<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>BangkokJazzLife.com &#187; Reviews</title>
	<atom:link href="http://www.bangkokjazzlife.com/archives/category/reviews/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.bangkokjazzlife.com</link>
	<description>The Best Companion for Thai Jazz Society</description>
	<lastBuildDate>Fri, 30 Jul 2010 03:45:07 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>มิเชล กามิโล ทริโอแห่งแคริบเบียน</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1594</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1594#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 28 Jul 2010 02:08:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Reviews]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=1594</guid>
		<description><![CDATA[
เสียงเปียโนของ มิเช กามิโล เหมาะสำหรับคนชื่นชอบลีลาการบรรเลงแบบ “มากพลัง” เพราะในเพลงที่มีจังหวะเร็วหรืออัพเทมโปนั้น มิเชล พรมพรายนิ้วลงบนคีย์บอร์ดออกมาเป็นตัวโน้ตที่พรางพรู ราวกับ ออสการ์ ปีเตอร์สัน ในภาคลาตินแจ๊ส ขณะที่ในเพลงเนิบช้า แนวการวอยซิ่งเปียโนของเขาก็เผยให้เห็นอิทธิพลของนักเปียโนคนอื่นๆ เช่นกัน
            เขาได้รับอิทธิพลจากผลงานของนักเปียโนชั้นครู อย่าง ออสการ์ ปีเตอร์สัน, แมคคอย ไทเนอร์, ชิค คอเรีย, คีธ จาร์เรทท์ และ เออร์รอล การ์เนอร์ นักวิจารณ์ต่างยกย่องว่า มิเชล กามิโล มีทักษะการเล่นดนตรีในระดับดีเยี่ยม สามารถเล่นได้หลากหลายสไตล์ และเข้าถึงรูปแบบดนตรีชนิดต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้ง
            มิเชล กามิโล เกิดที่ ซานโต โดมิงโก ในประเทศสาธารณรัฐ โดมินิกัน เขาเริ่มแต่งเพลงเมื่ออายุ 5 ขวบ เริ่มต้นจากการเล่นแอคคอร์เดียน ก่อนหันไปฝึกเปียโนเมื่ออายุ 9 ขวบ มิเชล ใช้เวลาเรียนดนตรีอยู่ในสถาบันดนตรีแห่งชาติเป็นเวลา 13 ปี ก่อนจะได้รับการบรรจุเป็นสมาชิกวงออร์เคสตราแห่งชาติ
            ด้วยความรักในเสียงดนตรีแจ๊สนั่นเอง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1596" title="camilo2" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/camilo2.jpg" alt="camilo2" width="235" height="235" /></p>
<p>เสียงเปียโนของ มิเช กามิโล เหมาะสำหรับคนชื่นชอบลีลาการบรรเลงแบบ “มากพลัง” เพราะในเพลงที่มีจังหวะเร็วหรืออัพเทมโปนั้น มิเชล พรมพรายนิ้วลงบนคีย์บอร์ดออกมาเป็นตัวโน้ตที่พรางพรู ราวกับ ออสการ์ ปีเตอร์สัน ในภาคลาตินแจ๊ส ขณะที่ในเพลงเนิบช้า แนวการวอยซิ่งเปียโนของเขาก็เผยให้เห็นอิทธิพลของนักเปียโนคนอื่นๆ เช่นกัน</p>
<p>            เขาได้รับอิทธิพลจากผลงานของนักเปียโนชั้นครู อย่าง ออสการ์ ปีเตอร์สัน, แมคคอย ไทเนอร์, ชิค คอเรีย, คีธ จาร์เรทท์ และ เออร์รอล การ์เนอร์ นักวิจารณ์ต่างยกย่องว่า มิเชล กามิโล มีทักษะการเล่นดนตรีในระดับดีเยี่ยม สามารถเล่นได้หลากหลายสไตล์ และเข้าถึงรูปแบบดนตรีชนิดต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้ง</p>
<p>            มิเชล กามิโล เกิดที่ ซานโต โดมิงโก ในประเทศสาธารณรัฐ โดมินิกัน เขาเริ่มแต่งเพลงเมื่ออายุ 5 ขวบ เริ่มต้นจากการเล่นแอคคอร์เดียน ก่อนหันไปฝึกเปียโนเมื่ออายุ 9 ขวบ มิเชล ใช้เวลาเรียนดนตรีอยู่ในสถาบันดนตรีแห่งชาติเป็นเวลา 13 ปี ก่อนจะได้รับการบรรจุเป็นสมาชิกวงออร์เคสตราแห่งชาติ<span id="more-1594"></span></p>
<p>            ด้วยความรักในเสียงดนตรีแจ๊สนั่นเอง เป็นสาเหตุให้เขาตัดสินใจออกจากบ้านเกิดเพื่อค้นหาประสบการณ์ในโลกดนตรีที่สหรัฐอเมริกา โดยในปี ค.ศ.1979 มิเชล และภรรยาย้ายมาพำนักในนิวยอร์ก เพื่อเรียนต่อที่ แมนส์ คอลเลจ และ จูลลิอาร์ด สกูล</p>
<p>            มิเชล มีโอกาสเล่นกับ  ติโต ปูเอนเต ราชาเพลงซัลซา ตามด้วยนักแซ็กโซโฟน ปากวิโต ดี&#8217;ริเวอรา ก่อนจะก้าวมาทำงานเดี่ยวของตัวเอง ซึ่งมีแนวทางหลากหลาย ตั้งแต่แจ๊สไปจนถึงคลาสสิก</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1595" title="camilo" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/07/camilo.jpg" alt="camilo" width="270" height="407" /></p>
<p>            สำหรับ <strong>Spirit of the Moment</strong> เป็นผลงานที่ มิเชล หวนคืนสู่ลักษณะการประสมวงแบบ ทริโอ ที่เขาถนัด โดยนอกจาก Live at the Blue Note แล้ว ก่อนหน้านั้น มิเชล เคยมีอัลบั้มทริโอออกมา อย่างอัลบั้ม Triangulo ในแบบ &#8220;เปียโน-เบส-กลอง&#8221; เล่นกับ แอนโธนี แจ็กสัน (Anthony Jackson) และ ฮอราซิโอ &#8220;เอล เนโกร&#8221; เฮอร์นานเดซ (Horacio el Negro Hernandez ) มือกลองชาวคิวบา ที่เคยร่วมงานกับ สตีฟ ทอร์เร</p>
<p>            ในอัลบั้มนี้ มิเชล ได้ <strong>ชาร์ลส์ ฟลอเรส</strong> (Charles Flores) ทำหน้าที่มือเบส โดย ชาร์ลส์ ร่วมงานกับ มิเชล อย่างแข็งขันมานานหลายปี ส่วน <strong>แดฟนิส พรีโต</strong> (Dafnis Prieto) เป็นมือกลองคนใหม่</p>
<p>            ดังที่ มิเชล ตั้งข้อสังเกตไว้ ทั้ง ชาร์ลส์ และ แดฟนิส ล้วนเป็นชาวคิวบันด้วยกันทั้งคู่ ขณะที่ตัวเขาเองมาจากสาธารณรัฐ โดมินิกัน (Dominican Republic) ดังนั้น ทั้งสามจึงสนทนากันด้วยภาษาแห่งคาบสมุทรแคริบเบียน ช่วยกันแต่งเติมแง่มุมทางดนตรีจากชีวิตและประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป</p>
<p>            “ชาร์ลส์ เปิดทางให้ผมกลับมาทำงานกับอะคูสติคเบส และใช้ (เทคนิคการบรรเลงด้วยคันชัก) อาร์โกเบสเป็นครั้งแรกในดนตรีของผม (ลองฟังในเพลง Me Secret Place) เขายกสะพานพาดสาย เพื่อเพิ่มแรงกระทบของสาย เขาสวิงอย่างหนัก และการสีของเขาไร้ที่ติจริง” มิเชล กล่าวพร้อมเสริมต่อว่า</p>
