Posts Tagged ‘ ละติน ’

เอ็ดดี ปัลเมียรี ร้อนแรงด้วยบีทละติน

003

Artist :Eddie Palmieri
Album : Listen Here !
Record : Concord Picante 2005 (CD)

เอ็ดดี ปัลเมียรี ร้อนแรงด้วยบีทลาติน

เป็นไปตามความคาดหมาย ผลรางวัลแกรมมี่ปีนี้ (ค.ศ.2006) เอ็ดดี ปัลเมียรี (Eddie Palmieri) มือเปียโนชาวอเมริกันเชื้อสายเปอร์โตริกัน วัย 70 ปี คว้ารางวัลแกรมมี่ตัวที่ 7 ไปครองในสาขาอัลบั้มดนตรีลาตินแจ๊สยอดเยี่ยม จากอัลบั้ม Listen Here ! ที่ออกกับสังกัด “คองคอร์ด ปิกานเต”

แวดวงนักฟังแจ๊สบ้านเรา น่าจะรู้จักคุ้นเคยกับ เอ็ดดี ระดับหนึ่ง เพราะผลงานของเขาสรรหามาฟังได้ไม่ยากเย็นนัก อีกทั้งแนวดนตรีลาตินแจ๊สอันเร่าร้อนด้วยชีพจรซัลซ่า ผสมด้วยจังหวะรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น รุมบ้า, กวนกวนโก, แมมโบ ฯลฯ ถือว่าเป็นมนต์เสน่ห์อันไม่ยากแก่การเข้าถึงแต่อย่างใด
เอ็ดดี เติบโตมาในย่าน เซาธ์ บรองซ์ ของมหานครนิวยอร์ก เขาเล่นเปียโนตั้งแต่อายุ 8 ขวบ เมื่อมีโอกาสเติบโตและได้เล่นดนตรีที่ แพลลาเดียม บอลรูม ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “บ้านของดนตรีแมมโบ” ตั้งอยู่บนถนนสายที่ 53 ย่านแมนฮัตตันของเมืองนิวยอร์ก ในช่วงทศวรรษ 1960s

จากนั้น เขาซึมซับรูปแบบดนตรีแจ๊สมาอย่างเต็มๆ เพียงแต่อาจจะไม่เบนเข็มสู่ถนนสายแจ๊สโดยตรงเหมือนอย่าง ชาร์ลี ปัลเมียรี ผู้เป็นพี่ชาย
ในทางตรงกันข้าม เอ็ดดี กลับนำความรู้ทางด้านแจ๊สมาใช้ จนประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงจากการทดลองผสมผสานดนตรีลาตินกับดนตรีรูปแบบต่างๆ นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งซึ่งทำให้ในบางขณะแฟนเพลงค้นพบว่า ผลงานของ เอ็ดดี ปัลเมียรี แม้จะไม่ยากแก่การเข้าถึง แต่ก็พลิกผันจากความคาดหมายเดิมๆ เสมอ
เอ็ดดี ปัลเมียรี กำลังจะมีอายุครบ 70 ปีเต็มในวันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ.2006 นี้ นับเป็นมือเปียโนรุ่นตำนาน เป็นมือเรียบเรียงเสียงประสาน, นายวง และนักแต่งเพลงที่ยังมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

Listen Here ! เป็นการคืนกลับแนวทางดนตรีลาตินแจ๊สแบบมาตรฐาน มีจัดวางแนวอะเรนจ์เมนต์อย่างพอเหมาะพอควร เลือกเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ ตั้งแต่กีตาร์ไปจนถึงไวโอลิน และให้ความสำคัญแก่บทบาทของโซโลอิสต์รุ่นใหม่ซึ่งจัดจ้านและร้อนแรงด้วยพลังของการสร้างสรรค์
จุดเด่นอยู่ตรงการเลือกสรรบทประพันธ์มารวมไว้ มีทั้งงานแต่งเอง (Original Compositions) ส่วนอีก 4 เพลงเป็นเพลงแจ๊สคลาสสิกที่รู้จักมักคุ้นกันดี เอ็ดดี นำมาปัดฝุ่นและใส่อะเรนจ์เมนต์ใหม่ โชว์ไอเดียในการเรียบเรียงและการอิมโพรไวส์อย่างแพรพราว

