรดักชั่นที่ไม่ธรรมดา ตั้งแต่นักดนตรีที่มีชื่อเสียงระดับแนวหน้า ทั้งในภาคริธึ่มเซคชั่น ไปจนถึงฮอร์นเซ็คชั่น ล้วนแต่เป็นดาวเด่นในวงการทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น คริสเชียน แมคไบรด์, สตีฟ แกดด์, ริคกี ปีเตอร์สัน, ลูว์ โซลอฟฟ์ ฯ เรื่อยไปจนถึงอะเรนจ์เมนต์ที่ประณีตงดงาม จากฝีมือของ กิล โกลด์สไตน์ ที่ถือเป็นเอตทัคคะในด้านนี้<br />
แซนบอร์น เริ่มต้นบรรจงไล่เรียงโน้ตแต่ละตัวของเพลง St.Louis Blues ให้คลี่คลายอย่างลุ่มลึก บนเทมโปที่ช้าลงกว่าปกติ เมื่อผสานกับกลุ่มฮอร์นเซ็คชั่นที่กดทับน้ำหนักความจัดจ้านของโทนคัลเลอร์ลง ก่อให้เกิดความรู้สึกมลังเมลือง<br />
                เพลงนี้มีรายละเอียดให้ค้นหาตลอดเวลา อย่าลืมฟังบทสนทนาระหว่างแซ็กของ แซนบอร์น กับทรัมเป็ตของ วอลเลซ โรนีย์ ผ่านแพทเทิร์น Call &amp; Response ในช่วงท้าย<br />
Brother Ray เป็นเพลงของ มาร์คัส มิลเลอร์ เพื่อนเก่าของ แซนบอร์น แต่งขึ้นด้วยความระลึกถึง เรย์ ชาร์ลส์ ศิลปินนัยน์ตาพิการที่จากไป โดยมี ดิเร็ค ทรัคส์ มาฝากเสียงกีตาร์ที่เปรี้ยวซ่าอย่างพอเหมาะ ขณะที่ I&#8217;m Gonna Move To The Outskirts Of Town ได้แขกรับเชิญรุ่นใหญ่จากอังกฤษ อย่าง เอริค แคลปตัน มาร่วมร้องและบรรเลงกีตาร์อย่างสละสลวยและเป็นธรรมชาติในสไตล์บลูส์-สวิง<br />
                นอกจาก St.Louis Blues แล้ว ในอัลบั้มนี้ยังมีเพลงเก่าแก่ อย่าง Basin Street Blues (1928) ของ สเปนเซอร์ วิลเลียมส์ ที่พาผู้ฟังย้อนกลับไปสู่โลกเมื่อครั้งอดีต แต่ด้วยมุมมองร่วมสมัยผ่านการเรียบเรียงให้กระเดียดไปทาง “คูล” ให้แตกต่างจากเวอร์ชั่น “สวิง” ของศิลปินอย่าง หลุยส์ อาร์มสตรอง หรือ เบนนี กูดแมน<br />
แซนบอร์น มีนักแซ็กอย่าง แฮงก์ ครอว์ฟอร์ด ศิลปินชาวเมืองเมมฟิส เป็นแรงบันดาลใจ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะหยิบ Stoney Lonesome เพลงของ แฮงก์ มาบรรเลงอย่างหนักแน่น ความโดดเด่นของเพลงนี้อยู่ตรงภาคริธึ่มเซคชั่น โดย คริสเชียน แมคไบรด์ และ สตีฟ แกดด์ ขับเคลื่อนเพลงไปอย่างพลิ้วไหว เต็มด้วยพลัง สลับด้วยริฟฟ์แน่นๆ จากกลุ่มฮอร์น เซคชั่น<br />
               ในช่วงกลางของเพลง แอนโธนี วิลสัน มือกีตาร์อีกคนที่โด่งดังจากการเล่นในวงของ ไดอานา ครอลล์ ยังฝากเม็ดโซโลอิมโพรไวเซชั่นได้อย่างเฉียบคมเช่นเคย<br />
นอกจาก Stoney Lonesome ในอัลบั้มมีเพลงในมูดใกล้ๆ กันอย่าง Please Send Me Someone to Love เพลงอมตะของ เพอร์ซี เมย์ฟิลด์ ที่ศิลปินบลูส์นิยมนำมาร้องเสมอๆ จนถึงทุกวันนี้ สำเนียงแซ็กของ แซนบอร์น ลื่นไหลไปในลีลาที่แตกต่าง และตรงข้ามกับฟีลนิ่งๆ ที่เขาถนัด ใน What Will I Tell My Heart อันเป็นตัวอย่างของเพลงที่ลงตัวสูง ระหว่างทางแซ็กกับเสียงครางเบาๆ จากฮอร์นเซคชั่น<br />
               แขกรับเชิญอีกรายของ แซนบอร์น ในอัลบั้มนี้ คือสาวสวยผิวขาวชาวอังกฤษ เจ้าของเสียงร้องโซลแบบคนผิวสี เธอคือ จอสส์ สโตน กับเพลง I Believe To My Soul เพลงเก่าของ เรย์ ชาร์ลส์ ด้วยลีลาที่สะกดคนฟังได้ทันทีตั้งแต่โน้ตแรก เช่นเดียวกันกับสำเนียงการร้องขุ่นๆ สากๆ แต่เข้มถึงใจของ แซม มัวร์ กับเพลง I&#8217;ve Got News For You ในสไตล์บัลลาดบลูส์<br />