<p>            “แดฟนิส ซึ่งมาจากคิวบาเหมือนกัน มีประสบการณ์การเล่นอย่างโชกโชน รวมถึงความรู้ในเรื่องของจังหวะที่เขาได้รับสมัยเล่นกับ สตีฟ โคลแมน เขานำฉาบและไม้ตีชนิดต่างๆ มาใช้ในเซสชั่นนี้ เขาฟังในสิ่งที่เรากำลังมุ่งหน้าไปและช่วยทำให้มันผลิบานยิ่งขึ้นจากจินตนาการของเขา ทั้งเขาและชาร์ลส์ ต่างเป็นนักประพันธ์ดนตรี ซึ่ง(คุณสมบัตินี้)มีส่วนช่วยให้พวกเขาเข้าใจสถาปัตยกรรมของดนตรีดียิ่งขึ้น”</p>
<p>            ในมุมมองของ มิเชล กามิโล ผลลัพธ์ที่คลี่คลายออกมาเป็นอัลบั้ม Spirit of the Moment ถือเป็นแลนมาร์คทางดนตรีของเขาเลยทีเดียว เพราะมันเกี่ยวข้องกับรากเหง้าของเขา, อิทธิพลทางดนตรีที่เขาได้รับ และการก้าวไปเบื้องหน้าของวงทริโอ ดังที่เขาบอกกล่าวแก่ บ๊อบ บลูเมนธัล เอาไว้ในไลเนอร์โน้ตของอัลบั้มนี้</p>
<p>            ก่อนบันทึกเสียงที่ อวาตาร์ สตูดิโอ ในมหานครนิวยอร์ก สมาชิกทั้ง 3 ของวงทริโอ ผ่านประสบการณ์เล่นดนตรีสดด้วยกันมาเกือบตลอดการทัวร์ปี ค.ศ.2006 พวกเขามีการแสดง 42 ครั้ง ในจำนวนนี้เป็นคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบ 4 หน แต่ส่วนมากเป็นงานตามคลับแจ๊สต่างๆ ที่เปิดทางให้เห็นปฏิกิริยาของคนฟังอย่างใกล้ชิด</p>
<p>            และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการวางองค์ประกอบของเพลงขึ้นเป็นอัลบั้ม โดย มิเชล แต่งเพลงใหม่ 8 เพลง และอะเรนจ์เพลงเก่า 4 เพลง จากนั้นฝากให้เพื่อนในวงด้วยระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ก่อนเดินเข้าสตูดิโอ ด้วยแนวคิดที่ต้องการให้ผลลัพธ์คลี่คลายออกมาสมดังชื่ออัลบั้มนั่นเอง</p>
<p>            มิเชล มอง Spirit of the Moment เหมือนหนังสือ แบ่งออกเป็นบท (Chapter) ต่างๆ โดยมีโครงสร้างเป็น 3 ส่วน (Part) แต่ละส่วนประกอบด้วน 4 บทย่อย รวมเป็น 12 แทร็คพอดี</p>
<p>            ส่วนแรกเป็นบทเพลงที่สะท้อนถึงรากเหง้าของความเป็น แอโฟร-แคริบเบียน ประกอบด้วยเพลง Just Now, My Secret Place, Spirit of the Moment และ Repercussions ทั้งหมดนี้เป็นงานประพันธ์ขึ้นใหม่ของ มิเชล</p>
<p>            Just Now เป็นบลูส์ในบริบทของลาติน ดังที่มีการเปรียบเปรยว่าคล้ายๆ นิวออร์ลีนส์ ปะทะกับแคริบเบียน ส่วน My Secret Place เป็นเพลงบัลลาดที่มีทำนองท้องถิ่นอันงดงาม เสียงดับเบิลเบสของ ชาร์ลส์ ฟลอเรส ลากคันชักอย่างเรียบเนียนให้ความต่อเนื่องของเสียงอย่างน่าทึ่ง ช่วงกลางของเพลงมีไดนามิคเพิ่มขึ้น เพื่อให้ มิเชล โซโลเปียโนอย่างเต็มที่</p>
<p>            Spirit of the Moment ดูเหมือนจะวางโครงสร้างง่ายๆ ด้วยแพทเทิร์นของกลอง เปิดโอกาสให้นักดนตรีทั้งสามตอบสนองกันอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ทางฮาร์มอนีที่พัฒนาขึ้น ให้ซาวด์ที่ถือว่าไม่ธรรมดาเลย ส่วน Repercussions เป็นสัดส่วนจังหวะของลาตินที่เข้มข้นและซับซ้อนขึ้น</p>
<p>            ตามด้วยส่วนที่ 2 เผยให้เห็นรากฐานของดนตรีแจ๊สที่ได้รับมา คือเพลงอย่าง Nefertiti เพลงของ เวย์น ชอร์เตอร์, Nardis เพลงของ ไมล์ส เดวิส , Trilogy และ Giant Steps เพลงของ จอห์น โคลเทรน</p>
<p>            Nefertiti และ Nardis เป็นแจ๊สที่มีการจัดวรรคตอนและสัดส่วนจังหวะใหม่ พร้อมกลิ่นอายสแปนิช ขณะที่ Giant Steps ไปไกลกว่าเวอร์ชั่นดั้งเดิมของ โครเทรน ตั้งแต่การดีไซน์บีทแบบฟังกี และไลน์เปียโนที่หมุนวน ด้วยแนวทางเดินคอร์ดที่ซับซ้อนหากท้าทายการฟังเป็นอย่างยิ่ง</p>
<p>            ส่วนสุดท้าย เป็นตัวแทนของการสังเคราะห์วัตถุดิบต่างๆ ขึ้นใหม่ หรือการมองไปเบื้องหน้านั่นเอง โดยเลี่ยงลักษณะการทำงานอย่างมีแบบแผน แต่เน้นน้ำหนักไปยังปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใดมากกว่า ทั้งในเพลง A Place in Time, Hurry Up and Wait , Liquid Crystal และ Solar (Explorations) ซึ่งเพลงหลังเป็นบทประพันธ์ของ ไมล์ส เดวิส</p>
<p>            ใน A Place in Time มิเชล เปลี่ยนบทบาทจากมือเปียโน “มากพลัง” มาสู่การ “พูดน้อยต่อยหนัก” ถือเป็นงานเพลงที่ “ความเงียบ” กลายเป็นส่วนหนึ่งของดนตรีอย่างไม่ต้องสงสัย ตรงข้ามกับบีทลาตินผสมแจ๊สใน Hurry Up and Wait ที่มีชีวิตชีวา ส่วน Liquid Crystal เคลื่อนไหวน้อยลง ด้วยคอร์ดน้อยๆ ปล่อยให้ทำนองเลื่อนไหลไปตามแบบฉบับของ โมดัล แจ๊ส ซึ่งให้ความรู้สึกขรึมขลังดี</p>
<p>            พวกเขาจบการสนทนาลงในเพลง Solar (Explorations) ที่นำมาตีความอย่างใหม่สด ด้วยบริบทของแจ๊สสมัยใหม่และชีพจรลาติน</p>
<p>            “ผมยังคงเพลิดเพลินกับกระบวนการค้นหาตัวเอง”มิเชล กามิโล ยืนยันไว้เช่นนั้นในตอนท้ายของ ไลเนอร์ โน้ต บนปกซีดี และผมเชื่อว่าในฟากฝั่งของนักฟัง ผลงานชุดนี้ของนักเปียโนโดมินิกันคนนี้ก็ยังมีแง่มุมให้ค้นหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน&#8230;&#8230;เรื่องโดย อนันต์ ลืกประดิษฐ์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1594/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Houston Person with Ron Carter</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1510</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1510#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 22 Jun 2010 06:20:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Reviews]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=1510</guid>
		<description><![CDATA[
               ผมสะดุดตาอัลบั้มนี้ทันทีที่ได้เห็น ด้วยภาพถ่ายปกอัลบั้มที่สื่อถึงลักษณะ Collaboration ของเทเนอร์ แซ็กโซโฟน กับ ดับเบิลเบส ซึ่งหาฟังได้ยาก จนอดจินตนาการถึงองค์ประกอบของเส้นเสียงภายในไว้ล่วงหน้ามิได้ และเชื่อว่าแฟนเพลงแจ๊สหลายท่านคงจะไม่รีรอเช่นเดียวกัน
               อย่างน้อยที่สุด ชื่อของ รอน คาร์เตอร์ มือเบสผู้เติบโตมาจากการเป็น “คลาสสิก ควินเทท ที่สอง” ของ ไมล์ส เดวิส ในช่วงกลางทศวรรษ 60s ผ่านประสบการณ์เล่นดนตรีมาตลอดชีวิต ปัจจุบันอยู่ในฐานะของ “ตำนานที่มีชีวิต” คงช่วยเราให้ตัดสินใจในการเลือกฟังอัลบั้มนี้ได้เร็วขึ้น
แต่เชื่อว่าหลายท่านคงอดสงสัยไม่ได้ว่า แล้ว ฮูสตัน เพอร์สัน คือใคร ?