เริ่มกันจาก ไตเติลแทร็ค Listen Here ! ผลงานจากปลายปากกาของ เอ็ดดี แฮร์รี ในยุคซิกซ์ตีส์ ซึ่งมี ไมเคิล เบรคเกอร์ (ในสภาพร่างกายที่กำลังป่วยหรือไม่ – ไม่แน่ใจ) มาโซโล่เทเนอร์แซ็ก สำเนียง “แอโฟร-คิวบ็อพ” ฟังจากแนวทางโซโล่แล้วกระเดียดไปในโทนของ จอห์น โคลเทรน อ่อนๆ โดยมี คริสเชียน แมคไบรด์ มือเบสทำหน้าที่วอล์คเบสได้อย่างถึงฟีล
ช่วงโซโลเบสตอนกลางของเพลงนั้น แค่โน้ตกลุ่มแรกๆ ก็นับว่าคุ้มค่าอย่างยิ่งที่ได้ฟัง คริสเชียน นำเสนอได้อย่างหมดจด ไม่ยืดเยื้อ ถูไถ ซ้ำไปซ้ำมา และมีความหมายทุกตัวโน้ต ผลลัพธ์โดยภาพรวมของแทร็คนี้ คือลาตินแจ๊สชั้นดีที่โน้มนำให้คุณโยกโยนตัวตามจังหวะโดยไม่รู้ตัว

Tin Tin Deo เป็นเพลงเก่าของ ดิซซี กิลเลสปี ให้อารมณ์เยือกเย็นบนชีพจรอันรุ่มร้อน โซโลเทเนอร์แซ็กโซโฟน ของ เดวิด ซานเชซ ในเพลงนี้ช่างสละสลวยและนุ่มละมุนละไมยิ่งนัก ความคิดของเขาพร่างพรูอย่างต่อเนื่อง และไม่ขาดสาย โดยมีแอคคอมพานีเปียโนที่เปี่ยมด้วยสุขุมคัมภีรภาพ เป็นการนำภาพร่างของอดีตมาฉายให้เด่นชัดยิ่งขึ้นด้วยอารมณ์ความรู้สึกร่วมสมัย
ตรงข้ามกับ Tin Tin Deo เมื่อมาถึง In Walked Bud เพลงคลาสสิกของ ธีโลเนียส มังค์ ซึ่งแต่งให้ บัด พาวล์ มือเปียนัยน์ตาพิการรุ่นปรมาจารย์ มีการจัดวางเฟรสซิ่งของเพลงใหม่ อาจจะสั้นๆ ห้วนๆ แต่แพทเทิร์นของจังหวะโยกโยนมากพอที่จะทำให้บทเพลงมีความลื่นไหล ด้วยอารมณ์ของจังหวะเต้นรำแบบย้อนยุค การประชันสีสันของเครื่องลมในแทร็คนี้ เสมือนหนึ่งบทสนทนาของเพื่อนที่ถูกอกถูกใจกันและกัน

ในอัลบั้มเดียวกัน เอ็ดดี หยิบเพลงของนักเปียโนอีกคนมาถ่ายทอดไว้ด้วย นั่นคือ Nica’s Dream บทประพันธ์ของ ฮอเรซ ซิลเวอร์ (น่าจะแต่งให้แก่ แพนโนนิกา สุภาพสตรีผู้สูงศักดิ์ชาวยุโรปที่มีบทบาทในการอุปถัมภ์ค้ำชูแจ๊สในช่วงทศวรรษ 1940-50s) รื่นรมย์และงดงามด้วยท่วงทำนองที่ ฮอเรซ ถนัดเป็นพิเศษ นอกจากเปียโนแล้ว เพลงนี้ เรจินา คาร์เตอร์ มือไวโอลิน และ นิโคลาส เพย์ตัน มือทรัมเป็ต นำเสนอดนตรีได้อย่างกลมกล่อมและมีรสนิยม