               นับจากอัลบั้ม Another Hand และ Time Again ผมคิดว่า Here &amp; Gone คือด้านลึกซึ้งของ เดวิด แซนบอร์น ที่คอเพลงแจ๊สแท้ๆ ไม่พึงมองข้าม ส่วนใครที่เคยติดใจกับสำเนียงหวานๆ ของ แซนบอร์น อัลบั้มนี้ย่อมให้ประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป &#8230; เพราะศิลปินคนหนึ่งมักมีตัวตนและแง่มุมหลายด้านให้เราสัมผัสเสมอๆ</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2175" title="sanborn" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2012/02/sanborn.jpg" alt="sanborn" width="300" height="300" /></p>
<p>Here &amp; Gone : St. Louis Blues ; Brother Ray ; I&#8217;m Gonna Move To The Outskirts Of Town ; Basin Street Blues ; Stoney Lonesome ; I Believe To My Soul ; What Will I Tell My Heart? ; Please Send Me Someone To Love ; I&#8217;ve Got News For You<br />
Personnel : David Sanborn, alto saxophone ; Eric Clapton , vocals (3), guitar (3) ; Joss Stone , vocals (6) ; Sam Moore , vocals (9) ; Christian McBride , bass ; Steve Gadd , drums ; Russell Malone , guitar ; Derek Trucks , guitar (2) ; Anthony Wilson , guitar solo (5) ; Ricky Peterson , Hammond B3 (2, 6, 8, 9) ; Gil Goldstein , keyboards (1, 2, 4, 6, 8), Hammond B3 (2) ; Howard Johnson , baritone sax ; Charles Pillow , bass clarinet (1-4, 6, 9) ; John Moses , bass clarinet (5, 7, <img src='http://www.bangkokjazzlife.com/wp-includes/images/smilies/icon_cool.gif' alt='8)' class='wp-smiley' /> ; Mike Davis , tenor trombone ; Lou Marini , tenor sax ; Keyon Harrold , trumpet ; Lew Soloff , trumpet (1, 4, 6, 9) ; Wallace Roney , trumpet solo (1)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2174/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Eliane  Elias / Light My Fire</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2133</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2133#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 02 Dec 2011 05:32:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Reviews]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=2133</guid>
		<description><![CDATA[
            ชื่อของศิลปินแจ๊สสายเลือดละติน อีเลน เอลิส (Eliane Elias) อาจไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากนัก หากแต่ผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของวงการแจ๊สอย่างต่อเนื่องคงจะคุ้นเคยกับงานเพลงคุณภาพของเธอผู้นี้เป็นอย่างดี อีเลน เรียนเปียโนตั้งแต่อายุ 7 ขวบ และเข้าศึกษาต่อในสถาบัน Free Center of Music Apprenticeship ใน São Paulo เริ่มต้นทำงานร่วมกับนักกีตาร์ Toquinho และกวี Vinicius de Moraes เมื่ออายุ 17 ปี ออกแสดงดนตรีในแถบ South America และยุโรป จากนั้น อีเลน ตัดสินใจเดินทางมานิวยอร์คเพื่อร่วมงานกับวง Steps Ahead และมีผลงานบันทึกเสียงร่วมกับวง 1 ชุด ก่อนที่จะออกมาทำงานร่วมกับนักทรัมเป็ต เรนดี แบรคเกอร์ (Randy Brecker) และสร้างครอบครัวร่วมกัน
              ด้วยน้ำเสียงอันเข้มข้น ความสามารถในการบรรเลงเปียโน และการประพันธ์เพลงทำให้ อีเลน กลายเป็นดาวเด่นที่ได้รับการโหวตจากผู้อ่านนิตยสาร Jazziz ให้ครองรางวัล [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2134" title="elianeelia" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/12/elianeelia-300x300.jpg" alt="elianeelia" width="300" height="300" /></p>