                ฮูสตัน (น่าจะเสียงว่า ฮิวสตัน มากกว่า) เป็นมือเทเนอร์แซ็กที่มีอายุอ่อนกว่า ซันนี โรลลินส์ เพียง 4 ปี ถือว่าเป็นรุ่นอาวุโสเช่นเดียวกัน แต่โปรไฟล์ของเขาอาจจะไม่ยิ่งใหญ่ หรือมีสีสันเทียบเท่ากับนักแซ็กโซโฟนระดับแนวหน้าคนอื่นๆ ส่วนหนึ่งเพราะ ฮูสตัน ออกมาผจญภัยในวงการแจ๊สไม่มากนัก (แต่มีอัลบั้มของตัวเองราว 75 ชุด) ในระยะหลัง เขาทำหน้าที่เป็นทั้งเพื่อนใจและนักแซ็กโซโฟนในวงของ เอททา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1511" title="houstonperson" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/06/houstonperson.jpg" alt="houstonperson" width="238" height="235" /><br />
               ผมสะดุดตาอัลบั้มนี้ทันทีที่ได้เห็น ด้วยภาพถ่ายปกอัลบั้มที่สื่อถึงลักษณะ Collaboration ของเทเนอร์ แซ็กโซโฟน กับ ดับเบิลเบส ซึ่งหาฟังได้ยาก จนอดจินตนาการถึงองค์ประกอบของเส้นเสียงภายในไว้ล่วงหน้ามิได้ และเชื่อว่าแฟนเพลงแจ๊สหลายท่านคงจะไม่รีรอเช่นเดียวกัน<br />
               อย่างน้อยที่สุด ชื่อของ รอน คาร์เตอร์ มือเบสผู้เติบโตมาจากการเป็น “คลาสสิก ควินเทท ที่สอง” ของ ไมล์ส เดวิส ในช่วงกลางทศวรรษ 60s ผ่านประสบการณ์เล่นดนตรีมาตลอดชีวิต ปัจจุบันอยู่ในฐานะของ “ตำนานที่มีชีวิต” คงช่วยเราให้ตัดสินใจในการเลือกฟังอัลบั้มนี้ได้เร็วขึ้น<br />
แต่เชื่อว่าหลายท่านคงอดสงสัยไม่ได้ว่า แล้ว ฮูสตัน เพอร์สัน คือใคร ?<span id="more-1510"></span><br />
                ฮูสตัน (น่าจะเสียงว่า ฮิวสตัน มากกว่า) เป็นมือเทเนอร์แซ็กที่มีอายุอ่อนกว่า ซันนี โรลลินส์ เพียง 4 ปี ถือว่าเป็นรุ่นอาวุโสเช่นเดียวกัน แต่โปรไฟล์ของเขาอาจจะไม่ยิ่งใหญ่ หรือมีสีสันเทียบเท่ากับนักแซ็กโซโฟนระดับแนวหน้าคนอื่นๆ ส่วนหนึ่งเพราะ ฮูสตัน ออกมาผจญภัยในวงการแจ๊สไม่มากนัก (แต่มีอัลบั้มของตัวเองราว 75 ชุด) ในระยะหลัง เขาทำหน้าที่เป็นทั้งเพื่อนใจและนักแซ็กโซโฟนในวงของ เอททา โจนส์ นักร้องชื่อดังจนถึงวาระสุดท้ายของเธอในปี ค.ศ.2001<br />
                ชีวิตต้องดำเนินต่อไป ระยะหลัง ฮูสตัน มีงานบันทึกเสียงใหม่ทยอยออกมาเป็นระยะๆ เช่นเดียวกันกับ Just Between Friends ที่ทำรวมกับ รอน คาร์เตอร์ ในชุดนี้ ซึ่งมิใช่การโคจรมาพบกันครั้งแรก ทั้งคู่เคยมีงานในลักษณะ “ดูเอ็ท” มาก่อนหน้านี้แล้วในอัลบั้ม Something in Common เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน<br />
โทนเสียงแซ็กของ ฮูสตัน มีความหนานุ่มทุ้มลึก เหมาะสำหรับสไตล์บัลลาด ด้วยซาวด์ที่ชวนให้ระลึกถึงนักแซ็กโซโฟนในสกุลของ โคลแมน ฮอว์กินส์ เรื่อยไปจนถึง สก็อตต์ แฮมิลตัน ขณะที่แนวทางการด้นสดของเขา ทั้งการเอื้อนวลี (pharsing) และเลือกใช้ตัวโน้ต ได้รับอิทธิพลในกลุ่ม “โซล แจ๊ส” ที่นำโดย จีน แอมมอนส์ มาเต็มๆ จนบางคนถึงขั้นเปรียบเปรยว่า ฮูสตัน คือเงาเสียงของ จีน<br />
                10 เพลงในอัลบั้มคือบทประพันธ์สแตนดาร์ด สำหรับคนฟังเพลงที่มีประสบการณ์อยู่บ้างน่าจะฮัมทำนองตามได้ไม่ยาก เมื่อผนวกกับทางแซ็กโซโฟนที่เดินตามแนวทำนองหลัก โดยเผยให้เห็นถึงความไพเราะงดงามของทำนอง ก่อนจะ “แปรทำนอง” ใหม่ในช่วงอิมโพรไวเซชั่น คนฟังจึงได้เห็นปฏิภาณดนตรีที่พวยพุ่งราวกับเป็น Intuition ที่ไม่มีวันแห้งเหือด<br />
                ในเงื่อนไขของการ “ดูเอ็ท” ดูเหมือน รอน คาร์เตอร์ จะถนัดเป็นพิเศษอยู่แล้ว ผมเองได้เคยชม รอน เล่นดูเอ็ทกับมือกีตาร์ รัสเซลล์ มาโลน ที่บลูโน้ตคลับในนิวยอร์ก ทั้งคู่รับ-ส่งและโต้ตอบกันอย่างถึงพริกถึงขิง จนประจักษ์ในสายตาถึงความแม่นยำทั้งในการรักษาจังหวะ, การปล่อยตัวโน้ตเพื่อบ่งบอกถึงทิศทางของฮาร์มอนี และบ่อยครั้งที่ รอน ลงมาโซโลอย่างลื่นไหลราวกับโลกอยู่เคลื่อนไหว<br />
                สำหรับของคู่ รอน-ฮูสตัน พวกเขาเริ่มต้นจาก How Deep Is The Ocean เพลงเก่าของ เออร์วิง เบอร์ลิน โดย รอน นำเข้าด้วยเสียงเบสพร้อมฮาร์มอนี ก่อนเปิดทางให้ ฮูสตัน บรรเลงทำนองตามด้วยอิมโพรไวเซชั่น ก่อนจะถึง You&#8217;ve Changed บัลลาดที่นิ่งและงดงาม ทางแซ็กของฮูสตันกับเบสไลน์ของรอน รับส่งกันอย่างสมดุล<br />
Blueberry Hill เป็นเพลงสนุกง่ายๆ ที่ รอน เติมริฟฟ์ในช่วงท้ายของแต่ละพยางค์ ก่อนจะลงสู่ความซับซ้อนแบบโครเมติคใน Darn That Dream เพลงของ จิมมี แวน ฮิวเสน แล้วนำไปสู่ชีพจรบอสซาโนวาใน Meditation<br />
                แค่โน้ตไม่กี่ตัวของ Lover Man ฮูสตัน แสดงให้เราเห็นว่าไม่เพียงความจัดเจนในเรื่องของการเล่นเท่านั้น แต่เขายังเข้าถึงจิตวิญญาณในตัวเพลงได้ถึงแก่น โดยมีเบสไลน์ของ รอน สนับสนุนได้อย่างชัดเจน สลับกับช่วงอิมโพรไวซ์ที่รัดกุมและพอเหมาะพอดี ขณะที่ รอน โชว์การโซโล่ในเพลง Polka Dots And Moonbeams ได้อย่างไม่มีใครเหมือน<br />
ในยุคสมัยที่วงการแจ๊สก้าวไกล ด้วยปรากฏการณ์นักแซ็กโซโฟนเลือดใหม่อย่าง คริส พอทเทอร์ และขบวนคนรุ่นใหม่หัวก้าวหน้าอีกนับไม่ถ้วนที่สนุกกับการเล่นแร่แปรธาตุทางเสียง การได้ฟัง Just Between Friends เหมือนย้อนมิติของกาลเวลากลับไปหา “วันวานอันแสนสุข” แม้จะไม่ถึงกับเป็นการบรรเลงแบบ “Old-Fashioned” แต่สัมผัสแรกๆ ที่คนฟังได้รับคือความผ่อนคลาย (Relaxation).</p>
<p>Just Between Friends : How Deep Is The Ocean ; You&#8217;ve Changed ; Blueberry Hill ; Darn That Dream ; Meditation ; Lover Man ; Lover Come Back To Me ; Polka Dots And Moonbeams ; Always ; Alone Together<br />
Personnel : Houston Person , tenor saxophone ; Ron Carter , bass</p>
<p><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="480" height="385" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/C122Na3Kziw&amp;hl=en_US&amp;fs=1" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="480" height="385" src="http://www.youtube.com/v/C122Na3Kziw&amp;hl=en_US&amp;fs=1" allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always"></embed></object></p>
<p> </p>
<p>ฟังตัวอย่างเพลง Joy Spring จากอัลบั้มเก่า Something in Common</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1510/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โทนี เบ็นเน็ตต์ ครวญเพลงบลูส์</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1442</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1442#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 11 Jun 2010 04:49:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Reviews]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=1442</guid>
		<description><![CDATA[
เป็นที่สังเกตว่าแนวโน้มผลงานเพลงในระยะหลังของศิลปินรุ่นใหญ่มักมีแขกรับเชิญมาร่วมงานในอัลบั้มกันมากเป็นพิเศษ แรกๆ ก็ชวนให้แฟนเพลงอดรู้สึกตื่นเต้นตามไปด้วยไม่ได้ ดูจากรายชื่อโน่นก็คนดัง-นี่ก็คนเด่น แต่มาพักหลัง อัลบั้มลักษณะที่ว่านี้ยิ่งมีให้เห็นบ่อย และถี่ขึ้นเรื่อยๆ จนอดสงสัยไม่ได้ว่า นี่มันกำลังจะกลายเป็นสูตรสำเร็จของการทำอัลบั้มไปแล้วหรือ  ?