เรจินา ถ่ายทอดเสียงไวโอลินได้อย่างพริ้วไหวสะท้อนถึงทักษะอันเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะการควบคุมรักษาสัดส่วนของจังหวะยากๆ ของเพลงได้อย่างแม่นยำ ในเพลง In Flight ยืนยันถึงคุณสมบัตินี้ได้ดี
แทร็คที่น่าสนใจอีกแทร็คหนึ่งในอัลบั้มนี้ คือ La Gitana บทประพันธ์ของ เอ็ดดี ปัลเมียรี ที่มีมือกีตาร์สุดเปรี้ยว จอห์น สโกฟิลด์ มาร่วมแจม ในเพลงช้าแบบ ฟลาเมงโก-บลูส์ เปิดที่ทางของดนตรีให้กว้างออก ด้วยทุกๆ บีทของตัวโน้ตที่เรียกร้องการดูแลเอาใจใส่จากนักดนตรีอย่างดียิ่ง เพลงนี้ สโกฟีลด์ พลิกมุมมองของแฟนเพลง ด้วยการบรรเลงที่กระเดียดไปยังสำเนียงสแปนิช ซึ่งไม่บ่อยครั้งนักที่เขาจะถ่ายทอดสุ้มเสียงกีตาร์ด้วยลีลาเช่นนี้

Vals Con Bata เป็นเพลงน่ารักอีกเพลงหนึ่ง ซึ่งเปิดพื้นที่ให้นักดนตรีได้ขยับขยายแนวทางการบรรเลงในช่วงอินโทร. อะเรนจ์เมนต์ในเพลงนี้รุ่มรวยและพิสดารกว่าเพลงอื่นๆ ส่วน Tema Para Eydie เป็นภาพสะท้อนของตัวตนและความคิดอ่านทางดนตรีของ เอ็ดดี ได้ดี

ขณะที่ Mira Flores เพลงที่มีอินโทร. โซโล่ด้วยดับเบิลเบสอย่างน่าสนใจ ตามด้วยเสียงแซ็กโซโฟนอันอ่อนโยน ในห้วงอารมณ์อันวาบหวามรัญจวน และ EP Blues เป็นลาตินที่กระเดียดออกไปทางบลูซีย์ ถือเป็นเพลงปิดท้ายอัลบั้มที่ตอกย้ำคุณภาพระดับคลาสสิกของผลงานชุดนี้ให้เด่นชัดยิ่งขึ้น
เมื่อเปรียบเทียบกับงานบันทึกเสียงระดับคลาสสิกจากเมื่อวันวาน นักเปียโนอาวุโสได้รังสรรค์เพชรเม็ดงามอีกชิ้นให้แก่แวดวงลาตินแจ๊สในวันนี้ ร่วมกับคนหนุ่มสาวฝีมือดี ด้วยคุณภาพที่เข้มข้น ชนิดที่คนหลงใหลมนต์เสน่ห์ของมันไม่อาจผ่านข้ามไปได้.

- อนันต์ ลือประดิษฐ์ -


Eddie Palmieri / Listen Here ! / Concord Picante
Tracks : 1. In Flight ,2. Listen Here , 3. Vals Con Bata , 4. Tema Para Eydie, 5. Tin Tin Deo , 6. In Walked Bud , 7. La Gitana, 8. Nica’s Dream , 9. Mira Flores , 10. EP Blues
Personnel : Michael Brecker , tenor saxophone ; Brian Lynch , trumpet ; John Scofield , guitars ; Giovanni Hidalgo , conga bata , guiro ; John Bentez , bass ; Regina Carter , violin ; Donald Harrison , alto saxophone ; Horacio “El Negro” Hernandez, drums ; Conrad Herwig , trombone ; Christian McBride , bass ; Eddie Palmieri , piano ; Nicolas Payton , trumpet ; David Sanchez , tenor saxophone
Recording Date : N/A



เคนนี จี ไลท์ มิวสิค เติมกลิ่นละติน

kenny2_resize

ห่างหายไปนานพอสมควร นักโซปราโนแซ็กโซโฟนหนุ่มนาม เคนนี จี กลับมาครั้งนี้ เขามาพร้อมอัลบั้ม Rhythm & Romance ซึ่งถือเป็นความพยายามอีกครั้งหนึ่งของนักดนตรีที่มียอดขายอัลบั้ม 38 ล้านแผ่นคนนี้ที่ต้องการรักษาระดับเพดานบินความนิยมของตนเองต่อไป