<p>            ชื่อของศิลปินแจ๊สสายเลือดละติน อีเลน เอลิส (Eliane Elias) อาจไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากนัก หากแต่ผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของวงการแจ๊สอย่างต่อเนื่องคงจะคุ้นเคยกับงานเพลงคุณภาพของเธอผู้นี้เป็นอย่างดี อีเลน เรียนเปียโนตั้งแต่อายุ 7 ขวบ และเข้าศึกษาต่อในสถาบัน Free Center of Music Apprenticeship ใน São Paulo เริ่มต้นทำงานร่วมกับนักกีตาร์ Toquinho และกวี Vinicius de Moraes เมื่ออายุ 17 ปี ออกแสดงดนตรีในแถบ South America และยุโรป จากนั้น อีเลน ตัดสินใจเดินทางมานิวยอร์คเพื่อร่วมงานกับวง Steps Ahead และมีผลงานบันทึกเสียงร่วมกับวง 1 ชุด ก่อนที่จะออกมาทำงานร่วมกับนักทรัมเป็ต เรนดี แบรคเกอร์ (Randy Brecker) และสร้างครอบครัวร่วมกัน<span id="more-2133"></span><br />
              ด้วยน้ำเสียงอันเข้มข้น ความสามารถในการบรรเลงเปียโน และการประพันธ์เพลงทำให้ อีเลน กลายเป็นดาวเด่นที่ได้รับการโหวตจากผู้อ่านนิตยสาร Jazziz ให้ครองรางวัล Best New Talent เมื่อปี 1988 จากนั้นเธอมีผลงานคุณภาพออกมาให้แฟนเพลงได้ฟังกันอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งผลงานชิ้นเด่น Solos and Duets (1995) ที่ อีเลน มีโอกาสร่วมงานกับนักเปียโนชั้นครูอย่าง เฮอร์บี แฮนคอก (Herbie Hancock) และ Impulsive!(1997) อัลบั้มรวมงานประพันธ์ของเธอที่ได้รับการเรียงเรียงใหม่โดย บ็อบ บรูคเมเยอร์ (Bob Brookmeyer)<br />
             ผลงานล่าสุดของเธอเปิดตัวในชื่อ Light My Fire กับบ้านใหม่สังกัด Concord พร้อมพรั่งไปด้วยเพื่อนนักดนตรีและแขกรับเชิญมากฝีมืออย่าง จิลแบร์โต จิล (Gilberto Gil) ที่มาร่วมแจมใน Aquele Abraco และ Turn to Me ผลงานจากการประพันธ์ของ อีเลน เมื่อปี 1988 ซึ่งมีกลิ่นอายของดนตรีแซมบาชวนโยกย้าย นอกจากนี้ยังเลือกคัฟเวอร์บทเพลงคุ้นเคย อาทิ My Cherie Amour ของศิลปินตาบอด สตีวี วันเดอร์ (Stevie Wonder), Take Five เพลงเด่นของวง Dave Brubeck Quartet ที่หลายคนหลงรัก และ Light My Life งานเก่าของ จิม มอร์ริสัน (Jim Morrison) และวง The Doors ที่เรียบเรียงปรับแต่งหน้าตาใหม่ในสไตล์บราซิลเลี่ยนแจ๊สได้อย่างน่าฟัง บทเพลงในอัลบั้มนี้จึงเป็นผลงานที่ฟังง่าย ฟังสบายกว่าหลายชุดที่ผ่านมา เหมาะสำหรับการเริ่มต้นทำความรู้จักกับเธอ หรือกลับมาสนใจเธออีกครั้งหากคุณเคยปฏิเสธงานเพลงของเธอมาก่อน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2133/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Bobby Sanabria ชีพจรลาตินในบริบทใหม่</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2039</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2039#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Jun 2011 06:32:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Reviews]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=2039</guid>
		<description><![CDATA[          จินตนาการกันสักหน่อย หากคุณนำแนวทางดนตรีลาตินตามแบบฉบับของ ติโต ปูเอนเต (Tito Puente) มาผสมผสานกับทางอวอง-การ์ด ร็อค ของ แฟรงค์ แซปปา (Frank Zappa) จะเกิดสุ้มเสียงดนตรีแบบใดขึ้นมา ?
          หากวงดนตริบิ๊กแบนด์ของคุณ เป็นแหล่งรวมของนักดนตรียอดฝีมือหลากวัย ตั้งแต่อายุ 18 จนถึงอายุ 80 แถมยังมีการตั้งคอนเซ็พท์ในการทำงานให้เป็น Urban Folktales ที่แค่ชื่อก็ฟังดูขัดแย้งกันชอบกลแล้ว ผลลัพธ์นั้นจะคลี่คลายออกมาแบบไหน ?