         ล่าสุด นักวิจารณ์เพลงในเมืองนอกบางรายถึงขนาดลงความเห็นให้อัลบั้มบางชุดที่เป็นการเล่นดนตรีของวงตัวเองล้วนๆ ว่า ดูมีความจริงใจกว่าอัลบั้มที่มีแขกรับเชิญมาร่วมงานมากนัก เพราะบ่อยครั้งที่เราพบว่าการมีแขกรับเชิญไม่ได้เป็นไปอย่างจริงใจ หรือชวนให้ซาบซึ้งตื้นตันใจ อันเนื่องมาจากความสัมพันธ์ ความผูกพัน หรือการเคารพนับถือกันของศิลปินแต่อย่างใด แต่จุดประสงค์โดยแท้จริงมาจากปรัชญาการตลาด ซึ่งนั่นก็คือ การสร้าง &#8220;จุดขาย&#8221; ให้แก่อัลบั้มนั่นเอง
         อย่างไรก็ตาม กว่าจะทำอัลบั้มสักชุดให้มีแขกรับเชิญมาร่วมงานมากมายชนิดเรียงกันเป็นตับได้ ศิลปินรายนั้นย่อมต้องมีบารมีไม่ธรรมดา เท่าที่เห็นก็เช่นอัลบั้ม Duets ของ เอลตัน จอห์น, อัลบั้ม Duets ที่ออกมาหลายชุดของ แฟรงค์ สินาตรา หรือจะเป็น Deuces Wild ของ บี.บี.คิง เป็นต้น

         ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่จู่ๆ โทนี เบ็นเน็ตต์ นักร้องอาวุโสเสียงบาริโทน จะปรากฏออกมาพร้อมด้วยอัลบั้ม Playin&#8217; With My Friends: Bennett Sings [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-1444" title="tonyb" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/06/tonyb-300x257.jpg" alt="tonyb" width="300" height="257" /></p>
<p>เป็นที่สังเกตว่าแนวโน้มผลงานเพลงในระยะหลังของศิลปินรุ่นใหญ่มักมีแขกรับเชิญมาร่วมงานในอัลบั้มกันมากเป็นพิเศษ แรกๆ ก็ชวนให้แฟนเพลงอดรู้สึกตื่นเต้นตามไปด้วยไม่ได้ ดูจากรายชื่อโน่นก็คนดัง-นี่ก็คนเด่น แต่มาพักหลัง อัลบั้มลักษณะที่ว่านี้ยิ่งมีให้เห็นบ่อย และถี่ขึ้นเรื่อยๆ จนอดสงสัยไม่ได้ว่า นี่มันกำลังจะกลายเป็นสูตรสำเร็จของการทำอัลบั้มไปแล้วหรือ  ?<span id="more-1442"></span><br />
         ล่าสุด นักวิจารณ์เพลงในเมืองนอกบางรายถึงขนาดลงความเห็นให้อัลบั้มบางชุดที่เป็นการเล่นดนตรีของวงตัวเองล้วนๆ ว่า ดูมีความจริงใจกว่าอัลบั้มที่มีแขกรับเชิญมาร่วมงานมากนัก เพราะบ่อยครั้งที่เราพบว่าการมีแขกรับเชิญไม่ได้เป็นไปอย่างจริงใจ หรือชวนให้ซาบซึ้งตื้นตันใจ อันเนื่องมาจากความสัมพันธ์ ความผูกพัน หรือการเคารพนับถือกันของศิลปินแต่อย่างใด แต่จุดประสงค์โดยแท้จริงมาจากปรัชญาการตลาด ซึ่งนั่นก็คือ การสร้าง &#8220;จุดขาย&#8221; ให้แก่อัลบั้มนั่นเอง<br />
         อย่างไรก็ตาม กว่าจะทำอัลบั้มสักชุดให้มีแขกรับเชิญมาร่วมงานมากมายชนิดเรียงกันเป็นตับได้ ศิลปินรายนั้นย่อมต้องมีบารมีไม่ธรรมดา เท่าที่เห็นก็เช่นอัลบั้ม Duets ของ เอลตัน จอห์น, อัลบั้ม Duets ที่ออกมาหลายชุดของ แฟรงค์ สินาตรา หรือจะเป็น Deuces Wild ของ บี.บี.คิง เป็นต้น</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1443" title="bennett" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/06/bennett.jpg" alt="bennett" width="300" height="300" /></p>
<p>         ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่จู่ๆ โทนี เบ็นเน็ตต์ นักร้องอาวุโสเสียงบาริโทน จะปรากฏออกมาพร้อมด้วยอัลบั้ม Playin&#8217; With My Friends: Bennett Sings The Blues โดยมีเพื่อนหลากวัยในวงการเพลงมาร่วมร้องร่วมบรรเลงกันอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็นนักร้องแจ๊สดาวรุ่งสายเลือดแคนาเดียนอย่าง ไดอานา ครอลล์, ศิลปินนัยน์ตาพิการอย่าง สตีวี วันเดอร์, เรย์ ชาร์ลส์, นักร้องสาวในแวดวงร็อคอย่าง เชอรีล โครว, บอนนี เรทท์, เค.ดี.แลงจ์ (ซึ่งคนหลังเคยร้องเพลงร่วมกับเขามาแล้วในเพลง Moonglow) เรื่อยไปถึง บี.บี. คิง, เคย์ สตาร์, บิลลี โจเอล และ นาตาลี โคล<br />
        พวกเขามาพร้อมกับเพลงบลูส์มาตรฐานที่รู้จักคุ้นเคยกันดี ไม่ว่าจะเป็น  Alright Okay You Win,  Everyday (I Have The Blues), Let The Good Times Roll, I Gotta Right To Sing The Blues เพลงบลูส์ในกลิ่นอายแจ๊สอย่าง Good Morning Heartache, Stormy Weather หรือบลูส์ในบทเพลงป๊อปร่วมสมัย New York State Of Mind  โดยมี ราล์ฟ แชรอน ควอร์เทท วงดนตรีของเพื่อนเก่าทำหน้าที่แบ็คอัพ โทนี เบ็นเน็ตต์ เช่นเคย ภายใต้การดูแลของ ฟิล ราโมน โพรดิวเซอร์ฉมังเวทย์คนหนึ่งของวงการ<br />
        เห็นรายละเอียดเช่นนี้ เชื่อว่า แฟนเพลงเก่าที่คุ้นเคยกับผลงานของเบ็นเน็ตต์, เคยผ่านสุ้มเสียงการร้องของศิลปินที่เป็นแขกรับเชิญ และลีลาการเล่นแบบออมฝีมือเพื่อทำหน้าที่แอคคอมพานีให้ดีที่สุดของ ราล์ฟ แชรอน และวงดนตรีของเขา คงพอจะนึกภาพออกว่าดนตรีทั้งหมดจะคลี่คลายออกมาเช่นใด</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-1445" title="tonyb2" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/06/tonyb2-300x300.jpg" alt="tonyb2" width="300" height="300" /></p>
<p>         ช่วงทศวรรษ 1990s นับเป็นปีทองที่ โทนี เบ็นเน็ตต์ กลับมาสร้างความโดดเด่นในวงการเพลงอีกครั้ง โดยเฉพาะในสาย เทรดิชั่นนอล ป๊อป (traditional pop) ซึ่งคนส่วนใหญ่มักหลงเรียกกันว่าเป็นเพลงแจ๊ส (แน่นอนว่ามีหลายเพลงอยู่ในโครงสร้างแบบแจ๊ส) โดย เบ็นเน็ตต์ สร้างแบบฉบับของการร้องเพลงแบบดั้งเดิมให้วัยรุ่นได้รับรู้ผ่านจากอัลบั้ม MTV Unplugged ของเขาที่ได้รับรางวัลแกรมมี่ในปี ค.ศ.1995<br />
         ในยุคเดียวกันนี้ เบ็นเน็ตต์ มีอัลบั้มหลายชุดที่เข้าขั้นคลาสสิกทีเดียว อาทิ Perfectly Frank ที่ร้องให้แก่ แฟรงค์ สินาตรา เพื่อนนักร้องรุ่นพี่ เมื่อปี ค.ศ.1992, Steppin&#8217; Out ที่นำงานอมตะของ เฟร็ด แอสแตร์ มาตีความและถ่ายทอดใหม่ในปี ค.ศ.1993, Tony Bennett on Holiday ร้องบทเพลงของ บิลลี ฮอลิเดย์ เมื่อปี ค.ศ.1997 และ Bennett Sings Ellington: Hot &amp; Cool เพื่อร่วมฉลองในวาระครบรอบ 100 ปีของ ดุ๊ก เอลลิงตัน ในปี ค.ศ.1999<br />