ในทัศนะของผม การเลือกรูปแบบของดนตรีละตินมานำเสนอทั้งที่เป็นเพลงแต่งใหม่และเพลงเก่า นับเป็นทางออกที่ค่อนข้างสวยทีเดียว เพราะจังหวะเต้นรำท้องถิ่นละตินอย่างคิวบา ขับเคลื่อนไปบนแพทเทิร์นของ “กลาเว” (clave) ที่นับแบบ “หนึ่ง-สอง-หนึ่ง-สอง-สาม” หรือ “หนึ่ง-สอง-สาม-หนึ่ง-สอง” นั้น ใครที่มีโอกาสได้ยินได้ฟังย่อมอดมิได้ที่จะโยกตัวตามจังหวะไปด้วย

แต่ปัญหาสำคัญของ เคนนี จี (อย่างที่หลายคนรับทราบกัน) เขาสามารถถ่ายทอดความเข้มข้นของสารัตถะของดนตรีแนวนี้ได้ดีเพียงใด ? เพราะแนวทางโดยส่วนมากนั้น เจ้าตัวถนัดในการเจือจางเสียงดนตรีที่ได้ยินได้ฟัง ให้กลายเป็นเพียงความนุ่มนวลแบบสูตรสำเร็จมากกว่า และคงมีความเป็นไปได้น้อยมากในการถ่ายทอดด้านตรงข้าม คือความสากหรือความหยาบกร้าน อย่างที่พบเห็นในชีวิตจริงให้ปรากฏในเสียงเพลง

อัลบั้มนี้ หนุ่มผมฟูยังได้เพื่อนร่วมงานเดิม คือ วอลเตอร์ อฟานาเซียฟฟ์ มาร่วมแต่งเพลงและโปรดิวซ์เช่นเคย ส่วนมากเป็นเพลงประพันธ์ขึ้นใหม่ (มีเพลงเก่าอย่าง Besame Mucho) นอกจากเคนนี จี และวอลเตอร์ แล้ว ยังมี คลาวเดีย แบรนท์ เป็นทีมนักแต่งเพลงอีกคน พรั่งพร้อมด้วยนักดนตรีไซด์แมนที่มีชื่อเสียง อาทิ เช่น อเล็กซ์ อะคิวนา, นาธาน อีสต์, พอลินโญ ดา คอสตา ซึ่งล้วนแต่เป็นนักดนตรี “มือปืนรับจ้าง” ที่เจนจัดแทบทุกสไตล์ดนตรี

ในส่วนของโปรดักชั่น งานนี้ เคนนี จี ได้ ฮัมแบร์โต กาติกา โปรดิวเซอร์มือทองอีกคน รับหน้าที่คุมบอร์ดบันทึกเสียง
อารมณ์เพลงโดยทั่วไป เน้นทำนองคุ้นหู ฮัมตามได้โดยง่าย เช่นเดียวกับการคาดเดาทำนองได้ล่วงหน้า แม้กับการฟังครั้งแรกๆ ก็ตาม แนวฮาร์มอนีไม่ซับซ้อน ภาคริธึ่มเซคชั่นทำหน้าที่แบ็คอัพไปตามครรลอง แทบจะไม่มีโอกาสทำอะไรมากกว่านั้นเลย จึงเป็นการเปิดทางให้เสียงโซปราโน แซ็กโซโฟน เป็นพระเอกของงานนี้อย่างเต็มตัว

นั่นจึงทำให้ฐานะของเพลงในอัลบั้มนี้ ไปไม่ไกลกว่าความเป็นดนตรี ไลท์ มิวสิค (Light Music) กล่าวคือเป็นดนตรีที่ฟังสบาย มีไดนามิคน้อย โทนความหนักเบาของเสียงค่อนข้างราบเรียบ มุ่งให้คนจดจำจากซาวด์คาแร็คเตอร์ของเสียงแซ็กเป็นสำคัญ