           บ๊อบบี ซานาเบรีย หรือในชื่อเต็มว่า โรเบิร์ต เดนนิส ไมเคิล ซานาเบรีย กับอัลบั้ม Big Band Urban Folktales ที่ออกโดยค่ายอิสระ “แจ๊สเฮดส์” คือคำตอบของเงื่อนไขที่กล่าวมาข้างต้น
            ความน่าสนใจของอัลบั้มนี้ มิใช่แค่เพียงการได้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่ในสาขา “อัลบั้มลาตินแจ๊สยอดเยี่ยม” ของปีนี้เท่านั้น  แต่ผลงานของบ๊อบบีชุดนี้พาผู้ฟังเดินทางไปในโลกจินตนาการของเสียงไกลเกินกว่าที่เราคาดหมาย
            ชื่อเสียงของมือกลองและนักเพอร์คัสชั่นคนนี้อาจจะไม่เป็นที่รู้จักมักคุ้นในหมู่นักฟังบ้านเรานัก แต่หากสังเกตบทบาทของเขาในฐานะไซด์แมน เราจะพบว่าเขาผ่านการฝึกฝนวิทยายุทธทางด้านดนตรีมาอย่างโชกโชน
            บ๊อบบี เคยเล่นกับศิลปินหลากหลาย ตั้งแต่ ดิซซี กิลเลสปี, ติโต [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-2040" title="bobby_sanabria1" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/06/bobby_sanabria1--300x297.jpg" alt="bobby_sanabria1" width="300" height="297" />          จินตนาการกันสักหน่อย หากคุณนำแนวทางดนตรีลาตินตามแบบฉบับของ ติโต ปูเอนเต (Tito Puente) มาผสมผสานกับทางอวอง-การ์ด ร็อค ของ แฟรงค์ แซปปา (Frank Zappa) จะเกิดสุ้มเสียงดนตรีแบบใดขึ้นมา ?<br />
          หากวงดนตริบิ๊กแบนด์ของคุณ เป็นแหล่งรวมของนักดนตรียอดฝีมือหลากวัย ตั้งแต่อายุ 18 จนถึงอายุ 80 แถมยังมีการตั้งคอนเซ็พท์ในการทำงานให้เป็น Urban Folktales ที่แค่ชื่อก็ฟังดูขัดแย้งกันชอบกลแล้ว ผลลัพธ์นั้นจะคลี่คลายออกมาแบบไหน ?</p>
<p>           <strong>บ๊อบบี ซานาเบรีย</strong> หรือในชื่อเต็มว่า โรเบิร์ต เดนนิส ไมเคิล ซานาเบรีย กับอัลบั้ม <strong>Big Band Urban Folktales</strong> ที่ออกโดยค่ายอิสระ “แจ๊สเฮดส์” คือคำตอบของเงื่อนไขที่กล่าวมาข้างต้น</p>
<p>            ความน่าสนใจของอัลบั้มนี้ มิใช่แค่เพียงการได้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่ในสาขา “อัลบั้มลาตินแจ๊สยอดเยี่ยม” ของปีนี้เท่านั้น  แต่ผลงานของบ๊อบบีชุดนี้พาผู้ฟังเดินทางไปในโลกจินตนาการของเสียงไกลเกินกว่าที่เราคาดหมาย</p>
<p>            ชื่อเสียงของมือกลองและนักเพอร์คัสชั่นคนนี้อาจจะไม่เป็นที่รู้จักมักคุ้นในหมู่นักฟังบ้านเรานัก แต่หากสังเกตบทบาทของเขาในฐานะไซด์แมน เราจะพบว่าเขาผ่านการฝึกฝนวิทยายุทธทางด้านดนตรีมาอย่างโชกโชน</p>
<p>            บ๊อบบี เคยเล่นกับศิลปินหลากหลาย ตั้งแต่ ดิซซี กิลเลสปี, ติโต ปูเอนเต, ปากิโต ดี ริเวอรา, ชาร์ลส์ แมคเฟอร์สัน, มองโก ซานตามาเรีย, เรย์ บาร์เรตโต, อาร์ตูโร ซานโดวัล, มาริโอ บัวซา จนถึงมือคอมโพสเซอร์แนวล้ำยุคอย่าง เฮนรี ธรีดกิลล์</p>
<p>            เขาเป็นอเมริกันเชื้อสายเปอร์โตริกัน เกิดและเติบโตมาในย่าน เซาธ์ บรองซ์ ของนิวยอร์ก ซิตี ด้วยความเป็นคนบรองซ์ท้องถิ่นที่มีบทบาทอย่างสูงทางด้านดนตรีนี่เอง ทำให้เขาได้รับการจดจารชื่อไว้ใน “บรองซ์ วอล์ค ออฟ เฟม” ในฐานะบุคคลที่สร้างชื่อเสียง (ทางที่ดี) ให้แก่ บรองซ์  ซึ่งโดยปกติ บรองซ์ เป็นพื้นที่ที่คนภายนอกไม่ปรารถนาจะแวะผ่านไปเท่าใดนัก จากคำร่ำลือในเรื่องของความไม่ปลอดภัย</p>