          เบ็นเน็ตต์ ผ่านเวทีการร้องเพลงมาอย่างโชกโชน (เช่นเดียวกับความสามารถในการเขียนภาพวาด และความรู้เรื่องธุรกิจเสื้อผ้าของเขา) ไม่เพียงเพลงป๊อปยุคเก่าจากละครเพลงเท่านั้น หากเขายังเป็นอเมริกันเชื้อสายอิตาเลียนที่ร้องเพลงบลูส์ได้อย่างไม่ขัดเขิน ดังกรณีของเพลง Everybody Has the Blues ที่เขาเคยอัดกับ เรย์ ชาร์ลส์ ในอัลบั้ม The Art of Excellence มาแล้ว ก่อนที่จะมาอัดกับ สตีวี วันเดอร์ อีกครั้งในอัลบั้มล่าสุด<br />
         ในมุมมองของนักร้องเสียงบาริโทนคนนี้ บลูส์เป็นพื้นฐานของแจ๊ส ดังนั้น เมื่อเขาซึมซับอิทธิพลดนตรีแจ๊สมาแต่อ้อนแต่ออก ย่อมเป็นไปได้ยากที่จะไม่มีบลูส์เป็นรากเหง้าสำคัญ เหตุนี้เอง สุ้มเสียงการร้องของ เบ็นเน็ตต์ ในอัลบั้มครวญเพลงบลูส์ชุดล่าสุดจึงเป็นไปอย่างสละสลวย กลมกลืน ฟังดูเป็นธรรมชาติยิ่งนัก<br />
สิ่งที่ส่งเสริมให้อัลบั้มชุดนี้มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น คือ ปรัชญาในการบันทึกเสียงสด โดยแทนที่จะปล่อยให้แขกรับเชิญแต่ละคนเดินเข้าห้องบันทึกเสียงเพื่ออัดเส้นร้องตามลำพังซึ่งถือเป็นวิธีการสะดวกสบายและนิยมกระทำกันในทุกวันนี้ เบ็นเน็ตต์ กลับปรารถนาจะได้ทำงานร่วมกันอย่างสดๆ มากกว่า <br />
          &#8221;ด้วยเทคโนโลยีทั้งหมดที่มีอยู่ สิ่งเดียวที่ศิลปินสามารถทุ่มเทให้แก่การบันทึกเสียงได้ ก็คือ ความรู้สึก&#8221; เบ็นเน็ตต์ แสดงความเห็น &#8220;หนึ่งในเหตุผลทั้งหลายที่หลุยส์ อาร์มสตรอง คงความเป็นอัจฉริยะไว้ได้ ก็คือ การที่เขามีฟิลลิ่งอย่างเหลือเฟือ นับตั้งแต่โน้ตตัวแรกที่เขาบรรเลงไปจนถึงการร้องคำราม เมื่อคุณฟังอัลบั้มสักชุด ไม่ว่ามันจะเป็นเพลงคันทรี่ หรือแร็พ หรืออะไรก็ตาม คุณตั้งคำถามว่านี่คืออัลบั้มที่จริงใจหรือไม่ ? ซื่อตรงรึเปล่า  ? มีอารมณ์ความรู้สึกอยู่ในนั้นมั้ย ?&#8221; โดยทั่วไป คุณจะต้องรอสัก 16 ห้อง(ของเพลง) เพื่อฟังดูว่ามันเป็นเช่นนั้นไหม แต่สำหรับ บิลลี (ฮอลิเดย์) แฟรงค์ (สินาตรา) หรือ เอลลา (ฟิทซ์เจอรัลด์) หรือเพลงบลูส์ทั้งหมดแล้ว มันมีขึ้นตั้งแต่จังหวะแรกแล้ว นั่นคือ สิ่งที่บลูส์สร้างความประทับใจให้แก่ผม เหมือนกับแจ๊ส มันอิมโพรไวส์ได้และเป็นไปด้วยตัวของมันเอง&#8221;<br />
           ดูเผินๆ อัลบั้ม  Playin&#8217; With My Friends: Bennett Sings The Blues ค่อนข้างจะเป็นการทำงานแบบสูตรสำเร็จอยู่สักหน่อย แต่ถึงที่สุดแล้ว นี่คือ การทำงานเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 75 ปีของ โทนี เบ็นเน็ตต์ ที่เปี่ยมด้วยความอบอุ่นด้วยมิตรสหายที่มาช่วยกันอย่างพร้อมหน้า<br />
 และผลลัพธ์ที่คลี่คลายออกมานั้น ก็เป็นสิ่งที่นักฟังรุ่นหลังต้องยกนิ้วให้ด้วยความชื่นชมมิใช่หรือ ?</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1442/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลูกสาว &#8216;เฮนรี แมนซินี&#8217; ครวญเพลงจากหนัง</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1396</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1396#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 17 May 2010 10:30:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Reviews]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=1396</guid>
		<description><![CDATA[
นักร้องอย่าง โมนิกา แมนซินี เคยใช้ชีวิตในวัยเด็กที่เหมือนกับเด็กอเมริกันชนทั่วไป โดยเธอเติบโตขึ้นมากับเสียงดนตรีของ เดอะ บีเทิลส์ และ เดอะ โรลลิง สโตนส์ แต่รวมไปถึงดนตรีรุ่นเก่าของ แมทท์ มอนโร
โมนิกา แมนซินี เป็นลูกสาวของ เฮนรี แมนซินี นักประพันธ์ดนตรีที่เคยได้รับรางวัลออสการ์ ตั้งแต่วัยเยาว์ เธอจำได้ว่าที่บ้านของเธอเคยมีโอกาสต้อนรับศิลปินดังมาแล้วหลายคน ซึ่งรวมถึง เมล ทอร์เม, ควินซี โจนส์ และ จอห์นนี เมอร์เซอร์ ดังนั้นการที่โมนิกาเลือกทำงานด้านดนตรีจึงไม่ใช่สิ่งที่น่าประหลาดใจ
อย่างไรก็ดี ถึงแม้โมนิกา ระบุว่า จินนี ซึ่งเป็นคุณแม่ของเธอ และมีงานเป็นนักร้องตามสตูดิโอ จะเป็นผู้ช่วยเหลือเธอในการทำงานด้านดนตรี แต่บุคคลที่มีอิทธิพลต่อเธออย่างมากในช่วงเริ่มแรก คือ แมทท์ มอนโร
&#8220;ฉันฟังอัลบั้มของเขาชุด This is the Life จนแผ่นสึก&#8221; โมนิกา กล่าว
แมทท์ มอนโร เป็นนักร้องแนวป๊อปรุ่นเก่าชาวอังกฤษที่เสียชีวิตไปนานแล้ว บางคนอาจจดจำผลงานโด่งดังของเขาได้บ้าง จากเพลงธีมของหนังเจมส์ บอนด์ ตอนที่ 2 เรื่อง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1397" title="8-monica" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/05/8-monica.jpg" alt="8-monica" width="201" height="252" /></p>
<p>นักร้องอย่าง โมนิกา แมนซินี เคยใช้ชีวิตในวัยเด็กที่เหมือนกับเด็กอเมริกันชนทั่วไป โดยเธอเติบโตขึ้นมากับเสียงดนตรีของ เดอะ บีเทิลส์ และ เดอะ โรลลิง สโตนส์ แต่รวมไปถึงดนตรีรุ่นเก่าของ แมทท์ มอนโร<br />
โมนิกา แมนซินี เป็นลูกสาวของ เฮนรี แมนซินี นักประพันธ์ดนตรีที่เคยได้รับรางวัลออสการ์ ตั้งแต่วัยเยาว์ เธอจำได้ว่าที่บ้านของเธอเคยมีโอกาสต้อนรับศิลปินดังมาแล้วหลายคน ซึ่งรวมถึง เมล ทอร์เม, ควินซี โจนส์ และ จอห์นนี เมอร์เซอร์ ดังนั้นการที่โมนิกาเลือกทำงานด้านดนตรีจึงไม่ใช่สิ่งที่น่าประหลาดใจ<br />