บางครั้งดนตรีจำพวกนี้ จึงเหมาะสำหรับการเปิดเพื่อสร้างบรรยากาศให้สถานที่ไม่ดูหงอยเหงาจนเกินไป เราจึงได้ยินเพลงพวกนี้ตามล็อบบีโรงแรม หรือในลิฟท์โดยสาร บางคนถึงขนาดเรียกว่าเป็น Elevator Music ด้วยซ้ำไป เหตุเพราะมันทำหน้าที่แค่เสียงผ่านหูก็ให้ความเบิกบานได้ แต่ถ้าต้องนั่งลงฟังอย่างจริงจังแล้ว หยิบเพลงละตินแท้ๆ มาฟัง น่าจะได้อารมณ์และความอิ่มเอมมากกว่า
เขียนมาถึงบรรทัดนี้ แฟนเพลงตัวยงของ เคนนี จี อาจจะเคืองเอาได้ โดยเฉพาะแฟนเพลงรุ่นใหม่ที่เพิ่งหันมาสนใจผลงานของศิลปินคนนี้ แล้วพบว่าการฟังเพลงบรรเลงนั้นให้ความเพลิดเพลินเพียงใด แต่ผมเชื่อว่าแฟนเพลงเก่าที่เริ่มมีประสบการณ์ฟังเพลงมากขึ้น และอาจจะผ่านผลงานเพลงบรรเลงโดยศิลปินคนอื่นๆ มามากขึ้น น่าจะพอมองเห็นถึงประเด็นของการเขียนแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ว่า จริงๆ แล้ว งานของเคนนี จี นั้นมีข้อดีและข้อจำกัดในบางด้านที่ต้องพูดถึงไปพร้อมๆ กัน

ที่ผ่านมา กรณีของ เคนนี จี เคยเป็นวิวาทะที่โจษจันสนั่นเมืองมาแล้ว โดยเฉพาะเมื่อ แพท เมธินี มือกีตาร์แจ๊สระดับพระกาฬออกมาให้สัมภาษณ์และพาดพิงถึงตัวเขา หรือที่เป็นประเด็นถกเถียงกันเสมอๆ ก็คือ เคนนี จี เป็นแจ๊สจริงหรือไม่ บางคนถึงกับบอกว่า เคนนี จี เป็นแจ๊สแบบแมคโดนัลด์ (หรือแบบรับประทานด่วน) เพราะบังเอิญผลงานของเขาถูกนักการตลาดไปจับวางตำแหน่งสินค้าไว้ในกลุ่มแจ๊ส (Jazz Category) ซึ่งทำให้คนฟังจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่านี่คือ แจ๊ส บ้างล่ะ

หากเราพิจารณาจากพื้นฐานของคำนิยามสักหน่อย เราจะพบว่า แจ๊สเป็นดนตรีที่ให้ความสำคัญแก่ปฏิสัมพันธ์ของนักดนตรีภายในวงอย่างเท่าเทียม การบรรเลงแต่ละครั้ง แม้ในเพลงเดียวกัน ก็ยังเน้นความสดใหม่ ไม่มีการจำมาเล่นอย่างจายตัว

ดังนั้น เมื่อมองผ่านเกณฑ์ที่ว่านี้ ดนตรีของ เคนนี จี ย่อมไม่ใช่แจ๊ส แม้จะเป็นกลุ่มเพลงบรรเลงที่มีกลิ่นแจ๊สอยู่บ้างก็จริง แต่โดยหลักแล้วควรจะเป็น Light Music มากกว่า
ในอีกด้านหนึ่ง คงต้องเน้นย้ำด้วยว่า ดนตรี Light Music ก็มิใช่คำกล่าวแบบดูถูกเหยียดหยามแต่อย่างใด ในอดีตนั้นมีศิลปินกลุ่มนี้ที่สร้างงานคุณภาพมาไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น เจมส์ ลาสต์ , พอล มอเรียต หรือใครต่อใคร เคนนี จี เองก็สร้างงานคุณภาพ และมีตัวตนทางดนตรีที่ชัดเจน เพียงแต่เขาตัดสินใจเลือกที่จะทำงานในแนวทางนี้มากกว่า เพราะเป็นสไตล์ที่เขาถนัด

ถึงตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับคนฟังแล้วว่า จะฟังดนตรีแค่กลิ่นเพราะเข้าถึงง่าย หรือจะกลับไปค้นหารากเหง้าดนตรีละตินที่รุ่มรวยด้วยมรดกทางดนตรีที่ลึกซึ้ง

ตรงนี้ขึ้นอยู่กับพื้นฐาน ประสบการณ์ และการเรียนรู้ในการเสพศิลปะดนตรีของแต่ละคน.