<p>            <em>แต่ดูเหมือน บ๊อบบี ซานาเบรีย จะภาคภูมิใจในความเป็นบรองซ์ไม่น้อย</em><em></em></p>
<p>            0 0 0 0 0</p>
<p>            อิทธิพลทางดนตรีแรกสุดที่นักเพอร์คัสชั่นมือทองคนนี้ได้รับมาจากคุณพ่อของเขาเอง พ่อของบ๊อบบีเป็นคนรักเสียงเพลงตัวยง อย่างที่เขาเล่าให้ฟังว่า เมื่อตอนเป็นเด็ก เขาโตมากับเสียงเพลงที่พ่อเปิดฟังหลังกลับจากทำงาน เป็นดนตรีที่มีความแตกต่างกันอย่างมาก</p>
<p>            พอเป็นวัยรุ่น บ๊อบบี แอบนอนดึกเพื่อฟังรายการเพลงทางวิทยุของดีเจ ซิมโฟนี ซิด รวมไปถึงดีเจที่เล่นเพลงลาตินออกอากาศอย่าง โจ เกนส์, ดิ๊ก ริคาร์โด ชูการ์ หรือแม้กระทั่งดีเจสายร็อคอย่าง อัลลิสัน สตีล และ โจนาธาน ชวาร์ทซ์ แต่คนที่ส่งอิทธิพลแก่เขาอย่างมาก คือ ฟิลิเป ลูเชียโน ซึ่งลงลึกถึงรากเหง้าของดนตรีลาติน</p>
<p>            “ฟิลิเป ปฏิบัติต่อดนตรีราวกับศิลปะขั้นสูง และเขาเล่นทั้งเพลงระดับขึ้นหิ้งพร้อมๆ ไปกับผลงานใหม่ๆ ของศิลปินหัวก้าวหน้า”  บ๊อบบี ย้อนความจำเก่าๆ</p>
<p>            เมื่อโตขึ้น บ๊อบบี ใฝ่ฝันถึง “เบิร์กลี คอลเลจ ออฟ มิวสิค” สำนักตักศิลาทางดนตรีแห่งเมืองบอสตัน สถานที่โด่งดังที่ ควินซี โจนส์ (และศิลปินอีกนับไม่ถ้วน) เป็นศิษย์เก่า แต่นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย เบิร์กลีเป็นสถาบันการศึกษาเอกชนที่มีค่าหน่วยกิตไม่น้อย</p>
<p>            ด้วยการสนับสนุนด้านทุนและเงินกู้ยืม ในที่สุดเขามีโอกาสเรียนที่นั่นช่วงปี 1975-1979 ก่อนจะก้าวออกไปทำงานในแนวทางที่ตนสนใจ นั่นคือ การทำเพลงผสมผสานกันระหว่าง แจ๊ส กับแนวทาง แอโฟร-คิวบัน</p>
<p>            นอกจากงานเล่นดนตรีกับเพื่อนศิลปิน และการทำงานอัลบั้มเดี่ยวของตนเอง ซึ่งบ๊อบบีทำออกมาแล้วหลายชุด บางชุดอย่าง Afro-Cuban Dream&#8230; Live &amp; In Clave!  ได้รับการเสนอชื่อรางวัลแกรมมี่ในสาขาอัลบั้มลาตินแจ๊สยอดเยี่ยม ปี ค.ศ.2001 แล้ว ตัวเขาเองยังเจียดเวลาส่วนหนึ่งไปสอนหนังสือโดยเป็นอาจารย์ประจำของ “แมนฮัตตัน สกูล ออฟ มิวสิค” สถาบันดนตรีชื่อดังแห่งหนึ่งของนิวยอร์ก รวมไปจนถึงการช่วยผลิตสารคดีโทรทัศน์ให้แก่สถานีพีบีเอส (PBS) จำนวนหลายเรื่องด้วยกัน</p>
<p>            งานสอนหนังสือเป็นผลพวงที่ทำให้เกิดอัลบั้ม Big Band Urban Folktales ซึ่งด้านหนึ่งมาจากนักเรียนดนตรีปัจจุบัน และศิษย์เก่าที่มาเสริมทัพให้ความฝันของศิลปินคนนี้เป็นจริงขึ้นมา</p>
<p>            0 0 0 0 0</p>
<p>            อัลบั้มใหม่ของ บ๊อบบี มี 12 เพลงด้วยกัน นอกจากตัวเขาในฐานะผู้นำแล้ว ยังมี โจ ฟิลเดอร์ ช่วยดูแลด้านการเรียบเรียงเสียงประสาน กับการจัดวงบิ๊กแบนด์ที่อลังการถึง 20 ชิ้น</p>
<p>            เพลงเด่นอย่าง Since I Fell For You เป็นการนำบทประพันธ์ บัดดี จอห์นสัน เมื่อปี ค.ศ.1948 มาเรียบเรียงใหม่ ด้วยการเปลี่ยนฟิลดนตรีจาก โบเรโร มายัง สวิง และไปยัง ชา-ชา อย่างไร้รอยตะเข็บ โดยมีอดีตศิษย์เก่า ชารีน เวด ถ่ายทอดเสียงร้อง และจัดช่วงให้สำหรับแพทเทิร์น call &amp; response ที่นิยมใช้ในเพลงร้องแอฟริกันโบราณ</p>