อย่างไรก็ดี ถึงแม้โมนิกา ระบุว่า จินนี ซึ่งเป็นคุณแม่ของเธอ และมีงานเป็นนักร้องตามสตูดิโอ จะเป็นผู้ช่วยเหลือเธอในการทำงานด้านดนตรี แต่บุคคลที่มีอิทธิพลต่อเธออย่างมากในช่วงเริ่มแรก คือ แมทท์ มอนโร<span id="more-1396"></span><br />
&#8220;ฉันฟังอัลบั้มของเขาชุด This is the Life จนแผ่นสึก&#8221; โมนิกา กล่าว<br />
แมทท์ มอนโร เป็นนักร้องแนวป๊อปรุ่นเก่าชาวอังกฤษที่เสียชีวิตไปนานแล้ว บางคนอาจจดจำผลงานโด่งดังของเขาได้บ้าง จากเพลงธีมของหนังเจมส์ บอนด์ ตอนที่ 2 เรื่อง From Russia With Love และเพลงธีมของ Born Free ซึ่งเป็นหนังเกี่ยวกับสิงโตตัวเมียชื่อเอลซา<br />
&#8220;แน่นอนว่าฉันฟังเพลงของโจนี มิทเชล กับลินดา รอนสตัดท์ด้วย แต่สำหรับ แมทท์ มอนโรนั้น ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย แต่มีบางอย่างที่พิเศษอยู่ในเสียงของเขา&#8221; โมนิกา กล่าว<br />
เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ โมนิกา จะบันทึกเสียงอัลบั้มรวมเพลงประกอบภาพยนตร์ เนื่องจากเธอหลงรักเสียงร้องของมอนโร และพ่อของเธอก็เคยทำดนตรีประกอบหนังระดับคลาสสิกมาแล้วหลายเรื่อง ซึ่งรวมถึง The Pink Panther และเพลง Moon River ที่ใช้ประกอบหนังเรื่อง Breakfast at Tiffany&#8217;s (1961)<br />
&#8220;เมื่อฉันไปดูหนัง ฉันมักให้ความสนใจกับดนตรี&#8221;<br />
โมนิกาได้รับแรงบันดาลใจให้ทำอัลบั้มชุดหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า Cinema Paradiso (ในสังกัดคองคอร์ด เร็คคอร์ดส์) เมื่อมีคนขอให้เธอร้องเพลง Senza Fine ประกอบหนังเรื่อง Ghost Ship<br />
&#8220;มันออกมาดีกว่าที่คาดไว้&#8221; โมนิกากล่าวถึงเพลงที่ให้อารมณ์หลอกหลอนเพลงนั้น</p>
<p><img class="aligncenter size-thumbnail wp-image-1398" title="Monica" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/05/Monica-150x150.jpg" alt="Monica" width="150" height="150" /><br />
Cinema Paradiso เป็นอัลบั้มชุดที่ 3 ของโมนิกา หลังจากที่เธอเคยออกอัลบั้มชุดแรกเป็นเพลงแนวสแตนดาร์ด ส่วนชุดที่สองของเธอเป็นการรวบรวมบทเพลงที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก ซึ่งเกิดจากการร่วมงานกันระหว่าง เฮนรี แมนซินี กับ จอห์นนี เมอร์เซอร์ โดยทั้งสองเคยได้รับรางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบยอดเยี่ยมร่วมกัน 2 ครั้ง จากเพลง Moon River ใน Breakfast at Tiffany&#8217;s (1961) และจากเพลง Days of Wine and Roses ที่ใช้ประกอบหนังชื่อเดียวกันในปีถัดมา โดยเมอร์เซอร์ทำหน้าที่แต่งเนื้อร้องให้เพลงทั้งสอง<br />
นอกจากนี้ เฮนรี แมนซินี ได้รับรางวัลออสการ์อีก 2 ครั้ง ในสาขาดนตรีประกอบยอดเยี่ยมจาก Breakfast at Tiffany&#8217;s และ Victor/Victoria (1982) นอกจากนี้ เขายังเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ทั้งหมดถึง 18 ครั้ง<br />
อัลบั้มชุด Cinema Paradiso ของโมนิกา แมนซินี ยังรวมเพลง A Love Before Time ที่ใช้ประกอบหนังเรื่อง Crouching Tiger, Hidden Dragon, เพลง The Summer Knows จากหนังเรื่อง Summer of &#8216;42 และเพลง Baby Mine จาก Dumbo ไว้ด้วย<br />
&#8220;ฉันเป็นคนเลือกเพลงพวกนี้เองตั้งแต่แรก&#8221; โมนิกากล่าว และเสริมว่า &#8220;ฉันต้องการร้องเพลง Alfie อย่างมาก และฉันก็ชอบเพลง The Shadow of Your Smile (จาก The Sandpiper) มาโดยตลอด ส่วนเพลง Soldier in the Rain (ของเฮนรี แมนซินี) ก็เป็นเพลงที่ฝังใจฉันมานานหลายปี&#8221;<br />
ชื่ออัลบั้มชุดนี้มาจากชื่อของหนังในปี ค.ศ.1989 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับโรงภาพยนตร์ในอิตาลีในอดีต โดยหนังที่กำกับโดย จูเซปเป ตอร์นาตอเร เรื่องนี้เป็นหนึ่งในหนังที่คุณพ่อของโมนิกาชื่นชอบมาก และครอบครัวของ เฮนรี แมนซินีก็อพยพมาจากภูมิภาคอาบรัสซีในอิตาลี<br />
&#8220;เราติดต่อเอ็นนิโอ มอร์ริโกเน (คอมโพสเซอร์) ให้ช่วยทำเนื้อร้องภาษาอังกฤษให้ Cinema Paradiso และเขาก็ตอบตกลง&#8221; เกร็กก์ ฟิลด์ กล่าว โดยฟิลด์เป็นสามีของโมนิกา และทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ให้อัลบั้ม<br />
&#8220;Over the Rainbow เป็นเพลงของจูดี การ์แลนด์ และไม่มีทางที่โมนิกาจะคิดนำเพลงนี้มาใส่ในอัลบั้ม แต่รองประธานคองคอร์ด เร็คคอร์ดส์ บอกโมนิกาว่า บริษัทฟูจิตสึ (ผู้ผลิตชิพคอมพิวเตอร์) ต้องการให้โมนิการ้องเพลงนี้ประกอบโฆษณา&#8221; ฟิลด์ กล่าว<br />
&#8220;ปรากฏว่าโมนิการ้องเพลงนี้ได้อย่างไม่ซ้ำแบบใคร และทางต้นสังกัดก็เลยบอกว่า &#8216;คุณต้องนำเพลงนี้มาใส่ในอัลบั้ม&#8217; &#8221; ฟิลด์ เผยถึงเบื้องหลังที่ไม่น่าเปิดเผยให้ฟัง<br />
ฟิลด์ เคยตีกลองให้แก่วงดนตรีของ แฟรงค์ สินาตรา เป็นเวลาราว 2-3 ปี และเขากล่าวว่าพวกเขามีเพลงให้เลือกไม่มากนักที่สามารถนำมาใส่ในอัลบั้มชุดนี้ &#8220;เราต้องการนำดนตรีที่ร่วมสมัยกว่านี้มาใส่ในอัลบั้ม แต่คุณภาพของดนตรีหลังปี 1980 เริ่มตกต่ำลง&#8221;<br />
ดนตรีประกอบหนังในปัจจุบันเป็นผลงานของซูเปอร์ไวเซอร์ด้านดนตรี และคนกลุ่มนี้ตั้งเป้าที่จะออกอัลบั้มประกอบภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยเพลงป๊อปหรือเพลงฮิต ถึงแม้เพลงเหล่านี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพล็อตหรือบรรยากาศของภาพยนตร์ก็ตาม<br />
สิ่งนี้แตกต่างจากผลงานของเฮนรี แมนซินี เพราะเขามีความสามารถในการประพันธ์ดนตรีประกอบหนังที่เหมาะสมกับบรรยากาศของเรื่อง และเพลงของเขายังกลายเป็นเพลงป๊อปที่ได้รับความนิยมอีกด้วย<br />