<p>            “ผมพูดกับเด็กๆ (ในโรงเรียน) ถึงดนตรีลาตินอเมริกัน , แจ๊ส รวมถึงประวัติศาสตร์ และการบรรเลง คุณจะต้องประหลาดใจเมื่อพบว่ามีเด็กๆ ที่กลับมาหาผมในรอบ 10 หรือ 15 ปีหลังจากนั้น นักเรียนคนใดที่ผมรู้สึกว่าพร้อมพอ จะได้เล่นในคอนเสิร์ตหรืองานบันทึกเสียง” บ๊อบบี บอกเล่าถึงลูกศิษย์ลูกหาหลายคนที่มาร่วมงานในอัลบั้มนี้</p>
<p>            สำหรับ ชารีน เจ้าของเสียงร้องอันแสนไพเราะนั้น บ๊อบบี บอกว่า เธอเพิ่งจบปริญญาโทในสาขา Jazz Vocal Performance  จากแมนฮัตตัน สกูล ออฟ มิวสิค เมื่อ 2-3 ปีก่อน  ก่อนหน้านั้น เธอจบปริญญาตรีเกียรตินิยมจาก ลา การ์เดีย สกูล ฟอร์ เดอะ เพอร์ฟอมิง อาร์ตส์ ทุกวันนี้เธอมีงานร้องเพลงทั่วไป แต่ยังไม่มีโอกาสแสดงความสามารถจริงๆ จังๆ สักครั้ง</p>
<p>            “ผมคิดว่าเธอเป็นคนที่ควรจะร้องเพลงนี้” บ๊อบบี พูดถึง Since I Fell For You ในเวอร์ชั่นที่เป็นแนว ลาติน บิ๊กแบนด์ ซึ่งหาฟังได้ยากในวันนี้ “เธอมีคุณสมบัติมากกว่านั้น สำหรับผม นักร้องแจ๊สไม่ใช่แค่ใครที่ตีความทำนองเท่านั้น แต่น่าจะเป็นใครที่สแกตและอิมโพรไวส์ได้ด้วย”</p>
<p>            นอกจาก Since I Fell For You ในอัลบั้มมีเพลงเก่าที่คุ้นหู Besame Mucho ถ่ายทอดเสียงร้องโดย ฮิแรม เรมอน นักร้องรุ่นใหญ่วัย 76 ปี !</p>
<p>            ขณะที่ความเป็นเปอร์โตริกันในสายเลือดปรากฏชัดผ่านเพลง El Lider ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงการพลิกผันจังหวะใหม่เข้ามารับใช้ได้อย่างลงตัว บนชีพจรดนตรีที่เร่งเร้าและมีชีวิต</p>
<p>            “นี่คือครั้งแรกที่เราทำเพลง บอมบา (bomba) ในสไตล์กราสิมา (grasima) ซึ่ง grasima เป็นหนึ่งในสไตล์ของ บอมบา เหมือนอย่าง ซัลซา (Salsa) ที่คุณมี แบมโบ (mambo) ซอน (son) และ ชา-ชา-ชา (cha-cha-cha) ในบอมบา เรามีสไตล์จังหวะที่แตกต่าง และ กราสิมา เป็นหนึ่งในนั้น เรามีการบรรเลงแบบครบวง 5 แซ็ก 4 ทรอมโบน และ 4 ทรัมเป็ต ในภาคจังหวะเราใช้กลอง bomba barrels ที่คนเปอร์โตริกันใช้กัน เป็นกลองซึ่งทำให้เราได้เสียงที่ลึกและมีพลัง”</p>
<p>            ในฐานะเป็นแฟนเพลงตัวยงของ แฟรงค์ แซปปา จึงไม่น่าแปลกใจหากเราจะได้ยินเพลง The Grand Wazoo ในเวอร์ชั่นใหม่ที่ บ๊อบ ยังรักษาเอกลักษณ์เจ้าของเพลงเดิมได้เด่นชัด เริ่มตั้งแต่ เฟรสซิ่งแรกๆ ในช่วงอินโทร.</p>
<p>            “ผมบอกกับตัวเองว่า ผมชอบเพลงนี้ สักวันผมจะบันทึกเพลงนี้อีกครั้ง แต่จะเพิ่มเติมองค์ประกอบที่ แฟรงค์ แซปปา เพียงแค่เปรยไว้ในอะเรนจ์เมนต์ ซึ่งองค์ประกอบเหล่านั้นล้วนมาจากวัฒนธรรมของผม ไม่ว่าจะเป็นแอโฟร-คิวบัน , แอโฟร-แคริบเบียน”</p>
<p>            57th St. Mambo จากปลายปากกาของ ไมเคิล ฟิลลิป มอสส์แมน เป็นเพลงเปิดอัลบั้มที่โชว์พลังอย่างไร้ขีดจำกัด บนชีพจรลาตินที่ยั่วเย้าอยู่ในที แนวฮาร์มอนีของเพลงนี้สะท้อนถึง “กึ๋น” ของภาคดนตรีที่พยายามไปไกลกว่าเพลงเต้นรำลาตินทั่วไป ในส่วนของโซโลทรัมเป็ตโดย มอม์แมน เอง ทำได้เนียนและน่าประทับใจดีแท้</p>