ในตอนแรก โมนิกา แมนซินี ไม่ได้ต้องการจะเป็นนักร้องเดี่ยว ถึงแม้เธอเติบโตขึ้นมาในลอสแองเจลิสในวงการหนังและดนตรีประกอบหนังก็ตาม<br />
&#8220;เฮนรี แมนซินีมักทำงานอยู่หลังฉาก และฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าพ่อมีความสำคัญ ฉันมาตระหนักถึงเรื่องนี้ในภายหลัง ฉันเพิ่งรู้ว่างานของพ่อมีความสำคัญก็ต่อเมื่อเขากลับบ้านมาในวันหนึ่งพร้อมกับรางวัลออสการ์ 2 ตัว&#8221; โมนิกากล่าว<br />
ลูกๆ ทั้ง 3 คนของเฮนรีต่างเคยร่วมร้องเพลงในผลงานของพ่อ โดยโมนิกาเล่าว่า &#8220;พ่อมักให้การสนับสนุนพวกเรา และเราทุกคนเคยเรียนเปียโนเพลงของชูมานน์&#8221;<br />
&#8220;ฉันจำได้ว่าควินซี โจนส์ หรือเมล ทอร์เม เคยมาที่บ้าน รวมทั้งจอห์นนี เมอร์เซอร์ด้วย แต่สินาตรา คบกับคนกลุ่มอื่น&#8221; โมนิกากล่าว และเสริมว่า &#8220;มีการจัดงานปาร์ตี้หลายครั้ง และจะมีคนมาร้องเพลงในงาน แต่พ่อจะไม่นั่งที่เปียโน ในขณะที่เมลจะร้องเพลง เพราะเขาชอบร้องเพลง&#8221;<br />
แม่ของโมนิกาเคยเป็นนักร้องแบ็คอัพให้กับแผ่นเสียงหลายแผ่น และร้องเพลงในรายการโทรทัศน์ที่ออกอากาศสดในช่วงทศวรรษ 1950-60s<br />
&#8220;แม่เคยพาฉันกับน้องสาวไปดูการถ่ายทอดรายการโทรทัศน์หลังโรงเรียนเลิก และหนึ่งในรายการที่ฉันจำได้ก็คือรายการ Red Skelton ทางสถานี CBS&#8221;<br />
&#8220;เราจะได้ดูกระบวนการทำรายการทั้งหมด และนั่นดูเหมือนเป็นสิ่งที่ฉันอยากจะทำ ฉันไม่ได้รับแรงบันดาลใจให้แต่งเพลง ฉันทำงานเป็นนักร้องตามสตูดิโอบันทึกเสียงจนกระทั่งพ่อเสียชีวิต&#8221;<br />
&#8220;ฉันรู้จักงานทุกชิ้นที่พ่อเคยทำร่วมกับเบลค เอ็ดเวิร์ดส์ และเมื่อพ่อล้มป่วย พวกเขาก็ขอให้ฉันออกทัวร์&#8221;<br />
&#8220;เมื่อคุณเป็นนักร้องตามสตูดิโอ คุณจะร้องในแบบที่พวกเขาสั่งให้คุณร้อง ไม่ว่าจะเป็น ร็อคแอนด์โรล หรือโอเปรา ดังนั้น คุณจึงไม่รู้จักเสียงของคุณเองอย่างแท้จริง ฉันต้องใช้เวลานานมากกว่าจะค้นพบเสียงของตัวเอง&#8221;<br />
ถึงแม้โมนิกาเคยร้องแบ็คอัพมาแล้วหลายร้อยเพลง รวมทั้งเพลงประกอบโฆษณา โมนิกาก็รู้สึกตื่นกลัวเมื่อเธอต้องเปิดการแสดงบนเวทีเป็นครั้งแรก โดยกล่าวว่า &#8220;ฉันเปิดการแสดงเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์ที่คลับของไฟน์สไตน์ในนิวยอร์ก และมันเป็นงานที่ยากกว่า เป็นเรื่องยากที่จะปรับตัวยอมรับสายตาทุกคู่ที่จ้องมาที่คุณ&#8221;<br />
&#8220;ฉันเคยร้องเพลงป๊อปมาแล้วเป็นพันครั้ง แต่ก็ยังรู้สึกตื่นกลัวเมื่อต้องแสดงเดี่ยวเป็นครั้งแรก โดยเฉพาะหลังจากที่พ่อตายไปแล้ว และฉันนำเพลงของท่านมาร้อง มันมีผลทางอารมณ์อย่างมาก และเป็นเรื่องที่สร้างความลำบากให้กับฉันเป็นเวลา 2-3 ปี&#8221;<br />
&#8220;Moon River คือสิ่งที่ท้าทายฉันมากที่สุด เพราะฉันเคยฟังเพลงนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน&#8221; โมนิกา กล่าวทิ้งท้าย<br />
Monica Mancini / Cinema Paradiso<br />
Tracks : 1. Cinema Paradiso, 2. Black Orpheus, 3.The Summer of &#8216;42, 4. A Love Before Time 5. Soldier in the Rain 6. Alfie 7. Royal Wedding, 8. The Sandpiper, 9. Baby Mine, 10. Ghost Ship, 11. The Promise<br />
Personnel : Monica Mancini , Vocal<br />
Record Date : November 5, 2002</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1396/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>John McLaughlin/Floating Point</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1353</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1353#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 30 Mar 2010 06:32:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Reviews]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=1353</guid>
		<description><![CDATA[ 
John McLaughlin
Floating Point
Abstract Logix Records
* *
          จอห์น แมคลาฟลิน อดีตมือกีตาร์ชาวอังกฤษในวงของ ไมล์ส เดวิส ยุคเซเวนตีส์ หนึ่งในผู้สร้างตำนานฟิวชั่น ด้วยวง “มหาวิษณุ ออร์เคสตรา” อันลือลั่น สร้างความเกรียวกราวในโลกดนตรีอีกครั้ง กับอัลบั้มชุดนี้ที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อนักวิจารณ์และแฟนเพลงแตกต่างกันอย่างลิบลับ ตั้งแต่การชูนิ้วโป้งทั้งซ้ายขวาขึ้นด้วยความชื่นชม ไปจนถึงการชูนิ้วโป้งสองข้างลงด้วยความผิดหวัง
          สำหรับคนฟังดนตรีอาชีพอย่างผม ปรากฏการณ์แบบนี้น่าติดตามเป็นพิเศษ เพราะบ่งบอกว่าผลงานในลักษณะนี้ให้แง่มุมที่แตกต่างในการพิจารณาและประเมินคุณค่า เหตุผลใดเล่าบางคนพอใจมาก ถึงขั้นในเรตติ้ง 5 ดาว (ดังกรณีนักวิจารณ์ในนิตยสารดาวน์บีทให้คะแนนระดับสูงสุดไว้) แต่มีไม่น้อยที่แทบจะขว้างแผ่นนี้ทิ้ง (ฮา)
โดยภาพรวม ทิศทางของอัลบั้มนี้เป็นการย้อนคืนบรรยากาศเก่าๆ ที่ จอห์น แมคลาฟลิน เคยสร้างสรรค์ไว้ในยุครุ่งเรืองของเขา นั่นคือการเป็นมือกีตาร์ฟิวชั่นที่แพรวพราวในการปรุงแต่งเสียงสังเคราะห์ไปพร้อมๆ กับความจัดเจนในการบรรเลงกีตาร์ชนิดหาตัวจับยาก
ส่วนของการปรุงแต่งเสียงนั้น มีการนำอิทธิพลของดนตรีตะวันออกในยุคแสวงหามาใช้เป็นสัดส่วนหลัก ทั้งทีมนักดนตรีส่วนมากที่เป็นชาวภารตะ รวมถึงเครื่องดนตรีอินเดียอย่าง ซิตาร์, กีตาร์ฮินดู, ขลุ่ยไม้ไผ่ ขณะที่ จอห์น ซึ่งระยะหลังหันมาหยิบจับเครื่องอะคูสติค คราวนี้เขาย้อนรอยกลับไปหากีตาร์ไฟฟ้า รวมถึงกีตาร์ซินธิไซเซอร์ที่สามารถสังเคราะห์เสียงได้ตามใจปรารถนา