<p>            ส่วนตัวผมสนใจเพลง D Train (ชื่อมาจากซับเวย์เส้นทางหนึ่งของนิวยอร์ก) ที่เร่าร้อน ในแทร็คนี้มีการรับลูกอิมโพรไวส์กันอย่างตื่นตา เริ่มจาก ทิม เซสชันส์ มือทรอมโบน ตามมาด้วย แอดรูว์ นีสลีย์ มือทรัมเป็ต ไปถึง เจฟฟ์ ลีเดอเรอร์ มือเทเนอร์ แซ็ก ส่วน O Som Do Sol เปลี่ยนมาสู่บีทแบบบราซิลเลียน ผลงานของ เฮอร์เมโต ปาสโคล ที่หมดจดงดงาม แม้จะไม่มีการโซโลมากนัก</p>
<p>            สำหรับนักฟังชาวไทย อยากให้สังเกตเพลง El Ache De Sanabria En Moderacion ที่มีความสลับซับซ้อน ทว่า บางบทบางตอนของวลีเพลง กลับชวนให้คิดถึงวลีเพลงท้องถิ่นของไทยที่มีความละม้ายคลายคลึงกันอย่างน่าสนใจ</p>
<p>            0 0 0 0 0</p>
<p>            จากการเกิดและเติบโตมาในชุมชนคนผิวสี ได้สัมผัสซึมซับเสียงดนตรีที่หลากหลาย ด้วยลักษณะของพหุทางวัฒนธรรม ทำให้ บ๊อบบี ค้นพบว่า “หัวใจคนเรานั้นไม่มีสี ส่วนเลือดของทุกๆ คนก็เป็นสีแดงทั้งนั้น”</p>
<p>            ดนตรีของบ๊อบบีสะท้อนถึงทัศนคติดังกล่าว ความพยายามในการทำงานของเขาจึงไม่ต่างจากการเผยแพร่ดนตรีให้กระจายออกไปในวงกว้างเท่าที่จะเป็นไปได้ ด้วยหวังว่าเสียงดนตรีที่ลดทอนการเผชิญหน้า และนำพาผู้คนให้มามองเห็นความงดงามจากความแตกต่างยิ่งขึ้น</p>
<p>            นายวงบิ๊กแบนด์คนนี้ ยังเป็นหนึ่งในนายวงไม่กี่คนนักที่พยายามผลักดันงานให้เกิดขึ้น แม้เงื่อนไขการดำรงอยู่ของ บิ๊ก แบนด์ ไม่ใช่เรื่องง่ายก็ตาม เพราะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายมหาศาล ข<br />
ณะที่สถานการณ์โดยทั่วไปของแจ๊สในสหรัฐอเมริกากลับไม่สู้ดีนัก ไม่ว่าจะยอดขายที่ลดลง หรือการไม่มีโอกาสเปิดออกอากาศทางสถานีวิทยุและทีวี</p>
<p>            ดูเหมือนนักดนตรีอย่างเขาจึงต้องรับบทเป็นนักการศึกษาไปในเวลาเดียวกัน และเมื่อพูดถึงเยาวชน บ๊อบบี ซานาเบรีย จะกล่าวด้วยน้ำเสียงอันเปล่งประกายด้วยความหวัง</p>
<p>            “ผมแปลกใจที่หลังจากนำเสนอเสียงดนตรีไปในงานคอนเสิร์ตต่างๆ หรือไปบรรยายให้เด็กๆ ฟัง พวกเขามักเดินเข้ามาหา แล้วถามไถ่ว่ายังมีอัลบั้มในลักษณะฟังอีกหรือไม่ ผมเชื่อว่าดนตรีดีๆ เหล่านี้ได้สื่อสารไปยังกลุ่มผู้ฟังแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมา เราอาจจะไม่มีโอกาสเช่นนี้มากนัก”</p>
<p>            และนั่นคงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เป็นกำลังใจให้ บ๊อบบี ซานาเบรีย ทำงานต่อไป.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/2039/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>To Billie with Love / Emarcy</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1946</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1946#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Mar 2011 02:43:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Reviews]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=1946</guid>
		<description><![CDATA[
              Eleanora Fagan เป็นชื่อบนบัตรประชาชนของ บิลลี ฮอลิเดย์ นักร้องแจ๊สระดับตำนานที่จากโลกไปก่อนวัยอันสมควร ทว่า ผลงานของเธอยังเป็นอมตะตราบจนปัจจุบัน ด้วยสุ้มเสียงการร้องที่มีสำเนียงเฉพาะตัว มุมมองในการจัดวรรคตอนของทำนองเสียใหม่ การเข้าถึงเนื้อหาของเพลง และลักษณะของจังหวะสวิงที่แทรกซึมอยู่ในเนื้ออณู
ส่วน ดีดี บริดจ์วอเตอร์ นับว่ามีความใกล้ชิดกับห้วงอารมณ์เพลงของ บิลลี เป็นพิเศษ เธอเคยเข้าถึงบทบาทของ บิลลี ผ่านการแสดงในเรื่อง Lady Sings the Blues มาแล้ว การหยิบเพลงนี้มานำเสนอใหม่ ในฐานะเพลงเปิดอัลบั้ม ทำให้การขับเคลื่อนเพลงบนกระแสอารมณ์อันเชี่ยวกรากมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง             ในอัลบั้มนี้ ดีดี ก้าวมาถึงแนวทางที่เธอถนัด นั่นคือการตีความเพลงร้องแล้วนำเสนอใหม่ให้มีลีลาปานประหนึ่งเป็นเพลงของตนเอง ซึ่งเป็น approach ที่บิลลี ทำอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเพลงใดก็ตาม เธอทำให้กลายเป็นเพลงประจำตัวเธอได้อย่างอัศจรรย์
             ในกรณีของ ดีดี มีตัวอย่างของเพลง All of Me ที่ค่อนข้างชัดเจนในแนวทางดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีเพลงในยุคแรกอย่าง Miss Brown to You และ Mother&#8217;s Son-in-Law ที่ฟังสนุกตามบริบทของเพลง.
Dee [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1947" title="tobillie" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2011/03/tobillie.jpg" alt="tobillie" width="225" height="225" /><br />
              Eleanora Fagan เป็นชื่อบนบัตรประชาชนของ บิลลี ฮอลิเดย์ นักร้องแจ๊สระดับตำนานที่จากโลกไปก่อนวัยอันสมควร ทว่า ผลงานของเธอยังเป็นอมตะตราบจนปัจจุบัน ด้วยสุ้มเสียงการร้องที่มีสำเนียงเฉพาะตัว มุมมองในการจัดวรรคตอนของทำนองเสียใหม่ การเข้าถึงเนื้อหาของเพลง และลักษณะของจังหวะสวิงที่แทรกซึมอยู่ในเนื้ออณู<br />
ส่วน ดีดี บริดจ์วอเตอร์ นับว่ามีความใกล้ชิดกับห้วงอารมณ์เพลงของ บิลลี เป็นพิเศษ เธอเคยเข้าถึงบทบาทของ บิลลี ผ่านการแสดงในเรื่อง Lady Sings the Blues มาแล้ว การหยิบเพลงนี้มานำเสนอใหม่ ในฐานะเพลงเปิดอัลบั้ม ทำให้การขับเคลื่อนเพลงบนกระแสอารมณ์อันเชี่ยวกรากมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง<span id="more-1946"></span>             ในอัลบั้มนี้ ดีดี ก้าวมาถึงแนวทางที่เธอถนัด นั่นคือการตีความเพลงร้องแล้วนำเสนอใหม่ให้มีลีลาปานประหนึ่งเป็นเพลงของตนเอง ซึ่งเป็น approach ที่บิลลี ทำอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเพลงใดก็ตาม เธอทำให้กลายเป็นเพลงประจำตัวเธอได้อย่างอัศจรรย์<br />
             ในกรณีของ ดีดี มีตัวอย่างของเพลง All of Me ที่ค่อนข้างชัดเจนในแนวทางดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีเพลงในยุคแรกอย่าง Miss Brown to You และ Mother&#8217;s Son-in-Law ที่ฟังสนุกตามบริบทของเพลง.</p>
<p>Dee Dee Bridgewater / Eleanora Fagan (1915-1959) To Billie with Love / Emarcy</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1946/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