          ทว่า ด้วยความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเครื่องไม้เครื่องมือในการทำงาน รวมถึงสภาพแวดล้อมของสตูดิโอ ซาวด์จากอัลบั้ม Floating Point [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p> </p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-1354" title="johnmc" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/03/johnmc-300x267.jpg" alt="johnmc" width="300" height="267" />John McLaughlin<br />
Floating Point<br />
Abstract Logix Records<br />
* *<br />
          จอห์น แมคลาฟลิน อดีตมือกีตาร์ชาวอังกฤษในวงของ ไมล์ส เดวิส ยุคเซเวนตีส์ หนึ่งในผู้สร้างตำนานฟิวชั่น ด้วยวง “มหาวิษณุ ออร์เคสตรา” อันลือลั่น สร้างความเกรียวกราวในโลกดนตรีอีกครั้ง กับอัลบั้มชุดนี้ที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อนักวิจารณ์และแฟนเพลงแตกต่างกันอย่างลิบลับ ตั้งแต่การชูนิ้วโป้งทั้งซ้ายขวาขึ้นด้วยความชื่นชม ไปจนถึงการชูนิ้วโป้งสองข้างลงด้วยความผิดหวัง<span id="more-1353"></span><br />
          สำหรับคนฟังดนตรีอาชีพอย่างผม ปรากฏการณ์แบบนี้น่าติดตามเป็นพิเศษ เพราะบ่งบอกว่าผลงานในลักษณะนี้ให้แง่มุมที่แตกต่างในการพิจารณาและประเมินคุณค่า เหตุผลใดเล่าบางคนพอใจมาก ถึงขั้นในเรตติ้ง 5 ดาว (ดังกรณีนักวิจารณ์ในนิตยสารดาวน์บีทให้คะแนนระดับสูงสุดไว้) แต่มีไม่น้อยที่แทบจะขว้างแผ่นนี้ทิ้ง (ฮา)<br />
โดยภาพรวม ทิศทางของอัลบั้มนี้เป็นการย้อนคืนบรรยากาศเก่าๆ ที่ จอห์น แมคลาฟลิน เคยสร้างสรรค์ไว้ในยุครุ่งเรืองของเขา นั่นคือการเป็นมือกีตาร์ฟิวชั่นที่แพรวพราวในการปรุงแต่งเสียงสังเคราะห์ไปพร้อมๆ กับความจัดเจนในการบรรเลงกีตาร์ชนิดหาตัวจับยาก<br />
ส่วนของการปรุงแต่งเสียงนั้น มีการนำอิทธิพลของดนตรีตะวันออกในยุคแสวงหามาใช้เป็นสัดส่วนหลัก ทั้งทีมนักดนตรีส่วนมากที่เป็นชาวภารตะ รวมถึงเครื่องดนตรีอินเดียอย่าง ซิตาร์, กีตาร์ฮินดู, ขลุ่ยไม้ไผ่ ขณะที่ จอห์น ซึ่งระยะหลังหันมาหยิบจับเครื่องอะคูสติค คราวนี้เขาย้อนรอยกลับไปหากีตาร์ไฟฟ้า รวมถึงกีตาร์ซินธิไซเซอร์ที่สามารถสังเคราะห์เสียงได้ตามใจปรารถนา<br />
          ทว่า ด้วยความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเครื่องไม้เครื่องมือในการทำงาน รวมถึงสภาพแวดล้อมของสตูดิโอ ซาวด์จากอัลบั้ม Floating Point จึงไม่สามารถย้อนกลับไปหายุคเซเวนตีส์-เอชตีส์ ได้อีกแล้ว สิ่งที่เราได้ฟังคือซาวด์ดนตรีแจ๊สแบบฟิวชั่นในยุคสหัสวรรษใหม่ ที่อิงไอเดียการทำงานแบบเดิม เช่นเดียวกันกับการแสดงออกด้านทักษะทางดนตรีที่อยู่ในระดับกลางๆ มิได้ให้ความสำคัญอย่างโดดเด่น ซึ่งทั้งหมดนี้ได้กลายมาเป็นข้อถกเถียงเรื่องความงามและคุณค่าทางสุนทรียภาพในที่สุด<br />
          จอห์น คงเห็นว่าแนวทางฟิวชั่นน่าจะใช้ได้ดีสำหรับกรณีนี้ แต่แทนที่จะมุ่งการแสดงออกด้านทักษะอย่างเต็มที่ เขาพึงใจจะเปิดที่กว้างๆ ให้แก่ซาวด์และไอเดียที่ผุดพรายออกมาผ่านตัวตนของเพื่อนนักดนตรีแต่ละคนในวง ไม่ว่าจะเป็นซิตาร์ หรือการด้นสดของเสียงร้องดังตัวอย่างในเพลง The Voice ซึ่งหากมองในอีกด้านหนึ่ง ก็น่าจะจัดเป็น “มาสเตอร์พีซ” ของอัลบั้มนี้ได้เช่นกัน<br />
          อัลบั้มเปิดตัวด้วยเพลงใสๆ สบายๆ อย่าง Abbaji ที่แม้จะมีทำนองอิงสเกลอินเดีย แต่กลับลดทอนความเข้มข้นลงอย่างน่าเสียดาย เพลงนี้ จอห์น แต่งให้แก่ อัลลา รัคกะ พ่อของ ซาเกอร์ ฮัสเสน ที่เสียชีวิตไปแล้ว ตามด้วยแทร็ค Raju มีบีทร็อคผสมตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยซาวด์ที่เรียกความสนใจ ได้ดี จัดเป็นเพลงเด่นเพลงหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงชั้นเชิงของการอิมโพรไวเซชั่น<br />
          Maharina ไม่ต่างจากสมู้ธแจ๊ส ด้วยซาวด์พื้นๆ มีสิทธิทำให้แฟนเพลงเก่าของจอห์นหน้าแตกได้ง่ายๆ หากไม่ระบุว่านี่คืองานของ จอห์น ตั้งแต่แรก ส่วน Off The One เป็นการบรรเลงแบบฟรีฟอร์มที่น่าตื่นตาพอสมควร แน่นอนทีเดียวว่า เพลงนี้ยังปรากฏลายเซ็นของจอห์นชัดเจนขึ้นมากขึ้นกว่าแทร็คก่อนหน้านั้น<br />
แทร็คที่น่าสนใจในอัลบั้มยังประกอบด้วย Inside Out ที่เริ่มต้นจากการด้นสดเสียงร้องเป็นจังหวะ ก่อนภาคดนตรีจะติดตามมา ขณะที่ 14 U เกือบจะกลายเป็น “ไลท์ มิวสิค” ไปแล้ว (คอแจ๊สคงมึนงงไม่น้อย) ปิดท้ายด้วย Five Peace Band ที่ผสมซาวด์แบบบลูส์เข้าไว้อย่างพอเหมาะ<br />
          ในความเห็นของผม Floating Point เป็นแจ๊สที่กระเดียดไปทางเวิลด์มิวสิค ตามความสนใจ ณ วัย 66 ปีของ จอห์น แมคลาฟลิน ในวันนี้ เขาอาจจะมิได้มุ่งหวังสถานะการเป็นสุดยอดของมือกีตาร์อย่างที่เคยได้รับเมื่อครั้งอดีต ดังนั้น ทิศทางในการสร้างสรรค์จึงให้ความสำคัญแก่เรื่องของการประพันธ์ดนตรี การจัดวางแนวเรียบเรียงเสียงประสาน การเลือกใช้เครื่องดนตรีหลากแนวเพื่อก่อให้เกิด “สีสัน” ที่แตกต่างออกไป</p>
<p>Floating Point : AbbaJi (For Alla Rakha) ; Raju ; Maharina ; Off The One ; . The Voice ; Inside Out ; 14U ; Five Peace Band<br />
Personnel : John McLaughlin , guitar , guitar synthesizer ; Ranjit Barot , drums ; Anant Sivamani , percussion ; Shashank and Naveen Kumar , bamboo flute ; Louiz Banks , keyboard ; Niladri Kumar , electric sitar ; U Rajesh , electric mandolin ; Debashish Bhattacharya , Hindustani slide guitar ; Shankar Mahadevan , vocals ; Hadrien Feraud , bass ; George Brooks , saxophone</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1353/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
